๑๕

ฝ่ายพระเจ้าซาซีฮองเต้ครั้นเวลาเช้าเสด็จออกขุนนาง ฮั่นเอ๋งจึงไปเฝ้าทูลว่าไผ่ก๋องยกมาครั้งนี้รี้พลมาก นายทหารล้วนมีฝีมือเข้มแข็งนัก เข้าไล่รุกรบหักเอาเมืองบู๊ก๊วนได้ บัดนี้ตามเข้ามาตั้งอยู่ท้ายเมือง พระเจ้าซาซีฮองเต้ตกพระทัยนัก จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ผู้ใดจะอาสาออกรบแลมีอุบายประการใดจะให้ข้าศึกเลิกไปได้บ้าง ลีปิดผู้เป็นเสียงไต้จึงทูลว่า ครั้งนี้ข้าศึกมาถึงเชิงกำแพงเมืองจวนตัวนัก จะแต่งทัพออกรบก็ไม่ได้ จะคิดอุบายให้ถอยทัพก็ยาก เห็นชาวเมืองห้ำเอี๋ยงจะไม่พ้นความตาย แม้นพระองค์ยอมเสียโดยดีเหมือนช่วยชีวิตชาวเมืองไว้ พระเจ้าซาซีฮองเต้ได้ฟังเห็นชอบ จึงว่าเราพึ่งได้ครองราชสมบัติยังไม่ทันทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรแลมีคุณสิ่งใดเลย เราจะละยศฐาศักดิ์ออกไปเป็นไมตรีกับไผ่ก๋องเอาชีวิตราษฎรชาวเมืองไว้ เมื่อไผ่ก๋องจะทำอันตรายแก่เรา ๆ ก็จะสู้เสียชีวิตแต่ผู้เดียว ว่าแล้วก็สั่งให้เอารถประทับไว้ที่ พระเจ้าซาซีฮองเต้ก็เข้าไปภายใน เอาตราหยกสวมพระศอออกไปขึ้นรถ แล้วตรัสห้ามขุนนางซึ่งตามไปไม่ให้ถืออาวุธ ครั้นออกจากประตูท้ายเมืองถึงหน้าค่ายไผ่ก๋องก็ให้หยุดรถไว้แต่ไกล ทหารไผ่ก๋องเห็นจึงออกมาถาม ขุนนางซึ่งออกเดินหน้ารถบอกแก่ทหารไผ่ก๋องว่า พระเจ้าซาซีฮองเต้ซึ่งครองเมืองห้ำเอี๋ยงเสด็จออกมาจะมอบสมบัติให้ท่านแม่ทัพ ทหารไผ่ก๋องได้ฟังดังนั้นดีใจนัก เข้าไปแจ้งแก่ไผ่ก๋อง ๆ จึงสั่งให้ขุนนางนายทหารไปเชิญเสด็จพระเจ้าซาซีฮองเต้ ไผ่ก๋องก็ออกไปคอยรับอยู่นอกค่าย ครั้นพระเจ้าซาซีฮองเต้มาถึงต่างคำนับกันตามธรรมเนียม ไผ่ก๋องเชิญพระเจ้าซาซีฮองเต้ให้นั่งที่สูงเสมอกัน พระเจ้าซาซีฮองเต้จึงว่าข้าพเจ้ามีบุญน้อยจะบำรุงราษฎรสืบไปไม่ได้ ได้ยินข่าวว่าเจียงกุ๋นยกทัพมาทางทิศตะวันตกข้าพเจ้าคอยอยู่ รู้ว่ามาถึงจึงออกมามอบเมืองให้แก่ท่าน ๆ จงทำนุบำรุงราษฎรสืบไปเถิดว่าแล้วส่งตราหยกให้แก่ไผ่ก๋อง ไผ่ก๋องประสานมือทั้งสองรับตราไว้ จึงว่าซึ่งท่านยอมเมืองให้ข้าพเจ้าโดยดีนั้น ข้าพเจ้าจะมีหนังสือให้ไปทูลพระเจ้างี่เต้ขอชีวิตท่านไว้ แล้วจึงใช้ซกลีกลับไปทูลความแก่พระเจ้างี่เต้ตามข้อความที่ได้มาทำศึก จนพระเจ้าซาซีฮองเต้ออกมาสามิภักดิ์นั้นทุกประการ ซกลีคำนับลาขึ้นม้าพาทหารไปตามไผ่ก๋องสั่ง ไผ่ก๋องจึงพูดแก่พระเจ้าซาซีฮองเต้ว่า ข้าพเจ้าจะคอยรับสั่งพระเจ้างี่เต้ก่อน ถ้าโปรดประการใดจึงจะได้ทำตามต่อภายหลัง ขอเชิญท่านไปรักษาบ้านเมืองไว้ก่อนเถิด พระเจ้าซาซีฮองเต้ได้ฟังมีความยินดีลาไผ่ก๋องเข้าไปในเมือง แต่มิได้อยู่ในพระราชวังไปอยู่บ้านเก่า

