๓๑

ฝ่ายหยินโป้กับจงลิมวยกลับมายังเมืองแพเสีย เข้าไปเฝ้าทูลความพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ข้าพเจ้าตามทันไทก๋งตำบลแซงเสียได้รบกับจิวกิดจิวลี ข้าพเจ้าฆ่าทหารสองนายตาย แต่อ๋องหลินพาครอบครัวต่อไป ข้าพเจ้าก็ตามไปรบกันอีกกับจิวพุนตันบูอ๋องหลิน เจ้าเมืองลกเอี๋ยงก็ยกมาช่วยอ๋องหลินตีกระหนาบล้อมข้าพเจ้าไว้ จงลิมวยกับข้าพเจ้าตีฝ่าออกมาได้เหลือกำลังจะต่อสู้จึงล่าทัพกลับมา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังหยินโป้จงลิมวยทูลดังนั้นก็โกรธ จึงตรัสคาดโทษว่า มึงทั้งสองกูก็ไว้ใจให้คุมทหารไปตามจับไทก๋ง ตามทันแล้วกลัวข้าศึกไม่หักหาญเข้าจับไทก๋ง แลให้อ๋องหลินพาเข้าหาทัพใหญ่ได้แล้วกลับมาพูดแก้ตัวชอบแต่ตัดศีรษะเสีย แล้วจึงตรัสแก่ฟัมแจ้งว่า อ๋องหลินผู้นี้เป็นชาวเมืองไหน ฟัมแจ้งจึงทูลว่า อ๋องหลินเป็นชาวเมืองไภก้วนมีกำลังฝีมือกล้าแข็ง บัดนี้มารดาอ๋องหลินกับอ๋องเต๊กน้องชายยังตกอยู่เมืองไภก้วน ถ้าให้ไปรับมารดาแลน้องชายอ๋องหลินมาไว้ อ๋องหลินแจ้งความแล้วก็เห็นจะกลับมาเข้าด้วย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ให้ทหารไปจับมารดากับน้องชายอ๋องหลิน ณ เมืองไภก้วนมา แล้วจึงถามว่า ตัวท่านก็อยู่ในเมืองของเรา เหตุใดให้อ๋องหลินลูกชายซึ่งมีฝีมือไปเข้ากับเล่าปังนั้นโทษตัวผิด ท่านจงมีหนังสือไปให้อ๋องหลินกลับมาทำราชการกับเรา ๆ จะชุบเลี้ยงตั้งแต่งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ มารดาอ๋องหลินได้ฟังดังนั้นก็นั่งก้มหน้าอยู่ ฟัมแจ้งจึงทูลว่าอย่าเพ่อทำอันตรายแก่มารดาอ๋องหลิน ขอให้ท่านทำนุบำรุงไว้ให้เป็นปกติ ถ้าฮั่นอ๋องยกทัพมาอ๋องหลินมาด้วยจึงค่อยคิดการ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นชอบด้วยก็ให้มีผู้พิทักษ์รักษามารดาอ๋องหลินไว้

ฝ่ายหยินโป้เมื่อเสียทีอ๋องหลินมา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องคาดโทษมีความน้อยใจคิดจะออกจากพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง หยินโป้จึงทำบอกป่วยแล้วก็ลาไปอยู่ ณ เมืองกิวกั๋ง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องเวลาออกขุนนางจึงปรึกษากับฮั่นสินว่า บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงก็มาเข้าด้วยเรา ขุนนางแลทแกล้วทหารก็มากแล้ว เราคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองฝ่ายตะวันออกกำจัดฌ้อปาอ๋องท่านจะเห็นประการใด ฮั่นสินจึงทูลว่าซึ่งจะยกไปตีเมืองฝ่ายตะวันออกกำจัดฌ้อปาอ๋องนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าฤกษ์บนยังหาบริสุทธิ์ไม่ อันหนึ่งสุมางังซึ่งเป็นหยินอ๋องเจ้าเมืองหัวไหลนั้น ตั้งกั้นทางเมืองแพเสียอยู่ ถ้าตีได้เมืองหัวไหลแล้วอุปมาเหมือนตัดแขนฌ้อปาอ๋องเสียได้ทั้งสองข้าง ขอไต้อ๋องหัดปรือทแกล้วทหารอยู่ ณ เมืองก่อน ข้าพเจ้าจะขอยกไปตีเมืองหัวไหลแลจัดแจงให้ราบคาบ ต่อปีใหม่ฤกษ์บนบริสุทธิ์แล้ว จึงจะยกทัพใหญ่ไปกำจัดฌ้อปาอ๋องเห็นจะเอาชัยชนะได้โดยง่าย พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังจึงตรัสสั่งว่าท่านคิดครั้งนี้ชอบ ฮั่นสินก็คำนับลาออกมาจัดแจงกองทัพพร้อมแล้วยกไปใกล้จะถึงเมืองหัวไหลทางประมาณห้าร้อยเส้น ให้ตั้งค่ายมั่นพักพลลงไว้

ฝ่ายชาวด่านรู้ว่าข้าศึกยกมาก็เข้าไปแจ้งแก่หยินอ๋อง ๆ ครั้นแจ้งว่าฮั่นสินยกทัพมาจะตีเมือง จึงปรึกษาไต้เจียงสุงหยินฮูเจียงงุยฮุ่นโตะบันตัดว่า ฮั่นสินยกมาครั้งนี้มีทแกล้วทหารมากแล้วชำนาญกลศึกลึกซึ้ง ท่านทั้งสามจะคิดอ่านสู้รบประการใดจึงจะเอาชัยชนะได้ โตะบันตัดจึงว่า ซึ่งจะออกต่อสู้กับทัพฮั่นสินนั้นเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ข้าพเจ้าคิดว่าจะมีหนังสือไปขอกองทัพพระเจ้าฌ้อปาอ๋องยกมาช่วย ท่านจงจัดแจงรักษาประตูแลหน้าที่เชิงเทินป้องกันไว้ให้มั่นคง หยินอ๋องก็แต่งหนังสือส่งให้เต๊กอุยไปขอกองทัพเมืองแพเสีย ไต้เจียงสุงหยินจึงว่าซึ่งให้มีหนังสือไปขอกองทัพมาช่วยนั้นก็ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าทัพฮั่นสินเพิ่งยกมาทแกล้วทหารยังอิดโรยอยู่ ขอท่านจงจัดให้รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ ข้าพเจ้าจะขอลองฝีมือฮั่นสิน แม้นเห็นจะเอาชัยชนะมิได้จึงจะถอยเข้าเมืองคอยท่าทัพซึ่งบอกขอไปนั้น หยินอ๋องเห็นชอบด้วยก็จัดแจงทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้

