๑๔

ขณะนั้นมีจีนผู้หนึ่งมาบอกแก่ไผ่ก๋องว่า ห้างอี๋หลอก๋องยกไปทางตะวันออกนั้นเที่ยวตีบ้านเมืองฆ่าคนเลือดนองไปในท้องทุ่ง อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน ดังเพลิงไหม้ป่ากว้างแล ยาวได้พันเส้น ไพร่บ้านพลเมืองไม่มีที่จะอาลัย หลบหนีเข้าป่าดงเหมือนครั้งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ให้เกณฑ์พลทำการใหญ่เมื่อครั้งนั้น ห้างอี๋ทำครั้งนี้ถึงมีรี้พลมากก็จริง แต่เสบียงอาหารน้อยเดินทัพได้แต่วันละร้อยเส้น เพราะมิได้กำชับกำชาปล่อยให้ทหารเที่ยวฉกชิงตามทาง ถึงฟัมแจ้งจะเข้าไปว่ากล่าวห้ามปรามก็มิฟัง ไม่มีความเมตตาฆ่าผู้คนตามอำเภอใจ หลอก๋องทำดังนี้เหมือนจะเพิ่มบารมี ให้ท่านชาวเมืองทางทิศตะวันออกชวนกันสรรเสริญท่านว่ามีใจเมตตาอาณาประชาราษฎรจึงยกกองทัพมาได้โดยเร็ว ไผ่ก๋องได้ฟังก็ยินดี ให้เร่งยกกองทัพไปใกล้ด่านบู๊ก๊วน

ฝ่ายกวนหยินรู้ว่าไผ่ก๋องจะไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง จึงออกมาสกัดหน้าทัพร้องห้ามทหารไว้ ให้เชิญไผ่ก๋องออกมาพูดกันก่อน โปกวนโปปิดนายทหารทัพหน้า ได้ยินเสียงร้องเรียกออกชื่อไผ่ก๋องคิดว่าจะชวนแม่ทัพรบก็โกรธ ต่างคนขับม้าเข้ารบกับกวนหยินได้ยี่สิบเพลง กวนหยินจับโปกวนได้แต่โปปิดหนีกลับไป กวนหยินจึงร้องบอกว่า เราจะขอพบไผ่ก๋องพึ่งจะไปดีเมืองหํ้าเอี๋ยง เตียวเหลียงได้ฟังก็ขับม้าออกไปหน้าทหารร้องถามว่าท่านนี้ชื่อไร กวนหยินไม่บอกชื่อว่าแต่ขอพบแม่ทัพใหญ่ ห้วนโก้ยได้ฟังก็โกรธขับม้าเข้าไปใกล้ร้องว่า ทหารคนนี้ไม่มีชื่อเหมือนหนึ่งกับไพร่ นายเราหรือจะออกมาพูดกับท่าน ถ้ารบกับเราๆ แพ้จึงจะเชิญนายเรามาให้พบ กวนหยินได้ฟังก็ขับม้ารบ กับห้วนโก้ยได้สิบเพลง

