๒๓

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋อง คิดจะไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงยังหาแม่ทัพมิได้ไม่เสด็จออกหลายเวลา อยู่วันหนึ่งเสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมกัน พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสปรึกษาราชการแผ่นดินว่าเราจะกลับไปตีเมืองตะวันออก เตียวเหลียงนั้นไปหาแม่ทัพหนังสือลับก็ยังไม่มีมาถึง ครั้นจะตั้งคนอื่นขึ้นก็เป็นห่วงด้วยเตียวเหลียง ท่านจะคิดประการใด เสียวโหจึงทูลว่าถ้าเสด็จไปตีเมืองห้ำเอี๋ยง ขอให้ตั้งฮั่นสินเป็นแม่ทัพ ครั้นจะงดไว้คอยหนังสือเตียวเหลียงเห็นจะช้า พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่าฮั่นสินเป็นแต่จิบเก๊กหนึงพึ่งมาอยู่กับเรา ครั้นจะตั้งเป็นแม่ทัพยังจะรับฌ้อปาอ๋องได้แลหรือ เสียวโหทูลว่าฮั่นสินเป็นคนดีมีสติปัญญาชำนาญในการกลศึก ควรจะเป็นแม่ทัพไปสู้รบกับทหารฌ้อปาอ๋องได้

พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสั่งให้เลื่อนที่ฮั่นสินเป็นโตอวย ให้ดูแลการในฉาง แล้วตรัสแก่ขุนนางว่า เรามีความวิตกด้วยบิดาแลบุตรภรรยาเรา ป่านนี้ฌ้อปาอ๋องพาไปไว้เมืองแพเสียจะเป็นประการใดก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ไม่มีความสบายแม้นจะฝันครั้งใดมีแต่ร้าย เสียวโหจึงทูลว่าครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก เกงก๋งเป็นเจ้าเมืองเจ๋บรรทมกลางวันฝันว่าขึ้นเขาพบเสือ กลับลงมาเดินตามหนองเห็นแต่งู ครั้นตื่นบรรทมแล้ว เวลาเช้าเสด็จออกมาตรัสบอกแก่อันจูตามนิมิตแล้วว่าเราไม่มีความสบายจึงฝันวิปริตดังนี้ อันจูทูลว่าธรรมดาเสือก็ย่อมอยู่บนเขางูนั้นควรที่จะอยู่กับหนอง ทรงพระสุบินสองประการนี้ ไม่ควรที่จะทุกข์ว่าฝันร้าย ข้าพเจ้าทุกข์อยู่ด้วยบ้านเมืองไม่มีคนดี ซึ่งจะเป็นแม่ทัพบังคับทหารในการศึก ข้อหนึ่งมีคนดีใช้ไม่ใช้ให้สมโดยวิชา ข้อหนึ่งคนรู้ในการศึกควรจะเป็นทหารทั้งความคิดก็ดีมีอยู่ในเมืองไม่รู้ สามประการนี้จึงได้วิบัติต่างๆ เหมือนอย่างพระองค์ตรัสว่าฝันเพราะไม่สบายพระทัย ซึ่งจะกลับไปทำศึกสู้รบกับฌ้อปาอ๋อง ข้าพเจ้าก็สืบสวนหาแม่ทัพถวายครั้นได้คนดีมาอยู่ใกล้ไต้อ๋อง ไม่ตั้งแต่งกลับจะให้ไปหาไกล แม้นฌ้อปาอ๋องยกมาผู้ใดจะเป็นแม่ทัพรับศึกใหญ่ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่าฮั่นสินมาอยู่กับเราไม่ถึงเดือนให้เลื่อนถึงสองครั้ง ครั้นจะให้เป็นแม่ทัพใหญ่ใครจะนับถือฮั่นสิน ด้วยทหารยังไม่เห็นวิชาแลความชอบ อันหนึ่งเตียวเหลียงได้กำหนดไว้ ก็ยังไม่มีหนังสือแจ้งข้อความมาเราจะคอยฟังข่าวอีกสักสองสามเดือน ถ้าช้าไปจึงจะจัดแจงตั้งแม่ทัพยกกลับไปตีเมืองตะวันออก ตรัสแล้วก็เสด็จขึ้น เสียวโหออกมาจากที่เฝ้าชวนฮั่นสินไปถึงบ้าน เสียวโหจึงบอกฮั่นสินว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสถึงท่านว่าเป็นคนดีมีสติปัญญารู้กิจการรอบคอบถึงจะเป็นแม่ทัพก็ได้ แต่เตียวเหลียงสัญญาไว้จะไปหาแม่ทัพ ถ้าได้จึงจะให้หนังสือเป็นสำคัญมา จะคอยท่าสักสองสามเดือนถ้าพ้นกำหนดไปแล้วจึงจะตั้งแม่ทัพขึ้น ฮั่นสินได้ฟังจึงคิดว่า ถ้าจะเอาหนังสือเตียวเหลียงออกมาให้ดู ก็จะว่าเราสมยอมกับเตียวเหลียง ถึงพระเจ้าฮั่นอ๋องชุบเลี้ยงก็เพราะการจำเป็น เราจะซ่อนหนังสือไว้ก่อน ดูใจพระเจ้าฮั่นอ๋องกับเสียวโห แม้นรักเราจริงก็จะตามไปภายหลังจึงจะให้ดูหนังสือลับ คิดแล้วพูดว่า ขอบใจท่านช่วยทูลทำนุบำรุงด้วยนํ้าใจกรุณาว่าแล้วก็คำนับลาไปบ้าน

ฝ่ายทหารซึ่งมาในกองทัพจิวพุนคิดกันหนีไปสิบคน อยู่วันหนึ่งฮั่นสินจึงสั่งคนใช้ว่า พรุ่งนี้เราจะไปนอกเมืองจงผูกม้ามาเตรียมไว้ ครั้นเวลาตีสิบเอ็ดฮั่นสินเขียนหนังสือไว้ที่ผนังตึก แล้วจับกระบี่สะพายแล่งขึ้นม้าออกประตูตะวันออกไปทางแม่น้ำหันเข

ฝ่ายคนใช้เห็นฮั่นสินหายไปจนบ่ายแคลงใจอยู่ จึงไปแจ้งความแก่เสียวโหว่า ฮั่นสินหายไปตั้งแต่ตีสิบเอ็ดยังไม่กลับมา ผิดเวลาซึ่งเคยไปแต่ก่อน ครั้นข้าพเจ้าเข้าไปในตึกที่ฮั่นสินอยู่เห็นเขียนหนังสือไว้สองบรรทัด

