๑๗

ฝ่ายชาวเมืองทั้งปวงเห็นก็ชวนกันร้องอื้ออึงขึ้นแซ๋ไปทั้งเมืองว่า ไผ่ก๋องมีสติปัญญาจะได้เป็นกษัตริย์ไปหมื่นชั่ว หลอก๋องเป็นคนอัปลักษณ์ไม่มีเผ่าพันธุ์ นํ้าใจหยาบช้าหาปัญญามิได้ควรที่จะฉิบหาย หลอก๋องได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งทหารให้จับตัวชาวเมืองหํ้าเอี๋ยงหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ฆ่าเสียให้สิ้น ฟัมแจ้งได้ฟังตกใจโดดลงจากหลังม้าวิ่งมาถึงหน้าหลอก๋องแล้วว่าท่านจงงดโทษคนเหล่านี้ไว้ก่อน เดิมไผ่ก๋องเข้าเมืองชาวเมืองมิได้เดือดร้อนประการใด แล้วให้ลดกฎหมายสามฉบับชอบใจไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวง บัดนี้ท่านยังมิได้มีคุณแก่อาณาประชาราษฎร์ ฆ่าจูหยินเสียแล้วมิหนำซํ้าจะฆ่าคนทั้งสิ้นเมืองหํ้าเอี๋ยง ชาวเมืองจะได้ความเดือดร้อนนักเห็นจะคิดการแผ่นดินภายหน้ายาก หลอก๋องว่าเดิมเราคิดกับหัวเมืองทั้งปวง ยกมาตีเมืองหํ้าเอี๋ยงได้เมืองแล้วจูหยินเป็นเจ้าเมืองหาดีไม่ เราจึงฆ่าเสีย ไพร่บ้านพลเมืองกลับติเตียนเราจึงจะฆ่าชาวเมืองเสียด้วย ฟัมแจ้งจึงว่าเมื่อครั้งแผ่นดินหลูก๋งนั้นให้ฆ่านางสาวใช้ที่ไม่มีผิด จึงบังเกิดฝนแล้งไปถึงสามปี เมื่อเก๋งก๋งเล่าก็โกรธสั่งให้ฆ่าสนมเสียเหมือนกัน ครั้งนั้นราษฎรทำนาบังเกิดเพลี้ยกินข้าวกล้าเสียสิ้น ผลไม้แลอาหารก็แพง ทั้งพายุใหญ่พัดเอาตึกกว้านร้านเรือนหักยับทางไกลได้สามพันเส้น ประการหนึ่งโบราณว่าไว้ครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก หญิงผู้หนึ่งมีบุตรชายไปขอบุตรหญิงเพื่อนบ้านมาเป็นสะใภ้ ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันบุตรชายนั้นไปค้าขายยังไม่มา พอสตรีผู้นั้นป่วยลง หญิงผู้ซึ่งเป็นสะใภ้มีใจสัตย์ซื่อปรนนิบัติแม่ผัวโดยสุจริต มีชายผู้หนึ่งอยู่บ้านเดียวกันพอใจหญิงผู้นั้น ครั้นจะพูดจาก็เกรงแม่ผัวหญิงนั้นอยู่ จึงเอาสารหนูใส่ใน กระเพาะแพะต้มเข้าไปให้กับหญิงผู้ป่วยจะให้กิน หญิงผู้ป่วยยังไม่ทันได้กิน พอมารดาชายผู้นั้นไปเยี่ยมไข้ หญิงที่ป่วยจึงให้หญิงผู้นั้นยกเอากระเพาะแพะมาให้มารดาชายผู้นั้นกินตาย ชายนั้นไปฟ้องกล่าวโทษหญิงลูกสะใภ้หญิงผู้ป่วยว่าแกล้งเอายาพิษให้มารดาข้าพเจ้ากิน เจ้าเมืองแลขุนนางพิจารณาไม่เป็นธรรม เอาหญิงสะใภ้ผู้หาความผิดมิได้ไปฆ่าเสีย

ขณะนั้นเป็นฤดูร้อนเทพยดาบันดาลฝนลูกเห็บตก หนาวสุดที่จะทน พระองค์มาฆ่าจูหยินเสียนั้นอัศจรรย์ปรากฏดังนี้ ที่จะให้ฆ่าขุนนางแลราษฎรไพร่บ้านพลเมืองเสียสิ้นข้าพเจ้าเห็นไม่ชอบ เมื่อขณะฟัมแจ้งพูดนั้น เสียงราษฎรชาวเมืองยังว่ากล่าวอื้ออึงอยู่ หลอก๋องได้ยินยิ่งโกรธนัก จึงสั่งให้หยินโป้คุมทหารไปจับเผ่าพันธุ์ญาติวงศ์จูหยินฆ่าเสียแปดร้อยเศษ กับให้ฆ่าขุนนางแลไพร่บ้านพลเมืองสี่พันหกร้อยคน ขนศพมากองกลางตลาดเลือดไหลนองไปตามคลองแลท่าน้ำ ชาวบ้านนอกเมืองในเมืองห้ำเอี๋ยงมีความกลัวปิดประตูตึกกว้านไม่มีผู้ใดเดินกลางถนน