ฝ่ายทหารในกองทัพเห็นพระเจ้าซาซีฮองเต้กลับเข้าไป จึงพูดแก่ไผ่ก๋องว่าท่านยกทัพมาทั้งนี้ หมายจะตีเอาเมืองห้ำเอี๋ยง เจ้าเมืองเข้ามาถึงค่ายท่านไม่ฆ่าเสีย ปล่อยให้คืนไป ณ เมืองอีกเล่า ถ้าได้คิดปิดประตูเมืองไว้ก็จะต้องลำบากแก่ทแกล้วทหาร แม้นกองทัพหลอก๋องมาถึงเห็นจะโกรธว่ากล่าวหยาบช้าท่านจะได้อายแก่คนทั้งปวง ไผ่ก๋องจึงว่าเดิมพระเจ้างี่เต้ใช้ให้เราเป็นแม่ทัพมา เราทำใจโอบอ้อมอารีหัวเมืองทั้งปวงเข้าด้วยเป็นอันมาก จึงได้ยกทัพมาถึงเมืองหลวงโดยเร็ว ซึ่งพระเจ้าซาซีฮองเต้ออกมาว่ากล่าวให้เมืองโดยดีนั้นไม่รู้ที่จะทำประการใด ไผ่ก๋องก็ให้จัดแจงทหารพร้อมโดยขบวนทัพใหญ่ แล้วเข้าไปในเมืองห้ำเอี๋ยง ครั้นถึงที่หยุดประทับจึงให้แต่งกฎหมาย ประกาศแก่ทหารว่าไม่ให้ช่วงชิงทรัพย์สิ่งของๆ ชาวเมือง หวังจะเอาใจราษฎรไม่ให้ระส่ำระสาย ทหารทั้งปวงก็พากันเข้าไปขนเอาทรัพย์สิ่งของในท้องพระคลังออกมาให้ไผ่ก๋อง ๆ เอาทรัพย์เงินทองแจกให้แก่นายทัพนายกองทั้งปวงตามสมควร แต่เสียวโหผู้เดียวมิได้เอาทรัพย์สิ่งของ รีบไปบ้านเตียวโก๋ ได้แต่แผนที่กับบัญชีแลกฎหมายสำหรับเมืองมาให้ไผ่ก๋อง ๆ อ่านแผนที่ดูรู้ว่าเขตแดนเมืองหลวงกว้างขวาง แลเมืองขึ้นมีผู้คนมากน้อยเท่าใดแจ้งอยู่ในบัญชีสิ้น ดูแผนที่แล้วจึงพานายทหารบรรดามีฝีมือเข้าไปในวัง เห็นพระที่นั่งใหญ่กว้าง พระที่นั่งร้อนเย็นแลพระตำหนักจังเก๋ง ซึ่งเป็นที่อยู่ฮ่องเฮาพระอัครมเหสี แลมีหอสูงสามชั้นประดับด้วยแก้วดูงามยิ่งนัก มีตึกสำหรับสนมเอกสามสิบหกตึก สนมโทยี่สิบสี่ตึก สนมตรีพันหนึ่ง ดูเรียบเรียงเป็นระยะกัน ไผ่ก๋องเห็นสมบัติพัสถานทั้งปวงเป็นที่เพลิดเพลินใจนัก จึงค่อยเดินเข้าไปเห็นพระตำหนักที่พระบรรทม ไผ่ก๋องจึงนั่งบนที่สำหรับกษัตริย์นายทหารทั้งปวงยืนรายอยู่รอบ ไผ่ก๋องชมม่านกั้นงามเป็นชั้นช่อสลับสีมีเครื่องเล่นเป็นที่สำราญ แลเครื่องสิ่งอันงามตั้งอยู่พร้อมสิ่งของวิเศษหลายอย่างน่าชม ผนังแลเพดานห้อยย้อยไปด้วยจงกลแลระย้า มีทั้งท้องฉนวนสมควรเป็นที่กษัตริย์ จึงคิดว่าที่อันนี้แสนสนุกน่าอยู่ แล้วว่ากับห้วนโก้ยแลนายทหารทั้งปวงว่า เจ้าเมืองห้ำเอี๋ยงทำไว้เป็นที่สุขสบาย เราจะใคร่อยู่บำรุงราษฎรให้เป็นสุข ไม่ให้หัวเมืองทั้งปวงมาช่วงชิงได้ ห้วนโก้ยจึงถามไผ่ก๋องว่า นํ้าใจท่านครั้งนี้จะรักเป็นเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติหรือ หรือจะรักเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ศฤงคาร บรรดาเครื่องเล่นทั้งนี้พาให้เจ้าเมืองห้ำเอี๋ยงเสียเมือง ท่านอย่ารักษาเลย จงถอยกลับไปอยู่ป่าเสียงเห็นจะดีกว่า ไผ่ก๋องจึงผินหน้าดูทีเตียวเหลียงจะกล่าวว่าประการใดบ้าง เตียวเหลียงรู้กิริยาจึงว่า ซึ่งท่านเข้ามาอยู่ในวังเห็นแต่ความสบาย มิได้คิดดูภัยภาคหน้า แม้นออกไปอยู่นอกเมืองเหมือนหนึ่งนกอันมีปีกจะบินไปแห่งใดก็ได้ ซึ่งจะกินสุราอันมีรสแลยินดีด้วยฟังเสียงสตรีขับร้อง แลท่านจะหลงชมเครื่องเล่นเป็นการประโลมนั้น คำโบราณว่าไว้ถ้าผู้ใดพูดตรงย่อมขัดหูผู้ฟัง แม้นรสสิ่งใดขมก็อาจเป็นยาแก้โรคได้ ซึ่งท่านตั้งใจมาทั้งนี้หมายจะดับร้อนให้ราษฎรอยู่เย็นทั่วราชอาณาเขต ขอท่านจงตรึกตรองดูให้รอบคอบ บัดนี้เราเข้าเมืองได้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินยังไม่ราบคาบ ถ้าหัวเมืองทั้งปวงมาเห็นคงจะช่วงชิงกัน ท่านจงฟังคำห้วนโก้ยว่าจึงจะชอบ ไผ่ก๋องได้ฟังดังนั้นก็ออกมานอกวัง สั่งให้ปิดประตูวังแลคลังทั้งปวงลั่นกุญแจไว้แล้ว ไผ่ก๋องพาทหารกลับออกมาตั้งอยู่ป่าเสียง เสียวโหจึงเข้าไปหาไผ่ก๋องพูดว่าเมืองห้ำเอี๋ยงตั้งกฎหมายไว้แต่ก่อนอาญามากนัก ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนมาช้านานแล้ว ขอท่านจงแปลงตั้งพิกัดกฎหมายใหม่ให้ลดอาญาลง ราษฎรทั้งปวงจึงจะชวนกันสรรเสริญท่านทั้งแผ่นดิน ไผ่ก๋องเห็นชอบครั้นเวลารุ่งเช้าจึงจัดแปลงกฎหมายหย่อนลงกว่าเก่า แล้วสั่งให้ทหารไปหาขุนนางผู้เฒ่าผู้แก่แลนายบ้านมา ณ ป่าเสียง ทหารคำนับรับคำแล้วไปหาคนทั้งปวงมาพร้อมกัน ไผ่ก๋องจึงปราศรัยว่า ซึ่งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้คิดทำการหมายจะกันพระนคร กลับให้ราษฎรแตกตื่นระส่ำระสาย ตั้งกฎหมายไว้ว่าผู้ใดนินทาก็จะฆ่าเสีย ผิดประเพณีกษัตริย์ จะจัดว่าเป็นบิดามารดาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกระไรได้ หัวเมืองใหญ่น้อยจึงคิดแข็งเมืองต่อเมืองหลวงขึ้น พระเจ้างี่เต้มีรับสั่งว่า ถ้าผู้ใดตีเมืองหลวงได้ให้ผู้นั้นเป็นเจ้าครองราชสมบัติ ทรงจัดแจงให้เราเป็นแม่ทัพมาทางตะวันตก ได้เมืองหลวงครั้งนี้เราวิตกด้วยกฎหมายแต่ก่อน จะต้องแปลงให้หย่อนอาญาลงจึงจะควร ข้อซึ่งผู้ใดฆ่าฟันกันตายในกฎหมายก่อนว่าฆ่าเสียถึงสามชั่ว บัดนี้ เราจะให้ตายแต่ตัวผู้ฆ่าตามโทษานุโทษผู้ทำผิด ข้อซึ่งคนมีใจหยาบช้าคบหากันเป็นโจรผู้ร้ายลอบชกตีให้ฆ่าเสียนั้น เราจะให้ลงทัณฑกรรมจำไว้ในเรือนตรุกว่าจะเข็ดหลาบ ข้อซึ่งทะเลาะวิวาทกันถึงแตกหัก ให้ลงโทษจำตีถึงสาหัสนั้น จะให้แต่ทำขวัญแล้วว่ากล่าวไกล่เกลี่ย ถ้าโทษถึงปรับไหมจะให้พึงสมัครสมา ข้อความสามประการนี้เราคิดไว้แต่แรกมา ด้วยมิได้ปรารถนาเอาทรัพย์สิ่งของเป็นอาณาประโยชน์ จะมาบำรุงราษฎรให้ทำมาหากินเป็นปรกติ ซึ่งเรายังอยู่ป่าเสียงนี้เพราะจะคอยท่าหัวเมืองยังมาไม่พร้อมกัน กลัวจะปลอมเก็บริบสิ่งของๆ ราษฎร จะได้กำชับนายทัพนายกอง แลทหารอย่าให้กระทำข่มเหงย่ำยีไพร่บ้านพลเมือง ท่านจงไปทำตามกฎหมายใหม่ของเรา กฎหมายเก่านั้นให้เลิกเสีย บรรดาคนทั้งปวงได้ฟังก็ยกมือขึ้นคำนับ ชวนกันชื่นชมร้องว่าข้าพเจ้าแต่ก่อนเหมือนอยู่ในที่มืด ครั้งนี้ได้เห็นดวงพระอาทิตย์อันส่องสว่าง ก็ชวนกันสรรเสริญอื้ออึงทุกตัวคนแล้วคำนับลาไป ไผ่ก๋องจึงให้จินลินขุนนางเก่าเขียนกฎหมายแจกไปทุกตำบล ราษฎรในเมืองนอกเมืองรู้ก็ยินดี ชวนกันเอาสุราแลเนื้อแพะมาให้ไผ่ก๋องๆ จึงว่าท่านทั้งปวงยากจนอยู่เอาของมาให้เราทำไม จงเอาไปซื้อขายสู่กันกินเกิด สุราอาหารสิ่งของเราบริบูรณ์อยู่ เราไม่คิดที่จะให้ท่านเสียเงินทองดอก แต่บรรดาคนที่มานั้นมีความยินดีต่างคนอวยพรว่า ขอให้ท่านเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองหลวง ว่าแล้วคำนับลาไป

