๕๗

ฝ่ายเสียวโหซึ่งอยู่รักษาเมืองหํ้าเอี๋ยง ขณะเมื่อฮั่นเต้ยกไปตีเมืองหันอยู่ภายหลังก็กะเกณฑ์ทหารคนงานซึ่งอยู่เฝ้าเมือง ให้ก่อสรัางที่ท้องพระโรงแลพระที่นั่งเสด็จออกว่าราชการ แล้วจัดแจงซ่อมแปลงตำหนักแลตึกซึ่งชำรุดให้บริบูรณ์เป็นปกติ พอแจ้งข่าวว่าฮั่นเต้ยกทัพกลับมา เสียวโหก็พาขุนนางทั้งปวงออกมารับเสด็จเข้าไปในเมือง จึงเชิญพระเจ้าฮั่นเต้ให้ขึ้นนั่งบนพระที่นั่งสำหรับที่พระมหากษัตริย์นั้น ฮั่นเต้จึงถามเสียวโหว่า ซึ่งท่านกระทำที่นั่งมีศักดิ์ให้เรานั่งนั้น ท่านเห็นสมควรเราจะขึ้นนั่งพระที่นั่งนี้ได้แลหรือประการใด เสียวโหจึงว่า ซึ่งท่านมีบุญญาธิการเป็นที่พึ่งแก่หัวเมืองทั้งแผ่นดินหาผู้จะเสมอมิได้ สมควรที่จะขึ้นนั่งที่สำหรับพระมหากษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการได้ แล้วข้าพเจ้าจึงจัดแจงก่อสร้างไว้คอยท่าท่าน ฮั่นเต้ได้ฟังเสียวโหว่าดังนั้นจึงลงเสีย ให้เชิญไทก๋งผู้บิดาขึ้นนั่งบนพระที่นั่งอันมีศักดิ์นั้นก่อน แล้วไทก๋งจึงอนุญาตพระที่นั่งให้ฮั่นเต้ จึงอวยพรให้ฮั่นเต้เสร็จแล้ว ฮั่นเต้ก็ให้เลี้ยงโต๊ะขุนนางทั้งปวงพร้อมกัน แล้วปูนบำเหน็จรางวัลแก่นายทัพนายกองโดยสมควรแก่ความชอบ แล้วฮั่นเต้คิดถึงฮั่นสิน ซึ่งได้กระทำความชอบไว้แต่หลังนั้น แลไปเห็นแต่หน้าขุนนางทั้งปวงพร้อมกัน ขาดอยู่แต่ฮั่นสินผู้เดียวมิได้เข้ามา พระเจ้าฮั่นเต้ก็นึกอยู่ ครั้นเลี้ยงโต๊ะแลปูนบำเหน็จรางวัลขุนนางนายทัพนายกองทหารเสร็จแล้ว ไทก๋งก็ไปสู่ที่อยู่ ฮั่นเต้ก็เสด็จขึ้น ขุนนางทั้งปวงก็ไปบ้าน ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออกขุนนาง จึงมีรับสั่งให้หาฮั่นสิน ๆ ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ จึงตรัสแก่ฮั่นสินว่าเรามิได้เห็นหน้าท่านหลายวัน เราคิดถึงท่านจึงให้หาเข้ามาทั้งนี้ ฮั่นสินจึงทูล พระเจ้าฮั่นเต้ว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้เข้ามาเฝ้านั้น ด้วยข้าพเจ้ากระทำการศึกครั้งฌ้อปาอ๋องนั้น ข้าพเจ้าอดนอนอดกินถึงสิบคืนสิบวันจึงเสร็จศึก แลโรคเก่านั้นกำเริบขึ้นป่วยลงจึงมิได้เข้ามาเฝ้า แลข้าพเจ้าก็คิดถึงท่านอยู่มิได้ขาด พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่า ซึ่งท่านป่วยก็เร่งให้หาแพทย์ประกอบยารักษาให้บรรเทาโรคโดยเร็ว อย่าให้โรคกำเริบมากไป ฮั่นสินจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ซึ่งข้าพเจ้าหาราชการอันใดจะทำมิได้ จึงบังเกิดโรคให้ป่วยเจ็บ ถ้าได้ทำราชการแล้วโรคข้าพเจ้าจะบรรเทาคลายลง พระเจ้าฮั่นเต้ว่า ท่านเคยคิดทำการใหญ่ จงอุตส่าห์ช่วยเราคิดทำนุบำรุงแผ่นดินอย่าได้ละเมินเสีย อนึ่งท่านมีสติปัญญารู้การภายนอกภายในทั้งปวง จงพิเคราะห์ดูสติปัญญาแลความคิดขุนนางทแกล้วทหารผู้ใด จะสมควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ แลผู้ใดจะคุมทหารได้มากควรจะเป็นแม่ทัพได้นั้น ฮั่นสินก็ทูลบอกชื่อขุนนางซึ่งจะเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ แลควรที่จะเป็นแม่ทัพบังคับทแกล้วทหารได้มากแลน้อยกว่ากันนั้น แจ้งแก่พระเจ้าฮั่นเต้ทุกประการ พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามฮั่นสินต่อไปว่า ตัวเรานี้ท่านเห็นจะคุมทหารได้ประมาณสักเท่าใดเล่า ฮั่นสินจึงทูลว่า พระองค์จะคุมทหารได้สิบหมื่นเป็นกำหนด แม้นมากกว่าสิบหมื่นนั้น พระองค์จะว่ากล่าวบังคับไปไม่ตลอด พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามว่า ตัวท่านควรจะคุมทหารได้เท่าใดเล่า ฮั่นสินจึงทูลว่า อันตัวข้าพเจ้านี้อาจคุมได้มากกว่าสิบหมื่น ร้อยหมื่นจะบังคับให้สิทธิ์ขาด ได้ตลอดไปทั้งร้อยหมื่น พระเจ้าฮั่นเต้จึงซักถามข้อหนึ่งว่า ตัวท่านบังคับทหารได้มากกว่าเรา ก็เหตุใดเราจึงใช้ท่านคุมทหารได้มากนั้นเล่า ฮั่นสินจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์ได้ใช้ข้าพเจ้านั้นเพราะพระองค์มีบุญญาธิการมากว่า เทพยดาเชิญให้ลงมาบำรุงแผ่นดิน สำหรับได้ว่ากล่าวบังคับบัญชาแก่ขุนนางนายทหาร ให้คุมทหารไปปราบปรามศัตรูในแผ่นดินให้ราบคาบ

