๖๐

พระเจ้าฮั่นเต้จึงพระราชทานรางวัลแก่เด็กทั้งปวง แลผู้เฒ่าในบ้านไภก้วนนั้นพอสมควร แล้วจึงให้สร้างวัดลงไว้ที่ตรงที่บ้านเดิมของพระองค์วัดหนึ่ง แล้วก็เสด็จกลับมาเมืองห้ำเอี๋ยงเสวยราชสมบัติเป็นสุขมาหลายปี ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าฮั่นเต้เสพสุราเมานักแล้วก็นอนบนตักนางเซ็กฮีหลับอยู่ พอนางหลีเฮาเดินเข้ามาเห็นก็มีความหึง จึงด่านางเซ็กฮีเป็นข้อหยาบช้าว่า พระเจ้าฮั่นเต้รักใคร่มึงจึงมิได้ยำเกรงกู ถ้าพระเจ้าฮั่นเต้หาบุญไม่ กูจะโขลกมึงแม่ลูกเสียด้วยครกเหล็ก ให้เลือดหยดเหมือนแป้งโม่จึงจะสมด้วยความแค้น แล้วนางหลีเฮาก็กลับออกมา นางเซ็กฮีก็มีความน้อยใจก็ร้องไห้นํ้าตาไหลลงถูกแก้มพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ตื่นขึ้นเห็นจึงปลอบถามว่า เจ้าขัดเคืองสิ่งใดหรือจึงร้องไห้ นางเซ็กฮีก็เล่าความแล้วว่า ท่านว่าไว้แต่ก่อนว่าจะให้บุตรข้าพเจ้าเป็นไทจูนั้นขอจงตั้งแต่งเสียเห็นบุญท่านยังอยู่ฉะนี้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงปลอบว่า ถึงมาตรจะหาบุญเราไม่ก็จะให้บุตรเจ้ารักษาแผ่นดิน มิให้นางหลีเฮาทำอันตรายเจ้าได้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงสั่งขุนนางให้เตรียมการจงพร้อมถึงวันดีเมื่อใดเราจะตั้งยูหยีเป็นที่ไทจู

ฝ่ายนางหลีเฮาแจ้งความดังนั้นก็คิดวิตก จึงให้หาลีเซ็กน้องชายเข้ามาปรับทุกข์แล้วปรึกษาว่าเราจะทำประการใดจึงจะชอบ ลีเซ็กว่าข้าพเจ้านี้สติปัญญาน้อยหาเห็นอุบายประการใดไม่ แลทุกวันนี้ผู้ที่มีสติปัญญาเป็นอย่างยิ่งนั้นมีแต่เตียวเหลียงผู้เดียว ขอท่านจงให้ไปขอความคิดเถิด เห็นจะเสียท่านมิได้ นางหลีเฮาเห็นชอบด้วย จึงให้ลีเซ็กไปหาเตียวเหลียง ณ บ้านแจ้งความทั้งปวง แล้วว่านางหลีเฮาให้ข้าพเจ้ามาขอปัญญาท่าน จงเห็นแก่นางหลีเฮาแลไทจูเถิด เชิญช่วยคิดอุบายอย่าให้ยูหยีชิงเอาที่ไทจูของไทจูไปได้ นางหลีเฮาจะทำนุบำรุงท่านไปกว่าจะสิ้นชีวิต เตียวเหลียงก็นั่งนิ่งเฉยอยู่ดุจดังไม่ได้ยิน ลีเซ็กก็ว่ากล่าววิงวอนไปเป็นหลายครั้ง เห็นเตียวเหลียงนิ่งอยู่ จึงว่านางหลีเฮาให้ข้าพเจ้ามาขอความคิดท่าน แลท่านนิ่งเสียดังนี้ ข้าพเจ้าจะเอาความอันใดไปแจ้งแก่นางหลีเฮาเล่า แม้นท่านไม่กรุณาบอกอุบายแล้วข้าพเจ้าก็จะตายอยู่กับท่าน เตียวเหลียงจึงว่าการนี้เป็นความลับลึกซึ้งอยู่ แม้นรู้เข้าไปถึงพระเจ้าฮั่นเต้แลนางเซ็กฮีการก็จะเสีย โทษก็จะมาถึงตัวเรา แต่เราเสียนางหลีเฮาไม่ได้ อนึ่งจะนิ่งให้พระเจ้าฮั่นเต้ตั้งยูหยีเล่าก็จะเสียอย่างธรรมเนียม