ฝ่ายหลอก๋องครั้นตีเมืองโหปักได้ จึงสั่งให้ยกทัพไปเมืองหลวง เจ้าเมืองแลทหารทั้งปวงยกกองทัพรีบเดินมา ครั้นถึงซินเสียคือเมืองก่อกำแพงใหม่ เวลาพลบค่ำให้ตั้งมั่นลงไว้ หลอก๋องคิดว่าจะใคร่ดูใจทแกล้วทหารทำการครั้งนี้จะมีใจเจ็บแค้นประการใดบ้าง จึงปลอมเป็นไพร่ไปเที่ยวรับทราบฟังผู้คนทุกค่าย ครั้นมาถึงค่ายเจียงหำทหารเมืองห้ำเอี๋ยงที่เข้าด้วย ได้ยินทหารเลวพูดกันว่าเจียงหำคนชั่วลวงให้เราเข้าด้วยหลอก๋อง แลหลอก๋องนี้เป็นคนหยาบช้า ผู้ใดกล้าในสงครามมีความชอบ ถึงได้สิ่งของมาก็ไม่ให้ แม้นผู้ใดผิดพลาดก็ฆ่าตี บัดนี้ได้ยินข่าวว่าไผ่ก๋องมีใจโอบอ้อมอารี มิได้ฆ่าฟันผู้ใดแล้วก็เข้าเมืองก่อน คงจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน เสียดายเรามิได้พบ ว่าแล้วต่างคนก็นอนหลับไป หลอก๋องได้ยินดังนั้นก็โกรธ กลับเข้าค่ายจึงให้หาหยินโป้เข้ามาบอกว่า เราไปเที่ยวลอบฟังได้ยินอ้ายพวกเข้าเกลี้ยกล่อมยี่สิบหมื่นมันพูดจาดูทีจะขบถ จำจะคิดฆ่ามันเสียก่อน ท่านจงคุมทหารเมืองฌ้อ ไปสามสิบหมื่นล้อมจับฆ่าเสียให้สิ้น เหลือไว้แต่เจียงหำตั้งอี้สุมาหืนสามคน ฟัมแจ้งได้ยินหลอก๋องให้ฆ่าคนตกใจนัก จึงห้ามว่าซึ่งไพร่นินทาผิดแต่สองคนสามคน ท่านสั่งให้ฆ่าเสียทั้งสิ้นคนจะนินทา สืบไปเมื่อหน้าจะมีแต่คนกลัว หลอก๋องก็นิ่งเสียมิได้ว่าประการใด หยินโป้ก็คำนับลาออกมาจัดทหาร เสร็จแล้วยกไปในกลางคืน มาถึงซินเสียหลำกำแพงใหม่ทิศใต้ จึงให้หาตั้งอี้สุมาหืนเจียงหำสามนายเข้าไปค่ายหลวงแล้วสั่งทหารทั้งปวงให้ล้อมจับทหารในค่ายฆ่าเสียสิ้น