เสียวโหได้ฟังตกใจจึงคิดว่า ถ้าฮั่นสินไปเสียจากเมืองนี้ที่จะหาแม่ทัพใหญ่นั้นยาก จำจะไปดูให้รู้ความก็ขึ้นม้ารีบไปถึงที่อยู่ฮั่นสิน ถามบ่าวฮั่นสินซึ่งอยู่ ณ ฉางว่า เมื่อนายของเจ้าจะไปได้สั่งไว้อย่างไรบ้าง ชาวฉางแจ้งความว่าเวลาเย็นวานนี้ฮั่นสินสั่งข้าพเจ้าให้ผูกม้าว่าจะมีที่ไปทางไกล ครั้นรุ่งขึ้นวันเมื่อจะไปนั้นจึงเขียนหนังสือไว้ที่ผนังตึก แล้วก็ขี่ม้าออกไปทางประตูทิศตะวันออกจนเวลาป่านนี้ไม่เห็นกลับมา เสียวโหแจ้งความก็เดินขึ้นไปบนตึกเห็นหนังสืออ่านดูได้ความว่า ตัวเรานี้อุปมาดังพระจันทร์ขึ้นค่ำหนึ่งยังไม่เห็นดวง คนทั้งปวงเห็นแต่ดาวก็สำคัญว่าแสงกล้า ถ้ามิดังนั้นเหมือนหนึ่งม้าที่มีฝีเท้าอาจเดินทางได้วันละหมื่นเส้น แต่ยังไม่มีผู้ขับขี่จึงไม่รู้ว่าดี ข้อหนึ่งจะให้นายทหารทั้งปวงเห็นว่าตัวดีมีสติปัญญา อนึ่งก็เป็นคนพลัดบ้านเมืองมาหารู้ที่จะคิดการอย่างไรไม่ ประการหนึ่งเหมือนกระบี่อันมีคมดังกรดจมอยู่ในแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดขุดมาใช้ใครจะเห็นว่าดี อนึ่งเห็ดมีสีแดงเป็นของวิเศษบังเกิดขึ้นในที่สงัดไม่มีผู้ใดไปจึงไม่รู้แห่ง อนึ่งเหมือนดอกไม้มีสีอันงามกลิ่นหอมดังดอกไม้ในเมืองฟ้า ถ้ายังเกิดอยู่ในภูเขาอันเป็นที่คนไปไม่ถึงทำไฉนจึงจะได้มาชม อนึ่งหญิงสาวรูปงามบริสุทธิ์ ต่อชายไปพูดจาเล้าโลมให้เห็นนํ้าใจจึงจะยอมมาอยู่ด้วย เสียวโหอ่านหนังสือแจ้งความคิดเสียใจว่า เราก็ได้ทูลไว้กับพระเจ้าฮั่นอ๋องถึงสองครั้งสามครั้ง พระเจ้าฮั่นอ๋องไม่เชื่อฟังมิได้ชุบเลี้ยงฮั่นสินให้สมควรโดยสติปัญญา ฮั่นสินจึงแกล้งหลบหลีกหนีตัวเสีย แม้นเราไม่ไปตามเกลี้ยกล่อมให้ฮั่นสินกลับคืนมาได้ ซึ่งเราจะอยู่ทำราชการสืบไปภายหน้าเห็นจะไม่มีความสุข แล้วสั่งให้บ่าวไปเลือกม้าที่มีฝีเท้ามาโดยเร็ว คนใช้ก็ไปผูกม้ามาเตรียมตามสั่ง เสียวโหคิดจะไปทูลลาพระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นจะช้า จึงขึ้นม้าพาบ่าวรีบไปตามประตูทิศตะวันออก จึงถามคนที่เฝ้าประตูว่าเห็นใครประหลาดออกประตูนี้บ้าง คนซึ่งรักษาประตูบอกว่าเมื่อเวลาเช้าข้าพเจ้าเห็นคนหนึ่งขี่ม้าขาวออกทางประตูนี้ ถ้าจะไปประมาณทางสักห้าร้อยเส้น

เสียวโหได้ฟังก็ลงแส้ขับม้ารีบไปตามทาง พอถึงบ้านแห่งหนึ่งจึงถามชาวบ้านว่า ท่านยังเห็นคนขี่ม้ามาทางนี้บ้างหรือไม่ ชาวบ้านบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นไปทางนี้เวลาก็สายอยู่แล้ว ป่านนี้ถ้าจะไปประมาณทางสักหกร้อยเส้น เสียวโหได้ฟังชาวบ้านบอกดังนั้นคิดจะใคร่รีบไปตามเอาตัวฮั่นสินมาช่วยพระเจ้าฮั่นอ๋องกระทำศึก แต่ตัวยังไม่ได้กินข้าวเช้าหิวโหยนักจึงลงมาจากม้าหยุดอยู่พอหายเหนื่อย

ฝ่ายผู้ใหญ่ชาวบ้านครั้นรู้ว่าเสียวโหมาหยุดพัก ก็ชวนกันจัดของใส่โต๊ะยกมาให้เสียวโหๆ กินแล้วขึ้นม้ารีบไป

ฝ่ายชาวฉางต่างคนวิ่งไปบอกแฮเฮาหยินว่า บัดนี้ฮั่นสินหนีไปข้าพเจ้าได้ไปแจ้งความแก่เสียวโหๆ รู้ก็รีบตามฮั่นสินไปแต่เช้าแล้ว แฮเฮาหยินได้ฟังความดังนั้นก็ตกใจเรียกบ่าวขึ้นม้ารีบไปตามเสียวโห ฮั่นสินมาถึงแม่น้ำห้นเขเวลาค่ำเดือนขึ้นสว่าง ครั้นจะข้ามไปก็ไม่ได้ด้วยเป็นเดือนเก้า กำลังน้ำมาก ฮั่นสินขี่ม้าเลียบตามริมฝั่ง

ฝ่ายเสียวโหมาใกล้แม่น้ำหันเข จึงให้คนสนิทขับม้ารบไปก่อนหาเรือจะข้ามตามฮั่นสิน คนสนิทไปถึงริมฝั่งเที่ยวหาเรือก็ไม่ได้ เห็นแต่คนขี่ม้าขาวจึงรีบเข้าไป พบฮั่นสินจึงถามว่า ฮั่นเจียงกุ๋นทำไมท่านจึงหนี ให้นายข้าพเจ้ามีความทุกข์ถึึงท่านเร่งรีบติดตามมา พอเสียวโหไปถึงจึงว่าตัวเรากับท่านได้พูดจากันไว้ทุกสิ่ง เราก็ช่วยทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องๆ ก็จะชุบเลี้ยงควรหรือมาตัดไมตรีเราเสียได้ เมื่อจะมานั้นก็ไม่บอกให้รู้ ว่าแล้วเสียวโหก็จับบังเหียนม้าฮั่นสินชวนกลับมา พอแฮเฮาหยินตามมาทันเสียวโหจึงถามแฮเฮาหยินว่า ทำไมท่านจึงรู้ได้มาตาม แฮเฮาหยินบอกว่าข้าพเจ้าออกจากเฝ้า ชาวฉางไปแจ้งความว่าฮั่นสินหนี ท่านรีบตามมาข้าพเจ้าคิดเสียใจจึงเร่งม้าพบท่านทั้งสองยินดีนัก แฮเฮาหยินสรรเสริญเสียวโหว่า ท่านมีกตัญญูต่อพระเจ้าฮั่นอ๋องอุตส่าห์ติดตามฮั่นเจียงกุ๋นมาจนพบ ฮั่นสินเห็นเสียวโหกับแฮเฮาหยินมาตาม จึงว่าท่านทั้งสองควรจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ด้วยกตัญญูต่อแผ่นดินโดยสุจริต ทุกวันนี้ถ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่แล้ว มีแต่เพ็ดทูลเบียดบังผู้ซึ่งมีสติปัญญาเสียไม่ให้ได้ดี ครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องควรจะเป็นเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติไปภายหน้า เพราะท่านทั้งสองมีใจโอบอ้อมอารีดังนี้หายากนัก ประการหนึ่งสติปัญญาข้าพเจ้าก็น้อย ซึ่งท่านได้มาติดตามแล้ว ข้าพเจ้าก็จะกลับคืนไปทำราชการด้วยท่าน เสียวโหแฮเฮาหยินได้ฟังก็ยินดีพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองเห็นท่านมีสติปัญญาควรจะเป็นแม่ทัพได้ ซึ่งพระเจ้าฮั่นอ๋องยังไม่ตั้งแต่งท่านนั้นเพราะเตียวเหลียงจะไปหาแม่ทัพมาให้ พระเจ้าฮั่นอ๋องรับคำไว้จึงรอท่าอยู่ท่านอย่าเพ่อเสียใจก่อน ถ้าช้า จนล่วงเดือนไปพระเจ้าฮั่นอ๋องไม่ชุบเลี้ยงให้สมยศของท่าน ข้าพเจ้าทั้งสองก็ไม่ทำราชการจะทูลลาออกจากที่ขุนนางกลับไปอยู่เมืองไภก้วน

ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นมีความยินดี มาด้วยเสียวโหแลแฮเฮาหยิน ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จออก จิวพุนก็เข้าไปทูลว่าทหารซึ่งมาในกองทัพหนีไปสิบคนให้ไปหาตัวไม่พบ พอนายประตูเข้ามาบอกว่า เสียวโหกับแฮเฮาหยินออกประตูไปสองวันยังหากลับมาไม่ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังจิวพุนกราบทูลดังนั้นเสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า เรามาตั้งอยู่ในเมืองโปต๋งนี้นายทหารซึ่งสามิภักดิ์แลเป็นเชลยมานั้นมันคิดถึงบ้านเมืองก็ทำเนา แต่เสียวโหนี้เป็นเพื่อนยากมาแต่เมืองไภก้วนไม่ควรจะหนีก็หนีได้ ตรัสแล้วเสด็จขึ้นทรงพระวิตกไม่เป็นที่จะสรงเสวย