ขณะนั้นไผ่ก๋องดูกวนหยินรบกับห้วนโก้ย เห็นฝีมือเพลงทวนว่องไวจึงขึ้นม้าออกไปหน้าทหารร้องถามว่า ท่านจะพบเรานั้นมีธุระสิงใดหรือ กวนหยินดูลักษณะไผ่ก๋องเห็นจะมีวาสนาจริง จึงลงจากม้าคุกเข่าคำนับแล้วว่า แต่ข้าพเจ้ามาคอยผู้มีบุญอยู่ก็ช้านานพึ่งมาพบท่านเช้าวันนี้ ซึ่งข้าพเจ้ารบกับทหารทั้งปวงนั้นจะใคร่ลองกำลังทหารของท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอทำราชการด้วยท่านโดยสุจริต ไผ่ก๋องจึงถามถึงแซ่แลชื่อ กวนหยินจึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่กวน ชื่อหยินเป็นชาวเมืองลกฉวน เมื่อรุ่นหนุ่มเป็นพ่อค้าไปค้าขายเมืองเสฉวน ชวนเพื่อนหกคนเดินตามทางด่านหลีก๊วนพบผู้ร้ายกลางทางร้อยเศษ เพื่อนหกคนวิ่งหนี ข้าพเจ้าผู้เดียวถือดาบอยู่สู้รบฟันผู้ร้ายล้มตายเป็นอันมาก ทางนั้นโจรผู้ร้ายก็สงบเงียบ มาบัดนี้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ทำผิดประเพณีกษัตริย์ ข้าพเจ้าเกลี้ยกล่อม ทหารได้สามพัน รู้ข่าวว่าหัวเมืองทั้งปวงสามิภักดิ์มาขึ้นแก่ท่านจะยกไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง ข้าพเจ้าคุมทหารมาจะอาสาเป็นทัพหน้า ไผ่ก๋องมีความยินดีนัก จึงให้กวนหยินกับทหารสามพันยกไปตีเมืองบู๊ก๊วน กวนหยินก็คำนับลายกกองทัพไปตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองบู๊ก๊วน เจ้าเมืองบู๊ก๊วนรู้ข่าวว่าทัพไผ่ก๋องมาใกล้เมือง จึงสั่งให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถเอาธงขึ้นปักไว้ จึงแต่งหนังสือว่า ไผ่ก๋องยกมาทางตะวันตกถืงเมืองบู๊ก๊วนแล้ว ขอกองทัพเมืองหลวงมาช่วยให้ทันท่วงที ครั้นแต่งหนังสือเสร็จส่งให้คนให้ๆ รับหนังสือคำนับลาออกมาขึ้นม้ารีบไปทั้งกลางวันกลางคืน ถึงเมืองห้ำเอี๋ยง ส่งหนังสือให้เตียวโก๋ๆ รับมาฉีกผนึกออกอ่านแจ้งแล้วก็ไม่นำขึ้นกราบทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้

ฝ่ายหัวเมืองตะวันออกบอกข่าวว่า ทัพหลอก๋องยกมารี้พลมากนัก เที่ยวกระทำย่ำยีทุกหัวเมือง แต่มีผู้ถือหนังสือเข้ามาแจ้งความวันละเก้าฉบับสิบฉบับ เตียวโก๋จึงคิดว่าตัวกระทำผิดไว้จนเจียงหำพาทหารไปอยู่กับข้าศึก ครั้นจะจัดกองทัพออกไปสู้รบก็ไม่เห็นผู้ใด จะทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เล่าก็กลัวจะมีโทษ เตียวโก๋จึงบอกป่วยอยู่บ้าน พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ก็ไม่เสด็จออก บรรดาขุนนางซึ่งรู้ความจะทูลก็ไม่ได้ ครั้นจะบอกเข้าก็กลัวเตียวโก๋ อยู่วันหนึ่งพระเจ้ายี่ซีฮองเต้บรรทมหลับนิมิตฝันว่า ไปเที่ยวประพาสป่า มีเสือขาวตัวหนึ่งเข้ามาคาบเอาม้าเทียมรถข้างซ้าย พระเจ้ายี่ซีฮองเต้เงื้อกระบี่ฟันแล้วตกใจตื่น จึงให้หาโหรเข้ามาเล่าให้ฟังว่าจะเป็นประการใด โหรทูลว่า ซึ่งทรงพระสุบินนี้ร้ายนัก ให้แปลงสถานไปอยู่พระตำหนักบางอีเก๋ง ขอจงแต่งเครื่องบวงสรวงเทวดา แล้วจึงให้เอาม้าขาวสี่ตัวนั้นไปถ่วงนํ้าเสียพระเคราะห์ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ให้ทำตามโหรว่าทุกประการ ตั้งแต่วันนั้นมา พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ไม่สบายพระทัย จึงตรัสถามข้างในว่า ทุกวันนี้การศึกเป็นอย่างไรบ้าง ข้างในแลขันทีหมอบก้มหน้าร้องไห้มิอาจที่จะทูลประการใด พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ก็ยิ่งแคลงพระทัยมากขึ้น จึงตรัสว่า รู้เนื้อความสิ่งใดจงบอกมาให้แจ้งเถิด ข้างในจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินทหารเมืองฌ้อมาล้อมเมืองบู๊ก๊วน บรรดาหัวเมืองทั้งปวงแยกทางมาตีเมืองหํ้าเอี๋ยงไม่ช้าสักสองวันสามวันข้าศึกจะมาถึงเมืองอยู่แล้ว ซึ่งจะนิ่งอยู่ฉะนี้นานไปแผ่นดินจะหาเป็นของพระองค์ไม่ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟังก็ตกพระทัย จึงให้คนใช้ไปหาเตียวโก๋ๆ ทำป่วยมิได้ออกมาหาคนใช้ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้แคลงเตียวโก๋ยิ่งทรงพระ โกรธนัก จึงให้คนไปถามเตียวโก๋ว่า เราตั้งให้ตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ดีแต่มาสอพลอล่อลวง เอาเท็จใส่โทษให้ฆ่าหลีสือผู้หาผิดมิได้ ครั้นเจียงหำยกทัพไปปราบหัวเมืองขัดด้วยเสบียงอาหารเสียทีมา เจียงหำบอกข้อราชการตัวก็ปิดความไว้ ตั้งใจแต่กระทำความหยาบช้าให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความเดือดร้อนจนมีศึกมาใกล้จะถึงเมือง ให้หาตัวก็แกล้งบิดพลิ้วเสียฉะนี้ การศึกสงครามจะคิดประการใดเล่า เตียวโก๋ได้ฟังตกใจนิ่งอยู่ คนใช้กลับมาพอพระเจ้ายี่ซีฮองเต้บรรทมหลับหาได้กราบทูลไม่