ฝ่ายสุงหยินงุยฮุ่นก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวน พาทหารทั้งปวงยกออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมือง

ฝ่ายฮั่นสินก็พาทหารยกออกจากค่าย พอปะทะทัพสุงหยินเข้ากลางทาง ฮั่นสินก็ขับม้าฝ่าทหารขึ้นไปร้องว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องผู้มีบุญญาธิการปราบหัวเมืองฝ่ายตะวันตกราบคาบแล้ว เสด็จมาครองเมืองหลวง หัวเมืองทั้งปวงก็ไปอ่อนน้อมยอมเข้าพึ่งบุญญาธิการสิ้น แต่หยินอ๋องนายท่านมิได้รู้จักความผิดตั้งแข็งเมืองอยู่ จึงรับสั่งให้เรายกทัพมาจับตัวตัดศีรษะหยินอ๋องไปเมืองหลวง ท่านจงกลับไปบอกหยินอ๋องให้จัดแจงเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าฮั่นอ๋องเราจึงจะมิได้ทำอันตราย สุงหยินจึงตอบฮั่นสินว่า ซึ่งฮั่นอ๋องออกจากเมืองโปต๋งมาได้เมืองห้ำเอี๋ยงก็เป็นบุญตัวยิ่งนัก แลสมบัติในเมืองห้ำเอี๋ยงก็พอเลี้ยงชีวิตเป็นสุขอยู่ ยังมีใจโลภใช้ท่านมารบจะชิงเอาสมบัติของนายเราอีกเล่า เหมือนจะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธทหารชาวเมืองหัวไหลเสียครั้งนี้ ห้วนโก้ยได้ฟังสุงหยินว่าดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้ารำทวนออกรบกับสุงหยินได้ห้าสิบเพลงมิได้แพ้ชนะแก่กัน

ฝ่ายงุยฮุ่นเห็นดังนั้นก็ขับม้ารำง้าวเข้าช่วยสุงหยิน สิอาวกับตันภ่ายก็ชักม้าเข้ารบกับงุยฮุ่น ทหารทั้งห้านายต่างคนต่างรบพุ่งกัน

ฝ่ายสุมางังอยู่บนเชิงเทินเห็นดังนั้น ก็ขับม้าถืออาวุธสำหรับมือพาทหารเปิดประตูเมืองออกไปช่วยสุงหยินงุยฮุ่นรบ ไล่ห้วนโก้ยกับสิอาวตันภ่ายถอยหลังลงมา ฮั่นสินก็ขึ้นอยู่ที่สูงจึงให้จิวพุนหนึ่ง ตันบูหนึ่ง โลก้วนหนึ่ง กินหิบหนึ่งเข้าช่วยรบต้านทานไว้ แล้วฮั่นสินก็ร้องประกาศคาดโทษทหารทั้งปวงว่า ให้เร่งหนุนเนื่องกันเข้าไปรบพุ่งให้เต็มมือ ถ้าผู้ใดท้อถอยออกมาจะตัดศีรษะเสีย ทหารทั้งปวงกลัวอาญาแม่ทัพก็หนุนกันเข้าไปเป็นสามารถ สุมางังเห็นจะต้านทานมิได้ก็ชักม้าพาทหารกลับเข้าเมือง ปิดประตูให้ทหารรักษาไว้เป็นมั่นคง

ฝ่ายฮั่นสินก็พาทหารไล่รบสุมางังไปจนถึงประตูเมือง พอค่ำลงจึงให้ตีม้าล่อเลิกทัพกลับเข้าค่าย จัดแจงเตรียมการจะยกเข้าประชิดเมืองหัวไหล

ฝ่ายเต๊กอุยถือหนังสือรีบไปถึงเมืองแพเสีย แจ้งความว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไปตีเมืองเจ๋ ก็ตามไปจนถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปเฝ้าทูลความทั้งปวง แล้วถวายหนังสือแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ๆ รับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า ข้าพเจ้าสุมางังซึ่งเป็นหยินอ๋องขอคำนับมาถึงพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ด้วยฮั่นอ๋องยกจากเมืองโปต๋งตีด่านสามจีนอ๋องได้เมืองห้ำเอี๋ยง หัวเมืองทั้งปวงฝ่ายตะวันตกก็ไปขึ้นแก่ฮั่นอ๋องสิ้นแล้ว บัดนี้ให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพมาตีเมืองหัวไหลซึ่งข้าพเจ้ารักษาอยู่เป็นทางร่วมกันดุจเมืองแพเสีย ถ้าเมืองหัวไหลเสียแก่ฮั่นอ๋องแล้ว เห็นว่าเมืองแพเสียจะตั้งอยู่ไม่เป็นสุข ขอจงจัดกองทัพเร่งมาช่วยป้องกันโดยเร็ว ถ้าช้าไปเห็นเมืองหัวไหลจะเสียเป็นมั่นคง

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้แจ้งความแล้วก็ตกใจ จึงปรึกษาฟัมแจ้งว่าเล่าปังยกมาตีเมืองหัวไหล สุมางังบอกหนังสือมาขอกองทัพ ครั้นจะยกไปช่วยสุมางังเล่า การเมืองเจ๋เมืองเหลียงก็ยังไม่สำเร็จ ท่านจะคิดประการใด ฟัมแจ้งจึงว่าถ้าทัพหลวงจะยกไปช่วยเมืองหัวไหล เห็นว่าเมืองเจ๋เมืองเหลียงจะมีใจกำเริบขึ้น ขอจงให้แต่กี๋โป้ห้างจิงคุมทหารยกไปดูกำลังก่อน แล้วให้มีหนังสือไปบอกหัวเมืองทั้งปวงให้ไปช่วยระดมกัน เมื่อใดตีเมืองเจ๋เมืองเหลียงได้แล้ว จึงยกทัพหลวงเพิ่มเติมไปต่อภายหลัง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นชอบด้วย จึงให้กี๋โป้กับห้างจิงคุมทหารสามหมื่นยกไปช่วยเมืองหัวไหล