ฝ่ายเจียงหำ ตั้งอี้ สุมาหืน ครั้นรู้ว่าเหตุมีก็ตกใจรีบเข้าไปคำนับหลอก๋องว่าข้าพเจ้าขอชีวิตไว้ครั้งหนึ่ง หลอก๋องจึงว่าเราไม่ทำอันตรายแก่ท่าน เมื่อเวลากลางคืนเราออกไปเที่ยวฟังแยบคาย จึงรู้ว่าทหารของท่านคิดขบถนินทาเรา ๆ จึงสั่งให้ฆ่าเสีย แล้วพูดจาผ่อนเอาใจว่า ท่านทั้งสามนายอย่าวิตกเลย เราจะให้ท่านเป็นเจ้าครองเมืองทั้งสามคน เจียงหำ ตั้งอี้ สุมาหืนได้ฟังก็สิ้นวิตก ครั้นรุ่งขึ้นหลอก๋องจึงให้ยกทัพรีบเดินต่อไป

ฝ่ายห้วนโก้ยรู้ว่าหลอก๋องยกทัพมา จึงเข้าไปแจ้งความแก่ไผ่ก๋องว่า เมืองห้ำเอี๋ยงทแกล้วทหารบริบูรณ์มั่งคั่ง บัดนี้หลอก๋องจะให้เจียงหำเป็นยงอ๋องตั้งอยู่นอกด่าน นํ้าใจหลอก๋องคิดจะทิ้งความสัตย์สัญญาจะเข้ามาอยู่เมืองหลวง ถ้าท่านไม่ตัดความคิดหลอก๋องเสียก่อนไม่ช้ากองทัพจะมาถึง ไผ่ก๋องได้ฟังจึงว่า ถ้าหลอก๋องยกทัพมาเห็นเราจะไม่ได้อยู่ที่นี่ท่านจะคิดประการใด ห้วนโก้ยว่าขอท่านจงเร่งจัดแจงทหารไปรักษาด่านห้ำก๊กก๊วนไว้จะได้ป้องกันอันตรายเมืองหลวง ไผ่ก๋องได้ฟังจึงสั่งให้สิอาวตันภ่ายสองนายคุมทหารไปรักษาด่านห้ำก๊กก๊วนกันทหารหลอก๋องไว้ สิอาวตันภ่ายออกมาจัดทหารเสร็จแล้วก็ยกไปตามไผ่ก๋องสั่ง

ฝ่ายหลอก๋องยกทัพมาใกล้ด่านห้ำก๊กก๊วน จึงใช้คนสนิทเข้าไปสืบข่าวราชการ คนสนิทคำนับลาไปสืบได้ความกลับมาบอกหลอก๋องว่า ไผ่ก๋องใช้ให้สิอาวตันภ่ายสองนายคุมทหารมารักษาด่านห้ำก๊กก๊วนอยู่ ฟัมแจ้งจึงพูดแก่หลอก๋องว่า บัดนี้ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้หมายใจจะถือตามรับสั่งพระเจ้างี่เต้ ตัวท่านก็ได้ทำศึกเหน็ดเหนื่อยยากแค้นถึงสามปี บัดนี้จะได้แก่ผู้อื่นท่านจะนิ่งเสียแล้วหรือ หลอก๋องจึงว่าไผ่ก๋องมีทหารไม่ถึงสิบหมื่น ฝีมือแต่จะสู้เจียงหำก็ไม่ได้ บังอาจมาขัดด่านจะรบกับเรา ฟัมแจ้งจึงว่าจงรีบจัดแจงกองทัพไปล้อมด่านไว้ แล้วแต่งหนังสือไปแจ้งแก่ไผ่ก๋องให้รู้ตัวด้วย ท่านได้สัญญาเป็นพี่น้องกันหัวเมืองทั้งปวงนั้นจึงจะไม่นินทาท่านได้ หลอก๋องได้ฟังก็เห็นชอบ จึงยกทัพเข้าไปถึงหน้าด่านห้ำก๊กก๊วน

ฝ่ายสิอาวกับตันภ่ายแจ้งว่าหลอก๋องมาก็ไม่ออกรบ หลอก๋องจึงสั่งให้เขียนหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปในเมือง สิอาวตันภ่ายได้หนังสือที่ผูกลูกเกาทัณฑ์ จึงให้คนสนิทถือไปแจ้งความแก่ไผ่ก๋อง ๆ ก็ให้หาเตียวเหลียงกับเสียวโหมาอ่านหนังสือได้ความว่า หนังสือหลอก๋องมาถึงไผ่ก๋อง ด้วยเรารักใคร่ได้ปฏิญาณเป็นพี่น้อง แล้วมีรับสั่งพระเจ้างี่เต้ให้เรามาตีเมืองห้ำเอี้ยง บัดนี้ท่านก็เข้าเมืองได้ก่อน เพราะเราตีหัวเมืองรายทางมาจึงช้าอยู่ ไพร่พลในกองทัพเจียงหำก็คิดกบฏต้องฆ่าเสียสิ้นทั้งยี่สิบหมื่น เอาไว้แต่เจียงหำ ตังอี้ สุมาหืน ข้อหนึ่งเราได้ตั้งไผ่อ๋องเป็นพระเจ้างี่เต้ แลอาณาประชาราษฎรมีความยินดีมาเข้าด้วยท่านจึงเข้าเมืองได้ง่าย ความชอบของเราท่านรับเอาเป็นความของท่าน เกิดมาเป็นชายชาติทหารคิดการให้ดี บัดนี้ปิดด่านไว้มิให้เราเข้าไปเห็นว่ามั่นคงจะตีไม่แตกหรือ ทหารมีฝีมือของเราก็มากทำไมกับด่านแค่นี้ตีเวลาเดียวก็จะยับเยินไป แต่ท่านกับเราจะดูหน้ากันยังไรได้ เร่งให้เปิดด่านรับเราจึงไม่เสียสัตย์คงเป็นพี่น้องกัน อันความชอบที่ตีเมืองห้ำเอี๋ยงนั้นก็คงเป็นของท่าน ๆ อย่าได้สงสัยเราเลย ไผ่ก๋องแจ้งในหนังสือจึงปรึกษาเตียวเหลียงเสียวโหว่าหลอก๋องมีหนังสือมาครั้งนี้ท่านจะเห็นประการใด เตียวเหลียงจึงว่า หลอก๋องมีทหารมากฝีมือกล้าแข็ง ซึ่งท่านจะตั้งขึงอยู่นั้นไม่ได้ จำจะเปิดด่านให้เข้ามา แล้วจึงค่อยพูดจาแก้ไขต่อภายหลัง

