ขณะนั้นเล่าปังรุ่นหนุ่มขึ้น คบพวกเพื่อนเสพสุราเที่ยวหาแต่ผู้หญิง เจ้าเมืองไภก้วนรู้ว่า เล่าปังเป็นคนกว้างขวาง จึงตั้งให้เป็นเตงเตียวพันนายบ้าน เวลาวันหนึ่งเล่าปังเดินมาพบหลีก๋อง หลีก๋องพิเคราะห์ดูลักษณะเล่าปังเห็นจะได้เป็นกษัตริย์ จึงชวนเล่าปังเข้าไปในบ้าน หลีก๋องจึงพูดกับภรรยาว่า เราจะยกนางหงวนซึ่งเป็นบุตรสาวให้เป็นภรรยาเล่าปัง

ฝ่ายภรรยาจึงว่า เราสู้ลำบากเลี้ยงลูกมาก็หมายว่าจะได้พึ่ง อันน้ำใจข้าพเจ้าคิดไว้ว่าจะให้กับเจ้าเมืองไภก้วน ซึ่งท่านจะยกให้แก่เล่าปังเป็นคนพาลนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย หลีก๋องจึงว่า เจ้าเป็นผู้หญิงไม่รู้จักคนดีคนชั่ว เราเห็นลักษณะเล่าปังจะได้เป็นเจ้าแผ่นดินโดยแท้ หลีก๋องว่าแล้วก็ออกมาเชิญเล่าปังเข้าไปในเรือนชวนให้เสพสุรา หลีก๋องจึงว่าเราเห็นท่านก็ให้มีความกรุณา จะยกบุตรสาวให้เป็นภรรยาท่าน เล่าปังจึงว่าซึ่งท่านกรุณาข้าพเจ้าทั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ แต่ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังอนาถาหาทรัพย์สมบัติมิได้ วิชาในการศึกสิ่งใดก็ยังไม่รู้ ได้เรียนหนังสือแลตำรับโบราณก็น้อยขัดอยู่ถึงสามประการ ไม่ควรจะเป็นบุตรเขยท่าน กลัวแต่จะพาไปยากเสียปลายมือ หลีก๋องได้ฟังเล่าปังว่าก็หัวเราะ จึงว่าเราเป็นผู้ใหญ่ พิเคราะห์ดูเห็นลักษณะท่านนานไปจะได้เป็นที่พึ่งจึงยกบุตรให้ หลีก๋องจึงเรียกภรรยาออกมานั่งอยู่ เล่าปังมีความยินดีนักลุกขึ้นกระทำคำนับบิดามารดานางหงวน แล้วว่าเวลาวันนี้ข้าพเจ้าจะลากลับไปก่อน หลีก๋องก็เดินตามมาส่งเล่าปังได้ร้อยย่าง