จึงกระซิบบอกว่า พระเจ้าฮั่นเต้นับถือผู้วิเศษสี่คน ซึ่งอยู่บนยอดเขาเสียงซั้ว ชื่อถั้งซองหนึ่ง ชื่อลีกุยชาวเมืองกำตั๋นหนึ่ง ชื่อแฮวุยก๋งชาวเมืองเจ๋หนึ่ง ชื่อง่วนโตชาวเมืองหัวไหลหนึ่ง แลผู้วิเศษนั้นมียาจูขาวเป็นอาหาร พระเจ้าฮั่นเต้ให้ไปเชิญเป็นหลายครั้งก็หาเข้ามาไม่ ท่านจงให้นางหลีเฮาแต่งคนไปเชิญผู้วิเศษมาได้แต่คนหนึ่ง ก็ดีกว่าได้ขุนนางผู้ใหญ่ร้อยคน แลดีกว่าได้ทหารสิบหมื่นอีก ไทจูก็จะเป็นใหญ่สมความปรารถนา ลีเซ็กก็คำนับลามาแจ้งแก่นางหลีเฮา ๆ มีความยินดี จึงให้หาลีจงกับคนสนิทสามคนมา สั่งให้คุมผ้าแพรเสฉวนสี่สิบพับกับทองคำสี่พันตำลึงม้าสี่ม้า ออกไปคำนับผู้วิเศษ ณ ถ้ำเขาเสียงซั้ว ว่าไทจูโอบอ้อมอารีรักษาราษฎรทั้งแผ่นดิน ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกมาคำนับ เชิญท่านเข้าไปช่วยสั่งสอนไทจูให้ได้เป็นใหญ่แทนพระเจ้าฮั่นเต้ ท่านทั้งสี่จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ผู้วิเศษจึงว่าเราทั้งสี่นี้ปรารถนาหาที่สงัดอยู่ให้เป็นสุข ซึ่งไทจูให้มาเชิญเรานั้น เราก็จะไปช่วยสั่งสอนให้ไทจูตั้งตัวเป็นใหญ่สมความปรารถนา ครั้นเวลารุ่งเช้าผู้วิเศษก็ลงจากยอดเขามาขึ้นม้า ลีจงก็นำไปเข้าวังบุ้นเต๊กเตียน ที่ไทจูอยู่ ไทจูแลนางหลีเฮามีความยินดีให้แต่งโต๊ะเลี้ยงแล้วเชิญผู้วิเศษทั้งสี่ไว้ อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าฮั่นเต้ปรึกษาขุนนางด้วยจะตั้งยูหยี ขุนนางทั้งปวงไม่เห็นด้วย จึงเสด็จเดินมาตามถนนจะไปหานางเซ็กฮี ณ วังเสียงสินก๋ง ครั้นมาถึงวังบุ้นเต๊กเตียนจึงพบผู้วิเศษสี่คนเดินตามไทจูมา พระเจ้าฮั่นเต้จึงเรียกผู้เฒ่าเข้าไปถามว่าท่านชื่ออะไรอยู่ที่ไหน ผู้วิเศษก็คำนับบอกชื่อแลแซ่ พระเจ้าฮั่นเต้ก็ตกใจว่า แต่ก่อนเราให้ไปเชิญท่านหลายครั้งก็มิได้มาหนีตัวเสีย บัดนี้เหตุใดจึงมาติดตามบุตรเราอยู่เล่า ผู้วิเศษว่าข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านมิได้เลี้ยงผู้มีสติปัญญา จึงหลบหลีกหนีไปอยู่ห้วยเขา บัดนี้แจ้งว่าไทจูมีใจอารีแล้วประกอบด้วยสติปัญญา ข้าพเจ้าจึงเข้ามาหวังจะเอาไทจูเป็นที่พึ่ง พระเจ้าฮั่นเต้จึงคิดว่าไทจูนี้วาสนามากควรจะให้เป็นใหญ่สืบเชื้อวงศ์ไปภายหน้า จึงเสด็จไปเล่าความแก่นางเซ็กฮีว่าขุนนางทั้งปวงเขาไม่ยอมที่จะตั้งน้องให้ใหญ่กว่าพี่ ด้วยจะเหมือนครั้งจีนเฮียงก๋งตั้งอีนีบุตรผู้น้อยให้เป็นใหญ่ ตั้งบุตรใหญ่เป็นผู้น้อย ครั้งนั้นจนเมืองจี๋นเกิดจลาจลมาเป็นหลายปี อนึ่งครั้งจี๋นซีฮองเต้ เตียวโก๋ตั้งโอไฮ้ผู้น้องฮูโซขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินเมืองจี๋นก็เกิดจลาจลขึ้น แลเมื่อครั้งเราไปปราบหยินโป้นั้น เราเห็นที่เมืองกำตั๋นกว้างถึงหมื่นเส้น แล้วทหารที่มีกำลังกล้าแข็งก็มีอยู่เป็นอันมาก ราษฎรแลทรัพย์สมบัติก็บริบูรณ์ทุกสิ่ง เราจะตั้งบุตรเจ้าเป็นเตียวอ๋อง ให้ครองเมืองกำตั๋นซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เห็นว่านางหลีเฮาจะเกรงอยู่ไม่ทำอันตรายแก่เจ้าได้ เจ้าอย่าทุกข์โศกไปเลย นางเซ็กฮีมีความยินดีว่าคุณท่านหาที่สุดมิได้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงปรึกษาขุนนางเห็นพร้อมแล้ว ก็ตั้งยูหยินเป็นเตียวอ๋อง ให้จิวเชียงเป็นผู้ทำนุบำรุงช่วยราชการ จิวเชียงจึงว่าข้าพเจ้าจะขอสัญญาเตียวอ๋องไว้สามข้อ คืออย่าให้เตียวอ๋องกลับขึ้นมาเมืองหลวง จะเกิดเหตุกลางทางข้าพเจ้าจะมีความผิด ข้อหนึ่งเตียวอ๋องกับมารดาอย่าให้มีหนังสือไปมาถึงกัน ข้อหนึ่งข้าพเจ้าจะสั่งสอนว่ากล่าวประการใด ขอให้เตียวอ๋องเชื่อฟังข้าพเจ้าแต่ที่อันชอบ

พระเจ้าฮั่นเต้จึงทรงพระอักษรห้ามตามคำจิวเชียงมอบให้เตียวอ๋อง แล้วพระเจ้าฮั่นเต้แลนางเซ็กฮีกับขุนนางทั้งปวงก็ตามมาส่งเตียวอ๋องไปครองเมืองกำตั๋น ถึงประตูเมืองหลวง พอมีผู้มาร้องกล่าวโทษเสียวโหว่าเอาที่เสียงหลิมขายแก่ราษฎร พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้จับเอาตัวเสียวโหไปจำขังไว้ ครั้นอยู่มาประมาณสองสามวัน อ๋องวุยอุยจึงว่าเสียวโหมีความชอบแล้วก็สัตย์ซื่อมั่นคงนัก ถึงแต่ก่อนแม้นท่านไปทำศึกแห่งใด ก็มอบบ้านเมืองให้เสียวโหรักษา เสียวโหก็มิได้ลักทรัพย์สมบัติคิดแต่ทะนุบำรุงท่าน อันที่เสียงหลิมนั้นเป็นที่ทำเลว่างเปล่าอยู่ เสียวโหจึงให้ราษฎรปลูกถั่วงาเลี้ยงชีวิตหวังจะให้อยู่เย็นเป็นสุข เสียวโหจะได้ขายแผ่นดินของท่านนั้นหามิได้ ซึ่งท่านฟังคำแต่ข้างเดียวมิได้พิจารณาให้เห็นผิดแลชอบ เอาเสียวโหจำไว้นั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่สมควร พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบด้วยให้ถอดเสียวโหออกจากจำ แล้วให้หาตัวเข้ามาว่าเราสั่งให้จำไว้ เหตุใดท่านจึงนิ่งเสียมิได้ว่ากล่าวแก่เราเล่า เสียวโหว่าท่านเป็นกษัตริย์สั่งก็สิทธิ์ขาด แลผู้ซึ่งเป็นข้านั้นจะขัดมิได้ ด้วยท่านเห็นว่าข้าพเจ้ามีโทษ แลข้าพเจ้าจะเถียงว่าหาผิดมิได้นั้นไม่ชอบจะเป็นขัดรับสั่ง ถึงท่านจะให้ฆ่าข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าก็จะนิ่งตายตามสั่ง พระเจ้าฮั่นเต้จึงสรรเสริญเสียวโหว่ามีปัญญาอัชฌาสัยไม่มีผู้เสมอสมควรที่จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งเราเบาความมิทันตรึกตรองให้จำท่านไว้นั้นขออภัยเสียเถิด แล้วให้เอาผู้กล่าวโทษนั้นไปฆ่าเสีย