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังฮั่นสินว่าดังนั้นก็หัวเราะ จึงคิดแต่ในใจว่าฮั่นสินนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในกลความคิดการสงครามแลมีอาญาสิทธิ์ขาด อาจบังคับทหารได้กว่าร้อยหมื่น แม้จะใช้สอยว่ากล่าวราชการไป ภายหน้าทแกล้วทหารอยู่ในบังคับนานไปใจจะกำเริบขึ้น เห็นจะเป็นศัตรูราชสมบัติ พระเจ้าฮั่นเต้ระแวงฮั่นสินอยู่ดังนั้น จึงสั่งว่าท่านป่วยเจ็บอยู่ จงไปรักษาตัวอยู่ ณ บ้านท่านให้เป็นสุขเถิด ฮั่นสินก็คำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้ออกจากที่เฝ้ากลับไปบ้าน จะได้ว่ากล่าวบังคับการงานตำแหน่งใดหามิได้

ฝ่ายเตียวเหลียงตั้งแต่กีสินเจ้าเมืองหันแข็งเมือง แต่นั้นมาเตียวเหลียงก็เกรงว่าพระเจ้าฮั่นเต้จะระแวงแคลงใจ ด้วยเมืองหันเป็นบ้านเก่าของเตียวเหลียง กีสินกับเตียวเหลียงก็สนิทชอบอัชฌาสัยกัน พระเจ้าฮั่นเต้ก็แจ้งอยู่แต่ก่อน เตียวเหลียงจึงแกล้งทำเป็นบอกป่วยมิได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ แม้นเพื่อนขุนนางเข้าเฝ้าเข้ามาเยี่ยมเยือน เตียวเหลียงก็พูดจาบอกกับขุนนางว่า ทุกวันนี้โรคโรคาเบียดเบียนเป็นอันมากหาความสุขมิได้ แลใจเราที่จะได้ปรารถนาที่ยศศักดิ์แลศฤงคารบริวารนั้นหามิได้ คิดว่าจะใคร่ไปเที่ยวแลแสวงหาว่านยารักษาตัวให้เป็นสุข พระเจ้าฮั่นเต้ทรงพระเมตตาตรัสห้ามไว้ ยังมิได้โปรดให้ไป จะขัดรับสั่งมิได้ เราจึงสู้ทนอุตส่าห์รักษาตัวอยู่กับบ้าน เพราะโรคยังไม่บรรเทาคลาย แลขุนนางซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้ใช้ให้มาเยี่ยมเยือนเนือง ๆ เตียวเหลียงก็บอกกล่าวเป็นคำเดียวต้องกันทุกคน ๆ พระเจ้าฮั่นเต้แจ้งดังนั้นก็เชื่อถือว่า เตียวเหลียงมิได้ปรารถนาที่ยศศักดิ์มาแต่ก่อน พระเจ้าฮั่นเต้ก็ค่อยคลายหายแคลงเตียวเหลียง ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าฮั่นเต้จึงให้คนใช้ไปหาตัวเตียวเหลียงเข้ามาเฝ้า พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าแก่เตียวเหลียงว่า ซึ่งท่านทำความชอบไว้ในเราเมื่อครั้งตั้งการศึกกำจัดฌ้อปาอ๋องจนสำเร็จราชการ แลความชอบท่านมีเป็นอันมาก เราคิดว่าจะให้ท่านไปเป็นเจ้าเมืองใหญ่จึงจะควรแก่ความชอบท่าน ท่านจะเห็นประการใด เตียวเหลียงจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ซึ่งข้าพเจ้าคิดการศึกด้วยพระองค์จนมีชัยชนะแก่ฌ้อปาอ๋องทั้งนี้ ก็สำเร็จเพราะบุญญาธิการของพระองค์ ซึ่งจะบำรุงแผ่นดินให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ใช่ว่าจะสำเร็จด้วยสติปัญญา ข้าพเจ้าหามิได้ ข้าพเจ้าเป็นแต่บุตรชาวบ้าน จะได้เป็นแซ่เชื้อขุนนางแต่ก่อนก็หามิได้ ซึ่งท่านกรุณาชุบเลี้ยงตั้งแต่งให้ข้าพเจ้าได้เป็นถึงที่ลิวเหา ขุนนางตำแหน่งใหญ่ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ใจข้าพเจ้าจะใคร่เที่ยวหาความสุขเหมือนเซียกซองจูแต่ก่อน จะใคร่แสวงหาสรรพว่านยารักษาโรคสืบอายุ แลจะได้ปรารถนาหาที่ยศศักดิ์ให้เป็นใหญ่ยิ่งขึ้นไปหามิได้