ฝ่ายเสียวโหกับฮั่นสินพากันมา ณ ตึก ครั้นเวลารุ่งเช้าเสียวโหกับแฮเฮาหยินก็เข้าไปเฝ้า พระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตรเห็นเสียวโหกับแฮเฮาหยินจึงตรัสว่า ท่านกับเรานี้รักใคร่กันมาช้านาน ท่านจะไปแห่งไรก็ไม่บอก จิวพุนมาแจ้งว่าทหารหนีเราไม่มีความสุข ครั้นรู้ว่าท่านหายไปเราคิดวิตกนัก เสียวโหได้ฟังจึงทูลว่าพระคุณของไต้อ๋องซึ่งชุบเลี้ยงข้าพเจ้ายังมิได้ให้ขัดเคืองสิ่งใด ไม่ควรที่จะเอาใจออกห่าง ซึ่งข้าพเจ้าหายไปสองวันเพราะคนมีสติปัญญามาสามิภักดิ์นั้นหนีจึงต้องไปติดตาม ซึ่งมิได้ทูลลานั้นโทษข้าพเจ้าผิดแต่เป็นการเร็วจวนเวลานัก เพราะข้าพเจ้าคิดจะใคร่ได้แม่ทัพให้ไต้อ๋องกลับไปตีเมืองห้ำเอี๋ยง พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังเสียวโหทูลดังนั้นจึงคิดว่า เสียวโหกับแฮเฮาหยินรักฮั่นสินนักจะใคร่ให้เป็นแม่ทัพโดยแท้ ซึ่งเราได้รับคำเตียวเหลียงไว้ ถ้าเตียวเหลียงได้คนดีจะมิเป็นสองคนไปหรือ คิดแล้วจึงตรัสว่าทหารทั้งปวงมาสามิภักดิ์แลได้มาแต่หัวเมืองทิศตะวันออกแต่ล้วนดีๆ ฝีมือกล้าแข็งหาไปตามเอามาไม่ไปตามแต่ฮั่นสินผู้เดียว เสียวโหได้ฟังจึงทูลว่าทหารทั้งปวงหนีพอจะหาได้ ซึ่งจะหาเหมือนฮั่นสินนี้ยากนัก ถ้าไต้อ๋องจะอยู่เมืองโปต๋งแล้ว จะให้ฮั่นสินไปอยู่เมืองอื่นก็ตั้งแต่จะไม่เป็นสุขปลายมือ ไต้อ๋องยังจะคิดเป็นเจ้าแผ่นดินกระทำศึกกับฌ้อปาอ๋องสืบไปเบื้องหน้า แม้นหาฮั่นสินไม่ผู้ใดซึ่งจะเป็นแม่ทัพเห็นจะรับฌ้อปาอ๋องไม่ได้ ถ้าฮั่นสินไม่ได้เป็นแม่ทัพแล้วข้าพเจ้าก็จะคืนเครื่องยศถวายขอลาไปอยู่บ้านเมืองเก่า ทิศตะวันออกเฉียงใต้ยืดไปเมื่อหน้าเมืองโปต๋งจะไม่พ้นฝีมือข้าศึกตะวันออก แฮเฮาหยินจึงทูลว่าซึ่งเสียงก๊กเสียวโหกราบทูลดังนี้ใช่จะเอ็นดูฮั่นสินก็หาไม่ เพราะมีความกตัญญูต่อแผ่นดินควรไต้อ๋องจะทำตาม

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังแฮเฮาหยินกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าท่านทั้งสองนี้ฟังแต่คำฮั่นสิน บอกเล่าก็นับถือว่าดี แลขุนนางซึ่งจะเป็นแม่ทัพหายาก ทั้งสติปัญญาว่องไวโอบอ้อมอารีจึงจะเป็นแม่ทัพได้ ด้วยทหารของเราถึงสามสิบหมื่น ทหารเอกถึงเจ็ดสิบคนก็อยู่ในแม่ทัพทั้งนั้น ไม่ตรึกตรองดูให้แน่ก่อน จะด่วนตั้งฮั่นสินให้เป็นแม่ทัพ ถ้าไม่เหมือนท่านว่าทหารทั้งปวงก็จะตายเสียเปล่า ถ้าดีเหมือนพูดกับท่านไปทำศึกสู้รบกับฌ้อปาอ๋องได้ ท่านจึงจะมีความชอบ ประการหนึ่งฮั่นสินผู้นี้แต่บิดามารดาของตัวก็มิได้คิดกระทำการสนองคุณ ด้วยเป็นคนจนเที่ยวแต่ขอทานข้าวเขากินอยู่เป็นนิจ เมื่อครั้งทำราชการอยู่ในฌ้อปาอ๋อง ก็เป็นคนตามหลังถือทวนถึงสามปี ท่านจะให้เราตั้งเป็นแม่ทัพนั้นยังไม่ควรจะต้องงดรออยู่ก่อน

เสียวโหได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ซึ่งไต้อ๋องตรัสทั้งนี้ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเกิดมาเป็นคน เมื่อคราวเคราะห์ร้ายแล้วไม่ควรมีโทษก็พึงมี เมื่อคราวเคราะห์จะดีย่อมจะคลาดแคล้วโรคภัยเจริญยศฐาศักดิ์ เมื่อครั้งแผ่นดินเลียดก๊กกงจู๊ก็มีสติปัญญา แต่หากว่าเคราะห์ร้ายเที่ยวไปเล่นในเมืองจี๋น โจรทั้งปวงซึ่งเป็นคู่วิวาทกับเอียงฮอ ครั้นเห็นกงจู๊สำคัญว่าเอียงฮอจึงจับตัวกงจู๊ไว้ ครั้นรู้ว่ามิใช่เอียงฮอก็ปล่อยกงจู๊เสีย เหมือนฮั่นสินผู้นี้เมื่ออยู่กับฌ้อปาอ๋อง ฟัมแจ้งก็รู้อยู่ว่าเป็นคนมีสติปัญญา จึงทูลให้ชุบเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เมื่อฮั่นสินเคราะห์ยังร้ายอยู่นั้นฌ้อปาอ๋องก็จะฆ่าเสีย ประการหนึ่งข้าพเจ้าก็ได้ไต่ถามพูดจากันอยู่เนืองๆ จึงได้รู้ว่าฮั่นสินมีสติปัญญาควรจะบำรุงแผ่นดินได้ ทุกวันนี้จะกินจะนอนไม่เป็นสุข เพราะไต้อ๋องไม่ชุบเลี้ยงฮั่นสินให้สมควร

พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า เวลานี้ก็เย็นแล้วท่านจงไปบ้านเสียก่อน ต่อพรุ่งนี้จึงจะปรึกษาขุนนางทั้งปวงให้รู้พร้อมกัน เสียวโหกับแฮเฮาหยินก็ทูลลามาบ้าน แล้วไปหาฮั่นสินแจ้งความตามพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสทุกประการ ฮั่นสินได้ฟังจึงว่า เมื่อพระเจ้าฮั่นอ๋องสงสัยอยู่ฉะนี้ท่านจะคิดประการใด เสียวโหแฮเฮาหยินว่า ซึ่งพระเจ้าฮั่นอ๋องไม่ตั้งท่านนั้นก็เพราะคำเตียวเหลียงผู้เดียว ถ้าท่านพบเตียวเหลียงได้หนังสือมาแล้วก็จะได้บังคับทหารแต่วันมาถึง แล้วเสียวโหแฮเฮาหยินก็ลาไป ฮั่นสินจึงคิดว่าเสียวโหแฮเฮาหยินเห็นวิชาจึงรักเรา แต่พระเจ้าฮั่นอ๋องไม่ทราบสำคัญว่าเรานี้เป็นอนาถาจึงไม่ชุบเลี้ยง คิดแล้วก็ลุกเข้าไปในที่นอน

