๑๒

ฝ่ายเจียงหำครั้นเสียทัพแก่ห้างอี๋ หนีไปรวบรวมซ่องสุมผู้คนได้ประมาณสิบหมื่น จึงถอยข้ามแม่น้ำเกียงหำไปตั้งมั่น ณ ด่านห้ำก๊กก๊วน กิตติศัพท์รู้ไปถึงเมืองห้ำเอี๋ยงว่าเจียงหำแตกทัพ เสียคนยี่สิบหมื่น หัวเมืองทั้งปวงก็ไปเข้ากับห้างอี๋แข็งเมืองขึ้น ข่าวว่าห้างอี๋จะยกมาตีเมืองหลวงเร็วอยู่แล้ว ข้าราชการข้างหน้าข้างในแลไพร่บ้านพลเมืองสะดุ้งตกใจกลัวอยู่ทุกคน จะกินจะนอนก็ไม่เป็นสุข พระญาติวงศ์รู้ความแล้วจะเข้าไปกราบทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ก็เข้าประตูวังไม่ได้ เพราะเตียวโก๋ให้คนกำกับประตูอยู่ห้ามกวดขัน ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็กลัวเตียวโก๋สิ้นทุกคน เวลาวันหนึ่งเตียวโก๋คิดว่าข้าราชการจะกลัวเรามาก หรือจะกลัวพระเจ้ายี่ซีฮองเต้มาก จึงอุบายให้คนไปจับเอากวางมาแล้วพาเข้าไปหน้าพระที่นั่งพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ เตียวโก๋จึงทูลว่าข้าพเจ้าเอาม้ามาถวายตัวหนึ่ง พระเจ้ายี่ซี่ฮองเต้ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ท่านจับกวางมาให้เราเหตุใดบอกว่าม้า เตียวโก๋ทูลว่า ถ้าพระองค์ไม่เชื่อจงถามพวกขุนนางทั้งปวงจะว่าม้าหรือกวาง พระเจ้ายี่ซีฮองเต้จึงตรัสถามขุนนางว่ากวางหรือม้า ขุนนางที่ซื่อตรงไม่กลัวเตียวโก๋ก็ทูลว่ากวาง ข้าราชการที่เป็นพวกเตียวโก๋ก็ทูลว่าม้า ผู้ซึ่งมีปัญญามิได้ทูลประการใด แต่หลีสือนั่งนิ่งน้อยใจอยู่พอเสด็จขึ้น เตียวโก๋ดูทีหลีสือเห็นกิริยาขัดเคือง จึงคิดว่าจะหาความผิดฆ่าหลีสือเสีย ก็ลุกไปนั่งเคียงหลีสือ แล้วว่าหัวเมืองทั้งปวงเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม ข่าวเจียงหำก็เสียทัพข้าศึกก็ตามมา พระตำหนักอาปงจ๋งใช้คนมากเป็นการใหญ่จำจะให้งดเสียก่อน ข้าพเจ้าจะทูลห้ามเล่าก็เป็นผู้น้อย ท่านเป็นผู้ใหญ่ ชอบแต่จะทูลทัดทาน หลีสือจึงว่า เมื่อไม่เสด็จออกทำไฉนจะทูลได้ เตียวโก๋ว่าถ้าท่านจะเฝ้า ข้าพเจ้าจะเข้าไปดูก่อน แม้นได้ทีจึงจะให้คนมาบอก เตียวโก๋ก็เข้าไปเห็นพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสพสุราสำราญพระทัยอยู่ จึงใช้คนมาบอกหลีสือ ๆ เข้าไปบอกขันทีให้ทูลถึงสามครั้งหลีสือก็หมอบนิ่งอยู่ พอพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ทอดพระเนตรเห็นหลีสือเข้ามาก็ขัดเคืองตรัสว่า เราอยู่ถึงที่ข้างในทำบังอาจมาว่าความดังนี้ไม่ควร เตียวโก๋เห็นได้ทีจึงทูลว่า หลีสือจะมาทูลห้ามการอาปงจ๋ง กับบ่นว่าน้อยใจเสียแรงมีความชอบครั้งพระบิดาสู่สวรรคตที่ตำบลสาขีว พระองค์ได้ราชสมบัติไม่ให้หลีสือเป็นเจ้าเมืองใหญ่ อนึ่งหลีอิวบุตรหลีสือก็ไปเป็นเจ้าเมืองสำฉวนใกล้กันกับเมืองฌ้อลอบไปมาหากันคิดเป็นการใหญ่อยู่ ทุกวันนี้ผู้คนหลีสืออยู่ภายนอกมาก หลีสือได้ยินเตียวโก๋ทูลกล่าวโทษดังนั้นจึงทูลว่า ซึ่งเตียวโก๋ว่าความทั้งนี้หาจริงไม่ ข้าพเจ้ามิได้ว่ากล่าวน้อยใจในพระองค์ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้จึงตรัสว่า เตียวโก๋ผู้นี้เราวางใจในราชการทั้งปวง ก็ได้ใช้แต่เตียวโก๋ผู้เดียวดุจหนึ่งแขนเราทั้งซ้ายขวา อันตัวท่านหากตัญญูมิได้ คิดจะห้ามปรามเราไม่ให้ทำตำหนักอาปงจ๋งของพระราชบิดาทำไว้แต่ก่อน จะให้เราเป็นคนอกตัญญูเหมือนตัวท่านหรือ ประการหนึ่งบุตรท่านก็ไปคิดกับชาวเมืองฌ้อจะมาชิงเอาสมบัติ ตัวก็รู้ด้วยผิดเป็นสองโทษควรที่จะตายจนสินแซ่ จึงสั่งให้ทหารเอาหลีสือไปตัดกลางตัวเสียบประจานไว้ แล้วให้จับบุตรภรรยาฆ่าเสียสามชั่วโคตร ทหารเอาตัวหลีสือแลบุตรภรรยาพรรคพวกไปฆ่าเสียที่ตลาดกลางเมือง ครั้นหลีสือตายแล้ว ราชการในเมืองนอกเมืองก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่เตียวโก๋ทั้งสิ้น เตียวโก๋มีใจกำเริบมากขึ้น ขุนนางซึ่งทูลว่ากวางนั้นก็คิดพาลหาผิดจะฆ่าเสีย ผู้ซึ่งว่าม้านั้นก็ทูลให้เลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่