ฝ่ายเตียวโก๋ครั้นผู้ถือหนังสือรับสั่งไปจากบ้านแล้ว จึงให้หาเตียวเสงผู้น้องเงียมหลกบุตรเขยซึ่งเป็นนายกองตระเวน กับคนสนิทสิบคนมาเข้ามาปรึกษาว่า ครั้งนี้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้เห็นจะเอาโทษเราถึงสิ้นชีวิตสามชั่วเป็นแน่ เราจะคิดฆ่าพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสียก่อน แล้วจะเชิญจูหยินขึ้นครองเมืองเจ้าจะเห็นประการใด เตียวเสงกับเงียมหลกเห็นชอบ เตียวโก๋จึงว่าถ้าท่านจะทำได้เราคิดอุบายไว้ว่า ผู้ร้ายเข้าวังจะตามจับ แล้วจงเอาโทษนายประตูกับผู้อยู่ใกล้ว่า ไม่ระวังพระองค์ เตียวเสงเงียมหลกได้แยบคายแล้วก็ลาออกมาจัดคนบรรดาที่วางใจได้เข้าไปถึงประตู จึงร้องว่าคนร้ายวิ่งเข้าไปในวัง นายประตูแลขันทีละเมินเสียมิได้รักษาพระองค์ จึงให้จับนายประตูแลขันทีซึ่งอยู่ชั้นล่างมาฆ่าเสียร้อยยี่สิบคน เตียวเสงกับเงียมหลกก็พาคนสนิทขึ้นไปบนที่ซึ่งพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสด็จออก ขันทีแลนางข้างในเห็นคนมาวุ่นวายตกใจวิ่งหนี พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ร้องเรียกนางพนักงานก็ไม่ได้ตัว ขันทีผู้หนึ่งจึงเข้าพยุงพระองค์จะพาออกโดยประตูข้างหลัง พระเจ้ายี่ซีฮองเต้จึงถามว่า คนไปข้างไหนเรียกไม่ได้ตัว ขันทีทูลว่ามีผู้ร้ายถืออาวุธเข้ามา ต่างคนมีความกลัวหนีเอาตัวรอดไป พอเตียวเสงเงียมหลกเข้ามาถึงจึงร้องว่า พระองค์หามีความเมตตาแก่สัตว์ไม่ หัวเมืองทั้งปวงคิดเอาใจออกห่าง เทพยดาอารักษ์โกรธ การทั้งนี้เพราะพระองค์ทำไว้ใช่ข้าพเจ้าสองคนประมาทนั้นหาไม่ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้เห็นเตียวเสงเงียมหลกก็รู้ว่าเตียวโก๋คิดกบฏ จึงตรัสว่า ถึงเตียวโก๋จะชิงเอาสมบัติก็ไม่ว่า เราขอเห็นหน้าเตียวโก๋สักหน่อย จะให้จัดแจงเมืองน้อยให้เราอยู่พอหากินเลี้ยงชีวิต เตียวเสงกับเงียมหลกจึงว่า ที่ไหนจะพบเตียวโก๋ ถึงท่านจะไปอยู่เมืองอื่นก็ไม่ได้คงจะตามไปฆ่าเสีย พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ว่ากล่าวถึงสามครั้งเห็นทหารเตียวโก๋ไม่ฟัง มีพระทัยมานะคิดว่าไม่ควรเราจะตายด้วยมือทหาร จึงชักกระบี่ออกเชือดพระศอสิ้นพระชนม์ เตียวเสงกับเงียมหลกเข้าไปหยิบเอาตราหยกออก มอบไว้แก่ขันทีเอากระบี่ไปให้เตียวโก๋ แล้วแจ้งความสิ้นทุกประการ เตียวโก๋จึงให้หาเชื้อพระวงศ์แลขุนนางมาปรึกษาว่า พระเจ้ายี่ซีฮองเต้มีแต่จะกินเหล้าเมาอยู่ข้างใน มิได้เอาธุระในการแผ่นดิน คิดจะเชิญจูหยินขึ้นครองราชสมบัติ แต่ก่อนเมืองจี๋นเจ้าแผ่นดินเป็นแต่จี๋นอ๋อง ครั้นลำดับลงมาสามชั่ว จูเจ๊งครองราชสมบัติหกหัวเมืองขึ้นพร้อมตั้งตัวเป็นฮองเต้ บัดนี้หัวเมืองก็แข็งเมืองขึ้น เขตเมืองหํ้าเอี๋ยงแคบเข้า เราจะตั้งจูหยินเป็นจี๋นอ๋องท่านจะเห็นเป็นประการใด พระญาติวงศ์แลขุนนางเห็นว่าจูหยินเป็นบุตรฮูโซพี่พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ ก็ยอมพร้อมกัน เตียวโก๋จึงพาขุนนางไปคำนับเชิญจูหยินขึ้นครองราชสมบัติ แต่จะให้จูหยินจำศีลห้าวัน แล้วจึงจะมอบตราหยกให้เข้าไปอยู่ในวัง เตียวโก๋ก็กลับบ้าน