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าเตียวเหลียงมักน้อย ไม่ยินดีที่จะเป็นใหญ่โดยแท้ จึงสั่งให้จัดแจงที่ว่างเปล่าเป็นที่เงียบสงัดตั้งบ้านปลูกเรือนให้เตียวเหลียง แล้วว่าท่านจงอยู่รักษาตัวให้เป็นสุข แล้วเข้ามาให้เห็นหน้าท่านแต่เดือนละครั้งเถิด เตียวเหลียงก็คำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้กลับไปบ้าน จะได้เปิดประตูบ้านไว้รับแขกแลขุนนางผู้ใดหามิได้ ต่อถึงเดือนจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้แต่ละหนตามรับสั่ง อยู่มาวันหนึ่งเตียวผิกเขียงบุตรชายเตียวเหลียงเห็นดังนั้น จึงเข้าไปคำนับแล้วถามเตียวเหลียงผู้บิดาว่า ซึ่งท่านทำความชอบไว้ในพระเจ้าฮั่นเต้เป็นอันมาก ที่ท่านจะได้ถึงที่ซำก๋ง คำไทยว่าเป็น ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ประกอบด้วยยศศักดิ์บริวาร เหตุใดท่านจึงปิดประตูบ้านเสีย มิได้รับแขกแลขุนนาง มัธยัสถ์อยู่แต่ผู้เดียวดังนี้เล่า ข้าพเจ้ามีความสงสัยท่านนัก เตียวเหลียงจึงบอกแก่บุตรว่า อันเกิดมาในแผ่นดินแล้วย่อมปรารถนาทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์บริวารทั่วทุกตัวคน ใช่ว่าจะได้เป็นดีนั้น จะไม่มีผู้ปรารถนาหามิได้ ทุกวันนี้บิดาเห็นว่าผู้ซึ่งได้เป็นดีเพราะได้มีความชอบไว้แต่ก่อน แลเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้นั่งที่อันสูงแล้ว ครั้นมีความผิดระแวงในราชการ ต้องติเตียนด้วยข้อความอันใด ๆ ในพระมหากษัตริย์ แล้วก็จะมีผู้เพ็ดทูลยุยงซ้ำเติมให้พระมหากษัตริย์ลงโทษต้องถอดจากที่ยศศักดิ์ แลทรัพย์สมบัติบริวารก็เป็นสาธารณ์ไปสิ้น แลความชอบของตัวซึ่งได้กระทำได้มากกว่าร้อยครั้ง แม้นมีผิดเป็นข้อใหญ่แต่ครั้งเดียว ก็อาจลบล้างความชอบทั้งปวงฉิบหายเสียสิ้น ความชั่วนั้นก็จะปรากฏ ไปตราบเท่าลูกหลาน อันผู้ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่นั้น เปรียบเหมือนจอมเมฆตั้งขึ้นมามิได้อยู่ยืนนาน ก็จะเสื่อมสูญไปโดยเร็ว แลซึ่งบิดามีความชอบในพระเจ้าฮั่นเต้เป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นเต้มีใจกรุณาจะให้ไปกินเมือง บิดากลัวเกลือกจะมีความผิดมาล้างความชอบเสียจึงมัธยัสถ์รักษาความชอบไว้ พอได้แต่ความสุข ถึงมาตรว่าจะสิ้นชีวิตจากแผ่นดิน ความชอบซึ่งทำไว้ก็จะมีชื่อปรากฏอยู่ชั่วกัลปาวสาน บุตรแลหลานซึ่งเป็นแซ่สืบเชื้อสายจะทำราชการในพระเจ้าฮั่นเต้ไปภายหน้าก็จะมีความเจริญ เพราะความชอบซึ่งบิดาทำไว้แต่ก่อนนั้น บิดาคิดฉะนี้จึงให้ปิดประตูบ้านเสียมิได้รับแขก แลมิได้สนทนากับขุนนางซึ่งไปมาปรึกษาราชการทั้งปวง จะเอาแต่ความสุขกำจัดทุกข์ธุระทั้งปวง ซึ่งผู้เป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ประกอบด้วยยศศักดิ์นั้น มีทุกข์ธุระเป็นอันมากมีความสุขน้อย ถ้าผิดพลั้งลงก็จะ พาความชอบซึ่งทำไว้กลับเป็นชั่วไป

เตียวผิกเขียงได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย สิ้นความสงสัยมีใจยินดีนัก ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เตียวเหลียงออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นถึงเมืองก๊กเสีย เห็นแผ่นศิลาเหลืองอันหนึ่ง อยู่ทิศตะวันออกเมืองก๊กเสียนั้นผิดประหลาดอยู่ จึงคิดขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งเทพยดาแปลงตัวเป็นผู้เฒ่าให้หนังสือตำรับสมุดหนึ่ง ณ ที่ริมป่าไม้ใหญ่นอกเมืองหันนั้น ครั้นถามถึงชื่อผู้เฒ่าบอกว่าเป็นแผ่นศิลาเหลืองอยู่ข้างทิศตะวันออกนอกเมืองก๊กเสีย เห็นจะเป็นศิลาอันนี้เป็นมั่นคง หาความสงสัยมิได้ เตียวเหลียงก็คุกเข่าลงคำนับ ด้วยคิดว่าเป็นครูอาจารย์ แล้วเตียวเหลียงก็สร้างวัดลง ณ ที่ศิลาเหลืองเป็นที่คำนับบูชาไว้ในที่นั้นแห่งหนึ่ง แล้วก็กลับมาบ้าน

ฝ่ายเมาตุ้นครั้นเสียความคิดแก่พระเจ้าฮั่นเต้ ด้วยพระเจ้าฮั่นเต้ผูกหุ่นล่อลวงว่าจะให้นางมีรูปอันงาม มิได้สมความปรารถนามีใจเจ็บอายผูกแค้นพยาบาทฮั่นเต้นัก ก็พาทหารเที่ยวตีหัวเมืองทั้งปวง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่พระเจ้าฮั่นเต้ ก็แตกหนีบ้านเมืองระส่ำระสายเป็นอันมาก หัวเมืองทั้งปวงบอกหนังสือมาให้กราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้เป็นหลายฉบับ พระเจ้าฮั่นเต้แจ้งดังนั้นก็คิดวิตกนัก เหลาเก้งแจ้งความดังนั้นจึงเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า เมาตุ้นนี้เป็นคนหยาบคายร้ายกาจนัก แลเมาตุ้นฆ่าตันยี่อ๋องผู้บิดาชิงเอาสมบัติ แลนางอีซีภรรยาน้อยบิดาเอาเป็นภรรยา ยกกองทัพมาย่ำยีตีเมืองของพระองค์ ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนระส่ำระสายเป็นอันมาก ซึ่งพระองค์ได้เป็นฮั่นเต้ สำหรับจะระงับร้อนแผ่นดิน จะให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข จงคิดอุบายระงับเสี้ยนหนามแผ่นดินให้ระงับโดยปกติ อย่าให้ต้องยกกองทัพไปรบพุ่งได้ความลำบากทแกล้วทหารทั้งปวงจึงจะสมควร