ฝ่ายห้วนโก้ยเดินมาพบเล่าปังเข้าจึงคำนับแล้วว่า แต่ข้าพเจ้าตามมาหลายวันพึ่งมาพบท่าน หลีก๋องเห็นห้วนโก้ยรูปร่างสูงใหญ่ เสียงดังฟ้าลั่นลักษณะเป็นทหารนานไปจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ จึงชวนห้วนโก้ยเข้าไปนั่ง ณ บ้านซื้อสุราสู่กันกิน หลีก๋องจึงถามว่าชื่อแซ่แลบ้านท่านอยู่แห่งใด ห้วนโก้ยจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นแซ่ห้วนชื่อโก้ยอยู่ในเมืองไภก้วน แล้วห้วนโก้ยกลับถามชื่อแลแซ่หลีก๋อง หลีก๋องจึงบอกว่าตัวเราเป็นแซ่หลีชื่อบุน เดิมอยู่บ้านตั่นฮู มาค้าขายมีบุตรภรรยาอยู่เมืองนี้ แต่เราได้ยินข่าวคนออกชื่อท่านมานานแล้ว พึ่งได้เห็นตัวท่านวันนี้ ท่านมีภรรยาแล้วหรือยัง ห้วนโก้ยจึงบอกว่า บิดามารดาก็ตายแต่ข้าพเจ้ายังเด็กอยู่ ทุกวันนี้แต่ตัวผู้เดียวหาญาติมิได้ หลีก๋องจึงว่าเรามีบุตรอยู่สองคน แต่บุตรใหญ่นั้นยกให้เล่าปังแล้ว ยังแต่บุตรสาวน้อยชื่อสูจะยกให้เป็นภรรยาท่าน ห้วนโก้ยจึงว่าซึ่งท่านมีความเมตตาคุณหาที่สุดไม่ แต่ข้าพเจ้าเป็นคนจนไม่มีสิ่งใดจะเลี้ยงบุตรท่าน เล่าปังจึงว่าวันนี้เป็นบุญเราทั้งสองได้มาพบท่านผู้มีสติปัญญา เห็นลักษณะเราจะเอาเป็นที่พึ่งจึงยกบุตรให้แก่เราทั้งสองคน ควรที่เจ้าจะรับไว้

ห้วนโก้ยได้ฟังเล่าปังว่า วางจอกสุราไว้กับโต๊ะลุกขึ้นคำนับหลีก๋อง แล้วว่าข้าพเจ้าจะขอเอาท่านเป็นบิดาสืบต่อไป หลีก๋องก็พาเล่าปังกับห้วนโก้ยมา ณ บ้าน เล่าปังกับห้วนโก้ยก็คำนับบิดามารดาตามธรรมเนียม หลีก๋องจึงเรียกบุตรหญิงทั้งสองออกมาคำนับเล่าปังกับห้วนโก้ยตามประเพณี แล้วก็อยู่กินด้วยกันตามปกติ พอเจ้าเมืองไภก้วนรู้หนังสือมงเทียมจึงเกณฑ์พลเมืองมอบให้เล่าปังคุมไปทำการ เล่าปังก็ลาเจ้าเมืองไภก้วนพาคนออกจากเมืองมาถึงตำบลฮองไซ ชาวเมืองซึ่งเกณฑ์ไปทำการนั้น ต่างคนก็หลบหนีเข้าป่าเป็นอันมาก เล่าปังจึงบอกแก่คนที่ยังอยู่ว่า ซึ่งมีหนังสือรับสั่งเกณฑ์คนไปทำการ เรากับท่านทั้งปวงจะรอดชีวิตมาหรือจะตายมิได้รุ้ ถ้าท่านจะยอมไปด้วยกันเราจะพาไป แม้นย่อท้ออยู่มิไปก็ตาม คนทั้งปวงได้ฟังเล่าปังจึงว่า ถ้าข้าพเจ้าจะหลบหนีมิไปด้วยท่าน ท่านจะไปแต่ผู้เดียวเขาจะเร่งเอาคนท่านจะเอาที่ไหนมาให้ เล่าปังจึงว่า เมื่อไม่ไปพร้อมกันแล้วเราจะหลบหนีไปด้วยท่าน คนทั้งปวงได้ฟังต่างคนก็ดีใจหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ในป่า เหลืออยู่กับเล่าปังสิบแปดคนเท่านั้น

ครั้นเวลาพลบค่ำ เล่าปังก็พาคนสนิทแวะออกจากทางใหญ่ไปตามทางน้อยให้คนสนิทนำทางไปเขามังตั๋ง คนสนิทเดินไปพบงูใหญ่ตัวหนึ่งยาวสิบตึงๆ ละหกศอกหกนิ้ว คิดเป็นไทยสิบห้าวาสองศอกคืบ นอนขวางทางไว้ก็กลับมาบอกเล่าปังว่า งูขาวใหญ่นอนกั้นทางขวางหน้าอยู่จึงหลีกไปทางอื่น เล่าปังได้ฟังจึงว่า เกิดมาเป็นชายกลัวอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน จึงชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วออกเดินนำหน้าพาคนทั้งปวงไป พบงูใหญ่ เล่าปังฟันด้วยกระบี่ขาดกลางตัวเป็นสองท่อน คนทั้งปวงเห็นก็สรรเสริญเล่าปังว่ากำลังมากใจองอาจยิ่งนักจึงพาคนเข้าไปอยู่ ณ เขามังตั๋ง