ไผ่ก๋องได้ฟังก็เห็นชอบ จึงมีหนังสือไปถึงสิอาวตันภ่ายให้เปิดประตูด่านรับกองทัพหลอก๋อง คนใช้คำนับรับหนังสือไปบอกสิอาวตันภ่าย ๆ ได้แจ้งก็ขึ้นไปบนเชิงเทินร้องว่าให้นายทหารหลอก๋องเข้ามาพูดกัน หยินโป้ได้ฟังก็ขับม้าเข้ามายืนอยู่ริมเชิงเทินกำแพง สิอาวตันภ่ายจึงบอกว่า ไผ่ก๋องที่ยกเข้ามาเมืองได้ผู้คนยังระส่ำระสายไม่ราบคาบจึงให้เราออกมารักษาด่านไว้ ใช่จะให้เราปิดด่านกันกองทัพท่านไว้นั้นหาไม่ ซึ่งท่านให้หนังสือเข้ามาไผ่ก๋องแจ้งแล้ว จึงให้เราเปิดประตูด่านรับเชิญหลอก๋องกับทหารทั้งปวงเข้าเมือง หยินโป้ได้ฟังดังนั้นก็ไปแจ้งความแก่หลอก๋องตามคำสิอาวตันภ่ายทุกประการ หลอก๋องจึงสั่งให้จัดแจงทหารพร้อมแล้ว ยกผ่านเมืองห้ำก๊กก๊วนไปถึงห้องงันฉวนเป็นที่กว้างขวาง หลอก๋องจึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายมั่นลงไว้ แล้วใช้ให้คนไปสืบว่าไผ่ก๋องเข้าเมืองได้ก่อนจะคิดประการใดบ้าง คนใช้คำนับลาไปสืบได้ความกลับมาบอกหลอก๋องว่า ไผ่ก๋องคิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ทำใจอารีให้ชาวเมืองรัก หลอก๋องได้ฟังดังนั้นนึกว่าไผ่ก๋องเห็นจะถือตามสัญญาที่พระเจ้างี่เต้สั่ง ถ้าคิดดังนั้นเราจะทำให้ไผ่ก๋องดีใจเปล่าไม่ให้ได้เมืองตามสัญญา ด้วยเมืองนี้จะสมควรแต่กับเรา