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงถามเหลาเก้งว่า ซึ่งจะระงับศึกให้ราบคาบแลมิให้ลำบากทแกล้วทหารนั้น ท่านจะคิดกลอุบายประการใด เหลาเก้งจึงกราบทูลว่า ซึ่งเมาตุ้นยกกองทัพเข้ามา ย่ำยีตีบ้านเมืองเป็นข้าขอบขัณฑสีมาท่านทั้งนี้ ก็เพราะท่านกระทำกลอุบายผูกหุ่นรูปนางมีลักษณะอันงาม ล่อลวงว่าจะให้แก่เมาตุ้น ๆ หลงกลอุบาย จึงถอยทัพเปิดทางให้พระองค์ ๆ จึงออกจากที่ล้อมได้ เมาตุ้นผูกแค้นพยาบาทพระองค์อยู่ด้วยข้อความประการนี้ แลข้าพเจ้าคิดว่าเมาตุ้นเป็นคนหยาบช้าร้ายกาจ จำจะคิดอุบายเอาดีเข้าผูกพันไว้ให้อยู่ในอำนาจท่าน ขอท่านจงจัดแจงผู้หญิงลูกครอกอันเกิดในพระราชวัง พึ่งรุ่นสาวมีลักษณะอันงาม แลให้มีหนังสือให้ข้าพเจ้าเป็นทูตคุมไปส่งให้แก่เมาตุ้น ว่านางนั้นเป็นลูกสาวของท่านเอาไปยกให้แก่เมาตุ้น แล้วตั้งให้เมาตุ้นเป็นตันยี่อ๋องครองเมืองยงเหนา เมาตุ้นก็จะสำคัญว่านางนั้นเป็นลูกสาวท่านโดยแท้ เมาตุ้นก็จะตั้งตัวว่าเป็นบุตรเขยท่าน แลได้เป็นที่ตันยี่อ๋องแล้วเมาตุ้นก็จะมีใจภักดีต่อท่าน จะมิได้ย่ำยีหัวเมืองให้ราษฎรได้ความเดือดร้อนสืบไป พระเจ้าฮันเต้ได้ฟังเหลาเก้งคิดกลอุบายระงับศึกดังนั้นเห็นชอบด้วยมีความยินดีนัก จึงจัดแจงหญิงคนหนึ่งพึงรุ่นสาวมีลักษณะงาม จึงตั้งให้เป็นกองจู คำไทยว่าพระราชธิดา พระเจ้าฮั่นเต้จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับกองจู แลสิ่งของตามธรรมเนียมมอบให้เหลาเก้ง ๆ ก็รับหนังสือรับสั่ง แล้วคำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้ ให้เชิญนางกองจูขึ้นรถพร้อมด้วยคนใช้ชายหญิงออกจากเมืองหํ้าเอี๋ยงไปถึงเมืองยงเหนา เหลาเก้งก็ให้หยุดรถนางกองจูอยู่นอกเมือง เหลาเก้งก็ถือหนังสือรับสั่งเข้าไปคำนับเมาตุ้นแล้วบอกความว่า พระเจ้าฮั่นเต้มีรับสั่งให้ถือหนังสือแลเชิญนางกองจู ผู้เป็นพระราชธิดามาให้แก่ท่าน เมาตุ้นได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงรับหนังสือมาอ่านได้ความว่า พระราชสาส์นพระเจ้าฮั่นเต้ผู้ได้ปราบดาภิเษกใหม่ครองกรุงห้ำเอี๋ยง หวังพระทัยจะทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขดุจครั้งพระเจ้าเงี่ยวเต้แต่ก่อน แลครั้งเมื่อพระเจ้าฮั่นเต้ยกกองทัพไปตีเมืองหัน แลเมาตุ้นยกมาช่วยเมืองหัน ให้ทหารล้อมพระเจ้าฮั่นเต้ไว้ พระเจ้าฮั่นเต้ได้ออกวาจาว่าจะให้สตรีรูปงามแก่เมาตุ้น ๆ ก็มีใจสัตย์ซื่อมิได้ทำอันตรายแก่เรา แล้วเมาตุ้นก็ได้เปิดทางให้เราจึงออกจากเมือง หันกลับไปอยู่เมืองหํ้าเอี๋ยงโดยปกติ เราเห็นว่าเมาตุ้นมีสติปัญญาฝีมือกล้าแข็งแลใจสัตย์ซื่อ แล้วได้ทำความชอบไว้ในเราด้วย เราจึงส่งนางกองจูผู้ธิดาให้เป็นภรรยาเมาตุ้น ตั้งให้เมาตุ้นเป็นตันยี่อ๋อง กินเมืองยงเหนา จะได้ช่วยเราปราบศัตรูให้ราบคาบ ราษฎรหัวเมืองจะได้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากความเดือดร้อน หนังสือรับสั่งซึ่งเหลาเก้งมานี้ ถ้ามาถึงเมาตุ้นวันใดก็ให้เมาตุ้นรับเอาที่ตันยี่อ๋องกับนางกองจูไว้ครองเมืองยงเหนา บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปตามรับสั่ง เมาตุ้นได้แจ้งมีความยินดียิ่งนัก ก็คุกเข่าลงคำนับบ่ายหน้าไปต่อเมืองหํ้าเอี๋ยง กราบถวายบังคมแล้วจึงว่ากับเหลาเก้งว่า ซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้ทรงพระเมตตาพระราชทานธิดา แลตั้งให้เป็นตันยี่อ๋องนั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แลฝ่ายทิศเหนือนั้นแม้นมีราชการศึกศัตรูมาย่ำยีหัวเมืองซึ่งเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ข้าพเจ้าขอรับอาสาปราบปรามให้ราบคาบ มิให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน เมาตุ้นก็ให้หญิงเฒ่าแก่แลคนใช้ไปเชิญนางกองจูเข้าไปในเมือง แล้วก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเหลาเก้งแลขุนนางทั้งปวงเป็นสุขสำราญ แล้วเหลาเก้งก็ลาเมาตุ้นกลับไปเมืองหํ้าเอี๋ยง เข้าไปแจ้งความแก่พระเจ้าฮั่นเต้ทุกประการ