ฝ่ายหลอก๋องฆ่าคนเสียถึงเพียงนั้น ก็ยังไม่หายโกรธสั่งให้ฆ่าคนเสียสิ้นทั้งเมือง ฟัมแจ้งร้องไห้เอาศีรษะเข้ากั้นหน้าม้าไว้ จึงว่ากษัตริย์แต่ก่อนถ้าฝนไม่ตกจึงแต่งเครื่องบูชาเช่นเป็นที่คำนับให้ฝนตก เพราะจะใคร่บำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้ทำมาหากินเป็นสุข แลท่านมิได้ถอยหลังหาที่ชอบตามราชประเพณี ครั้งนี้ท่านก็จะได้เป็นใหญ่ในราชสมบัติ อาณาประชาราษฎร์หมายใจเอาท่านเป็นที่พึ่ง คนทั้งปวงจะมีชีวิตสืบไปก็เพราะท่าน หลอก๋องได้ฟังฟัมแจ้งอ้อนวอนหลายครั้ง จึงสั่งให้เลิกทหารซึ่งไปฆ่าคนชาวเมืองนั้นเสีย แล้วก็เข้าไปในวังเที่ยวดูรอบเรือนหลวงสารพัดสิ่งของทำไว้งามๆ เสียดายนัก ฟัมแจ้งจึงว่าเมืองหำเอี้ยงเป็นเมืองหลวงสมบัติจึงบริบูรณ์อยู่ดังนี้ ท่านจะชักช้าอยู่ไม่ต้องการ เชิญกลับออกไปจะได้คิดอ่านต่อไปภายหน้า หลอก๋องก็ออกจากวังกลับมาค่ายเป็นเวลาพลบค่ำ หลอก๋องปรึกษาฟัมแจ้งว่า ตัวจูหยินกับพวกญาติพี่น้องเผ่าพันธุ์เชื้อวงศ์ก็ฆ่าเสียสิ้น แผ่นดิน เมืองห้ำเอี๋ยงหามีเจ้าเมืองไม่ เราก็ได้ตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์พร้อมควรที่จะครองเมืองท่านจะเห็นประการใด ฟัมแจ้งจึงว่า บรรดาทหารทั้งปวงทำศึกด้วยท่านปรารถนาจะหาความชอบ ซึ่งท่านคิดจะครองเมืองนั้นทหารยินดีทุกตัวคน ด้วยจะได้ยศฐาศักดิ์เป็นสุข แต่ให้แต่งคนไปเฝ้าขอตรารับสั่งพระเจ้างี่เต้ตั้งมาจึงจะต้องราชประเพณี ราษฎรแลหัวเมืองทั้งปวงจึงจะไม่นินทา

ฝ่ายหลอก๋องได้ฟังก็เห็นชอบ จึงใช้ให้ห้างเป๊กไปเฝ้าพระเจ้างี่เต้ทูลขอตรารับสั่งตั้งเป็นเจ้าเมืองห้ำเอี๋ยง ห้างเป๊กไปถึงเมืองแพเสียเข้าไปเฝ้าพระเจ้างี่เต้ แจ้งความที่หลอก๋องให้มาทูลนั้นสิ้นทุกประการ พระเจ้างี่เต้ตรัสว่าเราก็ได้สั่งไป แม้นผู้ใดตีเมืองห้ำเอี๋ยงได้ก่อนจะให้ผู้นั้นเป็นเจ้าเมือง ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้ก่อนเหตุใดหลอก๋องจะมาขอรับสั่งให้ตั้งตัวอีกเล่า ห้างเป๊กคำนับแล้วทูลว่า หลอก๋องทำความชอบมาได้ทหารก็มาก ถ้าไต้อ๋องให้หลอก๋องเป็นเจ้าเมืองห้ำเอี๋ ยงจึงจะรักษาเมืองได้ ถึงจะใช้ไปตีเมืองใดก็จะกลัวสง่าหลอก๋องสิ้น ไผ่ก๋องนั้นฝีมืออ่อนนักซึ่งจะรักษาเมืองให้ราบคาบนั้นมิได้ ด้วยกำลังไพร่พลก็น้อย พระเจ้างี่เต้ตรัสว่า ธรรมดาโลกมีแต่ความสัตย์เป็นอันประเสริฐ ได้สั่งไว้แต่ก่อนแล้ว จะให้สั่งเสียใหม่มิผิดประเพณีกษัตริย์ไปหรือ ท่านจงไปบอกหลอก๋องให้ทำตามเราสั่งแต่ก่อนเถิด ห้างเป๊กก็ถวายบังคมลากลับเมืองห้ำเอี๋ยง เข้าไปหาหลอก๋องๆ จึงถามว่า พระเจ้างี่เต้ตรัสประการใดบ้าง ห้างเป๊กว่า พระเจ้างี่เต้ตรัสว่าได้ออกปากแต่ก่อนแล้ว ผู้ไปทีหลังจะตั้งตัวเป็นเจ้าจะสั่งกลับเสียนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าทูลเบี่ยงบ่ายถึงสามครั้งก็ไม่โปรดให้