ฝ่ายคนซึ่งตามไปภายหลัง เห็นหญิงคนหนึ่งมากอดศพงูใหญ่ร้องไห้รักอยู่ริมทาง จึงถามหญิงแก่ว่า ทำไมมาร้องไห้รักอสรพิษชอบแต่จะดีใจ หญิงแก่บอกว่า ลูกเจ้าศรีขาวแปลงเป็นงูมานอนขวางทางอยู่ลูกเจ้าศรีม่วงมาฆ่าเสียเราไม่มีที่พึ่งเราจึงร้องไห้รัก คนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ชวนกันขู่กรรโชกจะตีโบยหญิงแก่ก็หนีสูญหายไป คนเหล่านั้นสำคัญว่าหญิงแก่เป็นผีป่า แล้วก็เดินตามทางมาถึงเขามังตั๋ง จึงแจ้งความแก่เล่าปังทุกประการ เล่าปังจึงว่า ซึ่งหญิงแก่บอกว่าเจ้าศรีม่วงมาฆ่างูเจ้าเขามังตั๋งเสียนั้นคือตัวเรา จะได้บำรุงแผ่นดินเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย

ขณะนั้นคนซึ่งหลบหนีซุ่มซ่อนอยู่แต่ครั้งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ให้มงเทียมเกณฑ์คนทำการกั้นแดนนั้น ครั้นรู้ว่าเล่าปังมีใจโอบอ้อมอารี ก็พากันหนีออกมาอยู่ด้วยเล่าปัง ณ เขามังตั๋งหลายร้อยคน พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เมื่อเหตุจะวิบัติพลัดพระนคร เสด็จไปสู่เกยประพาสเวลาเย็นยอแสงเห็นมีเมฆสลับกันหลายอย่าง เหมือนเมื่อมีอัศจรรย์ที่เขาเกเทาสัวให้หวาดหวั่นพระทัยอยู่เป็นนิจ คิดจะใคร่รู้จักตัวผู้มีบุญเสด็จออกขุนนางตรัสปรึกษา เราจะใคร่ไปเลียบพระนครดูราษฎรชาวเมืองจะกำเริบ ประทุษร้ายเราบ้างหรือประการใด ท่านจงจัดทหารเป็นขบวนทัพพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ แต่รถทรงนั้นจัดสองรถให้เหมือนกัน ขุนนางเจ้าพนักงานคำนับลาออกมาจัดการเตรียมไว้พร้อม ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ขึ้นรถทรงที่สองขับพลไปถึงเมืองสัวตั๋ง ชาวเมืองต้องเลี้ยงกองทัพสิ้นเงินวันละสิบหมื่นตำลึง เรี่ยไรเอาแก่ราษฎรชาวเมือง จึงเกิดข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้งมาหลายปีไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อน คิดแค้นพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ทั้งแผ่นดิน

