ฝ่ายพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ อยู่วันหนึ่งเสด็จออกปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่ากษัตริย์มีบุญญาธิการสืบมาแต่ก่อน ย่อมเที่ยวเลียบพระนครตามอาณาเขตดูประเทศแลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะมีความสุขหรือเดือดร้อน เราจะไปเลียบพระนครท่านจะเห็นเป็นประการใด ขุนนางทั้งปวงเห็นชอบจึงกราบทูลว่า ประเพณีกษัตริย์เสวยราชสมบัติสืบมาย่อมออกเที่ยวทุกหัวเมือง เพราะว่ามีพระทัยกรุณาแก่นานาประเทศ แลหัวเมืองราษฎรทั้งปวง ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดมิได้ออกเลียบพระนคร เหมือนอยู่ที่มืดหาเห็นเหตุการณ์อันใดไม่

พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ทรงฟังขุนนางดังนั้นก็ยินดี จึงสั่งให้จัดรถแลทหารโดยกระบวนเสด็จ เจ้าพนักงานคำนับรับสั่งแล้วออกมาจัดแจงเตรียมการไว้พร้อม ครั้นเวลารุ่งเช้าพอได้ฤกษ์ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จมาทรงรถ ออกโดยประตูฝ่ายทิศตะวันตกถึงเมืองไฝ่ไส แล้วบ่ายรถไปทิศใต้ถึงภูเขาศีรษะไก่เรียกว่าเกเถา ทอดพระเนตรไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ เห็นเป็นสายรุ้งพลุ่งขึ้นมาแต่แผ่นดินเป็นสีห้าอย่าง จึงตรัสถามซองบู๊กี๋ว่า นิมิตอันนี้ดีร้ายประการใด ชองบู๊กี๋จึงทูลว่าเหตุมีในท้องฟ้าคือ เลียงหุนหนึ่ง ภูหุนหนึ่ง สุยหุนหนึ่ง เจหุนหนึ่ง เกงหุนหนึ่ง ห้าประการนี้เรียกว่าเมฆบันดาลขึ้นมาแต่แผ่นดินห้าอย่าง ซึ่งทอดพระเนตรเห็นครั้งนี้ไม่ต้องลักษณะเมฆ พิเคราะห์ดูดุจสีมังกรม่วง จะเป็นรัศมีผู้มีบุญ จึงบังเกิดเหตุใหญ่ปรากฏขึ้นฉะนี้

พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้จึงปรึกษาซองบู๊กี๋ว่า ท่านจะมีวิชาแก้ประการใดบ้าง ซองบู๊กี๋จึงทูลว่า อันจะป้องกันเหตุซึ่งจะเกิดเบื้องหน้านั้นยากนัก จะแก้ไขได้แต่รัศมีพอจะเสื่อมคลาย ถ้าพระองค์เสด็จไปทิศตะวันออกเอาของที่รักฝังลงแล้ว แต่รัศมีบันดาลให้เห็นจะสูญไป พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ทรงฟังก็สั่งให้ชักรถมาทางตะวันออก ครั้นมาถึงเขาโจเต็กสารเสด็จขึ้นไปบนเขา จึงสั่งให้เอาแผ่นศิลามาจารึกเป็นอักษรลงไว้ว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ผู้มีบุญญาธิการเสด็จมาเลียบเมืองถึงเขาโจเต็กสาร เปลี่ยนชื่อว่าเขาตังงักถายสาร แล้วถอดพระแสงดาบชื่อถายโอะฝังลงไว้ที่เชิงเขา กระทำการแก้รัศมีซึ่งบังเกิดห้าประการเสื่อมสูญแล้ว ก็เสด็จลงจากภูเขาตังงักถายสารมาข้ามแม่น้ำฮวยปู๋กั๋งเมืองลำกุ๋น แล้วเสด็จกลับมาใกล้เมืองหํ้าเอี๋ยง ขุนนางอยู่ในเมืองก็ออกมาคำนับรับเสด็จเข้าเมือง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้แต่เสด็จไปเลียบเมือง กลับมาถึงพระนครตั้งแต่วิตกไม่มีความสุข