ฝ่ายเสียวโหครั้นเวลาค่ำจึงนึกว่า ฮั่นสินผู้นี้มีอุบายมาก ชะรอยจะพบกับเตียวเหลียงแล้ว จึงมาได้แต่ผู้เดียวถึงเมืองโปต๋ง แต่หากแกล้งจะอำพรางปิดความไว้ จำจะไปพูดแยบคายถามดูให้ได้จริง คิดแล้วก็ลุกเดินไปที่สำนักฮั่นสิน พอคนใช้เข้าไปบอกว่าเซงเซียวออกมาหาท่าน ฮั่นสินก็ลุกมาจากที่นอนก็พูดว่า เวลาป่านนี้แล้ว เหตุใดท่านยังไม่หลับมีธุระประการใดจึงมาหาข้าพเจ้าอีก เสียวโหว่าทุกวันนี้เราไม่สบาย เพราะคิดความสิ่งใดไม่สำเร็จวิตกอยู่ เมื่อท่านยังทำราชการกับฌ้อปาอ๋อง ฟัมแจ้งก็เป็นคนดีย่อมรู้ว่าผู้ใดมีสติปัญญาจะไม่ช่วยเพ็ดทูลให้บ้างหรือ แต่อยู่มาก็นานแล้ว การสิ่งใดก็บอกสิ้น ยังไม่ได้ยินคำของท่านพูดถึงฟัมแจ้งว่าจะคิดการอย่างไรเลย

ฮั่นสินได้ฟังจึงว่า ฟัมแจ้งกับข้าพเจ้าก็ชอบกันอยู่ได้ช่วยเพ็ดทูลให้หลายครั้งแต่ฌ้อปาอ๋องหาชุบเลี้ยงไม่ เมื่อครั้งไฟไหม้จั๋นโต๋ข้าพเจ้าก็ได้ทำเรื่องราวให้ห้างเป๊กถวายแล้วเล่าเรื่องราวความให้ฟังทุกประการ เสียวโหได้ฟังก็ตกใจพูดว่า ฌ้อปาอ๋องฟังคำท่านอยู่บ้างพวกเราก็จะตายอยู่ในเมืองโปต๋ง เมืองฌ้อก็จะมั่นคงดังกำแพงศิลา ฮั่นสินจึงว่าถึงฌ้อปาอ๋องไม่ฟังคำข้าพเจ้าๆ ก็ยังไม่คิดหนี ต่อฟัมแจ้งจะไปเมืองแพเสียนั้นได้ทูลฌ้อปาอ๋องไว้สามประการ ประการหนึ่งอย่าให้ฮั่นอ๋องมาเมืองโปต๋ง ประการหนึ่งอย่าให้ฌ้อปาอ๋องไปจากเมืองห้ำเอี๋ยง ประการหนึ่งถ้าจะใช้ข้าพเจ้าก็ตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ถ้าไม่ใช้ให้ฆ่าเสีย ฌ้อปาอ๋องหาทำอันตรายข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าเกรงว่าฟัมแจ้งกลับมาแต่เมืองแพเสียจะเพ็ดทูลขึ้นอีก เห็นฌ้อปาอ๋องจะไม่เลี้ยงคงจะตายเสียเปล่าจึงหนีมา หรือท่านแคลงว่าเมื่อวันข้าพเจ้าหนีกลับไป สำคัญว่าข้าพเจ้านี้เป็นคนสนิทของฟัมแจ้งท่านกลัวว่าจะมาสืบการในเมืองโปต๋ง ได้ความแล้วจะกลับไปบอกฟัมแจ้งหรือท่านจึงสงสัยอยู่เวลาป่านนี้ยังไม่หลับนอน กลับออกมาถามความอีก ข้าพเจ้ายังมีของสิ่งหนึ่งอยู่จะให้ท่านเห็น แม้นท่านไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋อง ทราบก็จะสิ้นความสงสัย ท่านก็จะไม่ได้ลำบาก

เสียวโหได้ฟังฮั่นสินบอกความดังนั้นจึงว่า ท่านมีของวิเศษอย่างไรเราจะขอดูสักหน่อย ฮั่นสินก็เข้าไปในห้องหยิบหนังสือที่เตียวเหลียงให้มานั้นส่งให้เสียวโหๆ ได้หนังสือจึงฉีกผนึกออกดูที่ตะเกียง แจ้งว่าเป็นหนังสือสำคัญของเตียวเหลียงมีความยินดีนัก จึงว่าครั้งนี้สมคะเนแล้วทำไมไม่บอกให้รู้แต่แรก ฮั่นสินจึงว่าครั้นข้าพเจ้าจะเอาหนังสือออกแจ้งก่อน ตัวข้าพเจ้าก็จนพึ่งมาสามิภักดิ์ ยังไม่เห็นดีแลร้าย จึงอุตส่าห์ทำให้ท่านเห็นน้ำใจช่วยเพ็ดทูลความชอบให้ ครั้งนี้เห็นใจว่าท่านรักแผ่นดินจริงข้าพเจ้าจึงบอก

เสียวโหได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านนี้เป็นคนดีโดยแท้ไม่มีผู้ใดจะเปรียบท่านแล้ว เสียวโหก็ลาฮั่นสินไป ครั้นเวลารุ่งเช้าเสียวโหเอาหนังสือซึ่งฮั่นสินให้นั้นเข้าไปในวัง พบแฮเฮาหยินจึงเล่าความให้ฟังทุกประการ แฮเฮาหยินก็ยินดีพากันเข้าไปเฝ้า เสียวโหเอาหนังสือนั้นถวายพระเจ้าฮั่นอ๋องรับมา ทอดพระเนตรก็รู้ว่าเป็นหนังสือของเตียวเหลียงจึงตรัสว่าฮั่นสินได้หนังสือสำคัญมาทำไมจึงนิ่งเสียไม่บอก เสียวโหกราบทูลว่าฮั่นสินเป็นคนดีหมายจะให้รู้วิชาของตัวเสียก่อนจึงทำดังนี้ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังเสียวโหทูลดังนั้นชอบพระทัย ตรัสว่าท่านก็ได้บอกความเราหลายครั้งแล้วเราหาเชื่อฟังไม่ บัดนี้เตียวเหลียงให้หนังสือสำคัญมาเราจึงเห็นความดีของฮั่นสิน ท่านจงไปหาตัวมาเราจะตั้งให้เป็นไต้เจียงกุ๋นแม่ทัพใหญ่ เสียวโหจึงทูลว่าซึ่งไต้อ๋องจะให้หาฮั่นสินมาตั้งแต่งนั้น ทำดุจหนึ่งเรืยกคนในเรือนมาใช้ไม่สมควร ฮั่นสินก็จะเสียน้ำใจคงจะไปอยู่เมืองอื่น พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสว่าเราจะทำประการใด