ฝ่ายฮั่นสินแต่ตั้งล้อมเมืองหัวไหลอยู่หลายวัน ไม่เห็นสุมางังออกมารบ จึงปรึกษาขุนนางนายทัพนายกองแลทหารทั้งปวงว่า สุมางังรักษาเมืองมั่นคงอยู่ ครั้นจะปีนกำแพงเข้าไปหักเอาโดยเร็วเล่า กำแพงเมืองนั้นก็สูงแน่นหนาอยู่ ทั้งประตูเมืองนั้นก็มั่นคงนัก ครั้นจะตั้งประชิดอยู่ช้าเห็นกองทัพฌ้อปาอ๋องจะยกมาประทับหลังเป็นศึกกระหนาบเราจะแก้ตัวยาก จะช้าอยู่มิได้จำจะคิดกลอุบายถอยทัพไปตั้งซุ่มทหารไว้ในป่า ล่อลวงสุมางังให้ยกออกจากเมืองให้จงได้ ฮั่นสินจึงสั่งเป็นความลับบอกแก่นายกองทั้งปวงทุกประการ ครั้นเวลาประมาณสามยามเศษฮั่นสินก็ยกออกจากค่ายไปซุ่มทหารไว้ แล้วจัดทหารเลวที่ฉลาดพูดจาให้หาบคอนเสบียงอาหารค่อยเดินตามไปภายหลังจนเวลารุ่งเช้า

ฝ่ายทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทิน แลไปมิได้เห็นผู้คนในค่ายเงียบสงัดอยู่ จึงเข้าไปบอกกับสุมางัง ๆ มาขึ้นเชิงเทินดูก็เห็นกองทัพเลิกไปสิ้น จึงปรึกษาโตะบันตัดว่าซึ่งฮั่นสินเลิกทัพไปทั้งนี้ เห็นจะแจ้งความว่ากองทัพพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะยกมาจึงล่าทัพไปเป็นมั่นคง โตะบันตัดจึงว่าฮั่นสินมีความคิดชำนิชำนาญในกลศึก ซึ่งฮั่นสินถอยทัพไปครั้งนี้ เกลือกว่าจะล่อลวงให้เปิดประตูเมืองออกไปไล่ติดตาม ขอท่านจงให้ทหารไปสืบความให้แน่ก่อน สุมางังเห็นชอบด้วย จึงให้ทหารออกจากเมืองไปเที่ยวสอดแนม ทหารคำนับลามาขึ้นม้าล่วงทางไปได้ร้อยเส้น ถึงตำบลแห่งหนึ่งพบทหารฮั่นสินซึ่งค่อยเดินล้าหลังนั่งกินข้าวอยู่สามคนที่ร้านริมทาง ทหารสุมางังจึงถามว่าฮั่นสินยกมาล้อมเมืองหัวไหล เหตุใดจึงยกกลับไปเสีย ทหารฮั่นสินจึงบอกว่าคนไปสืบข่าวกลับมาบอกฮั่นสินว่าฌ้อปาอ๋องยกทัพไปถึงโหปักจะเข้าตีเมืองห้ำเอี๋ยง พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงให้คนเร็วม้าใช้มาเร่งกองทัพซ้ำกันมาถึงสามครั้งแล้ว ฮั่นสินเลิกทัพไปแต่เวลากลางคืน เราทั้งปวงเป็นคนป่วยเจ็บกินข้าวปลาอาหารเสียก่อนจึงจะตามไป ทหารสุมางังได้ความกับคนอยู่ที่ร้านแล้วก็ข้บม้าล่วงไปได้หกร้อยเส้นพบทหารฮั่นสินล่าอยู่ เตือนกันให้เดินไปเร็ว ๆ อย่าช้านักเร่งไปให้ทันบัญชีตรวจชื่อ ทหารคนหนึ่งจึงว่าฮั่นสินจะเร่งรีบไปช่วยเมืองห้ำเอี๋ยงที่ไหนจะหยุดคอยท่านับตรวจชื่อเล่า เราค่อยเดินไปตามกำลังเถิด ทหารสุมางังได้ฟังดังนั้นก็เที่ยวไปสืบถามพวกอื่นเป็นหลายแห่ง ทหารฮั่นสินก็บอกต้องคำกัน ทหารสุมางังก็กลับไปแจ้งความแก่สุมางังทุกประการ สุมางังได้ฟังก็มีความยินดี จึงให้สุงหยินงุยฮุ่นคุมทหารคนละหมื่นเป็นทัพหน้า ตัวสุมางังเป็นทัพหลวงคุมทหารหมื่นห้าพันให้โตะบันตัดอยู่รักษาเมือง สุมางังเปิดประตูเมืองออกยกตามทัพฮั่นสินเป็นสามกอง เข้าป่าล่วงทางไปห้าร้อยเส้นพอค่ำลง จิวพุนกับตันบูจึงให้จุดประทัดสัญญาณขึ้น แล้วขับม้าออกมาเห็นสุงหยินขี่ม้าถือทวนอยู่

ฝ่ายสุงหยินเห็นก็ชักม้าขับทหารเข้าไปรบกับจิวพุนตันบูไม่ถึงสิบเพลง สุงหยินสู้มิได้ก็ชักม้าหนี จิวพุนตันบูก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารสุงหยินเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก งุยฮุ่นเห็นทัพหน้าเสียทีแตกถอยมาก็ตกใจชักม้าหนี เสียงพลกองทัพฮั่นสินไล่ฆ่าฟันดังเสียงคลื่นในท้องทะเล สุมางังเห็นกองทัพสุงหยินงุยฮุ่นขบวนแตกลงมาเสียใจนัก ชักม้าหนีกลับมาตามทางในเวลากลางคืน