ฝ่ายจูหยินไม่มีความยินดี ด้วยเตียวโก๋มาเชิญให้เป็นแต่จี๋นอ๋องครองเมืองขัดใจเตียวโก๋อยู่ จึงเรียกบุตรชายสองคนเข้ามาว่า เตียวโก๋ฆ่าปู่ใหญ่ปู่น้อยของเจ้าเสีย มาเชิญให้เราครองเมืองนานไปเห็นจะกำจัดเราเหมือนพระเจ้าปู่ เจ้าจงไปหาฮั่นถำลีปิดคิดกันซุ่มทหารไว้ที่ลับเราจะบอกป่วยยังไม่ไปจำศีล เห็นเตียวโก๋จะมาเยือน เจ้าจงคิดฆ่าเตียวโก๋เสีย จึงจะแก้แค้นปู่น้อยปู่ใหญ่ของเจ้าได้ บุตรชายสองคนกับฮั่นถำลีปิดเห็นชอบ พาทหารไปซุ่มไว้ตามจูหยินสั่ง

ฝ่ายจูหยินทำป่วยยังมิได้ไปจำศีล เตียวโก๋รู้ข่าวว่าจูหยินป่วย ครั้นจะนิ่งไว้ช้าคนในเมืองจะกำเริบ จึงรีบเดินมาจะว่ากล่าวจูหยินให้ยินดีในราชสมบัติ ครั้นถึงตำหนักใจเก๋งยังไม่พบจูหยิน เห็นแต่ฮั่นถำกับทหารยืนอยู่ริมทาง เตียวโก๋เห็นประหลาดเหลียวหลังมาเรียกเงียมหลกบุตรเขยไม่พบ เตียวโก๋ยืนตะลึงอยู่ บุตรจูหยินสองคนเห็นได้ทีก็ให้ทหารทั้งปวงล้อมจับตัวเตียวโก๋ ลีปิดเดินมาใกล้ เอาทวนแทนเตียวโก๋ล้มลง จูหยินออกมาจากตำหนักให้ทหารตัดศีรษะเตียวโก๋ไปเสียบประจานไว้ นอกประตูเมือง แต่ตัวนั้นให้สับจนละเอียด แล้วให้จับพวกพ้องเตียวโก๋สามชั่วไปฆ่าเสียกลางตลาด บรรดาขุนนางมาถวายบังคมจูหยินสิ้น เชิญจูหยินเป็นซาซีฮองเต้ๆ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เรา ครองสมบัติใหม่การในเมืองยังไม่ปกติ ทัพเมืองฌ้อล่วงแดนเข้ามา ท่านทั้งปวงจะมีอุบายประการใด ข้าศึกจึงจะถอยทัพกลับไป ขุนนางทูลว่าได้ยินข่าวมาว่าศึกล้อมเมืองบู๊ก๊วนยังไม่แน่นหนา ถ้าจัดกองทัพเร่งไปรักษาเมืองบู๊ก๊วนไว้ ภายหลังจึงแต่งกองทัพใหญ่ออกไปตีกระหนาบให้ข้าศึกแตกฉาน อย่าให้เข้ามาประชิดเมืองหลวงได้ ซาซีฮองเต้เห็นชอบจึงสั่งให้ฮั่นเอ๋งเบียวภ่ายสองนายคุมทหารห้าหมื่นไปช่วยจูก้วน เจ้าเมืองบู๊ก๊วน ฮั่นเอ๋งเบียวภ่ายคำนับลาออกมาจัดทหารพร้อมแล้วยกไป ครั้นถึงเมืองบู๊ก๊วนให้ทหารเข้าประจำหน้าที่เชิงเทินอยู่ทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายไผ่ก๋องยกกองทัพตามกวนหยินมาถึงเมืองบู๊ก๊วน