เสียวโหทูลว่า ถ้าไต้อ๋องจะตั้งฮั่นสินให้เป็นไต้เจียงกุ๋นแล้วจงหาฤกษ์ตั้งพิธีกระทำตั๋วอัญเชิญเทพยดา เหมือนครั้งแผ่นดินพระเจ้าอึงเต้ตั้งองค์ออ พระเจ้าปูอ๋องตั้งเมียงไทก๋งให้เป็นแม่ทัพจึงจะชอบ พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสว่าการทั้งนี้ตามแต่ท่านจะจัดแจงเถิด เสียวโหก็ถวายบังคมลามาบอกแกฮั่นสินทุกประการ ฮั่นสินลุกขึ้นคำนับเป็นอันดี เสียวโหพูดกับฮั่นสินแล้วกลับมาบ้าน เอาตำราแต่งตั๋วแม่ทัพแต่โบราณมาดู รู้ว่าตั๋วสูงสามชั้นๆ ละหกศอกหกนิ้ว สิริโดยสูงนั้นสี่วาสองศอกคืบหกนิ้ว ชั้นต้นกว้างสามสิบเจ็ดวาสองศอกลดเข้าทุกชั้นมุมเป็นแปดเหลี่ยม ชั้นบนนั้นมีคนรักษาสิบห้าคนใส่เสื้อเหลืองถือธงเหลือง ชั้นกลางนั้นมีคนรักษาทั้งสี่ด้านๆ ละยี่สิบห้าคน ทิศตะวันออกนั้นใส่เสื้อเขียวถือธงเขียว ด้านตะวันตกใส่เสื้อขาวถือธงขาว ทิศใต้ใส่เสื้อแดงถือธงแดง ด้านเหนือใส่เสื้อดำถือธงดำ ชั้นต้นคนสามร้อยหกสิบห้าคนยืนรอบแต่งตัวใส่เสื้อสีต่างกัน ถือธงตามสีเสื้อแล้วมีที่บูชาเทพยดาทั้งสามชั้น รอบนอกจัดคนรูปร่างโตใหญ่ใจองอาจ เจ็ดสิบสองคนถืออาวุธครบมือรักษาหลังตั๋วข้างเหนือหน้าโต๊ะตั๋วข้างใต้ แลขุนนางพลเรือนอยู่ซ้าย ฝ่ายทหารอยู่ขวา เอาดินเหลืองถมเป็นหนทางแต่เกยประทับเข้าไปจนถึงตั๋วเอากระดานทำฉากฟันไว้ทั้งสี่ด้าน ห้ามไม่ให้คนเข้าออก แล้วเกณฑ์ทหารยี่สิบคนสำหรับตรวจห้ามมิฟังให้จับตัวจำไว้เสร็จการพิธีแล้วจึงให้ฆ่าเสีย ผู้จะเป็นแม่ทัพนั้นให้นั่งท้ายรถทรง ตั๋วอยู่นอกประตูเมืองทิศตะวันตกห่างกำแพงร้อยเส้น เสียวโหคัดตำราแผนที่แล้วก็เข้าไปเฝ้าถวายแผนที่ พระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตรเห็นชอบพระทัย ตรัสสั่งให้กวนหยินเป็นนายคุมคนไปทำเดือนหนึ่งให้แล้ว กวนหยินก็คำนับลาออกไปทำตั๋วทั้งโรงพิธีแลพลับพลารับเสด็จตามรับสั่ง

ขณะเมื่อเสียวโหทูลให้ฮั่นสินเป็นไต้เจี๋ยงกุ๋นแม่ทัพ รู้กันแต่แฮเฮาหยินคนทั้งปวงหาแจ้งไม่ ครั้นเห็นกวนหยินไปทำตั๋วนายทหารชวนกันพูดว่า ครั้งนี้จะตั้งแม่ทัพแต่ไม่รู้ว่าผู้ใดจะได้เป็น ห้วนโก้ยจึงพูดว่า เราเป็นข้าหลวงเดิม ทำความชอบต่อพระเจ้าฮั่นอ๋องมาจนตีเมืองห้ำเอี๋ยงได้ ถึงเมื่อเลี้ยงโต๊ะครั้งห้องมุ้ยห้างอี๋จะฆ่าพระเจ้าฮั่นอ๋องเสียเราก็กล้าเอาชีวิตเข้าไปหมายจะแก้พระเจ้าฮั่นอ๋อง ซึ่งทำตั๋วครั้งนี้เห็นจะไม่ตั้งใคร คงจะตั้งเราเป็นแม่ทัพ บรรดานายทหารจึงว่า แม้นจะตั้งได้ก็แต่แฮเฮาหยินห้วนโก้ยจิวพูนด้วยเป็นคนเก่าเคยบังคับทหารมา

ฝ่ายกวนหยินทำการเสร็จแล้ว ก็เข้าไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องๆ จึงสั่งให้เสียวโหหาวันฤกษ์ดีซึ่งจะทำการใหญ่ เสียวโหให้โหรหาฤกษ์ดีเสร็จแล้วก็กลับเข้าไปทูลว่า อีกสองวันฤกษ์ดี แต่เมื่อจะตั้งพิธีการใหญ่ไต้อ๋องกับขุนนางจะต้องถือศีล แล้วห้ามอย่าให้ว่าความแลกินสุราฆ่าลัตว่ในสามวัน ถึงวันฤกษ์ดีไต้อ๋องจะต้องเสด็จไปรับฮั่นสินใส่ท้ายรถไป พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้น ก็สั่งให้ทำตามคำเสียวโหๆ ออกมาจัดแจงการทั้งปวงไว้เสร็จ ทางซึ่งจะเสด็จนั้นแต่งพร้อม ครั้นรุ่งขึ้นเป็นฤกษ์ดี พระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จทรงรถสั่งกระบวนแห่ให้ไปตามถนนหน้าบ้านเสียวโหๆ รู้ว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จมา ก็ให้ฮั่นสินแต่งตัวแล้วพาออกมาคอยรับเสด็จ พระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นฮั่นสินจึงตรัสเรียกให้ขึ้นนั่งบนท้ายรถ ขุนนางพลเรือนแต่งตัวตามยศแห่ข้างซ้าย ฝ่ายทหารแต่งตัวใส่เกราะแห่ข้างขวา แลทางที่เสด็จมีราชวัตรฉัตรธงตั้งตลอดออกไปจนถึงตั๋ว มีภู่กลิ่นแลเครื่องหอมทั้งปวงห้อยระย้าไปตามทาง ฆ้องกลองเสียงเซ็งแซ่แห่เสด็จออกไปตามประตูทิศตะวันตก

ฝ่ายห้วนโก้ยเมื่อตามเสด็จ เห็นพระเจ้าฮั่นอ๋องรับฮั่นสินใส่ไปบนท้ายรถมีความขัดใจนัก จึงพูดแก่จิวพุนว่า เราก็ได้ความลำบากติดตามมาแต่ครั้งอยู่เมืองไผ่ก๋วน หมายว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องจะชุบเลี้ยงให้เราเป็นแม่ทัพ บัดนี้กลับมาตั้งฮั่นสินจำเราจะเพ็ดทูลทัดทานไว้ก่อน ว่าแล้วก็ลงจากหลังม้าไปขวางหน้ารถไว้ ทูลว่าฮั่นสินเป็นคนจน เที่ยวอาศัยขอทานข้าวชาวบ้านเขากินอยู่เป็นนิจ เมื่ออยู่กับฌ้อปาอ๋องนั้นก็เป็นแต่คนถือทวน ความชอบสิ่งไรก็ไม่มี ซึ่งจะตั้งฮั่นสินเป็นไต้เจี๋ยงก๋นแม่ทัพครั้งนี้ ถ้าฌ้อปาอ๋องแลหัวเมืองทั้งปวงรู้จะหัวเราะว่าในเมืองโปต๋งไม่มีคนดีจึงตั้งฮั่นสิน ขอไต้อ๋องฟังคำข้าพเจ้าก่อน เสียวโหได้ยินห้วนโก้ยกราบทูลความจึงเดินเข้าไปใกล้พูดว่า พวกเจ้าเป็นทหารรบไม่รู้การรอบคอบ แต่เราเป็นผู้ใหญ่ได้ดูแลการงานทั้งปวง ความคิดมากกว่าเจ้าก็ยังหาเหมีอนฮั่นสินไม่ ควรหรือเจ้ามากล้าเพ็ดทูลดังนี้จะทำให้คนกำเริบใจ แล้วเสียวโหจึงทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่าได้ตั้งกฎหมายแจกไว้ห้วนโก้ยบังอาจกระทำหยาบช้า เมื่อกำลังจะตั้งการพิธีใหญ่ล่วงอาญาไม่กลัวข้อรับสั่ง ขอไต้อ๋องจงให้จับตัวห้วนโก้ยไว้ก่อน ต่อเสร็จการพิธีจึงค่อยกระทำตามกฎหมาย แฮเฮาหยินจึงกราบทูลว่า ซึ่งไต้อ๋องจะกระทำศึกไปภายหน้า ถ้าจะไม่เอาโทษห้วนโก้ยทหารทั้งปวงจะกำเริบดูหมิ่น สืบไปเห็นจะหาเกรงกลัวอาญาไม่ แล้วฮั่นสินซึ่งจะเป็นแม่ทัพไปนั้น ก็จะบังคับบัญชาการศึกไม่สิทธิ์ขาด ขอไต้อ๋องจงกระทำตามคำเสียวโหจึงจะชอบ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าห้วนโก้ยหยาบช้านัก จึงสั่งให้ทหารจับตัวห้วนโก้ยไปคุมไว้ ต่อเสร็จการแล้วจึงจะฆ่าเสีย