ฝ่ายเจียงหำหนีไปอยู่ด่านห้ำก๊กก๊วน ขัดด้วยเสบียงอาหารจะเลี้ยงดูกองทัพ ทั้งหญ้าจะให้ม้ากินก็กันดาร บรรดาหัวเมืองรายทางก็ไปเข้าเกลี้ยกล่อมห้างอี๋เสีย เจียงหำจึงบอกหนังสือแจ้งข้อราชการขอเสบียงเข้าไปถึงเมืองหลวงหลายครั้ง เตียวโก๋ก็ปิดความไว้ไม่ทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ให้ทราบ วันหนึ่งพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสด็จไปเที่ยวประพาสแล้วกลับมาเข้าสู่ที่บรรทม แต่ยังหาหลับไม่ เถ้าแก่แลนางสนมถามกันว่า วันนี้ได้ยินข่าวประการใด นางสนมผู้หนึ่งจึงว่า เจียงหำยกทัพออกไปเสียทัพกับห้างอี๋เก้าครั้ง เสียทหารถึงยี่สิบหมื่น เห็นไม่ช้าแล้วข้าศึกจะล่วงด่านเข้ามา เราทั้งปวงจะคิดประการใด พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟังดังนั้นสะดุ้งพระทัยเสด็จจากที่พระบรรทม เรียกนางสนมซึ่งพูดกันมาถามว่า เนื้อความข้อนี้ผู้ใดมาบอกจึงรู้ นางสนมร้องไห้ทูลว่า เจียงหำเสียทัพแก่ห้างอี๋เก้าครั้งเมืองขึ้นทั้งปวงก็ไปเข้าด้วยข้าศึกเสียสิ้น ตามบรรดาข้าราชการข้างหน้าข้างในรู้อยู่แต่พระองค์หาทราบไม่เพราะเตียวโก๋ปิดเนื้อความเสีย ขอพระองค์เร่งรัดจัดแจงให้ทหารยกกองทัพไปช่วยเจียงหำป้องกันไว้ ถ้าช้าไปเห็นเมืองจะเสียแก่ข้าศึกเป็นแน่ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟัง จึงรับสั่งให้หาเตียวโก๋เข้ามาเฝ้าตรัสว่า เราชุบเลี้ยงเป็นถึงใจเสียงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน การศึกติดพันถึงเพียงนี้ บ้านเมืองยังแต่จะเสียก็ไม่บอกแก่เรา เอาแต่ความเท็จมากล่าวสอพลอชอบแต่ตัดศีรษะเสียบไว้ประตูเมือง

เตียวโก๋ได้ฟังก็รู้ว่าพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เคือง จึงถอดหมวกสำหรับที่ใจเสียงออกวางไว้ คุกเข่าคำนับแล้วทูลว่า ให้ข้าพเจ้าเป็นใจเสียงขุนนางผู้ใหญ่ ก็คอยจัดแจงการในพระนครอยู่ ซึ่งการศึกสงครามไว้ใจเจียงหำกับอองหลีขุนนางฝ่ายทหาร ครั้งนี้เจียงหำยังมิได้บอกข้อราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเข้ามา ข้าพเจ้าจึงไม่ได้กราบทูล ซึ่งพระองค์ทราบแต่การข้างในยังไม่แน่ก่อน ถึงมาตรว่าข้าศึกจะมีมาข้าพเจ้าจะแต่งกองทัพออกไปเพิ่มเติมช่วยเจียงหำ ไม่ให้ข้าศึกล่วงเข้ามาในชานเมืองได้ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟังก็ค่อยคลายพระโกรธวางพระทัยในการศึก เสด็จกลับเข้าข้างในเสพสุราสำราญพระทัยเหมือนแต่ก่อน เตียวโก๋ถวายบังคมลากลับมาบ้าน จึงคิดว่าการทั้งนี้ชะรอยเจียงหำเห็นว่าเราไม่ทูล จึงแต่งคนใช้ลอบเข้ามาแจ้งการทั้งปวง พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ทราบจึงทรงพระโกรธเรา จะฆ่าเจียงหำเสียให้จงได้

ฝ่ายเจียงหำแต่ใช้ให้คนเข้าไปเมืองหลวงสองครั้ง มิได้ตอบความประการใดคิด ประหลาดนัก จึงให้สุมาหืนถือหนังสือเข้าไป สุมาหืนรีบมาถึงเมืองห้ำเอี๋ยง จึงเข้าไปบอกนายประตูบ้านเตียวโก๋ นายประตูรู้เหตุก็เข้าไปแจ้งความว่า เจียงหำใช้สุมาหืนให้เข้ามาหาท่านจะให้นำเฝ้า เตียวโก๋จึงให้คนกลับไปบอกว่าไม่เสด็จออกหลายวันแล้ว ให้สุมาหืนไปคอยอยู่ข้างหน้า เตียวโก๋จะเข้าไปทูลให้ทราบก่อน สุมาหืนก็เข้าไปคอยอยู่ที่ประตูเสด็จออกถึงสามวัน มิได้เห็นเตียวโก๋เข้าไปเฝ้า สุมาหืนกลัวจะข้ามีความทุกข์ด้วยกองทัพจะขาดเสบียงอาหาร จึงคิดว่าจำจะบนบานคนสนิทเตียวโก๋จึงจะได้ความ สุมาหืนก็เอาแพรแลเงินไปบนคนสนิทของเตียวโก๋ให้ช่วยสืบ ว่าเตียวโก๋คิดประการใด อยู่วันหนึ่งคนสนิทเตียวโก๋บอกว่าเตียวโก๋แค้นเคืองคิดจะทำร้ายเจียงหำ ตัวเจ้าเข้ามาทั้งนี้เหมือนหนึ่งปลาเข้าในลอบ แก้ตัวยากอย่าให้พบเตียวโก๋ดีกว่า สุมาหืนแจ้งดังนั้นก็รีบมาขึ้นม้าออกจากเมืองห้ำเอี๋ยงในเวลากลางคืนหนีตามทางด่านห้ำก๊กก๊วน

ฝ่ายเตียวโก๋แต่คิดหาความผิดเจียงหำถึงสามวันยังมิได้ แล้วก็รู้ว่าสุมาหืนหนีจึงสั่งคนใช้ให้ไปหาตัวสุมาหืน คนใช้คำนับลาออกไปหาตัวสุมาหืนไม่พบ ก็กลับเข้ามาแจ้งความกับเตียวโก๋ว่า สุมาหืนหนีไปได้สองวันแล้วเตียวโก๋ได้ฟังก็โกรธ จึงใช้ให้ทหารสี่นายขึ้นม้ารีบไปตามเอาตัวสุมาหืนกลับมาให้จงได้ ทหารทั้งสี่คำนับลามาขึ้นม้าไปตามถึงสองวันก็ไม่พบ จึงถามชาวบ้านรายทาง ชาวบ้านจึงบอกว่า สุมาหืนไปได้สามพันเส้นไกลกันนัก ทหารทั้งสี่ก็กลับมาแจ้งความแก่เตียวโก๋ว่า ข้าพเจ้าไปติดตามถึงสองวันไม่ทัน มีผู้บอกว่าสุมาหืนไปได้ทางประมาณสามพันเส้น เห็นจะไม่ได้ตัว ข้าพเจ้าจึงกลับมา เตียวโก๋แจ้งความก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ว่า เจียงหำออกไปปราบหัวเมืองแตกยับเยินมาทหารล้มตายเป็นอันมาก มิได้บอกหนังสือแจ้งข้อราชการเข้ามาให้ทราบ นาน ไปเห็นจะพาข้าศึกมาติดเมืองหลวง ขอให้หาตัวเจียงหำแลนายทัพทั้งปวงเข้ามาให้ขุนนางปรึกษาโทษ แล้วจัดทหารที่ดีเป็นแม่ทัพคุมกองทัพใหญ่ออกไปอยู่แทนตัวเจียงหำ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงสั่งว่าการทั้งปวงสุดแต่ท่านจะจัดแจงเถิด เตียวโก๋ออกมาแต่งหนังสือให้เตียวเสียงผู้หลานออกไปหาตัวเจียงหำ แลนายทัพเข้ามาเมืองหลวง เตียวเสียงรับหนังสือคำนับลาไป

