เดิมพงศาวดารเมืองจีนชิดก๊กไซฮั่นต้นสามก๊ก แปลออกได้ความว่า ยังมีพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง ครองราชสมบัติในเมืองตั้วก๊กจิ๋วเป็นเมืองหลวง มีเมืองใหญ่เจ็ดเมืองคือเมืองเจ๋ เมืองฌ้อ เมืองเอี๋ยน เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหัน เมืองจี๋น หัวเมืองใหญ่ทั้งเจ็ดนี้มีบุตรชายต้องเอาไปถวายพระเจ้าจี๋วมกอ๋องเป็นจำนำต่างตัวเมืองละคน ครั้งนั้นปวยเหนียมเป็นเจ้าเมืองจี๋น มีบุตรชื่อกิเชง กิเชงมีบุตรชื่อเจาหู ครั้นปวยเหนียมตายแล้วกิเชงได้เป็นเจ้าเมืองจี๋น จึงให้เจาหูผู้บุตรไปเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง ณ เมืองตั้วก๊กจี๋ว

พระเจ้าจี๋วมกอ๋องมีม้าแปดม้าๆ หนึ่งชื่อเจอะตี้ แปลว่าปราบแผ่นดิน ตัวหนึ่งชื่อพวนอู ว่าผิวเนื้อลายตัวงาม ตัวหนึ่งชื่อผุนเสียว ว่าราวจะไปได้บนอากาศ ตัวหนึ่งชื่อเทียวเก๋ง ว่าเร็วหาตัวเปรียบมิได้ ตัวหนึ่งชื่อยูฮุย ว่าองอาจในกลางศึก ตัวหนึ่งชื่อเทียวก๋อง ว่าถ้าขี่ไปในเวลากลางคืนเห็นสว่าง ตัวหนึ่งชื่อเทงบู๊ ขี่ไปดังจะเข้าหมอกออกเมฆได้ ตัวหนึ่งชื่อกั้วเอ๊ก ว่าดังมีปีกบินได้ ถ้าพระเจ้าจี๋วมกอ๋องจะมีที่เสด็จไปแห่งใด ม้าแปดม้านี้สำหรับเทียมรถ พระเจ้าจี๋วมกอ๋องเห็นว่า เจาหูบุตรกิเชงเจ้าเมืองจี๋นมีสติปัญญา จึงตั้งให้เป็นขุนนางที่ปรึกษาสำหรับรักษาพระองค์

ครั้งหนึ่งพระเจ้าจี๋วมกอ๋องเสด็จทรงรถเที่ยวประพาส ไปถึงที่ตำบลหนึ่งมีภูเขาชื่อขุนหลุน เป็นที่สนุก เสด็จเที่ยวประพาสชมเขาอยู่ ยังมีนางเทพธิดาองค์หนึ่งออกรับเชิญให้เสวยเครื่องทิพโอชารส พระเจ้าจี๋วมกอ๋องครั้นได้เสวยทิพอาหาร ก็เพลิดเพลินพระทัยไม่คิดที่จะกลับคืนพระนคร อยู่ภายหลังเอี๋ยนอ๋องเจ้าเมืองชีจี๋วคิดกบฏ เตรียมกองทัพจะยกไปชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง ขณะนั้นนางเทพธิดารู้เหตุ จึงแจ้งแก่พระเจ้าจี๋วมกอ๋องว่า เอี๋ยนอ๋องเจ้าเมืองชีจี๋วจะคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ ขอเชิญเสด็จกลับเข้าพระนครโดยเร็ว พระเจ้าจี๋วมกอ๋องครั้นแจ้งจึงสั่งเจาหูว่า เจ้าจงเอารถที่เราทรงขี่มาคุมทหารทั้งปวงรีบกลับเข้าไปฟังราชการในพระนคร เจาหูก็คำนับลามาขึ้นรถ พาทหารทั้งปวงรีบกลับเข้าไปถึงเมืองฌ้อ สืบรู้ว่าเอี๋ยนอ๋องเจ้าเมืองชีจี๋วคิดกบฏต่อพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง

เจาหูจึงจัดทหารในเมืองฌ้อกับทหารที่คุมมาสมทบกันยกไปตีเมืองชีจี๋ว ครั้นได้เมืองชีจี๋วแล้วจึงแต่งหนังสือบอกไปกราบทูลพระเจ้าจี๋วมกอ๋องๆ ทราบความแล้วเห็นว่าเจาหูเป็นแซ่เชื้อเจ้าเมืองจี๋นชนะศึกมีความชอบ จึงพระราชทานตราให้เจาหูเป็นแซ่เตียวชื่อเตียวอ๋องครองเมืองกำตั้น เจ้าเมืองเป็นแซ่เตียว ตั้งแต่นั้นมาจึงเรียกว่าเมืองเตียว เตียวอ๋องมีบุตรชื่อเตียวซกๆ มีบุตรชื่อเตียวสุยๆ มีบุตรชื่อเตียวชวนๆ มีบุตรชื่อเตียวตุ้นๆ มีบุตรชื่อเตียวซก ครั้นพระเจ้าจี๋วมกอ๋องสู่สวรรคตแล้ว เมืองจี๋นก็ได้เป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวงสืบกษัตริย์มา แล้วเจ้าเมืองจี๋นไปตีเมืองจี๋วได้

ฝ่ายเตียวซกบุตรเตียวตุ้นเจ้าเมืองเตียว ครั้นเตียวอ๋องเจาหูผู้เป็นปู่ตายแล้ว จึงเข้ามาอยู่กับเจ้าเมืองจี๋นซึ่งเป็นญาติร่วมแซ่ ยังมีขุนนางผู้หนึ่งชื่อโตงันกั้ว ไปฟ้องแก่เจ้าเมืองจี๋นว่าเตียวซกจะคิดกบฏ เจ้าเมืองจี๋นให้โตงันกั้วจับเตียวซกกับสมัครพรรคพวกฆ่าเสียสิ้น เหลือแต่ภรรยาเตียวซกคนหนึ่งมีครรภ์อยู่ เทียวเอ๋งทนายเตียวซกพาไปซ่อนไว้ ครั้นอยู่มาคลอดบุตรเป็นชายชื่อเตียวปูจิ้วๆ ใหญ่ขึ้น คิดกันกับเทียวเอ๋งซ่องสุมผู้คนได้เป็นอันมากยกเข้าไปตั้งอยู่ใกล้เมืองจี๋น แล้วมีหนังสือเข้าไปถึงจี๋นอ๋องขอโตงันกั้วกับสมัครพรรคพวกออกมา ถ้าไม่ให้จะตีเอาเมือง

ฝ่ายจีนอ๋องครองราชสมบัติใหม่ยังขยาดอยู่แก่การสงคราม จึงส่งโตงันกั้วกับสมัครพรรคพวกออกมาให้แก่เตียวปูจิ้วๆ ก็ฆ่าเสียสิ้น แล้วยกมาอยู่ ณ เมืองเตียว ตั้งตัวเป็นเตียวอ๋อง แข็งเมืองมิได้ขึ้นแก่เมืองจี๋น นับแซ่เตียวแต่เจาหูเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าจี๋วมกอ๋องมาหกชั่ว ถึงเตียวปูจิ้วเป็นเตียวอ๋องครองสมบัติถัดลงมาห้าชั่ว ถึงเตียวอุยอ๋องสิบเอ็ดชั่ว แต่เตียวอุยอ๋องครองเมืองอยู่ห้าปี ก็มิได้ขึ้นแก่เมืองจี๋น

ครั้งนั้นจึงจี๋นเจี๋ยวอ๋องครองราชสมบัติได้ห้าสิบเอ็ดปี มีชายคนหนึ่งชื่อไทก๋ง ภรรยาชื่อนางอุ๋น เป็นชาวเมืองไภก้วนอยู่ตึกริมนํ้า เวลากลางคืนนางอุ๋นนอนหลับฝันว่ามีชายผู้หนึ่งรูปงามเหมือนเทพยดาเข้ามาสมัครสังวาสด้วยนาง พอฟ้าร้องนางสะดุ้งตกใจตื่นปลุกไทก๋งผู้ผัว แล้วแลขึ้นไปเห็นมังกรพันกันสองตัวบนขื่อตึกประมาณครู่หนึ่งก็สูญไป ครั้นนางมีครรภ์ถ้วนทศมาสคลอดบุตรออกมา เป็นชายรูปร่างนั้นงามสะอาด แก้มข้างซ้ายมีจุดดำเจ็ดสิบสองเม็ด บิดาให้ชื่อเล่าปัง[๑]