หลอก๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า พระเจ้างี่เต้ได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นก็เพราะเราหาคิดถึงคุณของเราไม่ กลับจะให้ผู้น้อยจึงยกรับสั่งเก่ามาว่า ควรที่จะคิดถึงเรารวบรวมทหารไว้จึงได้มาตีเมืองหํ้าเอี๋ยง เราก็เป็นชายชาญศึกไม่ควรจะไปง้อพระเจ้างี่เต้ จึงสั่งให้ฟัมแจ้งให้หาวันฤกษ์ดีจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ ฟัมแจ้งจึงว่า ซึ่งท่านจะขึ้นเป็นเจ้าเมืองแลเปลี่ยนนามตามประเพณีนั้นควรแล้ว แต่จะประสงค์นามอันใดขอท่านจงถามเตียวเหลียงดู ด้วยเตียวเหลียงเป็นคนได้เรียนตำราแต่ก่อนมาแล้ว คงรู้จักนามกษัตริย์ ถ้าว่าไม่รู้เป็นเท็จแก่ท่าน แม้นจะแกล้งบอกเอานามที่ชั่ว จึงเอาตัวเตียวเหลียงเป็นโทษตามข้อขัดรับสั่ง

หลอก๋องได้ฟังก็ให้หาเตียวเหลียง พอเตียวเหลียงมาแต่ป่าเสียงเข้าไปคำนับหลอก๋องๆ จึงถามว่า เราจะขึ้นครองเมืองเปลี่ยนนามครั้งนี้ แต่ยังไม่รู้ว่านามอันใดจะเป็นที่พึ่งแก่หัวเมืองแลราษฎรได้ ท่านได้เล่าเรียนมามากแล้ว เป็นเชื้อขุนนางในเมืองฮั่นสืบมาถึงห้าชั่ว ท่านจงตั้งนามเราให้สมควร จะได้เห็นปัญญาท่าน

เตียวเหลียงได้ฟังจึงนึกว่า ความคิดอันนี้ชะรอยจะเป็นฟัมแจ้ง เหมือนจะปลดหาบอันหนัก มาแกล้งให้หลอก๋องเอาโทษเรา ครั้นจะให้นามตามกษัตริย์ซึ่งมีบุญญาธิการมาก ก็จะติเตียนยกยอให้เกิน ครั้นจะแจ้งนามอย่างกลางกลัวจะไม่ชอบใจ จำจะชักทำเนียบแต่โบราณเรียงนามให้สิ้นกษัตริย์ที่รู้ตามแต่จะรัก คิดแล้วก็ลุกขึ้นคำนับจึงว่า นามกษัตริย์ย่อมมีต่างๆ ข้าพเจ้าจะแจ้งตามตำรับมาสุดแต่ไต้อ๋องจะต้องพระทัยจึงว่า กษัตริย์หงอเต้สามอ๋องหงอป้า ซึ่งได้ครองเมืองแต่ก่อนนั้น แลหงอเต้กษัตริย์ห้าพระองค์ องค์หนึ่งชื่อเสียวเสง แต่องค์หนึ่งชื่อชวนคังเต้ องค์หนึ่งชื่อค๊กเต้ แลเสียวเสงนั้นแซ่กือชื่อจี มีบุญญาธิการเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองยกบ้อ มีฝูงหงส์แลนกทั้งปวงอยู่ให้ใช้มิได้ขาด เสวยราชสมบัติได้ร้อยปีสิ้นพระชนม์ แลชวนคังเต้นั้นแซ่กี เป็นกษัตริย์อยู่ในยุติธรรม บำรุงอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงในอาณาเขตมีความสุข ครองราชสมบัติได้เจ็ดสิบแปดปีสวรรคต ค๊กเต้นั้นมารดามีครรภ์เองรับแซ่กีตามกษัตริย์เดิมมา ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุข เสวยราชสมบัติได้เจ็ดสิบปีสิ้นพระชนม์ เงี่ยวเต้นั้นแซ่อี มารดามีครรภ์ถึงสิบสี่เดือนจึงคลอด ดวงหน้าต้องลักษณะ คิ้วนั้นมีสีแปดอย่าง ดวงตายาวมีรูปคนในแววตาข้างละสองคนชื่ออ๋องอี ครองราชสมบัติในเมืองเปงเอี๋ยงตั้งอยู่ในยุติธรรม ฤดูฝนๆ ก็ตกเป็นฤดู ฤดูลมๆ ก็พัดพอประมาณ ฤดูหนาวน้ำค้างก็ตกติดต้นไม้ น้ำค้างมีรสเย็นหวาน ผลไม้บริบูรณ์มีรสกว่าแต่ก่อน ราษฎรครั้งนั้นเป็นสุขนัก เสวยราชสมบัติได้เจ็ดสิบแปดปีสิ้นพระชนม์ เมื่อจะสิ้นพระชนม์มอบสมบัติให้ซุ่นเต้ ซุ่นเต้นั้นแช่เอียวครองราชสมบัติโดยยุติธรรม บำรุงราษฎรเป็นสุขบริบุรณ์เหมือนกับเงี่ยวเต้ อยู่ในราชสมบัติเก้าสิบปีสวรรคต กษัตริย์ทั้งห้าพระองค์นี้มีบุญญาธิการเสวยราชสมบัติมิได้มีข้าศึกมา ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุข จึงเรียกว่าหยีกวาหงอเต้ คือกษัตริย์ห้าพระองค์ทรงอานุภาพยิ่งนัก ไต้อ๋องจะรักพระนามใดก็ตามเถิด