ฝ่ายเตียวเหลียงขณะเมื่อเสียวโหต้องจำนั้น จึงคิดว่าฮั่นสินหยินโป้แพอวดซึ่งมีความชอบมาแต่ก่อน พระเจ้าฮั่นเต้ก็ฆ่าเสียแล้ว เสียวโหก็รักษาตัวมิพ้นผิด แลความซึ่งเราคิดให้ไทจูแต่ก่อนนั้น แม้นมีผู้ว่ากล่าวขึ้นเห็นพระเจ้าฮั่นเต้จะเอาโทษ เตียวเหลียงจึงไปชวนผู้วิเศษทั้งสี่คนพร้อมใจกันเข้ามาลาพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ข้าพเจ้าทั้งสี่เข้ามาช่วยสั่งสอนไทจู ก็เห็นว่าไทจูมีสติปัญญาควรจะสืบเชื้อวงศ์ท่านไปภายหน้าได้เป็นแท้ ประการหนึ่งแผ่นดินทุกวันนี้ก็ราบคาบปกติทั้งสี่ทิศ ข้าพเจ้าทั้งสี่เล่าก็อายุคนละแปดสิบเศษแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาไปอยู่ป่าหาความสุขกว่าจะสิ้นชีวิต จะได้ปรารถนาหายศศักดิ์สืบไปนั้นหามิได้ เตียวเหลียงว่าข้าพเจ้าก็เป็นโรคมาก อันจะรักษาตัวอยู่ในเมืองฉะนี้ โรคก็จะมีแต่จะกล้าขึ้นทุกวัน ข้าพเจ้าจะลาออกไปหาสรรพยารักษาตัวอยู่ ณ เขาจงนำซั้วนั้นด้วย พระเจ้าฮั่นเต้ว่าท่านจะไปเที่ยวอยู่ป่าก็ตามอัชฌาสัยเถิด ผู้เฒ่าทั้งสี่แลเตียวเหลียงมีความยินดี ก็ออกไปอยู่เขานำซั้วจะได้กลับมาเมืองหลวงหามิได้ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าฮั่นเต้คิดถึงทแกล้วทหารซึ่งกระทำความชอบไว้แต่ก่อน จึงให้สร้างวัดหลวงแห่งหนึ่งชื่อวัดตงฉินเปียว แปลคำไทยว่าวัดสัตย์ซื่อ แล้วให้เขียนรูปผู้มีความชอบทั้งปวงจารึกชื่อไว้ทุกคน หวังจะให้บุตรนัดดาแซ่ชื่อผู้มีความชอบอันเกิดมาภายหลังดูรูปร่าง ปู่ ตา อา เอาเป็นที่คำนับบูชา ชื่อผู้มีความชอบจะได้ปรากฏอยู่ตราบท้าวแผ่นดิน ครั้นสร้างวัดสำเร็จแล้ว พระเจ้าฮั่นเต้ก็หาไทจูออกไป ณ วัด แล้วชี้แจงความบอกทหารทั้งปวงให้ฟังจนมาถึงรูปกีสิน ไทจูจึงว่าถ้าท่านมิได้กีสินอาสาตายแทนครั้งนั้น ท่านจะได้มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้หามิได้ อันกีสินมีความชอบเป็นอันมาก ครั้นมาถึงรูปแฮเฮาหยิน ไทจูจึงว่าแฮเฮาหยินคนนี้ได้ไปชิงเอาข้าพเจ้ากับมารดาพ้นจากฌ้อปาอ๋อง แฮเฮาหยินทำความความชอบไว้ในข้าพเจ้าเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าไทจูบุตรเรามีสติปัญญา แล้วกตัญญูเห็นสมควรที่จะเป็นใหญ่ได้ จึงให้หากีถองบุตรกีสินกับแฮเฮาหยินเข้ามาให้เสื้อผ้าเงินทองเป็นอันมาก