ฝ่ายประชาราษฎร์ชาวเมืองโปต๋ง ชวนกันออกมาดูอื้ออึงแน่นไปสองแถวถนน เห็นพระเจ้าฮั่นอ๋องพาฮั่นสินมาตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ก็สรรเสริญว่า แต่จะตั้งแม่ทัพก็มีสง่ายิ่งนัก ดูทรัพย์สิ่งของตามทางแลกระบวนแห่งามเพลิดเพลินใจ พระทัยพระเจ้าฮั่นอ๋องโอบอ้อมอารีไม่มีผู้ใดเสมอ แต่มาอยู่เมืองโปต๋งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้เป็นสุข

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋อง สั่งให้เร่งรถไปถึงที่เกยเสด็จขึ้นไปอยู่บนตั๋วชั้นสาม จึงให้เสียวโหอยู่ชั้นสองแฮเฮาหยินอยู่ชั้นหนึ่ง ให้พนักงานเชิญฮั่นสินขึ้นตั๋วชั้นต้น แฮเฮาหยินผินหน้าไปทิศตะวันตก ฮั่นสินผินหน้าไปทิศเหนือ ไทสือคืออาลักษณ์อ่านคำประกาศเทพยดาว่า ไต้ฮั่นคือพระเจ้าฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋ง เดือนเก้าฤดูลมถึงวันฤกษ์ดี พระเจ้าฮั่นอ๋องให้แฮเฮาหยินประกาศแก่ภูเขาใหญ่ทั้งห้าซึ่งเป็นหลักแผ่นดิน แลแม่น้ำห้วยธารทุกตำบลราษฎรจะเป็นสุขหรือจะไม่มีความสบาย ก็เพราะพระมหากษัตริย์ผู้ครองเมืองหลวง เดิมจี๋นซีฮองเต้ทำการไม่อยู่ในยุติธรรม ให้ราษฎรเดือดร้อนมาจนถึงห้างอี๋ฆ่าไผ่อ๋องงี่เต้ ทำการหยาบช้าร้ายกาจผิดราชประเพณีแต่ก่อน บัดนี้พระเจ้าฮั่นอ๋องมีความ กรุณาแก่ไพร่บ้านพลเมือง จึงเกลี้ยกล่อมรี้พลได้ประมาณยี่สิบห้าหมื่น ตั้งให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพหมายจะบำรุงหัวเมืองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้เป็นสุขไปทั่ว ขอเทพยดาซึ่งสิงสถิตช่วยอภิบาลรักษาฮั่นสินซึ่งเป็นแม่ทัพให้มีชัยชนะแก่ชาวเมืองทิศตะวันออก ให้พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ครองเมืองหลวง ไทสือประกาศแล้วแฮเฮาหยินจึงส่งลูกเกาทัณฑ์ให้ฮั่นสินว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องมีรับสั่งพระราชทานแก่ท่านไปทำศึก ฮั่นสินคุกเข่าลงคำนับรับเกาทัณฑ์แล้วส่งให้ทหารซึ่งอยู่ซ้ายขวา ผู้รับสั่งก็เชิญฮั่นสินขึ้นตั๋วชั้นสอง เสียงก๊กเสียวโหยืนผินหน้าไปทิศตะวันตก ฮั่นสินผินหน้าไปทางทิศเหนือ ไทสือก็อ่านคำบวงสรวงประกาศว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องให้เสียงก๊กเสียวโหขอบอกกล่าวแก่พระจันทร์พระอาทิตย์ แลดวงดาวบนพื้นฟ้ากับกษัตริย์ผู้มีบุญซึ่งเป็นฮองเต้มาแต่ก่อน ด้วยกษัตริย์จะครองสมบัติเป็นสุขสืบเชื้อพระวงศ์ไปยืนนาน แลกษัตริย์ซึ่งครองสมบัติในแผ่นดินจะเป็นจลาจล เทพยเจ้าย่อมรู้ไม่เข้ากับคนผิดเหมือนแผ่นดินจี๋นซีฮองเต้ก็ให้สิ้นอายุเสีย บัดนี้ห้างอี๋ทำการหยาบช้าถือตัวว่าองอาจฆ่าคนซึ่งหาความผิดมิได้เป็นอันมาก เหมือนทหารของเจียงหำถึงยี่สิบหมื่นซึ่งตายก็ไม่รู้ว่าโทษตัวผิด ห้างอี๋ร้ายกาจยิ่งกว่าจี๋นซีฮองเต้ ห้างอี๋ก็จวนจะสิ้นชีวิตเปรียบเหมือนไม้จะล้มแต่จะทับคนตาย พระเจ้าฮั่นอ๋องเป็นใหญ่อยู่ในเมืองโปต๋ง พระทัยจะช่วยไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน คิดกำจัดห้างอี๋ซึ่งเป็นเสี้ยนหนาม ในแผ่นดินจึงหาผู้มีสติปัญญากล้าแข็งในการศึก เปรียบเหมือนผู้ขึ้นต้นไม้ตัดทอนรอนกิ่งลงมาตลอด รากจะไม่ให้ล้มทับคนทั้งปวง เห็นแต่ฮั่นสินผู้เดียวจึงตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ ขอให้เทพยเจ้าช่วยบำรุงพระเจ้าฮั่นอ๋องให้สืบเชื้อพระวงศ์ไป ครั้นจบคำประกาศแล้ว เสียวโหจึงหยิบธงคันเล็กว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องพระราชทานให้แก่ท่าน เป็นธงสำคัญแม่ทัพใช้ในการศึก ฮั่นสินก็คุกเข่าลงคำนับรับธงแล้วส่งให้แก่ทหารซึ่งยืนอยู่สองข้าง ผู้รับสั่งก็เชิญฮั่นสินขึ้นตั๋วชั้นสาม ฮั่นสินคำนับพระเจ้าฮั่นอ๋องแล้ว ผินหน้าไปทิศเหนือ พระเจ้าฮั่นอ๋องผินพระพักตร์ไปตะวันตก ชาวประโคมก็ประโคมดุริยางค์ดนตรีขึ้นพร้อมกัน พระเจ้าฮั่นอ๋องกระทำคำนับเทพยดาแล้วให้หยุดเสียงประโคม ไทสืออ่านคำประกาศว่า ข้าพเจ้ามีนามว่าเล่าปังผู้เป็นพระเจ้าฮั่นอ๋อง ถึงวันฤกษ์ดีขอคำนับบวงสรวงเซียงเต้คือพระอิศวรแลนางพระธรณี ด้วยข้าพเจ้าพึ่งฟ้าแลดินจึงได้มาเป็นกษัตริย์ครองสมบัติในเมืองโปต๋ง ก็ตั้งใจจะช่วยอาณาประชาราษฎร์ซึ่งได้ความเดือดร้อน ตกอยู่ในเงื้อมมือห้างอี๋ ด้วยห้างอี๋ได้ถวายสัตย์ต่อพระเจ้างี่เต้ว่าไม่ทำอันตราย กลับใช้ทหารไปทำลายชีวิตพระเจ้างี่เต้ ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋องเสียความสัตย์ แล้วยังไม่ละชั่ว มีใจโลภไปขุดศพเอาทรัพย์สิ่งของเครื่องประดับ ที่ฝังไว้เป็นอาณาประโยชน์แล้ว เผาตำหนักอาปงจ๋ง ให้ไฟไหม้บ้านราษฎรถึงพันเส้น เทพยดาก็โกรธผีก็แค้น ด้วยราษฎรได้ความเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน แต่คำโบราณว่าไว้เมืองใดถึงทหารมากแลกล้าแข็ง ไม่มีแม่ทัพรู้การรอบคอบ ทหารทั้งปวงก็หาเชื่อใจไม่