หลอก๋องได้ฟังจึงคิดว่า เราเป็นแต่ขุนนางทำศึกมาฆ่าคนนับด้วยหมื่น แล้วมิหนำซ้ำฆ่าจูหยินซึ่งเป็นกษัตริย์ จึงได้สมบัติในเมืองห้ำเอี๋ยง ครั้งนี้ที่จะตั้งตัวเป็นฮองเต้นั้นยังไม่ได้ จึงพูดกับเตียวเหลียงว่า ท่านลำดับนามกษัตริย์ฮองเต้นั้น ชอบแต่กษัตริย์อันปราบแผ่นดินราบคาบไม่มีแผ่นดินราบคาบไม่มีเสี้ยนศัตรู ตัวเราทุกวันนี้พึ่งจะเป็นเจ้า ยังไม่รู้ว่าหัวเมืองใหญ่ทั้งปวงจะอ่อนน้อมพร้อมกันหรือๆ จะต้องไปปราบปรามประการใด จำจะตั้งตัวในที่เป็นแต่อ๋องก่อน ท่านจงพรรณนาผู้มีวาสนาที่อ๋องให้เราฟัง เตียวเหลียงจึงว่า คือกษัตริย์สามพระองค์ ตั้งแต่แฮหนึ่งเสียงหนึ่งจิวหนึ่ง สามอ๋องแลแฮฮูอ๋องนั้น แซ่ฮูชื่อบุนบ๋ง เดิมเป็นขุนนางอยู่ในเงียวเต้ เงียวเต้มอบราชสมบัติให้ซุ่นเต้ๆ จวนจะสิ้นพระชนม์ เห็นว่าบุนบ๋งมีความชอบ ด้วยแผ่นดินบังเกิดนํ้าท่วมไพร่บ้านพลเมืองมีความลำบาก บุนบ๋งอุตส่าห์ไปเที่ยวขุดเป็นคลองนํ้าให้ไหลลงทะเล นํ้าจึงแห้งเป็นฤดูอยู่จนทุกวันนี้ คนทั้งแผ่นดินสรรเสริญว่าทำไร่นาหากินได้ทั้งบกแลนํ้า พระเจ้าซุ่นเต้จึงมอบราชสมบัติให้เป็นกษัตริย์ทรงนามแฮฮูอ๋อง ครองเมืองอันอิบอายุได้ร้อยปี สืบวงศ์มาถึงสิบเก้าพระองค์ รักษาแผ่นดินได้สี่ร้อยสามสิบสองปี เสียงถางนั้น แซ่จูชื่อลี เป็นวงศ์พระเจ้าค๊กเต้ ได้ครองราชสมบัติในเมืองลำเจา มืพระนามเสียงถางอ๋อง พระองค์สูงห้าศอกคืบสามนิ้ว พระกรซ้ายขวามีเอ็นใหญ่ข้างละสี่เส้น มีกำลังมากนักอยู่ในยุติธรรม ชนมายุได้ร้อยปีสืบวงศ์มาถึงสิบเอ็ดกษัตริย์ สุดเพียงติวอ๋องครองสมบัติ สิ้นเชื้อพระวงศ์ได้หกร้อยยี่สิบเก้าปี แต่ติวอ๋องครองราชสมบัติไม่อยู่ในยุติธรรม ครั้งนั้นจินบุนอ๋องครองเมืองไสกีไม่ไปขึ้นแก่ติวอ๋อง ได้เมืองขึ้นมากกว่าติวอ๋องสองส่วน จึงมอบราชสมบัติให้บุตรเป็นพระเจ้าบู๊อ๋อง พระเจ้าบู๊อ๋องจึงยกไปตีเมืองลำเจา ซึ่งเป็นเมืองหลวงจับติวอ๋องฆ่าเสีย พระเจ้าบู๊อ๋องได้เสวยราชสมบัติ พระชนม์ได้เก้าสิบสามปี สืบวงศ์มาสามสิบหกชั่ว ครองเมืองตามลำดับมา ได้แปดร้อยหกสิบเจ็ดปี กษัตริย์ทั้งสามนี้ก็มีบุญญาธิการ ไต้อ๋องจงทราบเถิด หลอก๋องจึงว่า สามอ๋องก็แจ้งแล้ว ต่อลงไปจะมีกษัตริย์องค์ใดบ้างท่านจงเล่าให้เราฟังอีก เตียวเหลียงจึงว่า ถัดกษัตริย์สามอ๋องมา แผ่นดินเลียดก๊กนี้มีเมืองใหญ่ห้าเมือง คือห้วนเก๋งครองเมืองเจ๋หนึ่ง เสียงก๋งครองเมืองซ่องหนึ่ง บู๊อ๋องครองเมืองจี๋นหนึ่ง บุนก๋งครองเมืองจิ้นหนึ่ง จงก๋งครองเมืองฌ้อหนึ่ง หงอป้าเข้มแข็งทั้งห้าองค์เที่ยวปราบ ได้ทุกทิศ นามทั้งนี้สุดแต่ไต้อ๋องจะชอบพระทัย หลอก๋องจึงว่า นามพระเจ้าบู๊อ๋องต้องใจด้วยได้ทำศึกมา นามหงอป้านั้นก็ดีเข้มแข็งในการสงครามต้องนามอยู่แล้ว แต่ทว่าเราเกิดในเมืองฌ้อ ยกทัพมาแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สำเร็จราชการตะวันตกเอานามผสมกันทั้งสี่ชื่อ ท่านจงแต่งกฎหมายแจกไปให้ทั่วว่า นามเราคือพระเจ้าไซฌ้อปาอ๋อง