ห้างต๋งจึงว่าเมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องคิดกลอุบายเลี้ยงโต๊ะ ณ ห้องหมุยนั้น บิดาข้าพเจ้าได้รำกระบี่ป้องกันท่านไว้ เหตุใดท่านจึงไม่บอกความชอบขึ้นบ้าง พระเจ้าฮั่นเต้จึงคิดขึ้นได้ว่าห้างเป๊กมีความชอบไว้จริงอยู่ แล้วเราก็จะได้สัญญาไว้ว่าจะยกบุตรหญิงเราให้เป็นภรรยาบุตรห้างเป๊ก พระเจ้าฮั่นเต้ว่าดังนั้นจึงให้แต่งนางก๋องจูลูกหลวงเอกให้เป็นภรรยาห้างต๋ง ตั้งห้างต๋งเป็นเจ้าสินเหาเจ้าเมืองล่องเคงฮู แล้วก็เสด็จไปอยู่ด้วยนางเซ็กฮี ณ ตำหนักไซจ๋งข้างทิศตะวันตก แลแผลเกาทัณฑ์ที่ถูกนั้นกำเริบขึ้นก็ป่วยลง นางเซ็กฮีก็ปฏิบัติรักษามิให้เคืองขัดอัชฌาสัย

ฝ่ายนางหลีเฮาจึงให้ชิมเจียะไปเชิญไทจูแลขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกันอยู่ประตูฮกซุนหมุยแล้วเข้าไปทูล ซึ่งท่านป่วยบัดนี้นางหลีเฮาแลไทจูกับขุนนางทั้งปวงมิได้ปฏิบัติรักษาพระองค์ก็พากันเสียใจอยู่สิ้น ขอเชิญพระองค์ออกไปอยู่ที่ตำหนักเชียงหลกจ๋งอันเป็นที่พระองค์อยู่นั้นเถิด พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบด้วยจึงอุตส่าห์มาอยู่ตำหนักเชียงหลกจ๋ง นางหลีเฮาก็ปฎิบัติรักษามิได้ประมาท พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยิ่งป่วยหนักลงทุกวัน นางหลีเฮาจึงถามว่าถ้าหาบุญพระองค์ไม่แล้ว แม้นเสียวโหตายจะเห็นผู้ใดเป็นที่เสียงก๊กสืบไปได้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงค่อยว่าแต่เบา ๆ ว่าแม้นหาบุญเราไม่ไทจูได้ทะนุบำรุงแผ่นดิน แลที่เสียงก๊กนั้นแม้นเสียวโหตายแล้ว เห็นแต่โจฉำผู้เดียวจะเป็นที่เสียงก๊กได้ อันอ๋องหลินนั้นสติปัญญาน้อยยังไม่รู้จักการจัดแจง เอาตันแผงเข้าช่วยราชการในที่เสียงก๊กด้วย อันจะให้ตันแผงว่าที่เสียงก๊กแต่ผู้เดียวนั้น สติปัญญาตันแผงก็ลึกซึ้งเหลือเกินอยู่จะไว้ใจมิได้ จิวพุนนั้นก็เป็นคนสัตย์ซื่อจะเป็นที่เสียงก๊กก็ได้ แต่มิได้ชำนาญในการหนังสือ มีแต่กำลังแลฝีมือกล้าแข็งควรที่จะให้เป็นโตอุยว่าข้างฝ่ายทหาร แล้วจึงเรียกไทจูเข้ามาสั่งว่า บิดาวิตกอยู่ด้วยมารดาเตียวอ๋องกับตัวเตียวอ๋องนั้น แลเจ้าจะเป็นใหญ่ไปภายหน้าจงทะนุบำรุงให้อยู่เย็นเป็นสุข ไทจูว่าเตียวอ๋องเป็นน้องข้าพเจ้า มารดาเตียวอ๋องก็เหมือนมารดาข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าคิดประทุษร้ายก็เหมือนหนึ่งตัดมือเบื้องซ้ายขวาข้าพเจ้าเสีย หาผู้สรรเสริญไม่ ขอพระองค์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะทะนุบำรุงให้เป็นปกติเหมือนเมื่อพระองค์ยังอยู่ ครั้นเดือนสี่ข้างขึ้น พระเจ้าฮั่นเต้ป่วยหนักลงก็ถึงแก่ความตาย อยู่ในราชสมบัติสิบสองปี เมื่อตายนั้นอายุได้หกสิบสามปีขณะเมื่อได้ราชสมบัติอายุได้ห้าสิบเอ็ดปี