ฝ่ายเตียวโก๋ให้จับครอบครัวสามนายจำไว้ ครั้นคนสนิทเจียงหำอยู่บ้านแจ้งว่าเขาจับครอบครัวนาย จึงลอบหนีออกจากเมืองห้ำเอี๋ยงรีบไป

ฝ่ายสุมาหืนหนีไปก่อน ครั้นถึงเจียงหำแจ้งความว่าเตียวโก๋คอยจะพาลเอาผิดท่าน ปิดข้อความซึ่งบอกเข้าไปเสียทุกครั้ง คิดแต่จะทูลยุยงให้ทรงพระโกรธ ข้าพเจ้าไปบนคนใช้ของเตียวโก๋จึงได้รู้ความ เจียงหำได้ฟังก็ตกใจ จึงคิดว่าในเมืองก็เกิดเสี้ยนศัตรูแลอยู่ภายนอกข้าศึกก็ตามมาติดพัน จะคิดกลับหน้าคืนหลังก็ยาก จึงให้เชิญตั้งอี้กับทหารทั้งปวงเข้ามาปรึกษา ตังอี๋จึงว่าเตียวโก๋นี้เป็นคนพาลคิดการแต่จะหาโทษใส่ผู้อื่นเหมือนครั้งหลีสือ นำความใส่โทษจนหลีสือถึงตาย ครั้งนี้เตียวโก๋พยาบาทพวกเรา ท่านอย่าประมาทรักษาตัวให้จงดี

ขณะนั้นพอคนสนิทของเจียงหำซึ่งหนีมาแต่เมืองห้ำเอี๋ยง เข้าไปคำนับบอกว่าเตียวเสียง หลานเตียวโก๋ถือหนังสือรับสั่งมาหาตัวท่าน แต่ที่ในเมืองจับครอบครัวท่านไว้สิ้น ครั้งนี้ท่านก็แตกทัพ จงคิดอ่านเอาตัวรอดให้พ้นภัยเถิด ไม่ช้าวันนี้เตียวเสียงก็จะมาถึง

ขณะนั้นเตียวเสียงก็เอาหนังสือรับสั่งออกมาถึงเจียงหำ แลนายทัพนายกองรู้ก็ออกไปคำนับรับตรานอกค่ายตามธรรมเนียม แล้วเจียงหำกับนายทหารทั้งปวงก็พาเตียวเสียงเข้าไปในค่ายให้นั่งที่สมควร เตียวเสียงจึงฉีกผนึกหนังสือออกอ่านให้นายทัพนายกองทั้งปวงฟัง ในท้องตรารับสั่งพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ว่า ผู้จะเป็นแม่ทัพใหญ่เมื่อยังไม่ออกจากพระนครก็สุดแต่ฮองเต้ตรัสสั่งประการใดสิทธิ์ขาด ครั้นยกออกมาจากเมืองแล้ว การในกองทัพก็เป็นสิทธิ์กับผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพ ครั้งนี้เราตั้งเจียงหำเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์วางพระทัยให้ป้องกันขอบขัณฑสีมา เจียงหำมิได้คิดการให้รอบคอบจนเสียทัพทหารล้มตายเสียนักหนา หัวเมืองทั้งปวงก็ไปเข้ากับข้าศึกเป็นอันมากเราได้ความอัปยศนัก ข้อหนึ่งเจียงหำให้สุมาหืนเข้าไปยังมิได้ทูลความ สุมาหืนก็หลบหนีกลับมาเสีย ดูประหนึ่ง ประมาทหากลัวเกรงพระราชอาญาไม่ เห็นว่าเจียงหำจะพร้อมใจกันเป็นขบถ จึงแกล้งให้คนเข้าไปสืบการในเมือง บัดนี้ให้เตียวเสียงออกมาหาตัวเจียงหำแลนายทัพนายกองเข้าไปเฝ้า ถ้านายทัพนายกองขัดไม่ไปเข้าเฝ้าจะเอาโทษถึงตายตามข้อขัดรับสั่ง เจียงหำแลนายทัพนายกองได้ฟังเข้าใจว่า เป็นหนังสือเตียวโก๋แลรับสั่งออกมาจึงไม่คำนับตรา ลุกขึ้นยืนพร้อมกับจับตัวเตียวเสียงไว้ เจียงหำจึงร้องประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า ซึ่งเราถือรับสั่งออกมาครั้งนี้ก็ได้เอาชีวิตมาฝ่าลูกเกาทัณฑ์แลอาวุธ แทบจะตายสักหมื่นครั้ง รบกับห้างอี๋ถึงสามวันเก้าครั้งตัวก็มิได้ถอดเกราะ จะได้หยุดนอนแลกินอาหารแต่สักครู่หนึ่งก็หาไม่ เพราะจะหาความชอบไว้ชื่อในแผ่นดิน เราได้มีหนังสือแจ้งข้อราชการเข้าไปหลายครั้ง เตียวโก๋ก็มิได้กราบทูลปิดเนื้อความเสีย กลับจะมาเอาโทษเราเหมือนเป็นขบถอีกเล่า ความคิดทั้งนี้ของเตียวโก๋เราจะฆ่าเตียวเสียงผู้หลานเสียจึงจะหายแค้น ว่าแล้วถอด กระบี่ออกจะฟันเตียวเสียง นายทัพนายกองห้ามเจียงหำว่า ซึ่งท่านจะฆ่าเตียวเสียงหลานเตียวโก๋เสียบัดนี้ เห็นว่าท่านกับข้าพเจ้าเป็นขบถจริง ขอให้จำเตียวเสียงไว้ก่อนแล้วมีหนังสือเข้าไปกราบทูล ตามซึ่งได้รบกับห้างอี๋นั้นให้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ทราบ ถ้าจะโปรดประการใดจึงค่อยคิดการต่อภายหลัง เจียงหำได้ฟังจึงให้เอาตัวเตียวเสียงไปจำไว้ในค่าย ตั้งอี้ที่ปรึกษาจึงว่าตัวท่านจะทำศึกให้มีความชอบ ซึ่งจะบอกเข้าไปในเมืองหลวงที่ไหนเตียวโก๋จะทูล แต่บุตรภรรยาก็จับไปจำไว้ ถึงมาตรว่าผู้ใดรู้จะนำข้อความขึ้นกราบทูลก็กลัวเกรงเตียวโก๋จะเอาโทษ อันหลีสือนั้นหาความผิดไม่ เตียวโก๋ก็คิดฆ่าเสียถึงสามชั่วโคตร ขอท่านฆ่าเตียวเสียงหลานเตียวโก๋เสีย แล้วค่อยคิดการกันไปภายหน้า เจียงหำได้ฟังตั้งอี้ว่าดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด

ฝ่ายตั้นโฮเป็นขุนนางเมืองเตียว คุ้นเคยรักใคร่กับเจียงหำมาช้านาน ครั้นแจ้งว่าเตียวโก๋เป็นผู้สำเร็จราชการ ณ เมืองห้ำเอี้ยง คิดจะทำอันตรายแก่เจียงหำเอาบุตรภรรยาไปจำไว้ จึงแต่งหนังสือให้คนใช้ไปบอกแก่เจียงหำให้รู้ตัว คนใช้รับหนังสือคำนับลาไป

ฝ่ายห้างอี๋บำรุงทแกล้วอยู่ ณ เมืองเจียงหลำ ได้กำลังมากขึ้นแล้วก็ยกทัพไปตั้งค่ายประชิดเมืองห้ำก๊กก๊วน

ฝ่ายคนใช้ตั้นโฮมีหนังสือมาถึงค่ายเจียงหำ จึงบอกทหารผู้กำกับประตูว่า ตั้นโฮมีหนังสือมาถึงท่านแม่ทัพ ทหารนายประตูไปบอกเจียงหำว่า ตั้นโฮอยู่เมืองเตียวให้คนถือหนังสือมาถึงท่าน เจียงหำได้ฟังจึงสั่งให้พาตัวเข้ามา คนใช้ตั้นโฮเข้าไปคำนับแล้วส่งหนังสือให้ เจียงหำรับหนังสือคลี่ออกอ่านได้ความว่า เป็กคีเป็นทหารในเมืองจี๋นมีความชอบปราบเมืองทิศใต้ได้ถึงเมืองเอียนเทง ฝ่ายทิศเหนือก็ตีไปได้ถึงเมืองแบ๊ก๊ก แต่ตีได้หัวเมืองมาเป็นอันมากยังให้กินยาตายเสีย มงเทียมเป็นทหารในเมืองห้ำเอี้ยงมีความชอบตีเมืองฝ่ายเหนือได้เขตแดนกว้างถึงสองพันเส้น แต่บรรดาผู้ทำความชอบนั้นเสร็จการแล้วก็คิดฆ่าเสียสิ้น ตัวท่านก็เป็นทหารเมืองห้ำเอี้ยงมาถึงสามกษัตริย์แล้ว ทำศึกครั้งนี้ เสียรี้พลประมาณสิบหมื่นเศษ หัวเมืองทั้งปวงก็พากันตั้งแข็งเมืองขึ้น เพราะเตียวโก๋ทำการชั่วมาช้านาน ถ้าพระเจ้ายี่ซีฮองเต้รู้จะเคืองเตียวโก๋ๆ อยู่ในเมืองหมายจะเอาชีวิตท่าน ตัวท่านอยู่ภายนอก ไม่ได้เข้ามาเห็นหน้าเจ้า เขาตั้งแต่จะลอบทูลฝ่ายเดียว ท่านจะไม่คิดเอาตัวรอดนั้น ผู้ซึ่งมีความชอบก็ตาย ที่หาความชอบไม่ก็ตายเหมือนกัน ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองหลวงจะเสียเป็นมั่นคง ครั้งนี้ท่านก็เป็นคนเสียทัพ ถ้าคิดเหมือนหัวเมืองทั้งปวงบ้าง เห็นจะพ้นความตายจะได้บุตรภรรยาคืน ข้าพเจ้าตั้นโฮขอคำนับมาให้แจ้ง เจียงหำอ่านหนังสือได้ความแล้วปรึกษาทหารทั้งปวงว่า เราจะกลับเข้าเมืองก็ยังแต่จะตาย คิดจะพึ่งข้างหน้าก็เป็นศัตรู ตั้งอี้จึงว่าหัวเมืองทั้งปวงก็พึ่งซ่องสุมผู้คนขึ้นยังไม่พร้อมมูล เห็นแต่ไฝ่อ๋องเป็นเมืองใหญ่ ห้างอี๋ก็มีกำลังเป็นแม่ทัพทแกล้วทหารมากเข้มแข็ง ถ้าไปฝากตัวอยู่กับห้างอี๋เห็นจะตีเมืองหลวงแก้แค้นเตียวโก๋ได้ ถ้าท่านไปทำศึกด้วยคงจะเลี้ยงตามความชอบ ทุกวันนี้หัวเมืองก็เกรงกลัวกลับไปเข้ากับห้างอี๋เป็นอันมาก เจียงหำได้ฟังจึงพูดกับตั้งอี้ว่า เราฆ่าห้างเหลียงอาห้างอี๋เสีย เห็นจะมีความพยาบาทที่ไหนจะรับเราไว้ ถ้าท่านมีอุบายความคิดประการใด จงไปพูดจาดูทีห้างอี๋ก่อน ตั้งอี้ก็ออกมาขึ้นม้าไปค่ายห้างอี๋ ครั้นถึงตั้งอี้จึงบอกนายประตูว่าเรามาแต่เจียงหำ จะเข้าไปแจ้งความด้วยธุระในกองทัพ คนในค่ายก็เข้าไปบอกห้างอี๋ว่าตั้งอี้มาจากค่าย เจียงหำจะเข้ามาหาท่าน ห้างอี๋ได้ฟังจึงสั่งให้หาตัวตั้งอี้เข้ามา ตั้งอี้เข้าไปถึงคุกเข่าลงคำนับห้างอี๋ แล้วก็ยืนอยู่ ห้างอี๋จึงถามตั้งอี้ว่า เจียงหำมาตั้งอยู่ช้านานมิได้ไปมาหาเรา วันนี้ใช้ให้ท่านผู้มีฝีปากดีมาจะว่าประการใด ตั้งอี้จึงว่าทัพทั้งสองฝ่ายตั้งรบกันช้านาน เห็นไพร่พลอิดโรยเงินเดือนก็แจกจ่ายเสียเป็นอันมากประชาราษฎรไม่มีความสุข ข้าพเจ้ามาทั้งนี้เป็นกลางมิได้เข้าแก่เมืองห้ำเอี๋ยงแลเมืองฌ้อ แต่เจียงหำทำศึกปราบหัวเมืองมาได้รบสักร้อยครั้ง เหน็ดเหนื่อยถึงสามปีก็ไม่มีความชอบ เตียวโก๋จะคอยหาแต่ความผิด ปิดข้อความซึ่งได้รบพุ่งนั้นเสียให้เตียวเสียงถือหนังสือออกมาหาตัวนายทัพนายกองเข้าไป บัดนี้เจียงหำจำเตียวเสียงหลานเตียวโก๋ไว้จะฆ่าเสีย แล้วจะพากันมาหาพึ่งบุญท่านได้โปรดด้วย เหมือนหนึ่งลูกน้อยอดนมคอยบิดามารดาอยู่เช้าค่ำ ห้างอี๋ได้ฟังตั้งอี้ออกชื่อเจียงหำก็โกรธเอามือตบโต๊ะแล้วร้องว่าเจียงหำฆ่าอาเราเสีย พันปีก็ไม่หายโกรธร้อยชาติก็ไม่สิ้นแค้น คิดว่าถ้าได้ตัวเจียงหำมาสับให้ละเอียดจึงจะสมกับที่ฆ่าอาเรา ซึ่งจะมาอยู่ด้วยนั้นไม่รับคำท่านได้ ตั้งอี้ได้ฟังก็หัวเราะอยู่ ห้างอี๋จึงว่าหัวเราะเยาะดังนี้จะเอาคอมารับคมกระบี่ของเราหรือ ตั้งอี้จึงว่า ข้าพเจ้าหัวเราะเพราะเห็นว่าท่านจะคิดการใหญ่ คนจะมาสามิภักดิ์พึ่งบุญกลับจะปล่อยเสียนั้นไม่ชอบ ธรรมดาเกิดมาเป็นชายมียศฐาศักดิ์จะทำนุบำรุงรักษาแผ่นดิน ก็ต้องละพยาบาทเสียจึงจะได้ เป็นที่พึ่งแก่ผู้วาสนาน้อย ผู้มีสติปัญญาก็จะสรรเสริญ อนึ่งเจียงหำยกมาตั้งใจกตัญญูต่อเจ้า สู้สงครามจะไว้ความชอบฝ่ายเดียวอย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นคนตรง ถ้าท่านยังมีพยาบาทอยู่แล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นว่าใจท่านไม่กว้างขวาง