ฝ่ายห้วนโก้ยซุ่มทหารคอยสกัดอยู่ต้นทาง ครั้นค่ำลงให้ทหารจุดคบเพลิงสว่างไปทั้งป่า สุมางังมาถึงริมภูเขาแลไปเห็นไฟสว่างทั้งป่า เห็นห้วนโก้ยยืนม้าสกัดทางไว้ สุมางังก็ชักม้าเข้ารบกับห้วนโก้ย ๆ ก็จับเอาสุมางังได้

ฝ่ายสุงหยินงุยฮุ่นเห็นทหารฮั่นสินล้อมเข้ามา จะตีฝ่าออกไปก็มิได้ด้วยเป็นเวลากลางคืน ทหารทั้งสองฝ่ายสับสนกัน

ฝ่ายฮั่นสินอยู่บนเนินเขาสั่งให้ทหารร้องไปว่า จงยอมสามิภักดิ์ต่อเราโดยดีจึงจะไว้ชีวิต ถ้ามิยอมจะฆ่าเสีย สุงหยินงุยฮุ่นได้ฟังก็ทิ้งอาวุธลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับฮั่นสิน

ฝ่ายคนซึ่งแตกหนีไปถึงเมืองหัวไหล จึงเข้าไปบอกความแก่โตะบันตัดว่าเสียทัพทหาร ฮั่นสินจับสุมางังไปได้แล้ว โตะบันตัดได้ฟังก็เสียใจนัก ครั้นจะออกต่อสู้รี้พลก็น้อยจึงเปิดประตูเมืองออกคำนับเชิญฮั่นสิน ๆ ก็ยกเข้าเมือง แล้วสั่งกำชับทหารไม่ให้ข่มเหงย่ำยีชาวเมืองให้ได้ความเดือดร้อน พอห้วนโก้ยมัดสุมางังเข้าไปส่งให้ฮั่นสิน ๆ ก็ลงมาแก้มัดสุมางังแล้วว่าเชิญขึ้นนั่งที่สมควรเถิด สุมางังจึงว่าข้าพเจ้าเป็นโทษท่านจับได้ในกลางศึก ซึ่งท่านเมตตามิได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียนั้นก็ขอบคุณหาที่สุดมิได้ จะให้ข้าพเจ้าขึ้นนั่งที่สูงนั้นไม่สมควร ฮั่นสินจึงว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องมีพระทัยอารี สั่งมาว่าไม่ให้ฆ่าท่านเสียด้วยเห็นว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ ถ้าท่านอ่อนน้อมยอมเข้าด้วยก็จะตั้งแต่งให้เป็นเจ้าเมืองหัวไหลคงที่เก่า สุมางังได้ฟังมีความยินดียอมเข้าด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง แล้วบอกหนังสือไปถึงหัวเมืองขึ้นทั้งปวงให้มาเข้าด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋องสิ้น ฮั่นสินจึงแต่งหนังสือให้ไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องตามเรื่องราวซึ่งตีเมืองหัวไหลได้ ม้าใช้คำนับรับหนังสือแล้วลาฮั่นสินออกจากเมืองหัวไหลไปถึงเมืองห้าเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ครั้นแต่งให้ห้างจิงกับกี๋โป้คุมทหารสามหมื่นยกมาแล้วอยู่ภายหลัง มีผู้มาบอกว่าฮั่นสินตีเมืองหัวไหลได้ จึงคิดว่าฮั่นสินผู้นี้มีสติปัญญาหลักแหลมนัก เห็นจะกำเริบใจยกมากระทำแก่เมืองเราเป็นมั่นคง ทหารซึ่งอยู่รักษาเมืองจะต้านทานกำลังมิได้เห็นจะเสียที จำจะยกไปรักษาเมืองไว้ จึงสั่งให้ถอยทัพกลับคืนมาเมืองแพเสีย