ฝ่ายพระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องครองราชสมบัติในเมืองจี๋น มีจิตกำเริบจะให้เขตแดนกว้างขวาง แล้วโกรธว่าเตียวอ๋องเป็นผู้น้อยไม่มาคำนับ จึงจัดทัพให้อองเจียน อ๋องเฮ็ก ฮ่องซุนคือหลานเธอชื่ออิหยินคุมคนสิบหมื่นยกไปตีเมืองเตียว ครั้นยกมาถึงปลายเมืองเตียวให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ จึงให้ทหาร ไปสอดแนมข่าวกิจการ ทหารไปสืบได้ความกลับมาแจ้งว่า แต่ค่ายซื่งตั้งอยู่นี้จะไปถึงแม่น้ำ มีเมืองหน้าด่านชื่อเมืองเจียงหออยู่ทางประมาณห้าร้อยเส้น เห็นประตูเมืองนั้นปิดอยู่ทั้งสี่ทิศ ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ธงที่ปักบนเชิงเทินจารึกอักษรว่าหลีเกซก

ฝ่ายอองเจียนแจ้งความ จึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า ชะรอยหลีเกซกจะรู้ตัว จึงให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นคง ผู้คนเรายกมาก็ยังอิดโรย ครั้นจะเข้าโจมตีถ้าไม่ได้ก็จะเสียทีแก่หลีเกซก จำจะตั้งมั่นไว้บำรุงทแกล้วทหารให้มีกำลังก่อน จึงจะแต่งคนให้เข้าไปสืบการ ถ้าได้ทีแล้ว จะตีให้ได้โดยง่าย

ฝ่ายหลีเกซกแจ้งความว่า กองทัพเมืองจี๋นยกล่วงแดนเข้ามา จึงกำชับทหารให้รักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถ แล้วแต่งหนังสือให้คนขึ้นม้าเร็วไปแจ้งความในเมืองเตียว คนใช้รับหนังสือแล้วก็รีบไป ครั้นถึงเมืองเตียวส่งหนังสือให้หลินเสียงยี่ๆ จึงเข้าไปเฝ้าแจ้งข่าวทัพซึ่งหลีเกซกบอกมาทุกประการ เตียวอ๋องครั้นรู้ว่าจี๋นเจี๋ยวอ๋องให้อองเจียนอ๋องเฮ็กอิหยินยกพลมาตั้งอยู่แทบแม่น้ำเจียงหอ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ทหารชาวเมืองจี๋นเข้มแข็งนัก แล้วอองเจียนก็เป็นคนมีสติปัญญา เมืองเราไม่มีผู้ใดที่จะต้านทาน จำจะคิดตัดศึกโดยอุบาย ขุนนางทั้งปวงจะเห็นประการใดบ้าง ขณะนั้น หลินเสียงยี่ขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ทัพชาวเมืองจี๋นยกล่วงแดนมาครั้งนี้คนแลม้าก็ยังอิดโรยอยู่ เห็นว่าจะไม่รู้แห่งหนทางที่สำคัญของเราซึ่งจะรับศึก ขอให้แต่งทหารคุมคนสองหมื่นยกออกไปตั้งเป็นกองซุ่ม อยู่ข้างทางภูฮู แล้วจัดทัพออกรับหน้าแต่งกันเป็นกองล่อ ให้ข้าศึกล่วงถลำเข้ามาตามทางทัพซุ่มสองข้าง จึงตีกระหนาบเห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย เตียวอ๋องได้ฟังหลินเลียงยี่ก็เห็นชอบ จึงสั่งให้กองซุ่นเขียนกับอุยโหคุมทหารสองหมื่นยกไปตามทางภูฮูเป็นกองซุ่ม แล้วแต่งให้เหลียมโถ้เป็นแม่ทัพคุมคนห้าหมื่น ให้อองของเป็นเปาซูที่ปรึกษา ให้อุนหลุนเป็นเผียนเจี้ยงนายทหาร นายทัพนายกองคำนับลาออกมาจัดทหารแล้วยกไปถึงแม่น้ำเจียงหอ เหลียมโภ้จึงสั่งคนใช้ให้ไปบอกหลีเกซกให้ยกกองทัพในเมืองออกมาบรรจบกัน