ฝ่ายนางหลีเฮาก็ปิดความเสีย ให้หาลิเซียงเข้ามาปรึกษาว่า พระเจ้าฮั่นเต้สิ้นบุญแล้วเราเกรงขุนนางทั้งปวงจะมีใจกำเริบจะทำจลาจลแก่ราชสมบัติ เราคิดจะมีหนังสือเป็นรับสั่งพระเจ้าฮั่นเต้ให้หาขุนนางหัวเมืองมาฆ่าเสียให้สิ้นท่านจะเห็นประการใด ลิเซียงว่าถ้าท่านทำดังนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าจะเกิดจลาจลขึ้น บัดนี้ตันแผงกวนหยินก็คุมทหารสิบหมื่นไปรักษาเมืองลกเอี๋ยงอยู่ ห้วนโก้ยจิวพุนก็คุมทหารยี่สิบหมื่นไปจัดแจงรักษาเมืองเอี๋ยนเมืองเตียว แล้วขุนนางนายทหารทั้งปวงก็ไปขัดด่านอยู่สิ้นทั้งสี่ทิศ ซึ่งท่านจะมีหนังสือออกไปนั้นเห็นจะล่วงรู้ คงจะพร้อมใจกันยกเข้ามาทำอันตรายไทจู ถึงท่านจะมีทหารมากกว่าร้อยหมื่นก็หาต่อสู้ความคิดแลฝีมือนายทหารหัวเมืองได้ไม่ ขอท่านจงมีหนังสือออกไปโดยจริง แลให้ปล่อยคนโทษทั้งปวงเสียจงสิ้น ให้ห้วนโก้ยตันแผง อ๋องหลินจิวพุนนั้นรักษาด่านให้ปกติ แล้วให้มีหนังสือรับสั่งพระเจ้าฮั่นเต้ฉบับหนึ่ง ให้หัวเมืองทั้งปวงช่วยตั้งแต่งไทจูให้เป็นใหญ่แทนตัวเรา แม้นหัวเมืองทั้งปวงคิดขบถก็ให้ท่านทั้งปวงพร้อมใจกันช่วยไทจูกำจัดเสียอย่าให้มีเสี้ยนหนามขึ้นได้ ราษฎรแลหัวเมืองทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเป็นสุขถึงหมื่นปี นางหลีเฮาเห็นชอบด้วยจึงให้ซกซุนถองแต่งหนังสือสองฉบับเสร็จแล้วก็ให้คนใช้ถือไปถึงหัวเมืองทั้งปวง ๆ แจ้งความแล้วเข้ามาทำการฝังศพพระเจ้าฮั่นเต้ตามอย่างกษัตริย์เสร็จแล้ว ครั้งถึงวันดีจึงตั้งไทจูเป็นพระเจ้าฮุยเต้ ณ เดือนสี่ข้างแรม พระเจ้าฮุยเต้จึงตั้งนามพระเจ้าฮั่นเต้ว่าพระเจ้าฮั่นโกโจ คำไทยว่าเป็นคำสรรเสริญว่าสิ้นแผ่นดินจี๋นแล้วเป็นแผ่นดินฮั่น พระเจ้าฮั่นโกโจเป็นต้นกษัตริย์แผ่นดินฮั่นต่อแผ่นดินจี๋นสืบมา แล้วจึงให้สร้างวัดจารึกนามพระเจ้าฮั่นโกโจไว้ ณ เมืองไภก้วน ให้เด็กสองร้อยคนไว้สำหรับร้องเพลงสมโภชปีละสองครั้ง