ขณะนั้นมีโรงขายสุราอยู่เชิงเขาทิศตะวันตกนอกเมืองหนทางไกลประมาณสามร้อยเส้น เตียวซำก๋งกับพวกหกคนไปกินสุราพูดจากัน เตียวซำก๋งจึงว่า แผ่นดินแต่หลังล่วงมาห้าร้อยปีมีความสุข ฝนตกลมพัดต้องตามฤดู ข้าวปลาอาหารผลไม้ก็บริบูรณ์ไม่มีโจรผู้ร้ายจะฉกลักช่วงชิงกัน ประตูเมืองก็เปิดอยู่ทั้งสี่ทิศการศึกไม่มีมา ผู้หนึ่งจึงว่าทุกวันนี้เห็นบ้านเมืองเป็นประการใดบ้าง เตียวซำก๋งจึงว่า ซึ่งจะเอาการเมืองมาพูดนั้นไม่ได้ห้ามปรามกวดขันนัก ผู้หนึ่งจึงว่าเราพูดกันไกลเมืองอยู่ผู้ใดจะล่วงรู้เห็น เตียวซำก๋งมิได้ว่าประการใด

ฝ่ายเตียวเหลียงยืนฟังอยู่ข้างนอก เดินเข้ามาจึงว่าท่านจะใคร่รู้หรือ อันบ้านเมืองทุกวันนี้ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ไม่อยู่ในยุติธรรม หญิงชายทั้งนั้นมิได้ทำมาหากินเป็นปกติ ด้วยทิศใต้ก็ให้สอบภูเขาตั้งตำหนัก ทิศตะวันออกให้ถมทะเลต่อแผ่นดินออกไป ทิศตะวันตกให้ปลูกตำหนักอาป๋งจ๋งเป็นที่รโหฐาน แต่ทิศเหนือให้ก่อกำแพงยาวถึงสองร้อยหกสิบโยชน์ แล้วตำรับซึ่งมีมาแต่โบราณเป็นวิชาการสิ่งใดก็ให้เก็บมาเผาเสีย คนที่รู้หนังสือเล่าก็เอาตัวไปจำไว้ ทำให้ผิดอย่างกษัตริย์แต่ก่อน ราษฎรจึงล้มตายหนีไปเป็นอันมาก เตียวเหลียงบอกกับผู้เฒ่านั้นโดยเสียงอันดัง เตียวซำก๋งกับคนซึ่งนั่งกินสุรากลัวต่างคนต่างหนีไป เตียวเหลียงยืนหัวเราะอยู่แล้วว่า คนโง่ไม่รู้จักความคิดเราจึงหนีไป เมื่อใดจะได้แก้แค้น มีผู้หนึ่งสูงได้หกศอกเศษ ยืนอยู่ภายหลังโรงเตี้ยมเหลี่ยมตึกข้างใต้ได้ยิน เตียวเหลียงว่า จึงเดินมาคำนับแล้วว่า ท่านคิดจะกำจัดพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้หรือ ข้าพเจ้าจะขอเป็นแรงช่วยท่าน เตียวเหลียงได้ฟังจึงว่าที่นี่ไม่ชอบกล ขอเชิญท่านไปปรึกษากันที่บ้านข้าพเจ้า เตียวเหลียงก็พาชายผู้นั้นไปถึงบ้านให้นั่งที่สมควร เตียวเหลียงจึงถามว่า ท่านแซ่ใด อยู่บ้านไหน ชังไหก๋งจึงบอกว่า ข้าพเจ้าแซ่เลยชื่อชังไหก๋งบ้านข้าพเจ้าอยู่ปากน้ำเมืองหัน กระบองสำหรับมือ ข้าพเจ้าถือหนักได้ร้อยชั่ง ถ้าท่านจะคิดกำจัดคนร้ายเราจะคิดด้วย ท่านพูดที่โรงสุราข้าพเจ้าก็รู้ว่า ท่านมีสติปัญญา จะใคร่รู้จักชื่อแลแซ่ท่าน เตียวเหลียงจึงว่า ข้าพเจ้าแซ่เตียวชื่อเหลียง ชาวเมืองหัน เรียกว่าเตียวจือปัง แต่ปู่ทวดข้าพเจ้าลงมาได้เป็นไจเสียง อยู่เมืองหันถึงห้าชั่วจนบิดาข้าพเจ้า บัดนี้ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้แต่งทัพมาตีเอาเมืองหัน จนบ้านเมืองยับเยินได้ความเจ็บแค้น ข้าพเจ้าจะสู้เสียเงินทองก็ไม่ว่า แต่จะหาคู่คิดกำจัดพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ก็ยังมิได้พบผู้ใด บัดนี้เพิ่งมาพบท่านเห็นรูปร่างกำลังแลวาจา ซึ่งพูดมาพอจะช่วยแก้แค้นทั้งหกเมืองได้มีใจยินดีนัก ถ้าท่านทำสมความคิดข้าพเจ้าครั้งนี้แล้ว ชื่อท่านจะปรากฏไปภายหน้า ชังไหก๋งจึงว่า ท่านจะคิดประการใดข้าพเจ้าจะทำตามให้สมคิด เตียวเหลียงก็เลี้ยงดูชังไหก๋ง ณ เรือน อยู่ท่ากว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้จะมีที่เสด็จประพาสแห่งใดจึงจะได้ทำการ ครั้นอยู่มาวันหนึ่งเตียวเหลียงได้ยินเขาลือว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จมาทางเมืองเอียงบู๊กวาน เตียวเหลียงจึงพาชังไหก๋งไปคอยอยู่บนเนินสูงตามทางโดยกระบวนเสด็จ ครั้นพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จทรงรถมาถึงตำบลปักหลังสาเต้หึง ชังไหก๋งยืนอยู่บนเนินแลไปเห็นกลดเหลือง แลเครื่องแห่ห้อมล้อมมา ก็รู้ว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จ ชังไหก๋งจึงลงจากบนเนินเขาเลียบชายป่าเข้าไป ได้ทีตีรถหน้าหักยับ แต่ไม่ถูกรถทรงพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ ด้วยเสด็จอยู่รถที่สอง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ทรงพระโกรธ จึงสั่งให้จับคนร้าย