ฝ่ายกี๋โป้กับห้างจิง ซึ่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้ยกมาช่วยเมืองหัวไหลนั้น ครั้นมาถึงปลายแดน แจ้งความว่าเมืองหัวไหลเสียแก่ฮั่นสินแล้ว ห้างจิงจึงปรึกษากับกี๋โป้ว่าซึ่งเราทั้งสองยกกองทัพรีบมา หวังจะช่วยป้องกันกองทัพฮั่นสิน บัดนี้เมืองหัวไหลก็เสียแก่ฮั่นสินแล้ว ครั้นเราจะยกเข้าต่อรบกับฮั่นสินเล่ารี้พลก็น้อย เราจำจะกลับเข้าไปทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้ยกกองทัพมาจึงจะตีคืนเอาเมืองได้ กี๋โป้เห็นชอบ ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้วก็ถอยทัพกลับมา ถึงเมืองแพเสียเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ข้าพเจ้ายกทัพไปใกล้จะถึงเมืองหัวไหล แจ้งว่าสุมาวังเจ้าเมืองหัวไหลนั้น ฮั่นสินก็จับเอาตัวได้ แต่กำลังข้าพเจ้าเห็นจะเสียทีแก่ฮั่นสิน ข้าพเจ้าจึงถอยทัพยกกลับมา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังก็โกรธ จึงตรัสว่าตัวเป็นทหารเราจัดให้ยกกองทัพไปช่วยเมืองหัวไหลให้ทันที ตัวกลัวข้าศึกแกล้งทำช้ามิได้ยกกองทัพไปให้ทันจนเสียเมืองแล้ว กลับยกหนีข้าศึกมาทั้งนี้โทษตัวจะเป็นประการใด ห้างจิงกับกี๋โป้เห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องโกรธก็ตกใจจึงคุกเข่าลงคำนับนั่งอยู่ ตันแผงจึงทูลว่าอันเมืองหัวไหลนั้นควรที่จะเสียอยู่แล้ว ถึงมาตรว่าห้างจิงกี๋โป้ไปทันก็เห็นเหลือกำลังที่จะรบเอาเมืองไว้ได้ ด้วยศึกฮั่นสินครั้งนี้ดังเพลิงอันไหม้ป่าใหญ่ เปรียบดังหนึ่งซุ่นบู๊จู๋เป็นที่ปรึกษาพระเจ้าหงออ๋องครั้งแผ่นดินเลียดก๊กเป็นแม่ทัพมีสติปัญญามาก เที่ยวตีเมืองใหญ่น้อยได้โดยเร็ว แลซึ่งฮั่นสินตีเมืองหัวไหลได้นั้นข้าพเจ้าจะขออาสายกไปตีคืนให้จงได้ แต่จะขอฟัมแจ้งกับห้างจิงกี๋โป้ไปทำราชการแก้ตัวด้วย ถ้าได้เมืองหัวไหลแล้วจะได้รักษาด่านแดนเมืองไว้ไม่ให้ฮั่นสินกลับมาย่ำยี ซึ่งไต้อ๋องจะยกไปตีเมืองเจ๋นั้นเร่งดำริเอาชัยชนะแก่เจ๋อ๋องเถิดอย่าเป็นกังวลถึงข้าพเจ้าเลย ถ้าสำเร็จราชการแล้วจะได้ประชุมทัพยกไปแก้แค้นฮั่นอ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังตันแผงสรรเสริญฮั่นสินดังนั้นก็โกรธ จึงตรัสว่าขณะเมื่อเจ้าเมืองหัวไหลมีหนังสือมาขอกองทัพนั้น ตัวไปอยู่ไหนจึงไม่ไปช่วยเมืองหัวไหลเล่า ครั้นเสียแก่ฮั่นสินแล้วตัวจึงมาว่าดังนี้ แกล้งให้ทหารเราลำบากเป็นสองครั้งหรือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องตรัสแล้วเสด็จเข้าที่ข้างใน ก็รำพึงเห็นว่ากำลังศึกครั้งนี้เข้มแข็งเหมือนคำกี๋โป้บอก ฝีมือตันแผงจะรบกับฮั่นสินนั้นเห็นสู้ฮั่นสินไม่ได้ ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็สั่งให้ถอดตันแผงออกเสียจากที่ขุนนาง

ฝ่ายตันแผงกลับมาอยู่บ้านนานช้า มีความน้อยใจนักคิดจะไปทำราชการด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง จึงลอบผ่อนทรัพย์สิ่งของแลบุตรภรรยาบ่าวไพร่ทั้งปวงไปไว้ ณ เมืองเองบู๊ อยู่วันหนึ่งเวลาเช้าตันแผงก็ออกจากเมืองแพเสียรีบไปตามทางเมืองลกเอี๋ยง พอเวลาจวนค่ำก็ถึงแม่น้ำฮุยโห ตันแผงจึงเดินลงไปริมน้ำเลียบดูจะหาเรือข้ามไปฟากข้างโน้น พบเรือน้อยลำหนึ่งจอดอยู่ริมฝั่ง จึงเดินลงไปใกล้เห็นคนนั่งอยู่ในประทุนสองคน ตันแผงร้องเรียกไปว่า ท่านทั้งสองในเรือนั้น เรามาแต่ทางไกลจะขอจ้างท่านให้ข้ามส่งฟากข้างโน้น โจรทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็ลุกออกจากประทุน แลเห็นตันแผงรูปร่างสะอาดก็คิดว่าเป็นพ่อค้าใหญ่ดีใจนักจึงร้องเรียกว่า ท่านจงลงมาในเรือเรา ๆ จะข้ามส่งท่าน ตันแผงพิเคราะห์ดูคนทั้งสองมีอายุประมาณยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี ลักษณะรูปร่างร้ายกาจก็เข้าใจว่าเป็นโจรเที่ยวทำร้ายคนอยู่ในแม่น้ำอันนี้ ครั้นจะหนีไปที่อื่นก็ไม่มีเรือจะข้าม จำจะลงไปในเรือให้โจรข้ามส่ง เมื่อมันคิดร้ายประการใดจึงจะค่อยแก้ตัวต่อภายหลัง ตันแผงก็ลงไปในเรือเอาเงินค่าจ้างส่งให้ โจรก็รีบถอยเรือออกไปถึงกลางน้ำ วางแจวเสียเข้าไปหยิบเอาอาวุธสำหรับมือในประทุน ตันแผงเห็นดังนั้นจึงคิดว่าโจรทั้งสองจะทำร้ายก็เพราะเห็นแก่ทรัพย์ มันจะสงสัยว่าเรามีทรัพย์ซ่อนมาเป็นมั่นคง จำจะทำให้โจรหายสงสัยก่อน คิดแล้วจึงว่าเราก็เคยเดินเรืออยู่จะช่วยท่านแจวรีบไปให้ถึงฝั่ง ตันแผงก็ถอดเสื้อกางเกงออกเสียยืนแจวเรือมาแต่ตัวเปล่า โจรทั้งสองเห็นดังนั้นก็สิ้นสงสัยว่ามิได้มีทรัพย์ติดตัวมา โจรก็ไม่ทำอันตรายแก่ตันแผง ๆ คิดกลัวโจรมิได้หยิบเอาเสื้อกางเกงของตัว โดดขึ้นจากเรือก็รีบไปในกลางคืน ครั้นถึงแคะเตียมซึ่งเป็นที่เช่านอนแลขายอาหารสุกแก่คนเดินทาง ตันแผงจึงเข้าไปเคาะประตูร้องเรียกเจ้าของร้านให้เปิดประตูรับ เจ้าของร้านได้ยินจึงออกมาเปิดประตูเห็นตันแผงยืนเปลือยอยู่ จึงเรียกให้เข้าไปในร้านแล้วถามว่า ท่านนี้มิปะโจรที่แม่น้ำฮุยโหแล้วหรือ ตันแผงจึงบอกว่า ข้าพเจ้าอยู่เมืองหัวหนำ มาเที่ยวค้าขาย ณ เมืองฌ้อกับบ่าวสองคนบัดนี้จะกลับไปบ้าน ครั้นมาถึงแม่น้ำฮุยโหพบพวกโจร ๆ ริบเอาทรัพย์สิ่งของแล้วฆ่าบ่าวข้าพเจ้าเสียทั้งสองคน ตัวข้าพเจ้านี้โจรจะฆ่าเสียด้วยข้าพเจ้าอ้อนวอนขอชีวิต ถอดเสื้อกางเกงให้แก่โจรสิ้นจึงได้รอดชีวิตมาถึงท่าน จงกรุณาให้ข้าพเจ้าอาศัยนอนในร้านสักคืนหนึ่ง กับจะขอเสื้อกางเกงที่เก่าๆ นุ่งห่มพอไปถึงบ้าน ถ้าข้าพเจ้ารอดชีวิตไปถึงบ้านแล้วจะกลับมาสนองคุณท่านให้จงได้ เจ้าของร้านได้ยินตันแผงว่ากล่าวอ้อนวอนดังนั้นก็มีความกรุณานัก พิศดูลักษณะรูปร่างตันแผงเห็นสมควรเป็นขุนนาง ต่างคนก็ให้เสื้อกางเกงเป็นหลายสำรับ แล้วเจ้าของร้านแต่งโต๊ะให้ตันแผงกินตามสมควร ตันแผงกินโต๊ะแล้วก็นอนในร้านนั้นคืนหนึ่ง