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือเมาตุ้นก็รับเป็นพนักงาน ปราบศัตรูให้ราบคาบแล้ว แต่นี้ไปราษฎรจะได้อยู่เย็นเป็นสุขหาความเดือดร้อนมิได้ พระราชทานเงินทองเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่เหลาเก้งเป็นอันมาก เหลาเก้งได้รับพระราชทานแล้วจึงทูลว่า หัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นเมาตุ้นก็รับเป็นพนักงานระงับศัตรูให้ราบคาบแล้ว ข้าพเจ้ายังคิดวิตกแต่หกหัวเมืองฝ่ายทิศตะวันออกนั้น เชื้อวงศ์เจ้าเมืองใหญ่ทั้งหกหัวเมืองที่มีสติปัญญา ได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยอยู่ ณ หัวเมืองทั้งหกนั้นเป็นอันมาก แม้นคบคิดกันเข้าเป็นขบถแข็งเมืองขึ้น ท่านจะหาความสุขมิได้ ขอท่านจงสืบจับเอาตัวผู้ซึ่งเป็นเชื้อวงศ์หกหัวเมืองมาถอดเสียจากที่ยศศักดิ์ ให้ทำมาหากันตามภูมิ ลำเนา แม้นแซ่หกหัวเมืองหาบริวารซึ่งเป็นกำลังมิได้แล้วก็หาคิดการใหญ่สืบไปได้ไม่

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้สืบเอาตัวขุนนางซึ่งเป็นแซ่เชื้อเจ้าเมืองทั้งหกนั้นมาถึงยี่สิบหมื่นเศษ ให้ถอดจากที่ยศศักดิ์เสียสิ้น บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุขมา ขณะนั้นพระเจ้าฮั่นเต้มีพระมเหสีซ้ายขวา พระมเหสีซ้ายชื่อนางเซ็กฮี มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อยูหยี เป็นที่เสน่หาพระเจ้าฮั่นเต้นัก พระเจ้าฮั่นเต้คิดจะใคร่ตั้งให้ยูหยีเป็นที่ไทจือ คำไทยว่าลูกหลวงเอก จะให้ไทจือบุตรชายนางหลีเฮา ซึ่งเป็นลูกหลวงเอกนั้นไปกินหัวเมือง พระเจ้าฮั่นเต้จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวง ๆ ก็มิได้เพ็ดทูลประการใด ก็พากันนิ่งอยู่ มีขุนนางคนหนึ่งชื่อจิวเชียงได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ว่าจะเอาลูกหลวงเอกไปกินหัวเมือง จะให้ยูหยีเป็นที่ไทจือลูกหลวงเอกดังนั้น จึงร้องทูลเข้าไปว่า ไม่ควรจะเสียประเพณีแผ่นดิน ขุนนางทั้งปวงได้ยินจิวเชียงทูลขึ้นดังนั้น ก็พากันแลดูตาจิวเชียงอยู่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงซักถามจิวเชียงว่า ท่านเห็นความประการใดจึงว่ากล่าวขัดขืนเราว่าไม่ควรเล่า จิวเชียงจึงทูลว่า ข้าพเจ้ามีปากพูดไปอยู่แต่ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าทูลทัดทานได้แต่ไม่ควรเท่านี้ ซึ่งท่านจะให้ไทจือไปกินหัวเมืองเอกนั้น ข้าพเจ้าหาเห็นชอบด้วยไม่