ขณะนั้นฟัมแจ้งนั่งอยู่ข้างหลัง จึงสะกิดห้างอี๋กระซิบบอกว่าให้ตั้งอี้ออกไปกินเลี้ยงเสียก่อน ข้าพเจ้าจะบอกความลับกับท่าน

ห้างอี๋ได้ฟังจึงสั่งให้แต่งโต๊ะยกไปตั้งนอกค่าย แล้วบอกตั้งอี้ให้ออกไปกินโต๊ะให้สบายก่อนจึงพูดจากัน ขุนนางทั้งปวงก็พาตัวตั้งอี้ออกไปเลี้ยง ฟัมแจ้งจึงพูดกับห้างอี๋ว่า ตัวท่านทุกวันนี้เกียรติยศฟุ้งเฟื่องในแผ่นดิน แต่ท่านมาตั้งอยู่เมืองเจียงหลำ เจียงหำมาตั้งอยู่ด่านห้ำก๊กก๊วนป้องกันเมืองห้ำเอี๋ยงอยู่ผู้เดียว กองทัพเราจะหักเอาก็ยังไม่ได้ บัดนี้เจียงหำเสียใจชอกชํ้าด้วยเตียวโก๋ทูลยุยงกล่าวโทษจะให้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ฆ่าเสีย จึงแกล้งให้เตียวเสียงออกมาหาตัวเจียงหำเข้าไปในเมือง ครั้งนี้เจียงหำคิดแค้นใจนัก ครั้นจะกลับเข้าไปในเมืองหลวงพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ก็จะฆ่าเสีย เจียงหำสิ้นที่พึ่งแล้วจึงสมัครเข้ามาอยู่กับท่าน เพราะเจียงหำหมายว่าท่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่คงไม่มีความอาฆาต ถ้าท่านเลี้ยงเจียงหำถึงขนาดแล้ว แม้นจะใช้เจียงหำลุยไปตามกองเพลิง ก็เห็นจะได้ไม่เสียดายแก่ชีวิต ข้อหนึ่งเมืองหลวงทุกวันนี้จะรอดอยู่ก็เพราะเจียงหำ ถ้าหาเจียงหำไม่เหมือนไม่มีกำแพงเมือง ถ้าเมืองใดไม่มีแม่ทัพก็เหมือนพระนครเปล่า ถ้าท่านรับเจียงหำไว้จะตีเมืองหลวงนั้นง่ายดุจหนึ่งผ่าไม้ไผ่ ถ้าไม่รับเป็นธุระเจียงหำครั้งนี้คงจะพากันไปตั้งก๊กแข็งเมืองขึ้นจะต้องทำศึกถึงสองหน คำโบราณว่าจะหาทหารหมื่นคนก็หาง่าย ซึ่งจะหาแม่ทัพคนหนึ่งนั้นหายาก ซึ่งเจียงหำมาครั้งนี้ดุจหนึ่งเทพยดานำมาให้แก่ท่าน ความแค้นเจียงหำทำแก่ท่านนั้นจงสละความพยาบาทเสีย คนมีสติปัญญาจึงจะนับถือ ด้วยเรายังจะคิดการใหญ่ต่อไป ห้างอี๋ได้ฟังฟัมแจ้งว่ากล่าวชี้แจงดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้หาตัวตั้งอี้เข้ามาในค่ายแล้วว่า เราพิเคราะห์ดูเจียงหำทำแก่อาเราแต่ก่อนนั้น ความแค้นของเรามากนักแต่เราผู้เดียว หัวเมืองทั้งปวงก็มิได้เดือดร้อนเหมือนเตียวโก๋ทำการให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมีใจเจ็บแค้นทั่วไปในอาณาเขต ซึ่งน้ำใจเรานั้นหวังจะดับเข็ญให้เป็นสุข เจียงหำจะยอมมาเข้าด้วยเราก็มีความยินดีที่จะได้ช่วยการศึก ซึ่งเจียงหำทำให้เราโกรธผิดข้อนั้นท่านจงเร่งไปบอกแก่เจียงหำว่า เราหาอาฆาตพยาบาทไม่แล้ว ถ้าได้ดีจะเลี้ยงเจียงหำตามความชอบ แม้นเจียงหำมีใจสุจริตจะมาหาเรา ก็ให้เอาศีรษะเตียวเสียงหลานเตียวโก๋มาให้เราด้วย แล้วยกพลไปพร้อมกัน ณ เมืองเจียงหลำ