เห็นกองทัพเมืองหลวงยกมาผู้คนมั่งคั่งแต่ยังสับสนอยู่ จึงปรึกษาเตียวเหลียงว่า เราตั้งใจจะดูมือทหารด้วยจะคิดตีเมืองหลวง ครั้นมาถึงเมืองใด เจ้าเมืองออกหาโดยดีไม่ได้เห็นฝีมือทหาร เมืองบู๊ก๊วนเป็นแต่เมืองด่านประมาทใจนัก จำจะขับทหารหักเอาเมืองให้จงได้ เตียวเหลียงจึงว่ากองทัพเมืองหลวงซึ่งยกมาช่วยนั้นพึ่งมาถึง ยังไม่ทันจัดแจงรักษาหน้าที่เชิงเทินเรียบร้อยแข็งแรง ถ้ายกเข้าตีเห็นพอจะได้ แต่จะเสียไพร่พลทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่า ธรรมดาแม่ทัพเมืองหลวงมีแต่โลภจนเสียทัพ ตั้งแต่โต๊ะห้วนธ้อหลายปวยเลียม ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กลงมาจนทุกวันนี้ ซึ่งฮั่นเอ๋งมานั้นถ้าท่านคิดเป็นอุบายให้คนเอาธงไปปักที่นอกค่ายพอคนในเมืองสังเกตว่ามีกองทัพซุ่มไว้ แล้วแต่งให้หลีเสงเล็กแกเข้าไปเจรจาความเมืองก่อน จึงค่อยกลับออกมาเอาทรัพย์สิ่งของไปให้พอมีน้ำใจประมาท แล้วจึงคิดทำการ เห็นจะได้โดยง่าย ไผ่ก๋องเห็นชอบ จึงให้ทหารเอาธงไปปักไว้ที่เขาตามคำเตียวเหลียง แล้วใช้เล็กแก หลีเสงเข้าไปหาฮั่นเอ๋งกับจูก้วน หลีเสงกับเล็กแกก็คำนับลาไปถึงเมือง จึงบอกนายประตูว่าจะเข้าไปหาฮั่นเอ๋งจูก้วน นายประตูเข้าไปบอกฮั่นเอ๋งๆ ให้คนออกมารับเข้าไปในเมือง หลีเสงเล็กแกเข้าไปถึงต่างคนคำนับ หลีเสงจึงว่าเจ้าเมืองหํ้าเอี๋ยงเชื่อคำเตียวโก๋คนพาล ให้ราษฎรเดือดร้อนต่อแผ่นดิน บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงพร้อมใจกันจะตีเมืองหํ้าเอี๋ยงใช่แต่ไผ่ก๋องผู้เดียว ถ้าเจียงกุ๋นเห็นทุกข์ในอกของอาณาประชาราษฎรจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้จงเปิดประตูรับไผ่ก๋องๆ จะได้เข้ามาปรึกษากับท่าน แล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลท่านเป็นอันมาก ฮั่นเอ๋งจึงว่า เราเป็นข้าพระเจ้าเมืองหลวงชุบเลี้ยงถึงขนาด พระราชทานเบี้ยหวัดตามตำแหน่ง จะไม่มีกตัญญูหาควรไม่ ขอเชิญท่านออกไปต่อเวลาอื่นจึงกลับเข้ามาพูดกัน หลีเสงก็ออกมาพูดจากับไผ่ก๋องคิดอุบายจะให้ชาวเมืองเสียที