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่า จิวเชียงเป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงนัก พระเจ้าฮั่นเต้ก็เสด็จเข้าไปหานางเซ็กฮี จึงเล่าความซึ่งจิวเชียงทัดทานไว้ ไม่ยอมให้ยูหยีเป็นไทจือให้นางเซ็กฮีฟังทุกประการ ด้วยเมตตาแกนางเซ็กฮีนั้นมาก นางเซ็กฮีคำนับพระเจ้าฮั่นเต้แล้วจึงทูลว่า ซึ่งท่านจะให้บุตรเป็นที่ไทจือเพราะกรุณาข้าพเจ้านั้น พระคุณหาที่สุดมิได้ ซึ่งขุนนางไม่ยอมพร้อมกันนั้นขอท่านจงงดไว้ก่อน ต่อเมื่อนานไปภายหน้าแม้นท่านกรุณาแล้ว บุตรข้าพเจ้าก็คงจะได้เป็นที่ไทจือสมความปรารถนา พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังนางเซ็กฮีว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย พอม้าใช้ถือหนังสือข่าวราชการมาจากเมืองไต้จิวแลหัวเมืองทั้งปวงมาทูลแก่พระเจ้าฮั่นเต้หลายฉบับ ใจความในหนังสือนั้นว่า ฮวนอ๋องเจ้าเมืองฮวนนอกแดนเมืองจี๋นนั้น ยกกองทัพเข้ามาตีได้เมืองไต้จิว แล้วจะยกเข้าตีเมืองเตียวเมืองเอี๋ยน หัวเมืองใหญ่น้อยได้ความเดือดร้อนนัก ขอให้เร่งยกกองทัพมาปราบฮวนอ๋องโดยเร็ว หัวเมืองทั้งปวงจึงจะไม่ระส่ำระสายสืบไป พระเจ้าฮั่นเต้แจ้งความดังนั้นจึงปรึกษาตันแผงว่า ท่านจะเห็นผู้ใดซึ่งจะเป็นแม่ทัพไปช่วยหัวเมืองทั้งปวงกำจัดฮวนอ๋องได้ ตันแผงจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ฮวนอ๋องยกมาครั้งนี้ฝีมือกล้าแข็งอยู่ ครั้นจะให้หยินโป้แพอวดซึ่งมีฝีมือไปพอจะเอาชัยชนะได้ ก็ไปกินเมืองไกลเห็นไม่ทันท่วงที ฮั่นสินซึ่งอยู่ในเมืองหลวงเล่า ก็ออกนอกราชการเสียแล้ว ข้าพเจ้าเห็นแต่เสียงก๊กตันฮีมีสติปัญญาฝีมือก็กล้าแข็งพอ จะเป็นแม่ทัพคุมทหารออกไปต่อสู้ฮวนอ๋องเห็นจะเอาชัยชนะได้ พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งตันฮีว่า ท่านจงคุมทหารสิบหมื่นแทนตัวเราไปกำจัดฮวนอ๋องเสียให้จงได้ ตันฮีจึงกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าคุมทหารสิบหมื่นไปต่อสู้ฮวนอ๋องนั้น ข้าพเจ้าจะกำจัดฮวนอ๋องตามรับสั่ง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าฮวนอ๋องก็มีฝีมือกล้าแข็ง ทั้งทหารรบก็มีเป็นอันมาก ซึ่งจะให้ทหารไปกับข้าพเจ้าแต่สิบหมื่นนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าน้อยกว่าฮวนอ๋องนัก จะเอาชัยชนะโดยยาก พระเจ้าฮั่นเต้จึงมอบตราสำหรับแม่ทัพให้แก่ตันฮี แล้วสั่งตันฮีว่า ซึ่งท่านจะเอาทหารหัวเมืองไปมากน้อยสักเท่าใดก็ตามอัธยาศัยท่านเถิด พระเจ้าฮั่นเต้จึงพระราชทานเครื่องแม่ทัพซึ่งเป็นของฮั่นสิน เมื่อขณะเป็นง่วนโซ่ยนั้นให้แก่ตันฮี ๆ คำนับรับเครื่องยศตราสำหรับแม่ทัพแล้ว ตันฮีก็คำนับลาออกมาจัดแจงทหาร ยกกองทัพเดินมาถึงหน้าบ้านฮั่นสินจึงหยุดกองทัพไว้ ตันฮีกับคนใช้สิบคนก็เข้าไปในบ้านฮั่นสินหวังจะลาฮั่นสิน ด้วยตันฮีเป็นศิษย์เคยได้ศึกษากับฮั่นสินในการศึกมาแต่ก่อน ฮั่นสินเห็นตันฮีมาก็เชิญให้นั่งที่อันสมควร ตันฮีคำนับแล้วบอกว่า พระเจ้าฮั่นเต้ใช้ให้ข้าพเจ้ายกกองทัพไปกำจัดฮวนอ๋องซึ่งมาย่ำยีหัวเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้ามาลาท่านทั้งนี้หวังจะมาศึกษาขอความคิดกลศึกท่าน จะได้ไปต่อสู้ฮวนอ๋องเอาชัยชนะให้จงได้

ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นจึงขับคนใช้ไปเสียแล้วพาตันฮีเข้าไปในเรือน ฮั่นสินจึงรินสุราส่งให้ตันฮี ๆ คำนับรับสุรากินสามจอก ฮั่นสินจึงทอดใจใหญ่แล้วถามตันฮีว่า ศึกฮวนอ๋องกับฌ้อปาอ๋องนั้นศึกใครจะใหญ่กว่ากัน ตันฮีจึงตอบว่า อันศึกฌ้อปาอ๋องนั้นเป็นศึกใหญ่หลวงนัก อันศึกฮวนอ๋องครั้งนี้ จะเปรียบแต่เสี้ยวหนึ่งก็มิได้เท่าศึกฌ้อปาอ๋องอีก ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ซึ่งท่านจะไปต่อสู้ฮวนอ๋อง ถ้ามีชัยชนะฮวนอ๋องแลความชอบท่านจะเปรียบกับความชอบของเราซึ่งชนะศึกฌ้อปาอ๋องนั้น ผู้ใดจะมีความชอบมากกว่ากัน ตันฮีจึงว่าอันความชอบท่านชนะศึกฌ้อปาอ๋องเป็นความชอบใหญ่หลวงนัก ท่านจะเอาความชอบซึ่งข้าพเจ้าจะไปกระทำศึกชนะฮวนอ๋องครั้งนี้น้อยกว่ากันนัก จะสู้กับความชอบของท่านนั้นยังไม่ได้ ฮั่นสินจึงว่าผู้ใดซึ่งจะอาสาพระเจ้าฮั่นเต้จะเอาบำเหน็จความชอบไปภายหน้านั้น จงดูเอาอย่างเราซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้มิได้ชุบเลี้ยงไว้เป็นบรรทัดนั้นเถิด ถึงมาตรว่าท่านยกไปกระทำศึกชนะฮวนอ๋องกลับมาเฝ้าเวลาเช้า พระเจ้าฮั่นเต้ก็จะให้เป็นอ๋องยกย่องสรรเสริญ พอเวลาเย็นพระเจ้าฮั่นเต้ก็จะทำเมินมิได้โปรด จะติเตียนยกโทษกลับเป็นคนชั่วคนร้าย ความชอบซึ่งทำไว้นั้นกลายกลับลับเลื่อมเสื่อมสูญโดยเร็ว ตันฮีจึงว่าความคิดท่านจะให้ข้าพเจ้าผ่อนผันประการใดดีเล่า ขอท่านจงสั่งสอนข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจะกระทำตามท่านทุกประการ ฮั่นสินจึงว่าบัดนี้พระเจ้าฮั่นเต้ก็นับถือเชื่อใจว่าท่านสัตย์ซื่อจึงมอบตราแม่ทัพให้ท่านถือ หัวเมืองทั้งปวงก็เกรงกลัวท่าน ท่านจะต้องการทหารมากน้อยเท่าใด มีหนังสือปิดตราแม่ทัพไปถึงหัวเมืองทั้งปวง หัวเมืองทั้งปวงก็จะกะเกณฑ์ทหารมาส่งให้ท่าน ๆ จงแข็งเมืองขึ้น ถึงมาตรว่ามีผู้ไปเมืองร้องกล่าวโทษว่าท่านขบถถึงสองครั้งสามครั้ง เห็นพระเจ้าฮั่นเต้จะไม่เชื่อก่อน ด้วยเคยเชื่อถือว่าท่านมีใจ ซื่อตรงต่อพระเจ้าฮั่นเต้อยู่ แม้นท่านจะทำการใหญ่ไปภายหน้าขัดข้องประการใด เราจะช่วยคิดให้สำเร็จความปรารถนาของท่าน ซึ่งท่านจะคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ก็เร่งคิดเถิด ครั้งนี้เห็นจะสำเร็จโดยง่าย