ตั้งอี้ได้ฟังมีความยินดีนัก คุกเข่าลงคำนับลากลับมาถึงค่าย เล่าความให้เจียงหำฟังทุกประการ เจียงหำจึงว่าเรายังกริ่งใจอยู่ ด้วยห้างอี๋เจ็บแค้นเราเป็นข้อใหญ่ แล้วก็ได้ฟัมแจ้งมาเป็นที่ปรึกษา ฟัมแจ้งผู้นี้มีสติปัญญายิ่งนัก ซึ่งห้างอี๋ว่าเห็นจะเป็นอุบายของฟัมแจ้งคิดล่อลวงเรา แต่พอยอมไปอยู่ด้วยแล้ว ห้างอี๋ก็จะฆ่าเราเสียดอกกระมัง ท่านจงไปฟังข่าวดูกิริยาห้างอี๋ฟัมแจ้งอีกสักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าเห็นความจริงของห้างอี๋แล้วเราจึงจะไป ตั้งอี้ได้ฟังก็เห็นชอบด้วย คำนับลากลับไปถึงค่าย จึงเข้าไปคำนับห้างอี๋แล้วว่าเจียงหำนายข้าพเจ้าสั่งมาว่ายังมีความกลัวท่านยิ่งนัก ด้วยตัวมีความผิดมากยังสงสัยอยู่ คิดว่าท่านจะล่อลวงมาทำโทษ จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาฟังให้แน่ก่อน ห้างอี๋จึงว่าตัวเราก็ลือชื่อว่าเป็นชายผู้หนึ่งจะล่อลวงเจียงหำหาควรไม่ คำของเราซึ่งว่าไว้กับเจียงหำนั้น โดยตรงดุจหนึ่งภูเขาไม่หวาดไหวด้วยลมพายุ ครั้งนี้เราสงสารเจียงหำด้วยสิ้นบุตรภรรยาไร้ที่พึ่งแล้วจึงไม่โกรธเจียงหำ เราพูดโดยความจริงอย่าสงสัยเลย ถ้าคิดฆ่าเจียงหำแล้วไม่พักล่อลองดอก ว่าแล้วห้างอี๋ก็หยิบเอาลูกเกาทัณฑ์หักออกเป็นสองท่อนสาบานว่า แม้นเราทำอันตรายแก่เจียงหำอย่าให้พ้นลูกเกาทัณฑ์ข้าศึก แล้วส่งลูกเกาทัณฑ์ให้แก่ตั้งอี้ๆ ก็หยิบเอาลูกเกาทัณฑ์คำนับลามาถึงค่าย ก็เข้าไปแจ้งความแก่เจียงหำว่า ห้างอี๋มิได้มีใจพยาบาทสาบานแล้วเอาลูกเกาทัณฑ์หักเป็นสองท่อนให้มาเป็นสำคัญ เจียงหำได้ฟังมีความยินดี จึงสั่งให้ทหารเอาตัวเตียวเสียงมาตัดศีรษะใส่ชะลอม แล้วจุดประทัดเป็นสำคัญยกทหารทั้งยี่สิบหมื่นไปตามทาง ใกล้จะถึงเมืองเจียงหลำสามสิบเส้น จึงสั่งให้ หยุดกองทัพตั้งค่ายลงไว้ แล้วตัวเจียงหำและนายทัพนายกองก็พากันเข้าไปยืนอยู่นอกประตูค่าย ฟัมแจ้งรู้ว่าเจียงหำมาจึงสั่งให้ทหารแต่งตัวถือเครื่องศัสตราวุธให้เป็นขนัดห้าหมู่ แลสั่งให้ขุนนางทหารยืนอยู่ทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยธงเขียวเครื่องสรรพาวุธเป็นสง่ายิ่งนัก ตัวห้างอี๋ขึ้นนั่งที่สมควร ให้ประโคมด้วยฆ้องกลองถึงสามลา แล้วห้างอี๋สั่งให้ทหารออกไปรับเจียงหำ แลนายทัพนายกองแต่บรรดามา คนใช้คำนับลาออกมาแจ้งความแก่เจียงหำแลนายทัพนายกองว่า ห้างอี๋ให้มาเชิญท่านเข้าไป เจียงหำแลนายทหารก็พากันเข้ามาถึงแล้วคำนับ เจียงหำร้องไห้ปรับทุกข์เล่าความให้แก่ห้างอี๋ฟังว่า แต่ข้าพเจ้าทำศึกแก่ท่านบอกหนังสือขอเสบียงอาหารแลกองทัพไป เตียวโก๋ก็ปิดความเสีย กลับเอาความเท็จกราบทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ให้ขัดเคืองพระทัย ไม่ยกทัพหนุนมาช่วยข้าพเจ้า บัดนี้ให้ จับครอบครัวบุตรภรรยาไปจำไว้ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าทั้งปวงได้ความเดือดร้อนยากแค้นนัก จึงชวนกันมาเข้าด้วยหมายจะฝากชีวิตอยู่ในท่าน ข้าพเจ้าเหมือนลูกน้อยยังกินนมมาถึงบิดามารดาแล้วก็จะมีชีวิตสืบไป เมื่อครั้งข้าพเจ้าตั้งอยู่เมืองเต่งโถฆ่าห้างเหลียงผู้อาท่านเสียนั้นโทษข้าพเจ้าถึงตาย แล้วรู้ว่าท่านไม่ผูกความแค้นพระเดชพระคุณต่อข้าพเจ้ายิ่งนัก จึงชวนกันมาสามิภักดิ์ต่อท่านจะขอทำการสนองคุณต่อไป ห้างอี๋ได้ฟังก็มีความเมตตาจึงว่า ท่านทั้งหลายตั้งใจมา ถ้าช่วยกันทำการปราบเมืองห้ำเอี๋ยงได้โดยสุจริตสำเร็จแล้วเมื่อใด เราจะตั้งแต่งชุบเลี้ยงให้ตามความชอบ ท่านจงออกไปหยุดพักอยู่ ณ ค่ายก่อน เมื่อธุระมีท่านจงมาหาเรา เจียงหำได้ฟังก็คำนับลาพาทหารแลนายทัพนายกองกลับมาค่าย

ขณะนั้นมีคนไปบอกเตียวโก๋ว่า เจียงหำฆ่าเตียวเสียงซึ่งถือหนังสือรับสั่งออกไปเสียแล้ว แล้วคิดกับนายทัพนายกองพาทหารไปเข้าด้วยเมืองฌ้อ ห้างอี๋ได้กำลังมากขึ้นเห็นจะยกเข้ามาตั้งด่านห้ำก๊กก๊วน เตียวโก๋ได้แจ้งความว่าเจียงหำฆ่าเตียวเสียงผู้หลานเสียก็รีบไปทูลแก่พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ว่า บัดนี้เจียงหำคิดขบถทั้งกองทัพไปเข้าด้วยชาวเมืองฌ้อ พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ได้ฟังก็ทรงพระโกรธ สั่งให้เอาบุตรภรรยาแลครอบครัวของนายทัพไปตระเวนแล้วฆ่าเสีย ยังมีชายผู้หนึ่งมาบอกเจียงหำ เตียวโก๋ทูลพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ให้เอาบุตรภรรยาท่านฆ่าเสียสิ้นแล้ว เจียงหำแลทหารทั้งปวง ได้ฟังก็ร้องไห้เอาความมาแจ้งแก่ห้างอี๋ว่า ครอบครัวข้าพเจ้าซึ่งเขาจับจำไว้ในเมืองนั้นก็ให้ฆ่าเสียสิ้นแล้ว ครั้งนี้ท่านยกมาข้าพเจ้าเห็นได้ทีด้วยด่านทางไม่มีใครรักษา ขอท่านจงจัดแจงทหารรีบยกไปตามทางเจียงโหหนึ่ง สินอั๋นหนึ่ง สินตีหนึ่ง เห็นจะได้เมืองห้ำเอี๋ยง