ฝ่ายหลีเกซกแจ้งความ จึงขับทหารรีบยกออกมาบรรจบทัพเหลียมโภ้ เหลียมโภ้ครั้นยกทัพข้ามแม้น้ำเจียงหอไป จึงให้ทหารตั้งค่ายมั่นลงไว้ท้ายเขาช่องแคบ แล้วให้อุนหลุนไปซุ่มคอยปล้นชิงเสบียงอาหารอยู่หลังค่ายข้าศึก ครั้นเวลารุ่งเช้าเหลียมโภ้ก็ขึ้นม้าพาทหารเดินตามทางไป

ฝ่ายอองเจียนเมื่อจะยกเข้าตีเมือง จึงสั่งให้อิหยินอยู่รักษาค่าย แล้วยกทหารเป็นกระบวนทัพไปทางประมาณร้อยเส้น พบทัพเหลียมโภ้ออกมา พอทหารรอกันอยู่ทั้งสองฝ่าย เหลียมโภ้จึงขับม้าฝ่าขึ้นไปหน้าทหาร อองเจียนเห็นทหารเหลียมโภ้ ก็ขับม้าขึ้นมายืนอยู่กลางทหารทั้งปวง เหลียมโภ้จึงร้องถามว่า เตียวอ๋องเจ้าเรากับเจ้าท่านก็ยังไม่มีข้อขัดเคืองแก่กัน ฉันใดจึงให้ยกทัพล่วงแดนเข้ามาจะประสงค์สิ่งใด อองเจียนจึงตอบว่า อันประเพณีแผ่นดินสืบมา ผู้ซึ่งกินเมืองน้อยต้องไปขึ้นแก่เมืองใหญ่ นี่เจ้าเมืองของท่านมิได้ไปอ่อนน้อมจึงให้ยกมาตีเมืองท่าน ถ้าแต่งคนให้คุมเครื่องบรรณาการไปคำนับตามประเพณี จึงจะยกทัพกลับไปเมืองจี๋น เหลียมโภ้ได้ฟังก็โกรธขับม้ารำทวน เข้ารบจะแทงอองเจียน อองเจียนรบด้วยง้าวได้สามลิบเพลง เหลียมโภ้แกล้งชักม้าถอยหนทำทีพาคน ให้แตก อองเจียนเห็นผิดทำนองศึกกริ่งใจว่าเหลียมโภ้คนนี้มีฝีมือเข้มแข็ง รบกับเรายังไม่ทันจะเสียที ชักม้าหนีชะรอยจะเป็นกลอุบายแกล้งให้เราไล่เป็นมั่นคง คิดเกรงอยู่จึงรอม้าไว้

ฝ่ายอ๋องเฮ็กซึ่งเป็นปลัดทัพยืนม้าอยู่บนเนินเขา เห็นข้าศึกเสียทีอองเจียนมิได้ให้ทหารติดตาม อ๋องเฮ็กก็ขับม้าพาทหารออกไล่เหลียมโภ้ อองเจียนร้องห้ามอ๋องเฮ็กไม่ฟัง จึงขับม้าติดตามอ๋องเฮ็กไปทันถึงช่องแคบ

ฝ่ายกองซุนเขียนกับอุยโห ซึ่งตั้งกองซุ่มคอยอยู่สองข้างทางเห็นได้ทีแล้วไล่พวกทหารเข้ารบระดมตีกระหนาบ เหลียมโภ้ได้ที่มั่นจึงให้ทหารรบประจัญหน้าไว้ ทหารทั้งสามกองก็ระดมยิงเกาทัณฑ์พุ่งศัสตราวุธตีเป็นสามด้าน อองเจียนกับอ๋องเฮ็กไล่ล่วงเข้าไปถึงช่องแคบ ต้องศึกกระหนาบรี้พลแตกระส่ำระสาย ทหารซึ่งตามมาก็ยังมิพร้อมกัน เหลือกำลังที่จะสู้รบ ก็ตีกลับคืนหลังออกมาได้ ไม่เห็นทหารเหลียมโภ้ติดตามมาจึงรอม้าไว้คอยรับคนซึ่งแตกกระจัดกระจาย รวบรวมได้ประมาณสามหมื่นเศษ ให้ตั้งค่ายอยู่ท้ายเขาคอยรับทัพชาวเมือง