ตันฮีได้ฟังดังนั้นก็รับคำฮั่นสินว่า ข้าพเจ้าจะทำตามท่านสั่งสอน ครั้นสนทนากันเสร็จแล้ว ตันฮีก็คำนับลาฮั่นสินยกกองทัพไป ครั้นถึงเมืองเตียวไต้จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้นอกเมืองเตียวไต้ แล้วสั่งให้คนใช้ไปสืบกองทัพฮวนอ๋อง คนใช้ก็คำนับลาไปสืบราชการได้ความแล้วกลับมาบอกแกตันฮีว่า ข้าพเจ้าไปสืบราชการในกองทัพ ฮวนอ๋องมาตั้งค่ายอยู่นอกเมืองไต้จิวเป็นค่ายทัพหน้ามีอยู่สี่กอง ทหารในค่ายทั้งสี่นั้นประมาณยี่สิบหมื่น แลค่ายหลวงตั้งอยู่หน้าเมือง ค่ายหนึ่งมีทหารรักษาประมาณสิบหมื่น แลค่ายรายรอบเป็นอันมากเข้ากันทหารประมาณร้อยหมื่น ฮวนอ๋องมีทหารคนหนึ่งชื่อฮาเยียนเซียะ ถือขวานโปเถาเป็นอาวุธสำหรับมือ แลฮาเยียนเซียะมีกำลังทั้งฝีมือกล้าแข็งนัก ต่อสู้ชนะกำลังทหารหมื่นหนึ่ง แม้นง่วนโซ่ยคิดหักหาญฮาเยียนเซียะลงเสียได้แต่คนเดียว ข้าพเจ้า เห็นว่าจะเอาชัยชนะฮวนอ๋องได้โดยง่าย

ตันฮีได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า ฮวนอ๋องมีทแกล้วทหารมีกำลังแลฝีมือเป็นอันมาก เราจะต่อสู้ด้วยกำลังทแกล้วทหารเห็นจะเอาชัยชนะฮวนอ๋องได้โดยยาก เราจะต่อสู้ด้วยกลศึกจึงจะชนะฮวนอ๋องโดยง่าย ที่นอกเมืองไต้จิวนั้นมีภูเขาใหญ่ มีคลองน้ำรอบภูเขา แลน้ำนั้นไหลลงไปฝ่ายเดียว เราจะลงไปล่อกองทัพฮวนอ๋องให้ไล่เข้าไป ถ้าได้ท่วงทีจะจับตัวฮาเยียนเซียะฆ่าเสียให้จงได้ ง่วนโซ่ยตันฮีจึงสั่งเล่าบู๊หนึ่ง ลิเต๊กหนึ่งให้คุมทหารไปทดน้ำไว้ ณ คลองภูเขาใหญ่ แล้วท่านจงคอยดูเห็นฮาเยียนเซียะทัพหน้าข้ามคลองมาแล้ว จงพังทำนบให้น้ำไหลท่วมตัดทางทัพหลวงไว้ แล้วให้ทหารเกาทัณฑ์ระดมยิงจงสามารถ ตันฮีจึงสั่งตันฌ้อหนึ่ง ซัวเจียงหนึ่ง ให้คุมทหารไปซุ่มอยู่ค่ายหลวงฮวนอ๋อง ถ้าเห็นฮวนอ๋องยกกองทัพออกจากค่าย เห็นทหารรักษาค่ายเบาบางลง ได้ทีก็ให้เอาเพลิงเผาค่ายหลวงเสียให้จงได้ ตันฮีแบ่งทหารเป็นสามส่วน ให้นายทหารทั้งสี่ไปทำการสองส่วน ทั้งสี่นายทหารรับคำจำอุบายได้แล้วคำนับลาตันฮีไปตามสั่ง ครั้นเวลาเช้าตันฮีก็จัดแจงกองทัพยกออกจากค่ายจะไปตีฮวนอ๋อง

ฝ่ายฮวนอ๋องแจ้งความดังนั้น ก็จัดแจงกองทัพให้ฮาเยียนเซียะเป็นแม่ทัพหน้า ฮวนอ๋องเป็นทัพหลวงยกออกจากค่าย พอพบตันฮียกมาปะทะทัพฮวนอ๋องที่ตามทาง ทหารทั้งสองฝ่ายก็รอกันอยู่ ฮวนอ๋องเห็นดังนั้นก็ชักม้าออกมาหน้าทหาร เห็นตันฮียืนอยู่กลางทหาร ฮวนอ๋องจึงร้องว่า ฮั่นเต้ซึ่งเป็นเจ้านายของท่านนั้น เกรงกลัวเมาตุ้นหรือจึงเอาลูกสาวไปยกให้เมาตุ้น ตัวเรานี้ก็นับว่าชายมีฝีมืออยู่บ้าง ทแกล้วทหารเราก็มากกว่าเมาตุ้นอีก เราก็ยังหาได้สิ่งใดเป็นของฮั่นเต้ไม่ เราจึงยกกองทัพมาหมายจะทำศึกกับฮั่นเต้ ตัวท่านเป็นแต่นายทหารซึ่งจะมาสู้ฝีมือกับเรานั้น อุปมาเหมือนสุนัขจิ้งจอก จะมาขันสู้กับไกรสรราชสีห์มิควร