ฝ่ายฮั่นเอ๋งครั้นหลีเสงกลับไปแล้ว ปรึกษาบรรดาตัวนายว่า ไผ่ก๋องให้คนมาชวนเป็นไมตรี เราจะคิดด้วยไผ่ก๋องหรือๆ ท่านจะเห็นประการใด นายทหารทั้งปวงลางพวกว่าควรจะเป็นไมตรี ลางคนไม่ยอมเข้ากับไผ่ก๋องเรรวนอยู่ ครั้นรุ่งขึ้นหลีเสงรับเอาทองจากไผ่ก๋องเข้าไปในเมืองพบฮั่นเอ๋งต่างคนคำนับกัน หลีเสงจึงว่าซึ่งท่านกับข้าพเจ้าพูดกันไว้นั้นเป็นประการใดบ้าง ฮั่นเอ๋งจึงว่าข้าพเจ้าปรึกษาทหารไม่พร้อมใจกันมิรู้ที่จะทำประการใด หลีเสงจึงพูดว่าซึ่งท่านไม่ยอมด้วยไผ่ก๋องๆ ก็สรรเสริญว่าท่านมีกตัญญูต่อพระเจ้าเมืองหลวง จึงใช้ข้าพเจ้าเอาทองมาให้ท่านพันตำลึงเป็นของชอบใจ แล้วไผ่ก๋องจะถอยทัพออกไปคอยอยู่ ถ้าทัพหัวเมืองมาพร้อมแล้วจึงจะค่อยปรึกษากันอีก ฮั่นเอ๋งว่าเรากับไผ่ก๋องเป็นคู่ข้าศึกซึ่งจะรับสิ่งของนั้นไม่ชอบ หลีเสงจึงว่าท่านไม่รับสิ่งของไว้ตัดทางไมตรีไผ่ก๋องเสียฉะนี้ ถ้ากองทัพหัวเมืองมาพร้อมจะยกเข้าตีเมือง เห็นทหารท่านจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ดอกกระมัง ถ้าเสียทีแก่ไผ่ก๋องท่านทั้งสองจะดูหน้ากันยาก ท่านจงรับของไว้เป็นไมตรี ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงตรึกตรองดูเถิด

ฮั่นเอ๋งได้ฟังดังนั้นเห็นชอบ จึงว่าไผ่ก๋องให้ท่านนำสิ่งของมาแล้ว ครั้นจะไม่รับไว้ไผ่ก๋องจะน้อยใจ ฮั่นเอ๋งรับทองพันตำลึงแล้วว่า ถ้าไผ่ก๋องจะเป็นไมตรีกับเราแล้ว แม้นกองทัพหัวเมืองยกมาจงว่ากล่าวให้เลิกกลับไปเสีย อย่ารบพุ่งกันให้ทหารล้มตายเลย บุญคุณทั้งนี้ก็จะอยู่แก่ท่านมาก หลีเสงจึงว่าหัวเมืองทั้งปวงอยู่ในอำนาจไผ่ก๋องสิ้น ข้อนั้นอย่าวิตกด้วยเป็นคนสุภาพ ข้าพเจ้าจะช่วยว่ากล่าวให้ถอยทัพกลับไป พูดแล้วก็ลาออกมาแจ้งความกับไผ่ก๋องทุกประการ เตียวเหลียงจึงว่า ครั้งนี้ฮั่นเอ๋งต้องอุบายเราแล้ว ขอท่านใช้สิอาวกับตันภ่ายคุมไพร่สิบคนไปตามทางน้อยหลังเขา ปลอมเข้าไปซ่อนตัวอยู่ริมท้ายเมืองคอยจุดไฟ แล้วให้ห้วนโก้ยคุมทหารเข้าตีหน้าเมือง ทหารในเมืองจะรบศึกก็มิได้ จะช่วยดับไฟก็มิทัน เห็นจะชวนกันหนีทิ้งเมืองเสียเราจะได้โดยง่าย ท่านจะได้เร่งยกกองทัพ ไปทำการเมืองหลวง ไผ่ก๋องเห็นชอบจึงให้สิอาวกับตันภ่ายพาทหารสิบคนหาบฟืนซ่อนพลุสำหรับเผาเมือง ปลอมเข้าไปในเมืองก่อนสามวัน แล้วจึงสั่งห้วนโก้ยให้ยกทหารเข้าตีหน้าเมือง