ฟัมแจ้งได้ฟังลุกออกมาว่า นามอ๋องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ป้านั้นขอให้ยกเสีย ด้วยคำโบราณว่าไว้ตัวป้าคือป้าใหญ่ไม่พ้นห้าปี เสียวป้าคือป้าน้อยไม่พ้นสามปี ไต้อ๋องอย่าฟังคำเตียวเหลียงซึ่งจะเอานามป้าตั้งนั้นข้าพเจ้าหาชอบไม่ หลอก๋องจึงว่า หงอป้าแต่ละองค์ได้ครองราชสมบัติยืดยาวมา ซึ่งท่านว่าองค์ใดไม่พ้นสามปีห้าปีมีอยู่หรือ แลเราทำการมาครั้งนี้ก็เหมือนหงอป้า นามอันนี้เราชอบใจ มิใช่เตียวเหลียงจะขืนตั้ง เขาว่าให้เรารู้ตามแต่จะเลือก ท่านอย่าติเตียนเตียวเหลียงเลย ฟัมแจ้งได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้านิ่งอยู่ มิได้พูดประการใด แล้วถอยออกไปอยู่นอกลับแล ฌ้อปาอ๋องให้บำเหน็จแก่เตียวเหลียง แล้วจึงคิดว่าเมืองฌ้อนั้นมีเมืองขึ้นแต่เก้าเมือง จะเอาเมืองแพเสียเป็นเมืองหลวง จำจะคิดให้ไฝ่อ๋องงี่เต้ไปอยู่เมืองปินจิว แต่วันนี้เราไม่ถือรับสั่งไฝ่อ๋องงี่เต้ แล้วสั่งให้ทหารเข้าไปตรวจดูทรัพย์แลสิ่งของในท้องพระคลัง คนซึ่งไปถามผู้รักษาได้ความกลับมาแจ้งว่า ทหารไผ่ก๋องเข้าเมืองได้ก่อนเก็บเอาทรัพย์สิงของไปสิ้น ฌ้อปาอ๋องจึงถามฟัมแจ้งว่า ทหารเรามาทำศึกครั้งนี้เหน็ดเหนื่อยนัก เราจะได้ทรัพย์เงินทองที่ไหนมาแจกนายทัพนายกองทั้งปวง ฟัมแจ้งจึงว่า สิ่งของในเมืองห้ำเอี๋ยงนี้บริบูรณ์ ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้เห็นจะรวบรวมไว้ ขอท่านให้หาไผ่ก๋องมาถามดูก็คงจะรู้ ฌ้อปาอ๋องจึงสั่งให้ไปหาตัวไผ่ก๋อง ณ ค่ายป่าเสียง เตียวเหลียงรู้ความจึงกระซิบบอกแก่คนสนิทให้รีบไปบอกไผ่ก๋อง ให้มาแก้ตัวตามสั่งทุกประการ คนให้รีบไปถึงบอกไผ่ก๋องว่า ฌ้อปาอ๋องให้หาตัวท่านไปถามด้วยทรัพย์สิ่งของ ให้ท่านบอกว่าไม่รู้ เตียวเหลียงรู้อยู่