เสียวโหแลแฮเฮาหยิน เห็นน้ำใจแลสติปัญญาฮั่นสินจะบังคับทหารได้ ข้าพเจ้าจึงให้ฮั่นสินเป็นไต้เจียงกุ๋นแม่ทัพใหญ่ จึงทำตั๋วตามประเพณีกษัตริย์แต่ก่อน ตั้งแม่ทัพเหมือนครั้งแผ่นดินพระเจ้าอึงเต้ตั้งฮองวง พระเจ้าชวนคังเต้ตั้งบูโก พระเจ้าโกสินตั้งจกยง พระเจ้าชุนเต้ตั้งโกโต พระเจ้าเสียงถางตั้งอิอี๋น พระเจ้าบูจองตั้งลิบอง ข้าพเจ้าทำทั้งนี้โดยราชประเพณีสืบมา ขอเทพยเจ้าอวยชัยให้พรแก่ข้าพเจ้าแลฮั่นสินแม่ทัพไปปราบศัตรูในแผ่นดินให้ราบคาบ ครั้นให้ไทสืออ่านคำประกาศจบลงแล้ว พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงส่งกระดาษแดงจารึกอักษรชื่อไต้เจียงกุ๋นแลโตกทองคำสำหรับแม่ทัพ กับหยกขาวแลกระบี่ให้ฮั่นสินแล้วตรัสว่า แต่บรรดาทหารจงประสิทธิ์แก่ท่านตามแต่จะจัดแจงใช้สอย อนึ่งอย่าถือตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ดูหมิ่นผู้น้อย จงรักทแกล้วทหารให้เสมอกัน แล้วให้ตรึกตรองการทั้งปวงโดยราชกิจปรึกษาให้เห็นพร้อม อย่าทิฐิเห็นผิดเป็นชอบ ท่านจงอุตส่าห์ทำราชการทำนุบำรุงแผ่นดินโดยสุจริต ฟ้าก็จะสรรเสริญอวยพรให้หัวเมืองทั้งปวงปราชัยพ่ายแพ้

พระเจ้าฮั่นอ๋องทรงนั่งผินพระพักตร์ไปทิศใต้ ฮั่นสินก็คุกเข่าลงถวายบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณกล่าวไว้ว่า จะตั้งบ้านเรือนจงชำระจัดแจงภายในเสียก่อน คิดบำรุงฝึกทหารให้ชัดเจนในกลศึก การภายนอกจึงจะสำเร็จ ข้าพเจ้าได้รับสั่งอาชญาศึกจะอุตส่าห์ทำราชการสนองพระคุณให้สมที่ไต้อ๋องชุบเลี้ยง พระเจ้าฮั่นอ๋องดีพระทัยนักตรัสว่า เสียวโหบอกเราว่าท่านมีสติปัญญารู้การศึกลึกซึ้ง จงสำแดงในกลอุบายให้เราเห็นบ้าง ฮั่นสินจึงทูลว่า ทุกวันนี้ฌ้อปาอ๋องได้อาณาเขตกว้างขวาง ตลอดจนเมืองห้ำเอี๋ยงซึ่งไต้อ๋องจะคิดกระทำศึกชิงแผ่นดินครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นทหารในเมืองโปต๋งยังน้อยกว่าทหารเมืองฌ้อ

พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า เพราะทหารเราน้อยจึงหาท่านมาเป็นแม่ทัพ ถ้าข้าศึกจะมีรี้พลมากถ้าท่านมีสติปัญญาโดยแท้ก็คงจะเอาชัยชนะไต้ ฮั่นสินจึงทูลว่าข้าพเจ้าจะจัดแจงคนในเมืองโปต๋งขึ้นเป็นทหาร คิดให้ได้ทหารเก่าแลทหารใหม่สักสี่สิบหมื่นยังน้อยกว่าฌ้อปาอ๋องสักสองสามเท่า แต่เห็นพอจะคิดโดยกลอุบายทำศึกกับชาวเมืองฌ้อได้ เพราะรู้ว่าฌ้อปาอ๋องเป็นคนหยาบช้าไม่มีความเมตตาแก่ไพร่บ้านพลเมือง หาความคิดมิได้ไม่รู้ใช้คนดีถือแต่กำลังมีมือตัวว่าไม่มีผู้ใดจะต่อสู้ ถึงหัวเมืองแลราษฎรทั้งปวงก็เกรงกลัวแต่ภายนอก ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าจะเอาใจออกห่างฌ้อปาอ๋องหลายเมือง บัดนี้ฌ้อปาอ๋องตั้งให้เจียงหำตั้งอี้สุมาหืนเป็นสามจีนอ๋องรักษาเมืองด่านทั้งสามเมือง แต่คนในด่านสามจีนแลเมืองห้ำเอี๋ยงมีความพยาบาทเจ็บแค้นเจียงหำตั้งอี้สุมาหืนอยู่ทุกคน ด้วยพาเอาญาติพี่น้องไปสามิภักดิ์ฌ้อปาอ๋องๆ ก็ฆ่าเสียสิ้นทั้งยี่สิบหมื่นแต่ในเวลาเดียว บัดนี้ยังกลัวฌ้อปาอ๋องอยู่ไม่รู้ที่จะคิดการใหญ่ได้ด้วยเป็นแต่ผู้น้อย ประการหนึ่งเมื่อไต้อ๋องเข้าเมืองห้ำเอี๋ยงได้นั้นก็มิได้ทำอันตรายแก่ราษฎรทั้งปวง แล้วให้ลดกฎหมายไพร่บ้านพลเมืองมีความสุขตั้งใจคอยท่าไต้อ๋องหวังจะให้กลับไปเป็นเจ้าแผ่นดินครองสมบัติในเมืองหลวง แล้วว่าไต้อ๋องรู้จักใช้คนดีข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์มาทำราชการด้วย ถ้าไต้อ๋องจะยกไปตีเมืองตะวันออกข้าพเจ้าเห็นว่าจะได้โดยง่าย เพราะหัวเมืองแลราษฎรตั้งใจคอยท่าอยู่

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้นดีพระทัยนัก ตรัสว่าซึ่งการเนิ่นช้าอยู่ทั้งนี้ เพราะเตียวเหลียงได้พูดกันไว้ว่าจะหาแม่ทัพมาให้เราจึงต้องคอยท่าฟังข่าวอยู่ ถ้าแต่แรกท่านมาเอาหนังสือเตียวเหลียงให้เราดู ป่านนี้ก็จะได้คิดจัดแจงกองทัพยกไป ตรัสแล้วก็เสด็จจากตั๋ว ฮั่นสินแลขุนนางทั้งปวงถวายบังคมพร้อมกันเสด็จเข้าพระราชวัง

ฝ่ายทหารซึ่งจับห้วนโก้ยไว้นั้น ก็พาตัวห้วนโก้ยเข้าไปคุมไว้ที่สงัด ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จออกจึงตรัสว่า ห้วนโก้ยถือว่าตัวเป็นเขยน้อย แล้วหมายว่าได้ทำความชอบมาแต่เมืองไผ่ก๋วนจึงพูดองอาจมิได้กลัวอาญา ละเมิดล่วงเกินกฎหมายข้อรับสั่ง จำจะทำตามโทษอย่าให้คนทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างต่อไป จึงสั่งให้เอาตัวห้วนโก้ยไปฆ่าเสีย

ขณะนั้นเสียวโหเข้าไปใกล้กระซิบว่า ซึ่งห้วนโก้ยทำผิดนั้นโทษก็ถึงตาย ถ้าไม่ทำตามกฎหมายห้วนโก้ยจะมีความพยาบาทไม่อ่อนน้อมต่อฮั่นสิน ครั้นจะฆ่าเสียก็เห็นว่าเป็นข้าหลวงเดิม อุตส่าห์ติดตามทำราชการมาตั้งแต่เมืองไผ่ก๋วน ขอพระราชทานโทษห้วนโก้ยไว้ให้ข้าพเจ้าเป็นตุลาการชำระว่ากล่าว ให้ห้วนโก้ยรู้สำนึกโทษตัวสักครั้งหนึ่งก่อนผ่อนให้ทำศึกแก้ตัว