ฝ่ายฟัมแจ้งรู้ข่าวซึ่งคนมาบอกหลอก๋อง ฟัมแจ้งไม่มีความสบาย ครั้นเวลาค่ำไปหาห้างเป๊ก ชวนห้างเป๊กออกจากค่ายไปยืนอยู่บนเนินสูงตำบลห้องงันฉวน ไม่ได้ยินเสียงสิ่งใดเงียบสงัดอยู่ ฟัมแจ้งแลขึ้นไปเห็นดาวเต็มท้องฟ้า จึงถามห้างเป๊กว่าท่านเข้าใจรู้ดูฤกษ์นั้นบ้างหรือไม่ ห้างเป๊กว่า เมื่อข้าพเจ้ารุ่นหนุ่มมีเพื่อนชาวเมืองฮั่นคนหนึ่ง ว่าผู้ใดจะเป็นทหารให้รู้ดูฤกษ์บนฤกษ์ล่าง ทั้งลมแลเมฆก็ให้รู้ด้วยจึงจะบังคับทหารได้ ข้าพเจ้าก็ได้เรียนดูอยู่บ้างแต่ยังไม่สันทัด ฟัมแจ้งจึงชี้บอกให้ห้างเป๊กดูดาวธาตุทั้งสี่แลดาวสิบสองดวง ดาวยี่สิบแปดดวง ดาวสามร้อยหกสิบห้าดวง แลดาวเจ็ดดวงซึ่งขึ้นอยู่ทิศเหนือ ดาวหกดวงซึ่งขึ้นอยู่ทิศใต้ ดาวง่วนโซ่ยหนึ่ง ดาวใจเสียงหนึ่ง แลดาวประจำตัวหลอก๋องกับดาวประจำตัวไผ่ก๋อง ห้างเป๊กเห็นดาวซึ่งฟัมแจ้งบอกเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จึงว่าข้าพเจ้ารู้น้อย ท่านมีปัญญาลึกซึ้งช่วยชี้แจงให้ข้าพเจ้าด้วยจะได้นับถือว่าเป็นครูสืบไป ฟัมแจ้งจึงบอกว่า ดาวห้าดวงนั้นคือดาวน้ำหนึ่ง ดาวดินหนึ่ง ดาวไฟหนึ่ง ดาวไม้หนึ่ง ดาวทองหนึ่ง เป็นดาวธาตุทั้งห้าดวง แล้วจึงว่าดาวสิบสองดวงนั้นขึ้นประจำสิบสองราศี ดวงซึ่งขึ้นอยู่ยี่สิบแปดดวงนั้นเป็นกำลังวันอาทิตย์สี่ วันจันทร์สี่ วันอังคารสี่ วันพุธสี่ วันพฤหัสบดีสี่ วันศุกร์สี่ วันเสาร์สี่ ครบเจ็ดวันเป็นดาวยี่สิบแปดดวง ขึ้นทุกทิศล้อมดาวผู้มีบุญ แลดาวสามร้อยหกสิบห้าดวงนั้น คือปีหนึ่งสามร้อยหกสิบห้าวันขึ้นประจำวันไปตลอดปี ห้างเป๊กจึงว่าปีหนึ่งสิบสองเดือนๆ หนึ่งสามสิบวันเป็นสามร้อยหกสิบห้าวัน ถ้าจะคิดเดือนขาดหกเดือนลดเสียหกวันคงแต่สามร้อยห้าสิบสี่วัน เหตุใดท่านจึงว่ามีดาวสามร้อยหกสิบห้าดวง ครบกับวันปีหนึ่งนั้นจะมิเกินไปกับวันหรือ ฟัมแจ้งจึงว่าท่านถามนั้นก็ชอบอยู่ แต่ท่านรู้ยังไม่ถึง เพราะสามปีเป็นอธิกมาส เกิดขึ้นเดือนหนึ่งสามสิบวันแบ่งเอามาใส่ปีหนึ่ง สิบวันจึงเป็นสามร้อยหกสิบสี่วัน ใช้ทิพวันเข้าวันหนึ่งเป็นสามร้อยหกสิบห้าวัน ครบกับดาวสามร้อยหกสิบห้าดวง แลดาวเจ็ดดวงเรียกว่าปักสิน ขึ้นทิศเหนือคือดาวสำหรับเทพยดาได้จดบัญชีคนตาย แลดาวหกดวงเรียกว่านำเก๊กขึ้นทิศใต้ คือดาวสำหรับเทพยดาได้จดบัญชีคนเกิด แล้วจึงบอกว่าดาวสองดวงซึ่งขึ้นซ้ายขวาดาวกษัตริย์นั้น ดวงขึ้นข้างขวาชื่อโสภูคือดาวไต้เจียงกุ๋นแม่ทัพใหญ่ ดวงขึ้นข้างซ้ายนั้นชื่อยุแพะคือดาวใจเสียง เป็นผู้สำเร็จราชการฝ่ายพลเรือน แล้วฟัมแจ้งแลไปที่ค่ายหลอก๋องเห็นเป็นควันพลุ่งขึ้นก็รู้ว่าจะถึงฆ่าฟันกัน ครั้นแลไปดูดาวประจำตัวหลอก๋องมีรัศมีสว่างวงใหญ่ ครั้นพิเคราะห์ไปรัศมีแคบเข้าดวงดาวก็มัวหมอง เห็นชะตาหลอก๋องจะไม่ยืดยาว ดาวซึ่งขึ้นตรงท้ายเมืองห้ำเอี๋ยงนั้น ประจำตัวไผ่ก๋องพิเคราะห์ดูดวงแจ่มใส มีรัศมีห้าอย่างสีสลับกันเหมือนรูปมังกร แสงดาวเหมือนแสงพระอาทิตย์เมื่อแรกอุทัย เห็นชะตาไผ่ก๋องจะมีบุญยืดยาว จึงถามห้างเป๊กว่า ดาวซึ่งประจำตัวหลอก๋องไผ่ก๋องนั้นท่านเห็นประการใดบ้าง ห้างเป๊กจึงว่าดาวกษัตริย์มีรัศมีกล้าส่องลงมาที่ป่าเสียงเห็นจะได้แก่ไผ่ก๋อง ดาวซึ่งประจำตัวหลอก๋องนั้นก็มีแสงแต่ไม่แจ่มใส ถ้าจะมีกำลังมากเห็นจะสู้บุญวาสนาไม่ได้ จะได้แต่เป็นพระยาประเทศราชมีฝีมือเข้มแข็งข่มขี่หัวเมืองได้ ฟัมแจ้งได้ฟังห้างเป๊กว่าก็ถอนใจใหญ่ แล้วว่าเมื่อครั้งก่อนดาวกษัตริย์ดวงนี้ เดิมขึ้นอยู่แดนเมืองชีจิวใกล้เมืองไผ่ก๊วน บัดนี้ดาวกษัตริย์สว่างที่เมืองป่าเสียง ตัวท่านก็รู้ฤกษ์บนอยู่บ้าง ข้าพเจ้าก็เข้าใจอยู่ว่า ท่านก็หมายจะพึ่งผู้มีบุญ ห้างเป๊กได้ฟังจึงถามว่า ท่านก็รู้เห็นอยู่แก่ตาจะคิดประการใด ฟัมแจ้งจึงแกล้งว่าลักษณะดาวประจำตัวไผ่ก๋อง ถึงจะมีรัศมีกระจ่างประการใดก็ยังอยู่ในอำนาจดาวประจำตัวหลอก๋อง ถึงเทพยดาจะบอกเหตุว่าผู้ใดดีก็สุดแต่นํ้าใจคนซึ่งมีกตัญญูซื่อสัตย์ ด้วยคำโบราณเล่าสืบมาว่า สินเปาซู่ซึ่งเป็นที่ปรึกษาฮั่นอ๋องเจ้าเมืองฮั่น ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กว่าไว้ถ้าฟ้าแท้ชนะแก่คน ถ้าคนแท้ชนะแก่ฟ้า ๆ นั้นคือเทพยดา เราก็เห็นอยู่ว่าเทพยดาจะให้ไผ่ก๋องเป็นกษัตริย์โดยแท้ แต่เราได้มาทำราชการอยู่กับหลอก๋อง จะตั้งใจกตัญญูช่วยคิดการให้หลอก๋องชนะไผ่ก๋องจงได้เหมือนชนะเทพยดา ทุกวันนี้ก็รู้ว่าไผ่ก๋องจะมีบุญแต่ใจเราหากลับได้ไม่ ห้างเป๊กจึงว่าท่านพูดนี้โดยสุจริต ควรหลอก๋องตั้งไว้เป็นที่ปรึกษา ฟัมแจ้งจึงว่าความเราซึ่งพูดกันครั้งนี้อย่าแพร่งพรายไป