ขณะนั้นคนให้พระเจ้าไซฌ้อปาอ๋องไปถึงค่ายป่าเสียง บอกไผ่ก๋องว่า พระเจ้าไซฌ้อปาอ๋องให้หา ไผ่ก๋องก็รีบมาหาฌ้อปาอ๋อง ฌ้อปาอ๋องจึงถามไผ่ก๋องว่า ท่านเข้าเมืองได้ก่อนทรัพย์สมบัติในคลังท่านรู้ว่ามีเท่าใด ไผ่ก๋องจึงว่า ข้าพเจ้าแรกเข้าเมืองก็มิได้ตรวจสิ่งของ กลับออกไปอยู่ป่าเสียง แต่เตียวเหลียงเข้าใจอยู่ ท่านจงถามเตียวเหลียงเห็นจะรู้การในท้องพระคลัง ฌ้อปาอ๋องจึงถามเตียวเหลียงว่า การทั้งนี้ท่านแจ้งอยู่เหตุใดจึงไม่บอกเราแต่แรกให้ต้องถามไผ่ก๋องเล่า เตียวเหลียงจึงว่า ไต้อ๋องยังไม่ถามข้าพเจ้า ครั้นจะบอกกลัวจะเป็นคนสอพลอ แล้วข้าพเจ้าคิดจะดูใจไผ่ก๋องว่า ไต้อ๋องให้หาจะมาหรือไม่ แลสิ่งของในเมืองหํ้าเอี๋ยงสืบกษัตริย์มาหลายพระองค์เมืองใดไม่มีเสมอ เมื่อพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ให้ทำกำแพงปลูกตำหนักปราบเขาหลีสาร สิ้นทรัพย์ประมาณกึ่งหนึ่ง เมื่อฝังศพ พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้นั้น เลือกสรรเอาทรัพย์สิ่งของลงกองเป็นเครื่องประดับจะนับมิได้ เฮาไฮได้ครองเมืองทำอันตรายเสียบ้าง ทรัพย์จึงหมดไป ฌ้อปาอ๋องนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามฟัมแจ้งว่า แก้วแหวนเงินทองของซึ่งฝังไว้กับศพ จะขุดเอามาแจกทหารท่านจะเห็นประการใด ฟัมแจ้งจึงว่า ของฝังไว้กับศพก็จะมีสิ่งละน้อย ที่ไหนจะเอาเงินทองไปใส่ไว้มาก เตียวเหลียงได้ฟังหัวเราะ แล้วพูดกับฟัมแจ้ง ทำเป็นสรรเสริญเรียกว่ากุนซือ คืออาจารย์ ว่าท่านไม่รู้หรือแต่ที่ฝังศพพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ไว้ลึกถึงเจ็ดวาสามศอกหกนิ้ว กว้างเก้าสิบเส้นแล้วเอาแก้วประดับเป็นดวงดาว เทปรอทลงเป็นแม่น้ำรอบ แล้วเอาเงินทองมากองไว้รอบศพ จัดแก้วประดับเป็นฉากไว้ทุกอย่าง แสงแก้วสว่างดุจแสงไฟ แลโคม ริมหีบนั้นเอาสิ่งของซึ่งตีมาได้ทั้งหกเมือง คือแก้วแหวนลูกหินแดงเลือกสรรรายรอบพระศพไว้ทุกสิ่ง แล้วฝังผู้หญิงเป็นลงไว้ด้วยหลายร้อยคน ทำไมท่านจึงว่าที่ศพนี้มีทรัพย์น้อย ฌ้อปาอ๋องได้ฟังก็ดีใจจะให้ไปขุดศพพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ ฟัมแจ้งจึงว่าประเพณีศพกษัตริย์ฝังลงไว้ไม่มีผู้ใดขุด ถ้าไต้อ๋องจะเอาทรัพย์นั้นจะมีความนินทาเป็นมลทินอยู่หาประโยชน์ไม่ ครั้งนี้ไต้อ๋องได้ครองราชสมบัติใหม่จะมาทำให้คนติเตียนไม่ควร ข้าพเจ้าเห็นว่าที่ฝังศพจะเป็นรอยขุดกว้างขวางอยู่ แม้นผู้ใดรู้จะว่าริบเอาทรัพย์สิ่งของศพมาไว้ เหมือนทำลายชื่อชั่วกัลปาวสาน

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้กระทำชั่ว จนคนจะเรียนวิชาก็จับมาจำไว้ แล้วให้เผาตำรับแต่โบราณเสียเป็นอันมาก ใจร้ายกาจฆ่าคนไม่มีความผิดแล้วไปตีหัวเมืองเก็บทรัพย์สิ่งของมา กระทำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความแค้นเคืองนัก ตัวเราก็พลัดจากเมืองฌ้อได้ความเวทนา มีโทษยิ่งกว่าติวอ๋องอีก ถึงเราฆ่าจูหยินสิ้นทั้งเชื้อวงศ์ก็ยังไม่หายแค้นจะเอาโทษศพด้วย ชอบแต่จะให้ขุดศพขึ้นมาผ่าหีบประจานไว้ แม้นได้ทรัพย์สิ่งของเหมือนเตียวเหลียงว่าเราก็ไม่เอาไว้ จะแจกทหารแลจะได้แจ้งเท็จจริงของเตียวเหลียง แล้วพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสด็จไป ณ เขาหลีสารกับทหารสิบหมื่น ครั้นถึงจึงเห็นต้นไม้งามเป็นแถวใบร่มชิดมีเขาใหญ่เป็นชั้นรอบพื้นราบเสมอ ถ้าจะควบม้าเล่นก็เป็นที่สนุกสนาน มีทั้งห้วยธารแลถ้ำน้ำนอน แม้นมังกรจะเข้าอาศัยก็ได้สักพันตัว ดูหนทางจะเดินเข้าไปดังเทพนิมิต ศิลาดาดเป็นที่แถวสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เอาทองหล่อเป็นรูปขุนนางตั้งไว้ทั้งซ้ายขวา ประตูทำด้วยศิลาเหมือนจะทำไว้ให้ได้ร้อยพันปีมีทั้งตำหนักริมเขา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสด็จเข้าประทับอยู่เห็นเป็นชั้นเชิงงามยิ่งนัก จึงสั่งให้ไพร่พลทั้งปวงไปขุดศพ นายทหารก็ขับรี้พลเข้าไปชิงกันขุดเสียงเอิกเกริกอื้ออึง ผงคลีตลบขึ้นไปบนอากาศ แต่บรรดาสัตว์ทั้งปวงก็ตื่นตกใจ ทหารขุดลงไปสามวันสิ้นพื้นบนแล้วหาเห็นที่ฝังศพอยู่ไม่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงสั่งให้ป่าวร้องว่า ถ้าผู้ใดรู้ที่ศพพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้อยู่ตรงไหนเราจะให้บำเหน็จรางวัล