ฝ่ายเผียนเจี้ยงอุนหลุนซึ่งไปซุ่มอยู่หลังค่ายอิหยิน ครั้นเห็นทหารในค่ายเบาบางลงก็ยกทัพเข้าตีค่ายได้ ไล่ฆ่าฟันคนซึ่งรักษาค่ายล้มตายแตกหนีไป จับตัวอิหยินได้แล้วให้เอาไฟจุดฉางข้าวเผาค่ายเสียสิ้น จึงคุมตัวอิหยินไปส่งให้แก่เหลียมโภ้

ฝ่ายทหารซึ่งอยู่รักษาค่ายแตกหนีไปพบอองเจียนจึงบอกความว่า มืกองทัพใหญ่ยกมาตี ค่ายแตกแล้วจับตัวอิหยินได้ เอาไฟเผาค่ายแลเสบียงอาหารเสียสิ้น อองเจียนแจ้งความดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาอ๋องเฮ็กว่า ครั้งนี้เราเสียทัพข้าศึกจับหลานพระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องไปได้ ผิดข้อใหญ่เป็นสองโทษ ครั้นจะคิดทำศึกไปไม่ถนัดด้วยอิหยินตกไปอยู่ในเงื้อมมือเตียวอ๋องสุดที่จะผ่อนปรน ทหารแลเสบียงก็น้อยจะทำการไปมิตลอด เราจำจะถอยทัพกลับไปเฝ้าพระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋อง แม้ไม่กรุณาฆ่าเสียก็จะตายตามโทษในอาญาศึก ถ้าโปรดเลี้ยงไว้คงจะได้กลับมาตีเมืองเตียวแก้แค้น ซึ่งเราจะล่าทัพครั้งนี้จะไว้ใจไม่ได้ จึงให้เล่าปั๋งกับมอสิวคุมทหารสามพันเป็นกองหลัง แล้วก็เลิกทัพ กลับไปถึงเมืองจี๋น สองนายเข้าไปเฝ้าทูลเหตุซึ่งแตกทัพข้าศึกจับฮ่องซุนอิหยินไปได้ พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องแจ้งว่าเสียอิหยินผู้หลานการศึกก็เสียทีมา จึงว่ามึงทั้งสองไปทำการศึกก็เสียที จนชาวเมืองเตียวจับหลานกูไปได้ยังจะเข้ามาให้กูเห็นหน้าอีกเล่า แล้วสั่งทหารเอาตัวอองเจียนอ๋องเฮ็กไปตัดศีรษะเสีย

ฝ่ายอันก๊กกุ๋นราชบุตรเป็นโทจู๊ จึงทูลว่าอองเจียนเป็นทหารเอกอยู่ในเมืองจี๋นก็มีฝีมือ ทำความชอบไว้เป็นอันมาก ซึ่งจะให้ประหารชีวิตอองเจียนเสียนั้น เหมือนหนึ่งตัดแขนซ้ายขวาของพระองค์ ถึงจะเสียอิหยินบุตรข้าพเจ้าไปนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่อาลัยเท่าจะเสียอองเจียน

พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องได้ฟังอันก๊กกุ๋นทูลดังนั้นก็ค่อยคลายความโกรธ จึงสั่งให้ถอดอ๋องเฮ็กเป็นไพร่ แต่อองเจียนนั้นให้เป็นขุนนางผู้น้อย ถ้ามีความชอบต่อภายหลังจึงจะชุบเลี้ยงขึ้นดังเก่า พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องจึงปรึกษาขุนนางว่า ครั้งนี้จำเราจะงดทัพไว้ จะคิดเอาตัวอิหยินมาให้ได้ก่อน ท่านจะเห็นเป็นประการใด ขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่าซึ่งจะคิดทำการศึกเอาฮ่องซุนอิหยินมานั้นเห็นจะได้โดยยาก จำจะคิดแต่งหนังสือให้คนมีสติปัญญาไปว่ากล่าวเป็นทางไมตรีผ่อนชีวิตฮ่องซุนอิหยินไว้ก่อน ถ้าคิดไปตีหัวเมืองทั้งปวงได้รี้พลมากแล้ว ทำไมกับเมืองเตียวก็จะกลัวมิอาจที่จะแข็งอยู่ได้ เห็นจะส่งอิหยินคืนมาเมืองเรา พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือเป็นทางไมตรี แล้วให้หางูไสมากำชับสั่งการทั้งปวงแล้วส่งหนังสือให้ งูไสก็คำนับรับหนังสือลามาขึ้นม้าพาทหารที่ร่วมใจไปเมืองเตียวตามสั่ง

ฝ่ายเหลียมโภ้มีชัยชนะ จึงแบ่งทหารให้อุยโหอยู่ช่วยหลีเกซกรักษาเมืองเจียงหอ ครั้นเวลารุ่งเช้าให้ทหารคุมตัวอิหยินเลิกทัพคืนเข้าเมืองเตียว เหลียมโภ้จึงพาอิหยินเข้าไปอยู่แต่ภายนอก ตัวเหลียมโภ้กับนายทหารทั้งปวงเข้าไปเฝ้าทูลความตามได้รบกับอองเจียนแม่ทัพ จนจับอิหยินหลานจี๋นเจี๋ยวอ๋องได้ให้เตียวอ๋องฟังทุกประการ เตียวอ๋องแจ้งว่าจับอิหยินได้ดีใจนัก จึงให้บำเหน็จแก่นายทัพนายกองตามลำดับผู้ใหญ่ผู้น้อย แล้วให้หาตัวอิหยินเข้าไปเฝ้า จึงร้องประกาศกับขุนนางด้วยเสียงอันดังว่า ปู่ของอิหยินให้ยกมาทำศึกแก่เมืองเรา หมายจะเอาชีวิตแลสมบัติ ครั้งนี้เราจับหลานเจ้าเมืองได้ควรจะให้ฆ่าเสีย หลินเสียงยี่จึงทูลว่าซึ่งจะฆ่าอิหยินเสียนั้นก็ควรอยู่ แต่เมืองเราทุกวันนี้รี้พลแลทหารมีฝีมือก็น้อย เมืองจี๋นนั้นมีเขตแดนกว้างขวางคงจะมีความพยาบาท เห็นไม่ช้าคงจะยกกองทัพมาติดพันขับเคี่ยวไปกว่าจะได้ชัยชนะ เมืองเราก็เห็นจะไม่มีความสุข ขอให้เอา อิหยินไว้เหมือนตัวจำนำเห็นทัพเมืองจี๋นจะไม่ยกเข้ามา เตียวอ๋องเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้งดอิหยินไว้ได้สี่วัน