ฝ่ายโจบู๊เสียงซึ่งอยู่ในกองทัพไผ่ก๋อง เห็นว่าหลอก๋องมีกำลังมากจะพึ่งบุญได้ จึงแต่งหนังสือลอบให้คนใช้ไปแจ้งความแก่หลอก๋อง คนใช้คำนับรับหนังสือแล้วลาไป ครั้นเวลาเช้าเหล่าทหารพร้อมกันแล้ว หลอก๋องออกมายังไม่ได้ปรึกษาราชการ พอมีผู้มาบอกว่าโจบู๊เสียงซึ่งเป็นโจซูเบ้กรมม้าซ้ายอยู่ในไผ่ก๋องมีหนังสือลับให้คนใช้ถือมาหาท่าน หลอก๋องได้ฟังจึงสั่งให้ทหารไปพาคนถือหนังสือเข้ามา หลอก๋องรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า เจ้าเมืองห้ำเอี๋ยงไม่อยู่ในยุติธรรม ราษฎรมิได้เป็นสุขสักวันหนึ่ง บัดนี้ขอบใจท่านผู้เข้มแข็งในการศึก ยกทหารมาทิศตะวันออก เจ้าเมืองห้ำเอี๋ยงรู้ข่าวไม่อาจที่จะสู้รบกลัวบุญท่านยกมือคำนับอยู่ทุกวัน รู้ว่าไผ่ก๋องเป็นกองหน้ามาถึงเมืองห้ำเอี๋ยงออกมาสามิภักดิ์เพราะเกรงอำนาจท่าน ความชอบท่านควรจะจารึกไว้ในแผ่นศิลา ข้าพเจ้าเห็นว่าไผ่ก๋องไม่มีสติปัญญาได้แต่ความคิดผู้อื่น กับพลอยแอบบารมีท่านจึงได้เข้าเมืองก่อน ชอบแต่จะจัดแจงไว้รับเชิญท่านเป็นเจ้าเมือง ตัวเป็นแต่เสนาบดีควรที่จะได้ตั้งใจคิดถึงคุณท่านจึงจะชอบ บัดนี้กลับให้ทหารรักษาด่านไว้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าท่านหักด่านเข้าไปที่ไหนจะรับมือทหารท่านได้ เห็นไผ่ก๋องจะรู้ตัวจึงเปิดด่านให้ท่านเข้ามา ดูกิริยาไผ่ก๋องทำโอบอ้อมอารีผู้คนข้างในเมืองนอกเมืองอยู่ เพราะถือรับสั่งพระเจ้างี่เต้ทำทีจะตั้งรบกับท่าน ข้าพเจ้าทุกวันนี้เป็นทหารม้าในกองทัพไผ่ก๋อง แต่ตัวข้าพเจ้าเป็นข้าพระเจ้างี่เต้อยู่ ณ เมืองฌ้อ ข้าพเจ้าก็มิได้ผิดกับไผ่ก๋องแต่เป็นการแผ่นดิน ข้าพเจ้าโจบู๊เสียงจึงบอกให้แจ้ง หลอก๋องอ่านสิ้นความตามหนังสือแล้วก็โกรธ จึงปรึกษาฟัมแจ้งว่า โจบู๊เสียงมีหนังสือมาฉะนี้ท่านจะเห็นประการใด ฟัมแจ้งว่าเดิมไผ่ก๋องอยู่เมืองไผ่ก๊วนเที่ยวหาสตรีมีใจโลภ ชาวบ้านชาวเมืองนั้นก็เกลียดชัง บัดนี้เข้าเมืองห้ำเอี๋ยงได้ไม่ลักทรัพย์แลสตรี ทำใจดีแปลงกฎหมาย จะให้คนทั้งปวงสรรเสริญ ข้าพเจ้าเห็นผิดกิริยาแต่ก่อน เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าดูฤกษ์บนเห็นเมฆประจำตัวผู้มีบุญมีสีห้าอย่างข้างป่าเสียงแต่สียังอ่อนอยู่ จำจะแต่งกองทัพไปจับตัวไผ่ก๋องมาฆ่าเสียครั้งนี้ เหมือนต้นไม้ถ้าจะถอนให้ทำแต่เล็ก แม้นใหญ่ขึ้นจะถอนยาก หลอก๋องได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ตรวจตราเตรียมกองทัพจะยกไปป่าเสียง ฟัมแจ้งจึงห้ามว่า ท่านจะยกไปนั้นยังไม่ต้องตำรา ต่อได้เศษห้าจึงจะดี วันนี้เป็นเศษสิบห้ามฤกษ์ อนึ่งไผ่ก๋องมีทหารชื่อห้วนโก้ยเป็นตัวเอก แลนายทหารถึงห้าสิบคนทหารเลวกว่าสิบหมื่น ที่ปรึกษาแต่ล้วนคนดี ทัพเรามาครั้งนี้เขาก็คิดระวังตัว แล้วทหารเราเพิ่งมาตั้งค่ายยังไม่ทันหยุดพักหายเหนื่อย ของดไว้อีกห้าวัน เวลาสามยามท่านจึงจัดแจงแยกพลเป็นสองทางตีขนาบเข้าไปในค่ายป่าเสียง ฆ่าไผ่ก๋องเสียจึงจะไม่มีเสี้ยนศัตรู หลอก๋องจึงว่าท่านคิดนี้ชอบ จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้เตรียมทัพตามคำฟัมแจ้งสั่ง ครั้นครบห้าวันเวลาจวนค่ำ ห้างเป๊กรู้ว่าฟัมแจ้งจะให้ไปปล้นค่ายป่าเสียง กลัวเตียวเหลียงเพื่อนรักอยู่ในค่ายไผ่ก๋องจะพลอยตายไม่รู้ตัว ครั้นจะให้คนใช้ไปบอกเตียวเหลียงเล่า กลัวพวกซึ่งลาดตระเวนจะจับตัว ห้างเป๊กคิดวิตกทุกข์ในใจนัก

ฝ่ายเตียวเหลียงเวลานั้นนั่งอยู่กับไผ่ก๋อง ครั้นเวลาค่ำลงเตียวเหลียงเดินออกมาจะไปที่สำนัก พอเห็นมืดเมฆบนอากาศอยู่ข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ร้ายนัก แล้วเห็นเมฆพลุ่งขึ้นที่กลางนั้นจะป้องกันเมฆที่ร้ายได้ เตียวเหลียงก็กลับมาหาไผ่ก๋อง ๆ ถามว่าท่านไปแล้วกลับมามีเหตุประการใดหรือจึงยังไม่ไปนอน เตียวเหลียงจึงว่า ข้าพเจ้าดูเมฆเมื่อตะกี้ร้ายนัก ในคืนวันนี้เห็นทัพหลอก๋องจะมาปล้นค่ายเราเป็นมั่นคง จำจะจัดแจงพวกทหารไว้รับทัพหลอก๋องจึงจะได้ ไผ่ก๋องได้ฟังจึงสั่งนายทหารให้รักษาค่าย ตั้งกองรายจัดกันออกลาดตระเวนเป็นอันมาก แล้วพูดกับเตียวเหลียงว่า ไพร่พลเราน้อยหลอก๋องจะหักเอาด้วยทหารมาก ท่านจะคิดประการใด เตียวเหลียงจึงว่า เมฆร้ายนั้นก็จริง แต่ทว่าเมฆดีมีป้องกันอยู่ คงจะมีคนดีมาช่วยท่านอย่าวิตกเลย

ฝ่ายห้างเป๊กครั้นเวลาค่ำลงจึงจูงม้ามีฝีเท้าเร็ว ออกมาจากประตูค่ายพบเตงก๋ง ๆ จึงถามห้างเป๊กว่าท่านจะไปแห่งใด ห้างเป๊กว่าจะไปตรวจค่าย เตงก๋งคิดว่าห้างเป๊กเป็นอาหลอก๋องจึงมิได้ไต่ถามต่อไป ห้างเป๊กขึ้นม้าขับควบไปใกล้ค่ายไผ่ก๋องประมาณสองร้อยเส้นพบทหารไผ่ก๋องยืนม้าขวางหน้าอยู่