ขณะนั้นหยินโป้ตามเสด็จไปอยู่ที่นั่นด้วย รับว่าข้าพเจ้าได้คุมคนมาทำการด้านหนึ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังยินดีนัก จึงสั่งหยินโป้ให้คุมไพร่ไปขุด หยินโป้คุมทหารขุดลงไปยาวได้สิบห้าวาสองศอกคืบ ลึกเจ็ดวาสามศอกหกนิ้วจึงเห็นสำคัญแน่ ขุดลงไปอีกลึกสามศอกคืบหกนิ้วพบแผ่นศิลาลำดับไว้ชั้นในกำแพงประตูพื้นศิลาทั้งสิ้น บานประตูปิดมิดอยู่หยินโป้ให้คนปีนกำแพงขึ้นไป เห็นมังกรศิลาสองตัวศีรษะขึ้นตัวหนึ่งลงตัวหนึ่งกลอนประตูนั้นเปิดไม่ได้เอาค้อนเหล็กใหญ่ตีแตกออก กลอนตกลงประตูเปิดออกจึงพากันเข้าไปในกำแพง เห็นถนนใหญ่มีกำแพงแก้วสองข้างทาง ทำด้วยศิลาขาวยาวยี่สิบเส้นถึงประตูที่ศพอยู่ จึงเปิดประตูออกเห็นตำหนักนั่งตำหนักนอนตำหนักเล่นตามฤดูทั้งสาม แล้วมีตึกใหญ่สามตึกๆ น้อยหกตึก หน้าตำหนักตรงศพนั้นเอาเงินทองกองไว้หกสิบหมื่น ตำลึงมีของวิเศษถึงร้อยยี่สิบสิ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้ขนคืนเข้าไว้ในคลัง แล้วสั่งให้ผ่าหีบใส่ศพพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ หยินโป้จึงทัดทานว่าหีบศิลานี้ข้างในไว้ศพ ที่กลางนั้นมีธนูเหล็กยนต์แลลูกขลุบใส่ดินดำ ถ้าผู้ใดทำให้เปิดออกไกจะลั่นขลุบนั้นจะแตกระเบิดลูกศิลาที่กองไว้จะถูกผู้คนล้มตาย อย่าทำให้อันตรายเลย เอาดินถมทับศพเสียดีกว่า

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเห็นชอบ จึงสั่งให้ถมศพไว้ดังเก่า เสด็จกลับมาเห็นตำหนักอาปงจ๋ง จึงว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เอาทรัพย์สมบัติมาทำตำหนักแลทำกำแพงเป็นอันมาก ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อน บัดนี้เราได้สมบัติไม่ควรจะเอาของชั่วไว้ จึงสั่งให้เผาตำหนักอาปงจ๋งเสีย แล้วเสด็จเข้าอยู่ในวัง ทหารก็เอาไฟเผาตำหนักไหม้ลามบ้านแลป่าสามเดือนจึงสิ้นแสงเพลิง ตั้งแต่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องขุดศพแลเผาตำหนักอาปงจ๋ง ราษฎรตกใจทั้งเมืองชวนกันพูดนินทาทุกตัวคน

ฝ่ายบรรดาหัวเมืองทั้งปวงซึ่งมาในกองทัพ ครั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ครองเมืองหํ้าเอี๋ยงแล้ว ต่างคนก็คิดจะกลับคืนไปอยู่บ้านเมือง จึงชวนกันเข้าไปหาฟัมแจ้งว่าข้าพเจ้าทั้งนี้มาตั้งอยู่ก็ช้านาน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องยังไม่มีรับสั่ง ภายหลังบ้านเมืองจะเป็นประการใดก็ไม่แจ้ง จะขอสติปัญญาท่านเป็นที่พึ่ง ฟัมแจ้งจึงว่าท่านมาก็นานแล้วคิดอยู่จะช่วยทูลให้ ฟัมแจ้งจึงพาคนทั้งนั้นเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องทูลว่า แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงตามเสด็จช่วยปราบบ้านเมือง จนได้เมืองห้ำเอี๋ยงก็เป็นความชอบอยู่ บัดนี้การศึกว่างแล้วจงพระราชทานบำเหน็จรางวัลยศศักดิ์ตามความชอบ จะได้กลับไปรักษาบ้านเมือง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่า หัวเมืองเหล่านี้สู้ติดตามเรามาจนเสร็จศึก เราจะชุบ เลี้ยงให้สมความชอบ แล้วตรัสแก่ฟัมแจ้งว่า เดิมไฝ่อ๋องงี่เต้ตรัสสั่งมา ถ้าผู้ใดเข้าเมืองก่อนจะให้เป็นเจ้า บัดนี้ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้ก่อนเราชิงเอาเมืองไว้ ควรจะให้เขาเป็นเจ้าเมืองอันใหญ่ด้วยความชอบไผ่ก๋องมากกว่าคนทั้งปวง เมืองใดจะสมกับความชอบไผ่ก๋องมากกว่าคนทั้งปวง ฟัมแจ้งได้ฟังขยับเข้าไปใกล้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วบอกว่า ซกเต้คือเมืองโปต๋งนี้ผู้ใดเป็นโทษแล้วส่งไป ด้วยหนทางนั้นไกลกันดารไปมายาก แล้วสั่งให้เจียงหำตั้งอี้สุมาหืนสามนายให้เป็นสามจีนอ๋อง อยู่ป้องกันสกัดด่านต้นทางเมืองโปต๋งต่อแดนเมืองหํ้าเอี้ยง ถึงเจ้าเมืองโปต๋งจะคิดทำอันตรายประการใดก็มาได้แต่ทางเดียว แล้วกลับพูดด้วยเสียงอันดังจะให้ขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวงได้ยิน ซึ่งพระองค์จะชุบเลี้ยงไผ่ก๋องขอให้เป็นฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋ง ด้วยเมืองใหญ่กว้างเท่าเมืองหํ้าเอี๋ยงจึงจะสมกับ ความชอบไผ่ก๋อง