ฝ่ายผู้รักษาสวนดอกไม้ ครั้นเป็นฤดูดอกไม้โปะตั๋นบานมีสีทั้งห้าอย่างกับพรรณไม้อันมีผลเป็นช่อน่าชม ครั้นทราบว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ไม่สบายพระทัย จึงเข้าไปทูลว่า ฤดูดอกไม้โปะตั๋นแลดอกไม้มีห้ากลิ่นมิได้ทรงผลแลมีช่อดาดาษไปในสวน พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ฟังดีพระทัยนัก จึงสั่งให้จัดรถประเทียบมาประทับไว้ ชวนกรมฝ่ายในขึ้นรถไปชมสวนเที่ยวประพาสชมดอกไม้มีพรรณต่างๆ ทอดพระเนตรดูสีดอกไม้คล้ายสีซึ่งเกิดนิมิตเมื่อไปเลียบเมืองไม่สบายพระทัย ครั้นลงไปสรงน้ำในสระ ก็ไม่สว่างพระอารมณ์ จึงเสด็จมาหยุดอยู่ ณ ตำหนักในสวนซือเหียงเค่งเตียน พระองค์เหนื่อยมานั่งบนเตียง คิดรำพึงซบหลับไปทรงพระสุบินว่า ได้ยินเสียงดุจเสี่ยงฟ้าลั่น แผ่นดินไหว ดวงพระอาทิตย์ตกลงมาตรงพระพักตร์ ยังมีเด็กคนหนึ่งนุ่งเขียวใส่เสื้อเขียวหน้าดำนัยน์ตาดำทั้งสองข้าง มีรูปคนอยู่ในแววตาดำข้างละสองคน มาแต่ทิศตะวันออกจะอุ้มเอาดวงพระอาทิตย์ มีเด็กคนหนึ่งนุ่งแดงใส่เสื้อแดงวิ่งมาแต่ทิศใต้ จึงร้องว่าเจ้านุ่งเขียวห่มเขียวอย่าอุ้มเอาดวงพระอาทิตย์ของเราไป เราได้พรเสียงเต้คือพระอิศวรให้เรามาเอาดวงพระอาทิตย์

ฝ่ายเด็กนุ่งเขียวไม่ให้ สองคนปลํ้ากันถึงเจ็ดสิบสองครั้ง เด็กนุ่งแดงปะเตะถูกเด็กนุ่งเขียวล้มลงสิ้นกำลังขาดใจตาย

ฝ่ายเด็กนุ่งแดงห่มแดงเข้าอุ้มเอาดวงพระอาทิตย์จะไปทิศใต้ ในนิมิตนั้นว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ร้องว่าอย่าเพิ่งอุ้มเอาไปเราจะถามแซ่แลชื่อเป็นเชื้อผู้ใดจึงองอาจ เด็กนุ่งแดงจึงบอกว่าเป็นเชื้อเงียวซุ่นเกิดในหองไภคือเมืองไภก้วน จะเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ก่อนแล้วจึงจะหองซกตั้งให้เราไปประชุมคนอยู่ซกเต้คือเมืองโปต๋ง ถึงสาขีวลิกุ๋ย ว่าพระองค์จะตายตำบลสาขีว เตียงอั๋นง้อหลิบว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นเจ้าสร้างพระนครใหม่สืบวงศ์ไปสี่ร้อยปีเศษ ว่าเท่านั้นก็พาพระอาทิตย์วิ่งไปข้างทิศใต้ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้บรรทมตื่นไม่สบายพระทัย จึงดำริว่าฝันนี้ประหลาดอยู่ นานไปเห็นแผ่นดินเมืองเราจะได้แก่ผู้อื่นเป็นมั่นคง คิดเสียดายสมบัติยิ่งนักแล้วกลับเข้าพระนคร คิดถึงความฝันตรองการจะหายาอายุยืน อยู่วันหนึ่งเสด็จออกจึงตรัสถามขุนนางว่า ผู้ใดยังจะรู้จักสรรพยาซึ่งจะให้จำเริญ อายุขึ้นไปถึงหมื่นปี ชาวเมืองเอี๋ยนมาเป็นโหรชื่อซองบู๊กี๋จึงทูลว่า ทะเลตะวันออกยังมีเกาะชื่อลำสินสารแห่งหนึ่ง เกิดเขาใหญ่ทั้งสามตั้งอยู่เป็นสามเส้ามีวัดแลฤๅษีอยู่ที่เกาะ แลเกาะอันนั้นสว่างไปไม่เป็นกลางวันแลกลางคืน ทั้งสี่ฤดูไม่ร้อนไม่หนาวเหมือนประเทศทั้งปวง ตำบลนั้นมียาอายุยืน ถ้าผู้ใดกินยานั้นจะมีอายุนับพัน

พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้จึงตรัสถามซองบูกี๋ว่า ท่านได้ยินเขาว่าหรือไปได้เห็น ซองบู๊กี๋ทูลว่าเพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อซิวอกไปถึงเขาสำสินสาร พบเทวดาขี่หงส์ลงมาเล่นในที่นั่นมิได้ขาด รูปเทวดานั้นหาเหมือนรูปมนุษย์ไม่ ซิวอกไปอาศัยอยู่บ้านบอกข้าพเจ้า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ก็สั่งซิวอกเข้ามาสู่ที่เฝ้า จึงตรัสว่าเราจะใคร่ได้ยาอายุวัฒนะท่านรู้ว่ามีตำบลใดจงไปเอามาให้แก่เรา ซิวอกจึงทูลพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ว่า อันสรรพยานี้มีอยู่ถึงเขาสำสินสาร หนทางก็ไกล ยากที่ผู้ซึ่งจะรู้แห่งสืบเสาะไปถึงสรรพยาอันนี้ ซึ่งจะต้องพระประสงค์สรรพยานั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาไปเอามาถวายจงได้ แต่จะขอสำเภาสิบลำกับเด็กชายห้าร้อยหญิงห้าร้อย เงินทอง เครื่องเบ็ดเสร็จกับเสบียงอาหารไปให้มาก สำหรับจะเลี้ยงกันในกลางทะเลกว่าจะกลับมาถึง

พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ตรัสว่าท่านจงจัดไปตามใจเถิด ซิวอกถวายบังคมลาออกมาจัดสำเภา แลสิ่งของทั้งปวงบรรทุกเสร็จแล้วก็ใช้ใบไปจากเมืองหํ้าเอี๋ยง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ครั้นซิวอกไปประมาณสามปีเศษไม่เห็นกลับมาทรงพระวิตกหนัก จึงใช้ให้หลอเสงไปตามสืบเสาะดูซิวอก ว่าจะไปอยู่แห่งใดจะได้สรรพยาหรือไม่ หลอเสงคำนับลาออกมาจัดสำเภาอันใหญ่เสร็จแล้ว ก็ใช้ใบออกจากเมืองหำเอี๋ยง ครั้นไปถึงที่แห่งหนึ่งจึงจอดสำเภาเข้าชายทะเล หลอเสงขึ้นไปบนฝังเหลียวดูไปในทะเล แลเห็นคลื่นใหญ่กลิ้งเป็นพนมลมก็กล้าเป็นหมอกมืดคลุ้ม หลอเสงทอดใจใหญ่อยู่ไม่รู้ที่จะติดตามซิวอกไปแห่งใด แล้วกลับคืนลงมาสำเภา จึงว่าเราครั้งนี้ไพร่พลได้รับความลำบากนัก ซิวอกลวงพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ให้เสียทรัพย์แลคนหลวงเป็นอันมาก ครั้นจะกลับไปมิได้ราชการก็จะไม่พ้นโทษ หลอเสงจึงชวนคนสนิทสิบคน ขึ้นจากสำเภาไปเที่ยวในป่าพบภูเขาอันหนึ่งเรียกเขาถายงักสันก็ขึ้นไปบนเขา จึงแลเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งนอนอยู่ที่แผ่นศิลาประหลาดนึกว่าดีร้ายจะเป็นผู้วิเศษ หลอเสงก็เข้าไปคำนับ

ฝ่ายผู้เฒ่าลุกขึ้นนั่งจึงถามว่า ท่านนี้ชื่อใดจึงมาถึงที่นี่ หลอเสงจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อหลอเสง ถือรับสั่งของพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ให้มาสืบหาเทวดาขอยาอายุวัฒนะ ผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าอันสรรพยาจะบำบัดได้แต่โรคในกาย ซึ่งจะให้จำเริญอายุวัฒนะนั้นไม่มี เกิดมาถึงกำหนดแล้วก็จะตายเป็นเที่ยง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้คนนี้จะมิโฉดเขลาเสียแล้วหรือ