ห้างอี๋ไห้ฟังจึงปรึกษาฟัมแจ้ง ด้วยเจียงหำว่าหามีผู้ใดจะรักษาด่านไม่ คิดจะยกเข้าตีเมืองห้ำเอี๋ยง ท่านจะเห็นเป็นประการใด ฟัมแจ้งจึงว่า แต่ท่านเที่ยวตีบ้านเมืองมาทหารก็เหน็ดเหนื่อย อิดโรยพึ่งได้หยุดพัก ซึ่งจะล่วงด่านไปตีเมืองหลวงนั้นเห็นยังไม่สะดวก แม้นศึกไปติดพันหัวเมือง แลทหารซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงอยู่นอกเมืองก็มีมาก การข้างเมืองแพเสียก็ไม่มีผู้ใดจะรักษา ถ้าพระเจ้าห้ำเอี๋ยงแต่งทหารไปตีเมืองแพเสียเราจะเสียที ขอท่านจงยกกลับไปเฝ้าพระเจ้างี่เต้เสียก่อน จะให้คิดรวบรวมเสบียงอาหารบำรุงรี้พลให้มีกำลังจึงค่อยยกมาเป็นสองทาง เห็นเมืองห้ำเอี๋ยงจะหาทันระวังตัวไม่ ห้างอี๋ได้ฟังก็เห็นชอบ จึงให้ทหารเลิกทัพกลับคืนไปเมืองแพเสีย ครั้นถึงห้างอี๋ก็เข้าไปเฝ้าทูลความซึ่งเจียงหำมาเข้าด้วย แลทำศึกสงครามนั้นให้ทราบทุกประการ พระเจ้างี่เต้จึงว่าเจียงกุ๋นคุม ทหารไปทำศึกทางไกลกันดาร ได้รี้พลมามากความชอบควรจะจารึกใส่แผ่นทองแผ่นศิลาไว้ แม้นปราบเมืองห้ำเอี๋ยงสำเร็จแล้วเมื่อใด เราจะให้ยศฐาศักดิ์ถึงขนาด ห้างอี๋จึงให้คนออกไปหาเจียงหำแลนายทัพนายกอง กับหัวเมืองซึ่งยอมสามิภักดิ์เข้ามาเฝ้า ครั้นพระเจ้างี่เต้เห็นเจียงหำแลหัวเมืองทั้งหลาย มีความยินดีสบายพระทัยนัก จึงสั่งให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงบรรดาทหาร ซึ่งสมัครมายอมสามิภักดิ์นั้นเป็นที่สบาย แล้วพระราชทานบำเหน็จรางวัลนายทัพนายกองตามสมควร ตั้งห้างอี๋เป็นที่หลอก๋อง ตั้งเล่าปังเป็นที่ไผ่ก๋อง จึงปราศรัยว่า เราจะใคร่ให้ท่านทั้งสองไปตีเมืองห้ำเอี๋ยง จงแต่งกันไปสืบการ แล้วคิดจัดแจงฝึกทแกล้วทหารให้ชัดเจน หลอก๋องไผ่ก๋องได้รับสั่งก็ถวายบังคมลาออกมาจัดแจงคนไปสืบการในเมืองห้ำเอี๋ยง แลฝึกหัดทแกล้วทหารทั้งสองกอง

ฝ่ายไผ่ก๋องมีทหารที่มีสติปัญญาแลฝีมือเข้มแข็งคือ เสียวโหหนึ่ง ห้วนโก้ยหนึ่ง โจฉำหนึ่ง จิวพุนหนึ่ง อ๋องหลินหนึ่ง แฮเฮาหยินหนึ่ง ซาบู๊หนึ่ง กินหินหนึ่ง โลก๋วนหนึ่ง เตงฮกหนึ่ง จิวเฉียงหนึ่ง เปาข้วนหนึ่ง สีเฮาหนึ่ง ตันโภหนึ่ง เตียวฉองหนึ่ง ยิมหูหนึ่ง กับนายทหารสามสิบเศษรี้พลสิบหมื่น

ฝ่ายหลอก๋องมีฟัมแจ้งเป็นที่ปรึกษา แต่ทหารมีชื่อนั้นคือ หยินโป้หนึ่ง กี๋โป้หนึ่ง จงลิมวยหนึ่ง ควั่นฌ้อหนึ่ง อิหยินหนึ่ง เตงก๋งหนึ่ง ยงคีหนึ่ง เจียงหำหนึ่ง ตั้งอี้หนึ่ง สุมาหืนหนึ่ง งุยป่าหนึ่ง เตียวหยีหนึ่ง ตันโหหนึ่ง กงเหงาหนึ่ง ชังถูหนึ่ง เหลงจูหนึ่ง กับนายทหารร้อยเศษ รี้พลสิบหมื่น หลอก๋องนั้นใจร้ายกาจคนกลัวเป็นอันมาก ไผ่ก๋องนั้นน้ำใจโอบอ้อมอารีมีผู้สรรเสริญ