ครั้นเวลารุ่งเช้าก็ลาเจ้าของร้านไปทางเมืองลกเอี๋ยง ครั้นถึงเมืองห้ำเอี๋ยง ตันแผงก็เข้าไปในเมือง เที่ยวหางุยปูตี๋ซึ่งเป็นเพื่อนมาแต่ก่อนนั้น ชาวเมืองก็บอกต่อกันไปจนถึงบ้านงุยปูตี๋ ๆ เห็นตันแผงมามีความยินดีจึงเชิญให้นั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านมาทั้งนี้ด้วยกิจธุระสิ่งใด ตันแผงก็เล่าความทั้งปวงให้งุยปูตี๋ฟัง ฌ้อปาอ๋องนั้นนํ้าใจหยาบช้าร้ายกาจไม่รู้จักคนดีคนชั่ว ถือว่ามีกำลังฝีมือกล้าแข็ง ผู้ใดจะทัดทานก็ไม่ฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นที่พึ่งมิได้ เห็นแต่พระเจ้าฮั่นอ๋องมีพระทัยโอบอ้อมอารี ชุบเลี้ยงทแกล้วทหารสมควรที่จะเป็นผู้มีบุญ จะทำนุบำรุงแผ่นดินให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข จึงหนีมามิได้คิดแก่ความลำบาก เพราะหมายใจจะอยู่ด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง จะให้ท่านพาเข้าไปเฝ้าช่วยเพ็ดทูลว่ากล่าวท่านจะเห็นประการใด งุยปูตี๋จึงว่า ซึ่งท่านมีน้ำใจสามิภักดิ์จะมาทำราชการด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋องนั้นเราก็พลอยยินดีด้วย คนซึ่งมีสติปัญญาเหมือนท่านฉะนี้ พระเจ้าฮั่นอ๋องให้เที่ยวสืบเสาะหาอยู่มิได้ขาด ซึ่งท่านจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องนั้นไม่พักเราพาเข้าไปอีก แต่เห็นท่านก็จะมีความยินดีนักท่านอย่าวิตกเลย งุยปูตี๋ก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงตันแผงแล้วจัดที่ให้นอนอยู่ ณ เรือน ครั้นเวลารุ่งเช้างุยปูตี๋ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องทูลว่าตันแผงซึ่งทำราชการอยู่ด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น บัดนี้หลบหนีมาหาข้าพเจ้าว่าจะมาทำราชการอยู่ด้วยไต้อ๋อง

พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า ตันแผงคนนี้เรารู้จักอยู่ ซึ่งจะมาสามิภักดิ์ทำราชการด้วยเรานั้น สมความคิดเราแล้วท่านจงไปพาเข้ามาเถิด งุยปูตี๋ก็กลับออกมาบ้านเล่าความให้ตันแผงฟังทุกประการ แล้วงุยปูตี๋ก็พาตันแผงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ เห็นก็จำได้จึงตรัสแก่ตันแผงว่า ท่านได้ทำคุณกับเราไว้เมื่อครั้งห้องหมุยเรายังคิดถึงอยู่มิได้ลืม ซึ่งท่านมาทำราชการด้วยเรานี้มีความยินดีนัก ท่านอยู่ด้วยฌ้อปาอ๋องนั้นตั้งให้ท่านเป็นขุนนางตำแหน่งใด ตันแผงจึงทูลว่า ฌ้อปาอ๋องตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นโต้อวยตำแหน่งรักษาพระองค์ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า เราก็จะตั้งท่านให้เป็นที่โต้อวยเหมือนกัน ตันแผงทูลว่า ข้าพเจ้ามาแต่ผู้เดียว แล้วก็ยังมิได้รู้จักกิจราชการในไต้อ๋อง ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าเป็นโต้อวยสำหรับรักษาพระองค์ทั้งเช้าแลเย็น ถ้าข้าพเจ้ามาเป็นกลอุบายไต้อ๋องจะมิเป็นอันตรายเสียหรือ พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า น้ำใจของท่านนั้นเราหมายจะฝากชีวิตได้ ถ้าท่านจะทำอันตรายแล้ว เมื่อครั้งเข้าไปอยู่ในห้องหมุยนั้นที่ไหนท่านจะช่วยคิดอ่านให้เราพ้นความตายออกมาครั้งนั้นเล่า ซึ่งเรารอดมาได้จนไปอยู่เมืองโปต๋งก็เพราะสติปัญญาท่าน แล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องก็พระราชทานเสื้อผ้าแลทรัพย์สิ่งของทั้งปวงให้แก่ตันแผงเป็นอันมาก ตั้งให้ตันแผงเป็นที่โต้อวยให้กำกับแจกเงินทหารทุกเดือน ตันแผงก็รับราชการอยู่ตามตำแหน่ง อยู่วันหนึ่งตันแผงจะดูพระทัยพระเจ้าฮั่นอ๋อง จึงแบ่งเอาเงินซึ่งแจกทหารไว้