หลอเสงได้ฟังจึงคลานเข้าไปว่า ท่านจงกรุณาข้าพเจ้าจะกลับไปไม่มีสิ่งใดเป็นสำคัญ กลัวอาญาพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ยิ่งนัก ผู้เฒ่าก็เอามือผลักแผ่นศิลาประตูถํ้าเปิดออกแล้วหยิบเอาหนังสือมาส่งให้หลอเสง ว่าท่านเอาไปให้พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ก็จะแจ้งความดีร้ายอยู่ในหนังสือนี้ทุกประการ หลอเสงรับหนังสือแล้วจึงอ้อนวอนว่า ขอท่านจงเมตตาช่วยแนะนำสรรพยาให้จึงจะพ้นผิด

ฝ่ายผู้เฒ่าก็หลับตานอนนิ่งเสีย หลอเสงจึงคำนับลาผู้เฒ่ามาสู่สำเภาแล้วแล่นกลับมาเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้นถึงจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ทูลความซึ่งตามซิวอกมิได้พบ แต่ข้าพเจ้าไปถึงเขา ถายงักสันได้พบผู้วิเศษนอนอยู่บนยอดเขาผู้หนึ่ง ฝากหนังสือมาถวายพระองค์ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้รับหนังสือมาคลี่ออกดูเห็นเป็นตำราลำดับกษัตริย์มีตัวหนังสือแต่อ่านไม่ออก จึงให้หลีสืออ่านๆ ออกแต่เบื้องปลายสี่ตัว ได้ความว่าเมืองจี๋นจะเสียเพราะปักเฮา พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ฟังดังนั้นตกพระทัย จึงว่าเป็นคำเทพยดาให้มาบอกเหตุเมืองเราจะเสียเพราะปักเฮา จึงสั่งมงเทียมให้คุมไพร่แปดสิบหมื่นไปทำกำแพงกั้นแดนด้านเหนือ ยาวสองหมื่นเส้นเป็นสองร้อยห้าสิบโยชน์ ข้างตะวันออกให้ถมทะเล ทิศตะวันตกให้ทำตำหนักอาป๋งจ๋งอันรโหฐานบนเขาหลีสารเป็นที่ประทับแลด้านใต้ให้สอบหว่างภูเขาห้าเขาประจบกัน

ฝ่ายมงเทียมรับสั่งออกไปแล้วมีหนังสือไปทุกหัวเมือง เกณฑ์คนทั้งสี่ทิศมาทำการ แต่ผู้คนเดินไปมามิได้ขาด ครั้งนั้นอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนหนีไปตั้งสุมอยู่ป่าดงเป็นอันมาก อยู่วันหนึ่งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จออกขุนนาง หลีสือเข้าไปเฝ้าทูลว่า ซึ่งมีรับสั่งให้ไปทำการปลูกตำหนักแต่งงามประหลาดก่อกำแพงถมทะเลสอบภูเขา จะกันได้แต่ศัตรูภายนอก อันศัตรูภายในนั้นป้องกันมิได้ ด้วยคนได้เรียนรู้ดูฤกษ์แลตำรากลศึกเห็นใจจะกำเริบต่อแผ่นดิน พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ฟังหลีสือว่าจึงให้เก็บหนังสือตำราแต่โบราณทั้งตำรับกลศึกมาเผาเสียสิ้น แล้วให้จับห้าวเสงหลอเสงกับคนสี่ร้อยหกสิบเศษ ซึ่งได้เรียนรู้ดูตำราแต่ก่อนมาใส่ตรุเสีย แล้วแคลงพระทัยกลัวคนจะนินทา จึงสั่งให้แจกกฎหมายจงทั้ว ถ้าผู้ใดไม่เกรงกลัวกล่าวขวัญให้จับตัวมาฆ่าเสีย

ฝ่ายฮูโซราชบุตรผู้ใหญ่จึงทูลว่า ซึ่งพระองค์ให้จับคนที่มีปัญญาเรียนรู้ตำรับโบราณมาจำไว้ครั้งนี้ เห็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะมีแต่ความเดือดร้อนนัก พระเจ้าจิ๋นซีฮองเต้ได้ฟังฮูโซทูลทรงพระโกรธว่า ลูกคนนี้จะให้อยู่ในเมืองมิได้ จึงสั่งให้ฮูโซไปกำกับมงเทียมก่อกำแพงกว่าจะแล้ว ฮูโซได้ฟังพระราชบิดาก็คำนับลาไปกำกับดูการตามรับสั่ง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