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้มีหมายแจกไปทุกกรมเป็นใจความว่าเสียวโหได้บอกเราหลายครั้งแล้ว เตียวเหลียงก็ให้หนังสือสำคัญมา เราได้ไล่เลียงฮั่นสินทุกประการ แจ้งว่าฮั่นสินเป็นคนมีสติปัญญา จึงตั้งให้เป็นแม่ทัพจะปราบฌ้อปาอ๋องซึ่งเป็นศัตรูฝ่ายทิศตะวันออก เมื่อกระทำตั๋วก็ได้แจกกฎหมายแล้วทำฉลากปักไว้ ครั้งนี้ห้วนโก้ยกระทำเกินอาญากฎหมาย เห็นว่าทหารทั้งปวงจะมีใจกำเริบ จึงสั่งให้เสียวโหเป็นตุลาการปรึกษาโทษห้วนโก้ยตามตรง อย่าคิดเสียดายคน จงเห็นแก่การแผ่นดินโดยสุจริต ขุนนางแลทหารไพร่บ้านพลเมืองจะไม่ได้ดูเยี่ยงอย่างกันต่อไป ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็ส่งให้เสียวโห เสียวโหได้หมายรับสั่งแล้วคำนับลาออกมาจากที่เฝ้า

ขณะนั้นคนไปบอกแก่ห้วนโก้ย ตามพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสทุกประการ ห้วนโก้ยได้ฟังตกใจ จึงสั่งให้บ่าวไปหาจิวพุนกับนายทหารทั้งปวงมาปรึกษาว่า เราก็ได้กระทำผิดล่วงเกินกฎหมายห้ามครั้งนี้ พระเจ้าฮั่นอ๋องสั่งให้เสียวโหปรึกษาโทษ ท่านทั้งปวงช่วยไปอ้อนวอนเสียวโหขอชีวิตไว้สักครั้งหนึ่ง ให้เห็นแก่ความชอบของเราเมื่อครั้งห้องหมุยบ้าง จิวพุนจึงว่า เสียวโหก็มีปัญญามาก ประการหนึ่งพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสว่าท่านมีความชอบอยู่เนืองๆ แม้นพวกข้าพเจ้าจะไปอ้อนวอนเสียวโห ก็เห็นท่านจะหาเป็นไรไม่ ครั้นพูดกันแล้วจิวพุนกับนายทหารทั้งปวงก็ไปบ้านเสียวโหอ้อนวอนว่า ซึ่งความชอบของห้วนโก้ยก็มีอยู่ครั้งห้องหมุยนั้นได้แก้พระเจ้าฮั่นอ๋องออกมาได้ ครั้งนี้ห้วนโก้ยทำองอาจล่วงเกินกฎหมายโทษผิดมาก ขอท่านไจเสียงช่วยแก้ไขเพ็ดทูลขอชีวิตไว้สักครั้งหนึ่ง บรรดาทหารซึ่งทำการต่อไปนั้นก็จะไม่เสียใจ

เสียวโหได้ฟังจิวพุนแลทหารมาขอโทษห้วนโก้ยดังนั้นจึงว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องก็เที่ยวสืบเสาะหาทหารซึ่งจะเป็นแม่ทัพอยู่ทุกเมือง บัดนี้ได้ฮั่นสินเป็นคนมีสติปัญญารู้กลศึกลึกซึ้งก็มีความยินดี ห้วนโก้ยกระทำผิดด้วยอย่างธรรมเนียมหมายประกาศ จึงสั่งให้เราปรึกษาโทษ แล้วห้วนโก้ยก็เป็นคนเก่าครั้งมาแต่เมืองไภก้วนด้วยกัน เราจะช่วยเพ็ดทูลแก้ไขดูก่อน ท่านจงกลับไปบอกแก่ห้วนโก้ยเถิด อย่าให้มีความวิตกเลย จิวพุนกับนายทหารทั้งปวงได้ฟังก็กลับมาแจ้งความแก่ห้วนโก้ยตามคำเสียวโหทุกประการ

ฝ่ายเสียวโหครั้นจิวพุนแลนายทหารกลับไปแล้ว จึงให้หลีเสงเรียงคำปรึกษาโทษห้วนโก้ย กราบทูลว่า ข้าพเจ้าเสียวโหกับขุนนางทั้งปวงได้รับสั่งมาให้ปรึกษาความห้วนโก้ย ครั้งนี้ห้วนโก้ยผิดล่วงพระราชอาญากฎหมาย โทษก็ถึงสิ้นชีวิต แลจะภาคทัณฑ์ไว้ไม่กระทำตามโทษ ทหารทั้งปวงซึ่งจะทำราชการสืบไปก็จะหมิ่นประมาทได้ แต่เห็นว่าห้วนโก้ยเป็นข้าหลวงเดิมมาครั้งตีเมืองไภก้วน แลเมื่อครั้งห้องหมุยก็มีความชอบอยู่ ขอไต้อ๋องจงโปรดภาคทัณฑ์ไว้สักครั้งหนึ่งก่อน แม้นกระทำสืบไปภายหน้าเหมือนครั้งนี้จึงกระทำตามโทษ ครั้นเรียงคำปรึกษาแล้วเสียวโหก็นำเข้าไปถวายพระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตร เห็นคำปรึกษาโทษห้วนโก้ยจึงตรัสว่า ซึ่งท่านแลขุนนางทั้งปวงเห็นควรแล้วก็ตามเถิด แต่ให้ไปรับใช้สอยกระทำการแก้ตัวอยู่ในฮั่นสินกว่าจะมีความชอบ ตรัสแล้วจึงสั่งให้ถอดห้วนโก้ยออกจากเวนจำ

ฝ่ายห้วนโก้ยครั้นพ้นโทษแล้วก็ไปหาฮั่นสินๆ จึงว่า เสียแรงท่านทำความชอบไว้แต่หนหลังเป็นอันมาก ครั้งนี้ประมาททูลขัดจึงเคืองพระทัย หากว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องพระราชทานโทษให้มาอยู่กับเราทำการศึกแก้ตัว ซึ่งท่านเพ็ดทูลว่ากล่าวเรานั้นไม่ถือโทษดอก อย่าวิตกเลย จงอุตส่าห์ทำราชการหาความชอบเถิดเราจะช่วยทำนุบำรุงต่อไป ห้วนโก้ยได้ฟังก็มีความยินดีนักคำนับลาเข้าไปเฝ้า พระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นจึงเรียกห้วนโก้ยเข้ามาใกล้ แล้วตรัสว่า ท่านกับเราเป็นเพื่อนยากกัน ซึ่งท่านทำความชอบ มาเรายังหาลืมไม่ ครั้นเราได้เป็นเจ้าก็ชุบเลี้ยงควรกับยศฐาศักดิ์ ชอบแต่จะทำดีกว่าขุนนางทั้งปวง จะได้รักกันยืดยาว ซึ่งความคิดจะรู้การล่วงหน้าก็ยังไม่เหมือนเตียวเหลียง อันราชการจะรอบคอบก็ยังไม่เหมือนเสียวโหแลแฮเฮาหยิน สามคนนี้เขาเห็นว่าฮั่นสินมีสติปัญญามากจึงได้มาบอกให้เราตั้งเป็นแม่ทัพ เมื่อท่านเห็นว่าฮั่นสินไม่ดีแต่แรกเหตุไรจึงไม่ทัดทาน จนเราหาวันฤกษ์ดีแล้วจะตั้งแต่งฮั่นสินท่านจึงทำองอาจว่ากล่าวต่อหน้าทหารให้เราเสียอิสริยยศครั้งนี้ผิดประเพณีซึ่งเป็นขุนนาง เมื่อท่านว่านั้นแม้นเราถือตามกฎหมายท่านจะตายเสียเปล่า หากว่าเสียวโหปรึกษาโทษท่านจึงรอดชีวิต พระเจ้าฮั่นอ๋องคิดถึงความหลังตรัสพลางน้ำเนตรตกต้องห้วนโก้ยๆ ก้มหน้าลงกับบาทพระเจ้าฮั่นอ๋อง ร้องไห้แล้วว่า ข้าพเจ้าได้ทำผิดแล้ว ตั้งแต่นี้ไปจะอุตส่าห์ทำราชการสนองพระคุณจะได้สมที่ไต้อ๋องชุบเลี้ยง แล้วห้วนโก้ยก็คำนับลาออกมาหาเสียวโหจึงว่า ขอบใจเซงเซียงครั้งนี้ช่วยแก้ไขให้ชีวิตข้าพเจ้ารอดตาย คุณของท่านยิ่งนัก เสียวโหจึงว่าตั้งแต่นี้ไปจงอุตส่าห์ทำราชการอย่ามีความประมาทเหมือนหนหลัง ท่านก็จะได้เป็นเจ้าครองเมืองใหญ่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