ตันฮีได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก จึงร้องตอบไปว่าท่านเป็นแต่ฮวนเหนา จะอาจเอื้อมขึ้นไปขันรบกับพระเจ้าฮั่นเต้ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐนั้นไม่สมควร เรายกมาครั้งนี้หมายจะเอาศีรษะท่านซึ่งเป็นเสี้ยนศัตรูแผ่นดินไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ตามรับสั่ง ตันฮีก็ชักม้าเข้ารบกับฮวนอ๋อง ฮาเยียนเซียะแม่ทัพหน้าเห็นดังนั้นก็ชักม้ารำขวานโปเถาเข้ารบกับตันฮีได้ยี่สิบเพลง ตันยีก็ทำเสียทีชักม้าพาทหารรอรบไปตามทางจนถึงคลองนํ้าที่ทดไว้ ก็พาทหารข้ามฟากไปขึ้นหยุดยืนอยู่บนภูเขา ฮาเยียนเซียะก็พาทหารไล่ติดตามข้ามคลองไป

ฝ่ายเล่าบู๊ลิเต๊กก็ให้ทหารพังทำนบ น้ำก็ไหลมาเต็มคลองลึกประมาณห้าวา ทหารซึ่งซุ่มอยู่หลังเขาก็แยกกันเข้าระดมยิงเกาทัณฑ์ดังห่าฝน ฮวนอ๋องจะข้ามคลองไปช่วยทัพหน้าน้ำลึกข้ามไปมิได้ ตันฮีขึ้นอยู่บนยอดเขา ให้ทหารผลักศิลาแลล้มต้นไม้ใหญ่กลิ้งลงมาเป็นอันมาก ฮาเยียนเซียะเห็นทหารถูกลูกเกาทัณฑ์ก้อนศิลาเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก จะถอยกลับไปก็มิได้ แลฮาเยียนเซียะ หลบหลีกก้อนศิลาไม่ค่อยจะทัน พอขอนไม้กลิ้งลงมาทับเท้าม้าล้มลง ขอนก็กลิ้งทับฮาเยียนเซียะ ตายทั้งม้าทั้งคน ฮวนอ๋องเห็นฮาเยียนเซียะตายแล้วก็ถอยทัพจะกลับไปค่าย พอทหารมาบอกว่า ทหารฮั่นเต้ลอบไปเอาเพลิงเผาค่ายแลเสบียงอาหารเสียสิ้น ฮวนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งตกใจนัก ก็ยกทัพพาทหารหนีดั้นป่าไปทิศเหนือ ครั้นทัพฮวนอ๋องแตกไปแล้ว ตันฮีก็ให้ทหารปิดทำนบน้ำก็แห้งขาด คลอง แล้วก็ยกทัพข้ามคลองไปเข้าเมืองไต้จิว ครั้นรุ่งเช้าตันฮีก็เลี้ยงโต๊ะขุนนางนายทัพนายกองพร้อมกัน ตันฮีจึงว่าซึ่งมีชัยชนะฮวนอ๋องครั้งนี้ จะเป็นความคิดแต่เราผู้เดียวนั้นหามิได้ เพราะท่านทั้งปวงพร้อมใจกันฮวนอ๋องจึงพ่ายแพ้หนีไป อันพระเจ้าฮั่นเต้ทุกวันนี้นํ้าพระทัยไม่เหมือนแต่ก่อน ครั้นมีการศึกมาพระเจ้าฮั่นเต้จึงชุบย้อมเชิดชูผู้มีความชอบ แม้นมีความสุขแล้วก็คิดแต่จะหาโทษพาล เอาผิดผู้มีความชอบ แล้วไม่ชุบเลี้ยงผู้มีความชอบให้สมควร เหมือนหนึ่งฮั่นสินเมื่อขณะกระทำศึกด้วยฌ้อปาอ๋อง ฮั่นสินชนะศึกมีความชอบนับครั้งไม่ถ้วน พระเจ้าฮั่นเต้ก็ลืมความชอบเสียมิได้ตั้งแต่งชุบเลี้ยง กลับถอดฮั่นสินออกจากราชการ ทุกวันนี้พระเจ้าฮั่นเต้ก็คิดจะหาโทษใส่พาลฆ่าฮั่นสินอยู่มิได้ขาด แล้วเรามีความชอบแต่เพียงนี้ เห็นพระเจ้าฮั่นเต้จะหายกความชอบไม่ นานไปจะได้ ความผิดเราคิดจะแข็งเมืองไต้จิวไว้ จึงจะหาผู้มีสติปัญญามาช่วยคิดการใหญ่ แล้วเราจะซ่องสุมเสบียงอาหารตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ได้เป็นกำลังมากขึ้น จึงจะยกเข้าตีเอาเมืองหํ้าเอี๋ยงเห็นจะได้โดยง่าย เพราะพระเจ้าฮั่นเต้ก็ชราลงแล้ว อันความคิดแลฝีมือทหารในเมืองหลวงนั้นเราเกรงอยู่แต่ฮั่นสินผู้เดียว บัดนี้ฮั่นสินก็ออกจากราชการพระเจ้าฮั่นเต้มิได้ใช้สอย นอกกว่าฮั่นสินแล้วเราหาเกรงสติปัญญาแลฝีมือผู้ใดไม่ แม้นท่านทั้งปวงพร้อมใจกันช่วยเรากระทำการใหญ่ได้สำเร็จแล้ว เราจะแบ่งสมบัติแลบ้านส่วยให้ตามสมควร จะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป ท่านทั้งปวงจะยอมช่วยเราทำการใหญ่หรือ ๆ ไม่พร้อมใจกันประการใด

ขุนนางนายทัพนายกองจึงว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ชีวิตอยู่เงื้อมมือท่าน แม้นท่านจะคิดอ่านประการใด ข้าพเจ้าทั้งปวงก็จะพร้อมใจกันช่วยท่านกระทำไปกว่าจะสำเร็จ ขอท่านอย่าได้สงสัยข้าพเจ้าทั้งปวงนี้เลย ตันฮีได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงตั้งตัวขึ้นเป็นไต้อ๋อง ให้มีหนังสือไปเกณฑ์เอาทหารเข้ากองทัพ เที่ยวตีหัวเมืองเล็กน้อย เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของทองเงิน เครื่องศัสตราวุธ เสบียงอาหาร แล้วกวาดครอบครัวมาไว้เป็นอันมาก ตันฮีซ่องสุมทแกล้วทหารได้ไว้ถึงยี่สิบหมื่นเศษ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