ฝ่ายฬ่อฮวนเจ้าเมืองเอี๋ยนรู้ว่าพระเจ้าฮั่นเต้หาบุญไม่แล้ว ก็ไปเข้าด้วยเจ้าเมืองยงเหนาตั้งแข็งเมืองขึ้น พระเจ้าฮุยเต้จึงให้ห้วนโก้ยคุมทหารยี่สิบหมื่นยกไปถึงแม่นํ้าห้วยโห จึงรู้ว่าฬ่อฮวนยกทหารห้าสิบหมื่นออกมาตั้งค่ายอยู่หน้าเมืองเอี๋ยน ห้วนโก้ยจึงปรึกษาจิวพุนว่าฬ่อฮวนมีทหารถึงห้าสิบหมื่น ทหารเราน้อยกว่านักจะต่อสู้เอาชัยชนะมิได้ ท่านจงคุมทหารห้าหมื่นข้ามแมน้ำห้วยโห อ้อมไปซุ่มอยู่หลังเมืองเอี๋ยนฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ เราจะยกเข้าทางหน้าเมืองฝ่ายตะวันตกเฉียงใต้ ถ้ารบกับฬ่อฮวนแล้วท่านจงตีกระหนาบเข้ามา ทหารฬ่อฮวนมิทันรู้ว่ามากแลน้อยก็จะตื่นตกใจแตกหนีไป จิวพุนว่ากองทัพยงเหนายกมาช่วยฬ่อฮวนตั้งอยู่เหนือเมืองเอี๋ยน ถ้ารู้ว่าข้าพเจ้ายกไปก็จะจัดแจงกองทัพออกมาตีป้องกันไว้ เราก็จะเสียทียกไปเปล่า ห้วนโก้ยว่าท่านจงยกเลียบริมฝั่งแม่น้ำห้วยโหไปคอยดูท่วงทีก่อน ถ้าฬ่อฮวนกับเราได้รบกันเข้า ยงเหนาก็จะยกมาช่วยฬ่อฮวนเป็นกองเดียว ท่านจงตีกระหนาบเข้ามา ยงเหนาฬ่อฮวนก็จะเสียทีแก่เรา จิวพุนเห็นชอบด้วยก็พาทหารห้าหมื่นยกไป ห้วนโก้ยก็ข้ามแม่นํ้าห้วยโหเข้าไปตั้งค่ายใกล้เมืองทางประมาณห้าสิบเส้น

ฝ่ายฬ่อฮวนจึงปรึกษายงเหนาว่า บูเยียงเหาห้วนโก้ยคนนี้ฝีมือเข้มแข็งนัก แต่บัดนี้ชราลงถอยกำลังอยู่ แล้วยกมาตั้งอยู่ถึงสามวันแล้วก็หาคิดทำการเข้ามาไม่ แล้วทหารก็น้อยกว่าเรา เห็นจะท้อใจอยู่ พรุ่งนี้ท่านกับข้าพเจ้าจงสมทบทัพกันเข้าระดมตีค่ายห้วนโก้ยจับเอาตัวฆ่าเสีย ถ้าสินห้วนโก้ยซึ่งมืฝีมือแล้ว ถึงจะยกกองทัพตีหัวเมืองรายทางเข้าไปกระทำแก่เมืองหลวงก็จะได้โดยง่าย ยงเหนาเห็นชอบด้วยก็จัดแจงทหารไว้

ฝ่ายคนสอดแนมจึงมาบอกห้วนโก้ยว่า ฬ่อฮวนจะช่วยทัพยงเหนายกมารบ ห้วนโก้ยจึงให้เตียวหยองลิเตงแบ๊หอตั๋นหองสี่นาย คุมทหารคนละสองหมื่นไปซุ่มอยู่สองข้างทางในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งขึ้นห้วนโก้ยจึงยกทหารเจ็ดหมื่นออกมาจะรบ พอเห็นฬ่อฮวนยกทหารออกมาตั้งอยู่จึงร้องว่าตัวเป็นข้าเก่าของพระเจ้าฮั่นเต้เหตุใดจึงไม่คิดถึงคุณ ไปคบกับยงเหนาคิดการเป็นขบถ ฬ่อฮวนจึงร้องตวาดว่า กูหาคิดขบถต่อพระเจ้าฮั่นเต้ไม่ กูชังนางหลีเฮาดอกจึงมาพึ่งบุญเจ้าเมืองยงเหนาอยู่ ซึ่งยกทัพมานี้จะพากันตายเสียเปล่า ห้วนโก้ยโกรธขับม้าเข้ารบฬ่อฮวนได้สามสิบเพลงแล้วขับม้าพาทหารถอยหนีไป ฬ่อฮวนยงเหนาก็ขับทหารติดตามไปจนเวลาพลบค่ำลง พอได้ยินเสียงทหารโห่ร้องตีกระหนาบหลังเข้ามา ฬ่อฮวนยงเหนาก็ตกใจพาทหารเรรวนอยู่ ห้วนโก้ยก็ให้ทหารกลับหน้ารบต้านไว้เป็นสามารถ ฆ่าทหารยงเหนาฬ่อฮวนตายเป็นอันมาก ยงเหนาฬ่อฮวนต้านทานมิได้ก็พาทหารแตกหนีมาจะเข้าค่าย พอทหารมาบอกว่าข้าศึกมาลอบเผาค่ายเสียแล้ว ขณะนั้นพอห้วนโก้ยยกมาทัน ฬ่อฮวนยงเหนาเห็นจวนตัวเข้าก็พาทหารรอรบรับไปจนรุ่งขึ้น