ฝ่ายจิวพุนจึงเข้าไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่า ซึ่งตั้งให้ตันแผงเป็นที่โต้อวยนั้น ด้วยไต้อ๋องยังหาเห็นความชั่วของตันแผงนั้นไม่ ดูภายนอกนั้นผ่องใสดุจหนึ่งแก้วอันหามลทินมิได้ ภายในหาซื่อสัตย์ต่อผู้ใดไม่ แต่ก่อนก็ลักเอาของพี่สะใภ้ไปครั้งหนึ่ง ความชั่วก็ยังติดตัวอยู่ แล้วจะอยู่กับผู้ใดไม่ได้นาน ครั้งนี้ไต้อ๋องก็เลี้ยงถึงขนาดแล้วยังโลภ บังเอาเงินเดือนซึ่งแจกทหารไว้ให้ทหารได้ความเดือดร้อน ซึ่งไต้อ๋องจะเลี้ยงตันแผงไว้เป็นที่ปรึกษานั้นมิได้ เพราะเป็นคนหน้าซื่อใจคด

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังจึงสั่งให้หางุยปูตี๋เข้ามาตรัสบอกว่า ซึ่งท่านเชื่อถือตันแผงว่าดีนั้นเราก็เลี้ยงถึงขนาด บัดนี้นายทหารมาบอกว่า ตันแผงแบ่งเอาเงินซึ่งแจกทหารไว้ทุกเดือน ทำให้ท่านพลอยได้อายด้วย งุยปูตี๋จึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นตันแผงเป็นคนดีมีสติปัญญา จึงพาเข้ามาหวังจะให้ช่วยคิดราชการ เมื่อมีผู้กล่าวโทษตันแผงว่าไม่สัตย์ซื่อนั้นข้าพเจ้าก็จนใจอยู่ แต่คำโบราณเล่ามาว่า มีชายสองคน ๆ หนึ่งชื่อปุยเสงเป็นคนมีความสัตย์ คนหนึ่งชื่อเฮากีเป็นคนมีกตัญญู แต่ปุยเสงซึ่งมีความสัตย์นั้นเมื่อรุ่นหนุ่มขึ้นเที่ยวไปพบสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่สะพานได้พูดจากัน สตรีนั้นจึงว่าจะกลับมาพูดกับท่านแต่เรามีธุระจะไปอื่นก่อน ท่านจงคอยท่าเราอยู่ที่เสาสะพานอันนี้ ปุยเสงก็รับว่าจะคอยอยู่ สตรีผู้นั้นไปแล้วมิได้กลับมา ปุยเสงคอยอยู่ช้านานไม่เห็นจึงคิดว่าถ้าเราจะกลับไปบ้านสตรีผู้นั้นมาไม่พบจะว่าเราเป็นคนหาความสัตย์มิได้ จำจะคอยอยู่กว่าจะพบ ถึงมาตรว่าจะตายก็ไม่ให้เสียความสัตย์ ปุยเสงก็นั่งกอดเสาสะพานคอยสตรีผู้นั้นอยู่จนน้ำขึ้นมาท่วมตาย คนสรรเสริญปุยเสงสืบต่อมาว่ามีความสัตย์ แลเฮากีซึ่งมีกตัญญูนั้นเป็นโอรสพระเจ้าอุ๋นโก๋จ๋ง อุตส่าห์ปรนนิบัติรักษาพระราชบิดามารดาไม่ให้ขัดเคืองทุกเช้าค่ำ เวลากลางคืนตื่นขึ้นระวังดูปรนนิบัติมิได้ขาดคืนละห้าครั้งเป็นนิจ อยู่มามารดาตาย พระราชบิดานั้นรักใคร่สนมผู้หนึ่ง สนมผู้นั้นแกล้งทูลยุยงพระเจ้าอุ๋นโก๋จ๋งเชื่อทรงพระโกรธเฮากี มิได้ตรัสไต่ถามความผิดชอบประการใด ครั้นเฮากีเข้าไปปรนนิบัติก็ขัดเคืองไม่ตรัสด้วย เฮากีเสียใจจึงหนีไปอยู่เมืองอื่นแล้วกลับคืนมาเข้าไปปรนนิบัติดังเก่า พระเจ้าอุ๋นโก๋จ๋งก็ขัดเคืองพระทัยเหมือนแต่ก่อน เฮากีก็โทมนัสน้อยใจ จึงคิดว่าเสียแรงเกิดมาเป็นชายหมายจะให้บิดารัก ควรหรือบิดามาขึ้งโกรธไม่ดูหน้าเป็นที่คนจะหมิ่นประมาท มีแต่อายตายเสียดีกว่าอยู่ เฮากีก็กลั้นใจตาย กิตติศัพท์เฮากีว่ามีกตัญญูแลปุยเสงถือความสัตย์นั้น บางคนก็สรรเสริญ ที่มีสติปัญญาก็ว่าโง่จนตัวตาย ครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าไต้อ๋องจะหาคนฉลาดกระทำศึกจึงพาตันแผงเข้ามาเฝ้า ถ้าตันแผงไม่ซื่อตรงข้าพเจ้าก็ได้ทั้งเจ็บอายด้วย แต่ขอไต้อ๋องทรงพระเมตตาหาตันแผงมาถามดู ถึงตัวจะชั่วถ้ามีความสัตย์พอจะเลี้ยงได้