ฝ่ายฮั่นเอ๋งแต่รับทองของไผ่ก๋องไว้ มีใจประมาทตั้งแต่เสพสุราอยู่ มิได้ตรวจตรารักษาหน้าที่เชิงเทิน พอได้ยินเสียงกลองรบทหารไผ่ก๋องเข้าตีหน้าเมืองก็ตกใจ จึงขึ้นม้าออกรบกับข้าศึก พอมีผู้มาบอกว่า มีคนปลอมจุดพลุเอาเพลิงเผาขึ้นท้ายเมือง เสียงพลุไม่ขาดเพลิงลุกลามไปเป็นอันมาก ฮั่นเอ๋งได้ยินก็ตกใจกลัว ครั้นจะไปดับเพลิงกองทัพก็จวนจะถึงตัว พะว้าพะวังอยู่

ฝ่ายห้วนโก้ยขับทหารปีนกำแพงเมืองเข้าไปได้ ไล่ฆ่าฟันทหารชาวเมืองล้มตายเป็นอันมาก ฮั่นเอ๋งเห็นทหารไผ่ก๋องไล่ฆ่าฟันทหารชาวเมืองเข้ามา ฮั่นเอ๋งเห็นจะต้านทานมิได้ก็ขับม้าพาทหารเปิดประตูเมือง ต่างคนต่างหนีไปในเวลากลางคืน แต่ตัวฮั่นเอ๋งนั้นไปถึงตำบลลำเตียน หยุดพักรวบรวมทหารตั้งค่ายมั่นลงไว้คอยรับกองทัพไผ่ก๋อง

ฝ่ายไผ่ก๋องครั้นห้วนโก้ยเข้าเมืองได้ ฮั่นเอ๋งหนีไปแล้วจึงสั่งให้แฮเฮาหยินไปติดตามฮั่นเอ๋ง แฮเฮาหยินคำนับลายกกองทัพไปถึงค่ายฮั่นเอ๋งๆ ขับทหารเข้ารบติดพันกันอยู่ ทหารฮั่นเอ๋งสู้รบรักษาค่ายไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายไผ่ก๋องยกกองทัพใหญ่ตามไปใกล้จะถึง ก็ขับทหารโอบแซงสองข้างค่ายขึ้นไปหมายจะเปิดด้านหลัง

ขณะนั้นแฮเฮาหยิน เห็นกองทัพไผ่ก๋องยกหนุนมากลัวอาญาไผ่ก๋อง แฮเฮาหยินขับทหารเข้าตีค่ายได้ ไล่ฆ่าฟันทหารฮั่นเอ๋งล้มตายเป็นอันมาก ฮั่นเอ๋งเห็นทหารยกเพิ่มเติมมา จะสู้รบมิได้ก็ขึ้นม้าออกจากค่ายหนีไปเข้าเมืองหลวง

ขณะนั้นเป็นปีมะแมเดือนสิบ ไผ่ก๋องยกกองทัพมาทางตะวันตก เห็นดาวฮองเต้ขึ้นข้างทิศตะวันออกตรงป่าเสียง ท้ายเมืองหลวง เห็นดาวขึ้นเป็นฤกษ์ดี ก็รีบยกตามฮั่นเอ๋งเข้าไปยังค่ายตำบลป่าเสียง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