ฝ่ายจิวพุนครั้นเผาค่ายเสียแล้วก็รีบยกมาถึงให้ทหารสกัดเข้าล้อมไว้เป็นสามกอง ยงเหนาสิ้นความคิดก็ทิ้งอาวุธเสียยอมเข้าด้วยห้วนโก้ย ฬ่อฮวนเห็นดังนั้นก็เอากระบี่เชือดคอตาย ห้วนโก้ยก็จัดแจงเมืองเอี๋ยนให้เป็นปกติ แล้วพายงเหนาแลทหารซึ่งจับได้สิบห้าหมื่นมาเมืองหลวงแจ้งความแก่พระเจ้าฮุยเต้ แล้วว่ายงเหนานั้นเป็นเชื้อตันยีอ๋อง ๆ เป็นทางไมตรีมาแต่ก่อนครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจ ข้าพเจ้าจึงไม่ฆ่าเสีย พระเจ้าฮุยเต้ก็ให้รางวัลแก่ห้วนโก้ย แลนายทัพนายกองตามสมควรแก่ความชอบ เวลาเช้าท่านจงพายงเหนามาหาเรา ซกซุนถองว่าอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนนั้นแม้นแขกเมืองจะเข้ามา ขุนนางทั้งปวงก็แต่งตัวเข้ามาอยู่ตามตำแหน่ง แล้วให้ทหารถืออาวุธแลธงเข้ามานั่งเป็นเหล่า ๆ อยู่ทั้งสองข้างทางจึงจะเป็นที่ยำเกรงเกียรติยศท่าน พระเจ้าฮุยเต้เห็นชอบด้วยก็ให้ทำตาม ครั้นเวลาเช้าห้วนโก้ยก็พายงเหนาเข้ามา ยงเหนาเห็นบ้านเมืองแลการทั้งปวงซึ่งทำไว้จึงคิดว่าเมืองหลวงนี้เป็นที่สนุกมีทแกล้วทหารก็เป็นอันมาก แต่นี้สืบไปเมื่อหน้าจะได้คิดมาทำศึกกับเมืองหลวงสืบไปอีกนั้นหามิได้ ครั้นเข้าไปที่ออกขุนนาง ยงเหนาจึงกระทำคำนับพระเจ้าฮุยเต้แล้วว่า ข้าพเจ้ามิได้เคยเห็นเมืองหลวงอันเป็นที่สบายแลมั่งคั่งด้วยขุนนางแลทแกล้วทหารมากมายนัก ตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อหน้าข้าพเจ้ามิได้คิดสู้ท่านสืบไปอีกแล้ว พระเจ้าฮุยเต้ว่าตันยีอ๋องเจ้าเมืองยงเหนากับพระเจ้าฮั่นโกโจบิดาเราก็ได้เป็นทางไมตรีกันมาแต่ก่อน ซึ่งท่านทำผิดครั้งนี้เรามิได้เอาโทษ ท่านจงคืนไปทะนุบำรุงราษฎร ณ เมืองยงเหนาให้เป็นสุขเถิด ยงเหนาก็คำนับลาพาทหารสิบห้าหมื่นกลับไปเมือง ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองทั้งปวงก็ราบคาบปกติ จึงตั้งนางหลีเฮาเป็นฮองไทเฮา ครั้นเสียงก๊กเสียวโหตายแล้ว พระเจ้าฮุยเต้ก็ตั้งโจฉำเป็นที่เสียงก๊ก ตั้งเล่าเจียงเป็นที่จูฮีเหาว่าราชการอยู่ในกรมวัง โจฉำเป็นที่เสียงก๊กอยู่สามปีก็ลาออกจากที่ไปอยู่บ้านไภก้วน พระเจ้าฮุยเต้จึงตั้งอ๋องหลินเป็นที่เสียงก๊กฝ่ายขวา ตันแผงเป็นที่เสียงก๊กฝ่ายซ้าย ตั้งห้วนโก้ยเป็นที่จางวางฝ่ายทหาร ตั้งจิวพุนเป็นโตอุย พระเจ้าฮุยเต้เสวยราชสมบัติอยู่เป็นสุขจนสิ้นอายุ เชื้อพระวงศ์ได้เป็นกษัตริย์สืบมาถึงสิบสองชั่ว จนถึงพระเจ้าเป้นเต้พิสดารอยู่ในตั้งฮั่นนั้นต่อกันไปเป็นลำดับ

จบบริบูรณ์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