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเห็นชอบ จึงตั้งฟัมแจ้งเป็นเซงเสียวอาฮู สั่งให้จัดบรรดาผู้มีความชอบตั้งตามตำแหน่ง ฟัมแจ้งออกมาปรึกษาขุนนางพร้อมกันว่า ไผ่ก๋องมีพลถึงสิบหมื่นสมทบแล้ว แยกทัพมาทางตะวันตกตีได้เมืองหํ้าเอี๋ยง ควรจะให้เป็นฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋งมีเมืองขึ้นสี่สิบเอ็ดเมือง กี๋โป้จงลิมวยก็เป็นคนเดิมแต่แรกคิดทำสงครามจนเสร็จศึกให้กี๋โป้เป็นอิวซูเบ๊ จงลิมวยเป็นโจซูเบ๊ขุนนางผู้ใหญ่ได้บังคับนายทหารม้าซ้ายขวาด้วย ควั่นฌ้ออิหยินมีทหารแปดพันทำศึกมีชัยหลายครั้ง ให้ควั่นฌ้อเป็นไต้เจียงกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน อิหยินเป็นอินเจียนไต้เจียงกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร หงอจูกี๋น้องฮ่องเฮาสมัครเข้ามาทำศึกมีความชอบหลายครั้ง ตั้งให้เป็นสูเจียงกุ๋น รองผู้ใหญ่ในพลเรือน หยินโป้เป็นคนดีมีฝีมือเข้มแข็งได้ให้ไปเป็นแม่ทัพทำการศึกมีชัยก็หลายครั้ง การสิ่งใดอับจนก็ใช้หยินโป้ ให้เป็นกี๋วกั๋งอ๋องเจ้าเมืองหลกหะมีเมืองขึ้นสี่สิบห้าเมือง เจียงหำตั้งอี้สุมาหืนทั้งสามนายพาทหารยี่สิบหมื่นมาสามิภักดิ์ ทั้งความคิดแลการศึกก็ห้าวหาญรู้ทางแดนเมืองหํ้าเอี๋ยง ตั้งเจียงหำเป็นหยงอ๋องเจ้าเมืองหุยขิว มีเมืองขึ้นสามสิบเอ็ดเมืองอยู่ด่านตะวันตกต้นทาง ตั้งอี้เป็นเอ็กอ๋องเจ้าเมืองเล็กเอี๋ยง มีเมืองขึ้นสามสิบเมืองอยู่ด่านชั้นกลาง สุมาหืนเป็นไสอองไปกินเมืองเกาหนอ มีเมืองขึ้นสิบแปดเมืองเป็นด่านชั้นนอก เตงก๋งยงคีมีความชอบครั้งไปช่วยเมืองเตียว ตั้งให้เตงก๋งยงคีเป็นโจจังกุ๋นขุนนางในตำแหน่งนายทหารซ้ายขวา ซึ่งบรรดามีความชอบ ตั้งเซ่งเอียงเป็นหลกเอียงอ๋องกินเมืองลกเอี๋ยงมีเมืองขึ้นยี่สิบสองเมือง สุมางังเป็นยินอ๋องกินเมืองห้อไลมีเมืองขึ้นสามสิบสองเมือง จงหงอเป็นลิมกังอ๋อง หงอเป๊งเป็นเหงสันอ๋อง เตียนอั๋นเป็นเจียวปกอ๋อง งุ่ยป้าเป็นเซงงุ่ยอ๋องกินเมืองเปงเอี๋ยง เตียวหยีเป็นเซียงซันอ๋อง จังถูเป็นเอี๋ยนอ๋อง เตียวฮักเป็นเตียวอ๋อง ตั้นอี้เป็นปักเตียวอ๋อง เจียนค่งเป็นเซียงเจอ๋อง เตียนยกเป็นต๋งเจอ๋อง เตียวเชียงเป็นฮั่นอ๋อง ตันเสงเป็นเหลียงอ๋อง เตียนเอ๋นเป็นจายเจอ๋อง เตียนเขงเป็นเจียนเตียวอ๋อง ห้างจิงเป็นเกาตังอ๋อง ห้างเจ๋งเป็นซุงเซงกุ๋น ห้างหงวนเป็นอันเซงกุ๋น ห้างเป๊กเป็นเซียวจูเหลง เลงจู๋ได้เป็นซือเบ๊ เล่าจุ๋นเป็นอาเจียงกุ๋น ตันแผงเป็นโต้โอ้ย หันเสงเป็นจอกันหงี บูเซียบเป็นอีวกันหงี ฮั่นสินเป็นจิบเก๊กหนึง จัดเสร็จแล้ว ฟัมแจ้งก็พาขุนนางเข้าไปทูลตามบัญชีซึ่งแต่งตั้ง

พระเจ้าไซฌ้อปาอ๋องได้ฟังซึ่งตั้งขุนนางมีความยินดีนัก จึงให้เจ้าพนักงานจัดโต๊ะมาเลี้ยงแต่บรรดานายทหาร แล้วให้แจกกฎหมายไปจงทุกๆ เมือง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