ฝ่ายแฮเฮาหยินเห็นคนขับม้ามาประหลาด จึงถามว่าท่านมาผู้เดียวเที่ยงคืนปานนี้มีเหตุประการใด ห้างเป๊กจึงบอกว่า เราจะมาหาเตียวเหลียงด้วยมีธุระเป็นการใหญ่ แฮเฮาหยินได้ฟังก็พาห้างเป๊กมาถึงประตูค่ายไผ่ก๋องซึ่งเตียวเหลียงอยู่ จึงให้นายประตูซึ่งรักษาอยู่ภายนอกไปแจ้งความทหารในค่าย นายประตูจึงไปบอกตามคำแฮเฮาหยินสั่ง ทหารซึ่งอยู่ข้างในได้ฟังเปิดประตูค่ายบานหนึ่งออกมาถามว่ามีราชการสิ่งใด แฮเฮาหยินบอกว่า เราเที่ยวลาดตระเวนไกลค่ายทางประมาณสองร้อยเส้น พบชายผู้หนึ่งขี่ม้ามาไม่มีเครื่องศัสตราวุธจะเข้าไปหาเตียวเหลียง ห้างเป๊กอยู่นอกค่าย แลเห็นทหารถือเครื่องศัสตราวุธอยู่ทุกหมู่ทุกหมวดพร้อมเพรียงกัน รักษาค่ายกวดขันสามารถนัก

ฝ่ายห้างเป๊กจึงคิดว่าฟัมแจ้งทำนายไว้ว่า ไผ่ก๋องจะมีบุญพิเคราะห์ดูท่วงทีเห็นจริง แฮเฮาหยินจึงให้นายหมวดเข้าไปบอกเตียวเหลียง คนใช้เข้าไปพอเห็นไผ่ก๋องกับเตียวเหลียงนั่งพูดกันอยู่ จึงบอกว่าชายคนหนึ่งเป็นเพื่อนของท่านจะมาหา เตียวเหลียงจึงว่าต้องกับนิมิตเมฆก็ดีใจ เดินออกจากประตูค่ายไปพบห้างเป๊ก ต่างคนคำนับแล้วพากันเข้าไปในค่าย ห้างเป๊กจึงเล่าเนื้อความซึ่งฟัมแจ้งคิดจะให้หลอก๋องมาตีป่าเสียง ท่านจงหลีกออกเสียจึงจะรอดตาย เราเสียดายได้รักกับท่านจึงรีบมาบอกแล้วเราจะกลับไปค่าย เตียวเหลียงจึงห้ามห้างเป๊กว่าอย่าเพิ่งไปนั่งอยู่ที่นี่ก่อน จะเอาเนื้อความไปบอกให้ไผ่ก๋องรู้ตัว เตียวเหลียงจึงเข้าไปใกล้ บอกเนื้อความให้ไผ่ก๋องฟังทุกประการ ไผ่ก๋องจึงว่าเราจะคิดประการใด เตียวเหลียงกระซิบสอนให้พูดกับห้างเป๊ก แล้วกลับออกมาชวนห้างเป๊กว่าเชิญท่านเข้าไปหาไผ่ก๋อง จะได้แจ้งความให้ไผ่ก๋องฟัง ห้างเป๊กจึงว่าเรามาทั้งนี้จะช่วยแต่ท่าน บัดนี้จะพาเราไปหาไผ่ก๋องทำไมเล่า เตียวเหลียงว่าไผ่ก๋องเป็นผู้ใหญ่จำจะไปหาจึงจะควร เตียวเหลียงอ้อนวอนถึงสองครั้งสามครั้ง ห้างเป๊กขัดไม่ได้จึงเข้าไปหาไผ่ก๋อง ๆ แต่งตัวออกมารับ ห้างเป๊กต่างคนคำนับกัน ไผ่ก๋องจึงเชิญให้ห้างเป๊กนั่งที่สมควร ห้างเป๊กก็เล่าความตามซึ่งฟัมแจ้งคิดกับหลอก๋องทุกประการ ไผ่ก๋องจึงสั่งให้ยกโต๊ะแลสุรามาเลี้ยงห้างเป๊ก แล้วว่าซึ่งท่านมาแจ้งความนั้นขอบใจนัก รู้ว่าท่านมีบุตรชายคนหนึ่งยังหาภรรยามิได้ ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งจะยกให้บุตรชายท่าน ท่านจงกลับไปว่ากล่าวให้หลอก๋องเห็นความจริงของข้าพเจ้าว่าซื่อตรง มิได้คิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้หลอก๋องขัดเคือง ข้าพเจ้าจะรอดชีวิตอยู่ทั้งนี้ก็เพราะคำของท่าน

ห้างเป๊กจึงว่า ท่านทั้งสองฝ่ายต่างคนจะคิดร้ายต่อกัน ซึ่งจะมาเป็นเกี่ยวดองกันนั้นคนทั้งปวงเขาจะสงสัย ข้าพเจ้ามิอาจที่จะรับคำท่าน เตียวเหลียงจึงว่าไผ่ก๋องกับหลอก๋องได้สาบานเป็นพี่น้องกัน เมื่อท่านจะมาตีเมืองห้ำเอี๋ยง บัดนี้ตีเมืองได้สำเร็จแล้ว ควรที่จะเป็นเกี่ยวดองกับท่าน เหตุใดจึงยังไม่รับอีกเล่า เตียวเหลียงจึงชักเอาชายเสื้อห้างเป๊กกับชายเสื้อไผ่ก๋องผูกกันเข้า แล้วจึงเอากระบี่เชือดให้ชายเสื้อติดไปข้างละน้อย จึงว่าต่างคนต่างเอาไว้เป็นสำคัญ ห้างเป๊กจึงยอมเป็นเกี่ยวดองกับไผ่ก๋อง ทั้งสองลุกขึ้นคำนับกันแล้วกลับนั่งกินสุราต่อไป ห้างเป๊กเห็นเวลาดึกจึงคำนับลาไผ่ก๋องแล้วว่า พรุ่งนี้ท่านจงไปหาหลอก๋องที่ห้องหมุยแต่เช้าให้จงได้ ข้าพเจ้าจะไปว่ากับหลอก๋องให้หายโกรธ ไผ่ก๋องว่าท่านสั่งไว้ก็จะทำตาม ซึ่งความของข้าพเจ้าท่านจงช่วยบอกหลอก๋องให้จงได้ เตียวเหลียงจึงสั่งแฮเฮาหยินกับทหารม้ายี่สิบไปส่งห้างเป๊ก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