ฝ่ายทหารก็จับตัวชังไหก๋งได้มัดมาถวาย พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้สั่งให้ถามว่าใครใช้ให้เอ็งมาทำการทั้งนี้ ชังไหก๋งกัดฟันค้อนตาแล้วว่า ท่านไม่อยู่ในยุติธรรม คนคิดจะฆ่าท่านทั้งแผ่นดินมิใช่เราแต่ผู้เดียว ซึ่งเรามาทำทั้งนี้ไม่มีผู้ใดใช้ เพราะท่านกระทำผิด เทพยดาเจ้าจึงใช้ให้เรามาฆ่าท่านเสีย เตียวเหลียงครั้นเห็นไม่สมคิดเสียใจหนีเอาตัวรอด พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้สั่งให้เตียวโก๋ถามเอาตัวผู้ร่วมคิดให้จงได้ เตียวโก๋กระทำโทษแก่ชังไหก๋ง แล้วซักถามจะเอาความจริง ชังไหก๋งมีความเจ็บผูกใจแค้น คิดแต่ในใจว่าถ้าจะบอกความจริง เตียวเหลียงก็จะตาย เตียวเหลียงผู้มีสติปัญญาแม้นชีวิตยังอยู่จะได้แก้แค้นปลายมือ เกิดมาเป็นชายได้กระทำความผิดสู้ตายแต่ผู้เดียวจะดีกว่า คิดแล้วก็ลุกขึ้นโดดไปด้วยกำลังเอาศีรษะโดนเสาขาดใจตาย พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้หยุดอยู่ที่นั้นสั่งให้สืบเอาพวกเพื่อน ถึงสิบวันไม่ได้ความก็ยกไป