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังงุยปูตี๋เล่านิทานเป็นทำเนียบดังนั้น จึงสั่งให้หาตันแผงเข้ามาแล้วถามว่า เดิมตัวทำราชการอยู่กับงุยอ๋องแลฌ้อปาอ๋องก็ไม่ซื่อต่อเจ้านายของตัวจึงหลบหนีมา ครั้นมาอยู่กับเราก็เลี้ยงเป็นผู้ใหญ่ให้กำกับแจกเงินทหาร ควรหรือแบ่งเอาเงินเดือนทหารไว้จนมีผู้มาว่ากล่าว ความข้อนี้จริงเท็จประการใด ตันแผงจึงทูลว่าอันตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนของอยู่ในเรือน ชอบแต่เจ้าของจะจัดแจงใช้ให้สมควร เมื่อข้าพเจ้าทำราชการอยู่เมืองงุยนั้นงุยอ๋องก็หารู้จักใช้ข้าพเจ้าไม่ จึงมาอยู่กับฌ้อปาอ๋อง ฌ้อปาอ๋องก็ไม่รู้จักใช้ข้าพเจ้า ๆ แจ้งว่าไต้อ๋องรู้จักใช้คนดี จึงมิได้คิดแก่ความลำบาก อุตส่าห์มาทางไกลมากกว่าห้าพันเส้นหวังจะทำราชการด้วย ครั้นมาก็สมความคิดข้าพเจ้า แต่ขณะเมื่อข้าพเจ้ามาถึงแม่นํ้าฮุยโหนั้นโจรทำร้ายริบเอาสิ่งของสิ้น ข้าพเจ้ามาแต่ตัวเปล่าซึ่งกรุณาชุบเลี้ยงตั้งข้าพเจ้าให้เป็นขุนนางพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ยังขัดสนอยู่ด้วยเงินซึ่งจะซื้อจ่ายอาหารพอได้เป็นกำลังราชการ ข้าพเจ้าจึงบังเอาเงินรายนี้ไว้ใช้ ซึ่งไต้อ๋องเห็นว่าข้าพเจ้าผิดแต่ครั้งเดียวนี้ไม่ควรที่จะชุบเลี้ยงต่อไป แลเงินซึ่งข้าพเจ้าบังไว้นั้นก็ยังอยู่จะเอาคืนเข้าไว้ในท้องพระคลังดังเก่า ตัวข้าพเจ้าจะขอรับพระราชทานแต่ชีวิตพอได้พาเอาร่างกายไปตายฝังไว้บ้าน

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังตันแผงทูลโดยจริงดังนั้น ก็หายโกรธกลับมีความสงสารจึงพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าอีกเป็นอันมาก แล้วก็ตั้งให้ตันแผงเป็นที่ต๋งอ้วยตำแหน่งใหญ่ขึ้นไปกว่าเก่า

ฝ่ายตันแผงครั้นได้รับพระราชทานทรัพย์สิ่งของเลื่อนที่เป็นต๋งอ้วย จึงคิดว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องนี้มีสติปัญญาหลักแหลมยิ่งนัก ควรที่จะเป็นผู้มีบุญบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขได้ ตันแผงก็ยิ่งมีนํ้าใจ สามิภักดิ์ต่อพระเจ้าฮั่นอ๋องมากขึ้นกว่าเก่า

ขณะนั้นพอคนใช้ฮั่นสินเข้าไปทูลความแก่พระเจ้าฮั่นอ๋องว่า ฮั่นสินยกไปตีเมืองหัวไหลได้แล้ว หัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นแก่ฌ้อปาอ๋องก็มาเข้าเกลี้ยกล่อมฮั่นสินเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นอ๋องมีความยินดียิ่งนัก แฮเฮาหยินจึงทูลว่า เตียวยี่เจ้าเมืองเซียงสันสามิภักดิ์จะมาทำราชการ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า เตียวยี่คนนี้แต่ก่อนเป็นเพื่อนรักกันกับตันฮี ได้สาบานต่อกันว่าจะตายด้วยกัน ครั้นฌ้อปาอ๋องตั้งให้เตียวยี่เป็นเจ้าเมืองเซียงสัน เตียวยี่กับตันฮีก็หมางใจกัน หารักกันเหมือนแต่ก่อนไม่ ครั้นภายหลังมาวิวาทเป็นศึกรบพุ่งกัน ตันฮีฆ่าสมัครพรรคพวกเตียวยี่เสียเป็นอันมาก ซึ่งเตียวยี่ว่าจะมาทำราชการด้วยเรานี้เพราะกำลังตกใจกลัวตันฮี ดุจนกตื่นเกาทัณฑ์หนีเข้าพึ่งป่าใหญ่ท่านจงพามาเถิด แฮเฮาหยินก็พาเตียวยี่เข้าไปเฝ้าคำนับพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ จึงตรัสว่า แต่เราได้ยินชื่อท่านมานานอยู่ แล้วคิดจะใคร่พบท่านสักครั้งหนึ่งก็ยังหาพบไม่ ซึ่งท่านมาครั้งนี้เรายินดีนัก เตียวยี่ได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้แล้วทูลว่า ตันฮีกับข้าพเจ้าแต่ก่อนเป็นเพื่อนรักกันนักไม่ควรที่จะขัดเคืองกัน บัดนี้ตันฮีไล่ฆ่าฟันญาติพี่น้องครอบครัวข้าพเจ้าเสียสิ้น ความแค้นครั้งนี้เป็นที่สุดไม่เห็นผู้ใดจะเป็นที่พึ่งได้ ข้าพเจ้าแจ้งว่าไต้อ๋องมีน้ำพระทัยโอบอ้อมอารีต่อทแกล้วทหารแลชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้าจึงมาเฝ้าหวังจะเอาเป็นที่พึ่งแก้แค้นตันฮีให้จงได้ ประการหนึ่งตั้งแต่ฌ้อปาอ๋องยกตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน กระทำให้ราษฎรได้ความเดือดร้อนประหนึ่งหาบิดามารดามิได้ แม้นแผ่นดินเป็นของไต้อ๋องแล้ว คนทั้งปวงก็จะมีความยินดีดุจได้พบบิดามารดา ซึ่งไต้อ๋องจะทำศึกกับฌ้อปาอ๋องครั้งนี้มีแต่ชนะฝ่ายเดียว ด้วยเทพยดาแลมนุษย์เอาใจช่วยหวังจะให้แผ่นดินเป็นสุข ตัวข้าพเจ้าก็จะอาสากว่าจะสิ้นชีวิต พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังมีความกรุณาก็เลี้ยงเตียวยี่ไว้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