ฝ่ายพระเจ้างี่เต้มีความเมตตาไผ่ก๋องยิ่งนัก จึงตรัสแก่ขุนนางคนสนิทว่า ไผ่ก๋องเล่าปังผู้นี้อารีมีน้ำใจโอบอ้อมไพร่บ้านพลเมือง นานไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ห้างอี๋เป็นหลอก๋องร้ายกาจ ทำอำนาจหยาบช้าหามีผู้ใดจะรักใคร่ไม่ ถ้าเข้ามาหาเราก็มิได้คำนับ ยืนพูดดูกิริยาเห็นกำเริบเราต้องระวังตัว อยู่วันหนึ่งคนใช้ซึ่งไปสืบราชการเมืองห้ำเอี๋ยงมาแจ้งความแก่หลอก๋องไผ่ก๋องว่า เมืองหลวงนั้นเตียวโก๋หยาบช้ามากขึ้น ขุนนางก็ไม่ปกติ ไพร่พลแลหัวเมืองทั้งปวงก็กำเริบ ลางพวกก็ไปเป็นโจร ซ่องสุมผู้คนอยู่คิดจะทำร้ายอยู่เนืองๆ หลอก๋องไผ่ก๋องได้แจ้งข้อความจึงพาคนใช้เข้าไปเฝ้าพระเจ้างี่เต้ ว่าแผ่นดินเมืองห้ำเอี๋ยงทุกวันนี้เห็นวิบัติ ซึ่งให้คนไปสืบได้ข้อความว่า คนในเมืองแลนอกเมืองก็เอาใจออกห่างสิ้น ข้าพเจ้าทั้งสองตั้งบำรุงทแกล้วทหารฝึกหัดไว้พรักพร้อมอยู่แล้วจะขอยกไปกำจัดพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสีย ให้ไต้อ๋องเป็นอานุภาพแต่พระองค์เดียว ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้อยู่เย็นเป็นสุข พระเจ้างี่เต้ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสแก่หลอก๋องไผ่ก๋องว่าการศึกสงครามครั้งนี้จะจัดนายทัพนายกอง สุดแต่ท่านทั้งสองจะคิดเอาชัยชนะเถิด เราจะใคร่ให้เดินทัพเป็นสองทาง จึงทรงเขียนฉลากวางปนกันไว้จะให้จับเป็นสำคัญ อันหนึ่งตะวันตกอันหนึ่งตะวันออก แล้วตรัสให้หลอก๋องไผ่ก๋องจับฉลาก หลอก๋องจับได้ฉลากตะวันออก ไผ่ก๋องจับได้ฉลากตะวันตก พระเจ้างี่เต้จึงตรัสว่า เดิมท่านทั้งสองต่างคิดจะ กำจัดพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ แต่กำลังทแกล้วทหารยังน้อยอยู่ จึงยกเรามาเป็นเจ้าหวังจะให้บำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านทั้งสองมีความชอบไว้แก่เราเป็นอันมาก แต่บุญน้อยถ้าได้เมืองห้ำเอี๋ยงแล้ว อาณาเขตกว้างขวางเราจะรักษาแผ่นดินมิได้ ซึ่งท่านทั้งสองยกไปกำจัดพระเจ้ายี่ซีฮองเต้นั้น ถ้าผู้ใดยกเข้าได้ก่อนผู้นั้นเป็นเจ้า ถ้าผู้ใดไปถึงทีหลัง ผู้ซึ่งได้ครองเมืองจงตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ ท่านทั้งสองจงรักษาความสัตย์ของเราไปให้มั่นคง ถ้าผู้ใดได้เป็นเจ้าจงช่วยจัดแจงแต่งเมืองให้เราอยู่ พอสมควรกับวาสนากว่าจะตาย หลอก๋องไผ่ก๋องคำนับแล้วจึงทูลขึ้นพร้อมกันว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจะขอฉลองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต ถ้าประทุษร้ายต่อไต้อ๋องจงให้ต้องอาวุธตายในที่รบ ถ้าได้สำเร็จราชการแล้วจะตั้งเมืองเซียงอันเป็นเมืองหลวง จะยกขุนนางในเมืองตัวก๊กจิวมาแต่งตั้งไว้ในพระองค์ พระเจ้างี่เต้ตรัสว่า ท่านจะยกไปครั้งนี้จงมีชัยเกิด ถ้าราชการจะขัดข้องอย่างไร จงบอกมาให้แจ้ง เราจะคอยฟังข่าวท่าน หลอก๋องไผ่ก๋องก็ถวายบังคมลาออกมาจัดทหารพร้อมพอได้ฤกษ์ก็ให้ยกพลออกจากเมืองแพเสีย ครั้นยกไปถึงตำบลเต่งโถยั้งทัพอยู่ เวลาเย็นหลอก๋องไผ่ก๋องกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน หลอก๋องกับไฝก๋องพูดกันว่า ท่านกับเราไปทำศึกก็ได้เป็นเพื่อนยากหลายครั้ง เราทั้งสองควรจะฝากชีวิตกัน ต่างคนให้สัตย์สัญญาว่าไม่ทำอันตรายต่อกัน หลอก๋องอ่อนยอมเป็นน้อง ไผ่ก๋องนั้นเป็นพี่ แล้วต่างคนกลับไปค่ายครั้นเวลารุ่งเช้าหลอก๋องก็ยกไปทางตะวันออก ไผ่ก๋องยกไปทางตะวันตก ครั้งนั้นพระเจ้ายี่ซีฮองเต้เสวยราชสมบัติได้สามปีเป็นเดือนยี่ ไผ่ก๋องยกกองทัพไปถึงเมืองปักเฉียงอิบเห็นประตูเมืองปิดทั้งสี่ด้าน แลมีธงปักไว้บนเชิงเทินเป็นสำคัญ ห้วนโก้ยเห็นดังนั้นก็ขึ้นม้าพาทหารจะเข้าตีเมือง ไผ่ก็องจึงร้องห้ามห้วนโก้ยว่าอย่าทำแก่เมืองน้อย อันเมืองนี้ถ้าจะตีถึงจะเอาศิลามาทำกำแพงก็ไม่พ้นมือทหารของเราได้ แต่อาณาประชาราษฎรจะล้มตาย เรามาครั้งนี้หมายจะดับร้อนให้ราษฎรได้ความสุข

ขณะเมื่อไผ่ก็องร้องห้ามทหารนั้น คนในเมืองได้ยินชวนกันสรรเสริญไผ่ก๋องเป็นอันมาก บรรดาผู้ใหญ่ก็เข้าไปแจ้งความกับเจ้าเมืองว่า ทุกวันนี้ท่านยังขึ้นอยู่กับเมืองห้ำเอี๋ยง ข้าพเจ้าแลราษฎรได้ความเดือดร้อน เหมือนหนึ่งตกลงในกระทะนํ้ามันอันตั้งอยู่บนกองเพลิง บัดนี้ไผ่ก๋องยกมาตั้งอยู่นอกเมือง ข้าพเจ้าแจ้งว่าทหารจะขอเข้าตีเมืองไผ่ก๋องห้ามไว้มิให้ทำอันตราย ซึ่งไผ่ก๋องมาทั้งนี้เหมือนหนึ่งฝนตกห่าใหญ่ ตกลงมาดับร้อนให้เย็นทั่วอกสัตว์ ถ้าท่านปรานีชาวเมืองอยู่ ขอจงออกไปอ่อนน้อมเชิญไผ่ก๋องเข้ามาเป็นทางไมตรี ถ้าแข็งเมืองอยู่ฉะนี้ทหารไผ่ก๋องเข้าเมืองได้กระดูกก็จะเป็นภัสมธุลีไป เจ้าเมืองปักเฉียงอิบเห็นชอบด้วย จึงเปิดประตูเมืองออกมาคำนับ แล้วเชิญไผ่ก๋อง ว่าขอเชิญท่านเข้าไปเหยียบให้เย็นเมืองด้วยเถิด ไผ่ก๋องเห็นเจ้าเมืองปักเฉียงอิบออกมาคำนับมีความ ยินดี จึงสั่งทหารในกองทัพมิให้กระทำย่ำยีเก็บริบชาวเมือง ถ้าผู้ใดไม่ฟังจะให้ตัดศีรษะเสียบประจาน ไว้ ชาวเมืองรู้ความชวนกันสรรเสริญ แล้วแต่งเครื่องบูชามาคอยคำนับไผ่ก๋องทั้งสองข้างทาง ไผ่ก๋องก็พาทหารเข้าเมือง จึงกำชับเจ้าเมืองปักเฉียงอิบว่า ท่านจงบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุขเถิด เราจะลาท่านไปก่อน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