ฝ่ายเตียวเหลียงหนีไปถึงเมืองพี แอบอาศัยอยู่ ณ บ้านห้างเป๊ก ห้างเป๊กผู้นี้เป็นหลานห้างเอี๋ยนขุนนางผู้ใหญ่เมืองฌ้อ ห้างเป๊กกับเตียวเหลียงรักใคร่กันสนิท อยู่วันหนึ่งเตียวเหลียงเดินออกมานอกเมืองยืนอยู่ริมสะพานๆ นั้นชื่อกี๋เกี๋ยว มืผู้เฒ่าอยู่คนหนึ่งห่มเสื้อเหลืองเดินข้ามสะพานมา ทำรองเท้าตกลง จึงว่ากับเตียวเหลียงว่า เด็กหนุ่มจงไปหยิบรองเท้ามาให้แก่เรา

ฝ่ายเตียวเหลียงจึงพิเคราะห์ผู้เฒ่าเห็นประหลาด คิดว่าดีร้ายจะเป็นเทวดาจึงลงไปหยิบรองเท้ามาคำนับส่งให้ แล้วผู้เฒ่าก็ทำรองเท้าพลัดตกลงถึงสามครั้ง เตียวเหลียงก็ลงไปหยิบรองเท้าคำนับส่งให้ถึงสามหน ส่วนผู้เฒ่าพิเคราะห์ดูหน้าเด็กหนุ่มจะขึ้งโกรธก็หาไม่ จึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สอนง่าย แล้วผู้เฒ่าจึงสั่งเตียวเหลียงว่า อีกห้าวันเจ้าจงมาหาเราที่ต้นไม้นี้ เราจะให้ของวิเศษเจ้าสักสิ่งหนึ่งเจ้าจงมาให้จงได้ ครั้นถ้วนห้าวันเวลาเช้าเตียวเหลียงก็ออกไป เห็นผู้เฒ่ามานั่งคอยอยู่ก่อน เตียวเหลียงเข้าไปคุกเข่าลงคำนับผู้เฒ่าๆ จึงว่า เรานัดไว้ให้มาแต่เช้า ทำไมจึงมาต่อสาย จงกลับไปบ้านเสียก่อนอีกห้าวันจึงมาหาเรา เตียวเหลียงก็คำนับลาผู้เฒ่ามา ถึงห้าวันเตียวเหลียงก็ออกไปแต่มืดเห็นผู้เฒ่ามานั่งคอยท่าอยู่ ก็เข้าไปคำนับผู้เฒ่าๆ จึงว่าให้มาค่อยท่าเราแต่มืด ทำไมจึงมาป่านนี้ ผู้เฒ่าก็ขับให้ไปบ้านอีกห้าวันจึงมาใหม่ เตียวเหลียงคำนับลามาบ้าน ครั้นถึงวันนัดเวลาเย็น กินอยู่เสร็จแล้วเตียวเหลียงก็ออกไปคอยท่าผู้เฒ่าอยู่ เวลาค่ำผู้เฒ่าก็เดินออกมาเห็นเตียวเหลียงๆ ก็เข้าไปคำนับผู้เฒ่า พอเดือนหงายจึงพิเคราะห์ดูรูปงามเหมือนเทวดา เตียวเหลียงจึงว่า ข้าพเจ้าได้มาถึงท่านๆ ช่วยสั่งสอนข้าพเจ้า ผู้เฒ่าจึงว่า เจ้าหนุ่มกำลังที่จะทำราชการ นาน ไปเบื้องหน้าจะเป็นที่ปรึกษาท่านผู้มีบุญ จึงชักเอาหนังสือที่แขนเสื้อออกส่งให้เตียวเหลียงแล้วว่า ถึงตำราซุยหงอครั้งแผ่นดินเลียดก๊กซึ่งผู้วิเศษให้นั้นจะเอามาเปรียบกับตำราของเรานี้ไม่ได้ จงเอาไปอ่านเล่าให้ชำนาญไว้สำหรับตัวสืบไป เมื่อหน้าเจ้าจะได้บำรุงผู้มีบุญช่วยแก้แค้นเมืองหัน ซึ่งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้กระทำให้ยับเยิน กิตติศัพท์จะลือคุณวิชาสว่างไปดุจแสงพระจันทร์พระอาทิตย์ทั้งซื่อเจ้า จะปรากฏอยู่ได้ถึงหมื่นปีอย่าลืมคุณของเรา เตียวเหลียงคุกเข่าลงคำนับแล้วว่าข้าพเจ้าขอชื่อแลแซ่ท่านไว้เป็นที่บูชาแห่งข้าพเจ้า ผู้เฒ่าจึงบอกว่า เจ้าจงนับไปข้างหน้าอีกสิบสามปี จึงไปเมืองตั้วก๊กเสียข้างทิศตะวันออกฝังศพกษัตริย์ไว้ ใต้ศพนั้นมีศืลาเหลืองแผ่นหนึ่งคือตัวเรา ว่าเท่านั้นแล้วผู้เฒ่าก็หายไป