ฝ่ายงูไสรีบมาถึงเมืองเตียวจึงบอกผู้รักษาประตูว่า เราเป็นทูตมาแต่เมืองจี๋นจะเข้าไปเฝ้าเตียวอ๋อง นายทหารจึงเข้าไปแจ้งความแก่เตียวอ๋องว่า งูไสถือหนังสือมาแต่เมืองจี๋นจะเข้ามาแจ้งข้อราชการ เตียวอ๋องจึงให้หาตัวงูไสเข้ามาเฝ้า งูไสคำนับแล้วจึงส่งหนังสือให้เตียวอ๋องๆ คลี่หนังสือออกอ่านได้ความว่า จี๋นเจี๋ยวอ๋องให้มาถึงเตียวอ๋อง ว่าเมืองจี๋นกับเมืองเตียวร่วมแซ่สืบมาแต่ก่อน ต่างคนต่างอยู่เมืองมิได้ไปมาช้านาน แต่การครั้งนี้เป็นการประเพณีแผ่นดิน คิดจะให้เขตแดนนั้นกว้างขวางจึงเสียทางไมตรี ให้อิหยินหลานกำกับทัพมา ทหารเมืองเตียวจับได้เหมือนชีวิตอยู่ในเงื้อมมือท่าน บัดนี้เรามิได้คิดอ่านการที่จะตีเมืองเตียวสืบไป ขอให้ท่านปล่อยตัวอิหยินคืนไปเมืองจี๋น จะได้เป็นทางไมตรีกันไปภายหน้า เตียวอ๋องครั้นแจ้งในหนังสือแล้วเรียกงูไสเข้าไปใกล้จึงว่า จี๋นเจี๋ยว อ๋องกับเราก็ร่วมแซ่เดียวกัน แต่ว่ายกกองทัพมาทำศึกแก่เมืองเราก็หลายครั้ง จนเราจับตัวอิหยินไว้ก็มิได้ทำอันตราย บัดนี้เราแจ้งในหนังสือว่าจะเป็นทองแผ่นเดียวกันก็ยินดีนัก ด้วยจะได้รักษาแผ่นดินให้เป็นสุข อันตัวอิหยินเป็นหลานทั้งสองฝ่ายจะเอาไว้ให้คุ้นเคย ถ้าได้วันดีเมื่อใดเราจึงจะให้คืนไปเมือง งูไสจึงทูลว่า ถ้าเมืองใดมีทแกล้วทหารกล้าแข็ง ก็ย่อมแต่งไปตีบ้านเมืองเอาเขตแดนให้กว้างขวาง การก็เป็นอย่างสืบมาใช่จะเป็นแต่เมืองจี๋นนั้นหาไม่ ครั้งนี้เมืองจี๋นกับเมืองเตียวเป็นไมตรีกันแล้ว ขอท่านจงรักษาอิหยินไว้ให้ดี ถ้าอิหยินได้คืนไปเมืองเมื่อใดจะขอบคุณท่านให้ถึงพันปี ถ้าไต้อ๋องทำให้อิหยินสิ้นชีวิตมิได้คืนไปเมืองจี๋น ถึงจะก่อกำแพงกั้นทั้งสี่ด้านท่านจะอยู่ในกลางก็ไม่พ้นอันตราย ถ้าเสียดายไพร่บ้านพลเมืองของไต้อ๋อง จงดำริการซึ่งเป็นไมตรีกันทั้งสองเมืองจึงจะชอบ เตียวอ๋องได้ฟังจึงถามว่า ท่านอยู่เมืองจี๋นเป็นที่ขุนนางตำแหน่งใด งูไสจึงว่าข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้น้อย เตียวอ๋องจึงสรรเสริญว่าท่านนี้มีสติปัญญาว่ากล่าวถูกต้อง ควรที่เจ้าจะใช้ไม่เสียเกียรติยศชอบจะเลี้ยงเลื่อนที่ให้เป็นผู้ใหญ่ ว่าแล้วให้รางวัลแก่งูไสพอสมควร จึงแต่งหนังสือตอบให้ฉบับหนึ่ง

ฝ่ายงูไสรับหนังสือคำนับลาแล้วก็รีบกลับไปเมืองจี๋น ถวายหนังสือแก่พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋อง แล้วทูลความซึ่งมีมาแต่เมืองเตียวให้ทราบทุกประการ พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องจับหนังสือคลี่ออกอ่านดู มีความว่า เตียวอ๋องคำนับมา ด้วยข้าพเจ้าพึ่งได้ครองเมืองห้าปีคิดถึงทางไมตรีอยู่เนืองๆ ไม่ถือตัวองอาจ ตั้งใจว่าเป็นเมืองน้อยหมายพึ่งเมืองใหญ่ ซึ่งอิหยินตกมาอยู่นั้นแจ้งว่าหลานก็ให้คนบำรุงเลี้ยงรักษาอยู่ แม้นวันดีเมื่อใดจึงจะคุมมาส่งให้ครั้งหลัง ครั้นอ่านแจ้งความแล้วเคืองพระทัยนัก คิดจะใคร่ยกกองทัพไปตีเมืองเตียวแต่อาลัยอยู่ด้วยหลานจึงอดโทโสไว้

[๑] ต่อไปในเรื่องเรียกว่า เล่าปัง

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