ฝ่ายเตียวเหลียงก็กลับมาบ้าน จึงอ่านหนังสือในตำรับชัดเจนดูได้ทั้งดาวแลฤกษ์ แนะนำให้ห้างเป๊กดูฤกษ์ล่างฤกษ์บนไว้ได้บ้าง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ครั้นเสด็จมาถึงเมืองชีจี๋ว ไพร่บ้านพลเมืองเอาสิ่งของแลข้าวโพดสาลีมาถวาย พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้มีพระทัยยินดีให้พระราชทาน รางวัล แล้วยกจากเมืองชีจี๋วไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จึงถึงเมืองไภก้วน ทรงพระวิตกว่าเรามาครั้งก่อนเกิดนิมิตขึ้นตรงนี้จึงให้คนไปสืบดูว่าผู้ใดจะประหลาดให้จับมาฆ่าเสีย หลีสือขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า พระองค์เสด็จออกมาครั้งนี้หวังจะระงับกิจสุขทุกข์ราษฎรทั้งปวง ซึ่งพระองค์จะให้สืบจับเอาคนมาฆ่าเสียนั้น ข้าพเจ้าเห็นไพร่บ้านพลเมืองจะสะดุ้งตกใจกลัว พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ฟังเห็นชอบ เสด็จจากเมืองไภก้วนไปถึงเมืองก้วยกี๋ก็หยุดประทับแรมอยู่

ฝ่ายห้างอี๋รุ่นหนุ่มขึ้น รู้ว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้มาอยู่ในเมืองก้วยกี๋ ฉวยได้กระบี่จะไปฆ่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ ห้างเหลียงผู้อาจึงห้ามห้างอี๋ว่าตัวเป็นผู้ชาย ควรจะหาความชอบไว้ในแผ่นดิน ชื่อเสียงจะได้ปรากฏไปภายหน้า จะมาทำเป็นคนหาสติปัญญามิได้ ลอบลักทิ่มแทงไม่บังควร จะให้เรียนหนังสือแลเพลงอาวุธก็ไม่มีความเพียร จะร่ำเรียนสิ่งอันใดก็สอนยาก ห้างอี๋นั่งลงจึงตอบคำห้างเหลียงผู้อาว่าจะเรียนหนังสือถ้ารู้จะปรากฏแต่ชื่อ จะเรียนเพลงอาวุธเล่าก็จะสู้ได้แต่ตัวต่อตัว ป่วยการเสียเปล่า ข้าพเจ้าจะเที่ยวเรียนวิชาที่คนเดียวสู้ได้หมื่นคน ห้างเหลียงนึกแต่ในใจว่า ห้างอี๋นี้พูดจาองอาจนานไปจะเสียตัวด้วยโทโส แต่นั้นมาห้างเหลียงมิได้ตักเตือนว่ากล่าวประการใด

ฝ่ายห้างอี๋กำเริบคิดจะทำอันตรายต่อพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ จึงเที่ยวไปดูภูมิฐานท่าทางทุกตำบล จนสิ้นแดนเมืองฌ้อต่อกับแดนเมืองเหงา ครั้นพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เสด็จมาถึงเมืองตั๋งกุ๋น ค์กราช แต่ได้เสวยราชสมบัติสามสิบสองปี เห็นแผ่นศิลาจารีกอักษรว่าชีฮองซีหยีเต้ปัน หกตัวแปลว่า พระ เจ้าจี๋นซีฮองเต้จะสินพระชนม์แผ่นดินจะปันซีกออก พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้สั่งให้ขุนนางไปสืบหาตัวผู้จารึกอักษรไว้กับแผ่นศิลา ทหารก็ไปหาตัวชาวบ้านมาสืบก็มิได้ความ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้จะให้จับตัวคนซึ่งบ้านใกล้เรือนเคียงมาฆ่าเสีย

ฝ่ายหลีสือจึงทูลว่า พระองค์เสด็จออกมาเที่ยวนานาประเทศได้เห็นวิปริตต่างๆ จะเชื่อถืออันใดกับอักษรในแผ่นศิลา ซึ่งจะให้ฆ่าชอบแต่ได้ตัวผู้ทำความผิด ยังสืบสวนไม่ได้ให้ฆ่าคนทั้งปวงเสียไม่สมควร ขอเชิญพระองค์เสด็จคืนเข้าพระนคร จัดคนไปพิทักษ์รักษาเมืองหน้าด่านไว้ให้มั่นคง จะดีกว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ได้ฟังเห็นชอบก็เสด็จกลับมาถึงเมืองชองจี๋วสั่งให้หยุดรถประทับแรมอยู่ 

ครั้นเวลากลางคืนพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้บรรทมหลับ ทรงพระสุบินว่าพระองค์ได้สู้กับพญานาคในกลางทะเลฝ่ายทิศตะวันออก พญานาคมีกำลัง พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ต้านทานมิได้ ครั้นจะหนีไปก็เป็นทะเลรอบจึงว่ายน้ำดำหนีจะให้พ้น ยังมีพญามังกรตัวหนึ่งสีม่วงลอยมาจากอากาศ คาบเอาพระองค์กลืนเข้าไป ตกพระทัยตื่นจากบรรทมก็ให้ครั่นพระองค์เมื่อยมึนไปทั่วสรรพางค์ แล้วสั่งให้ยกไปจากเมืองชองจี๋วถึงตำบลสาขีว หมอประกอบยาถวายหลายหน พระโรคมิฟังประชวรหนักลง มีความวิตกคิดถึงความหลังเราให้ถมทะเลตะวันออก จะถูกต้องเทพยดาซึ่งสิงสู่อยู่ในท้องทะเลเป็นมั่นคง อันความเจ็บครั้งนี้เห็นจะจากราชสมบัติ จึงตรัสแก่หลีสือว่า แต่ก่อนหาทันคิดไม่ ให้ฮูโซราชบุตรใหญ่ไปจากเมือง อันบุตรคนนี้เห็นพอจะบำรุงแผ่นดินได้ ถ้าหาบุญเราไม่ ท่านจงไปเชิญฮูโซมาครองราชสมบัติมอบเครื่องกษัตริย์ให้สืบวงศ์ ซึ่งท่านภักดีต่อเราโดยสุจริตมาช้านาน กิจธุระบ้านเมืองมีมาประการใดก็วางใจแต่ท่านผู้เดียว แม้นฮูโซขึ้นเป็นกษัตริย์ ท่านจงจัดแจงบำรุงช่วยรักษาพระนครด้วย ตรัสแล้วทรงพระอักษรเป็นรับสั่งให้ฮูโซครองราชสมบัติ แล้วมอบตราหยกสำหรับกษัตริย์ให้หลีสือ ครั้นเสร็จแล้วเป็นเดือนเจ็ดขึ้นสิบสามค่ำ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้สิ้นพระชนม่ในตำบลสาขีว พระชันษาได้ห้าสิบปี แต่อยู่ในราชสมบัติได้สามสิบเจ็ดปี

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