๑๖

ฝ่ายฟัมแจ้งครั้นเวลาสองยามจึงบอกหลอก๋องว่า เวลาพรุ่งนี้ตรวจเตรียมทหารให้พร้อมจะยกไปตีค่ายป่าเสียง หลอก๋องได้ฟังดังนั้นก็จะยกไปไม่เห็นห้างเป๊กให้คนเที่ยวค้นหา ฟัมแจ้งจึงว่า ห้างเจียงกุ๋นไปไหนจึงไม่อยู่ เตงก๋งนายทหารจึงบอกว่า ห้างเจียงกุ๋นเมื่อเวลาค่ำขี่ม้าออกมาประตูค่ายฝ่ายทิศตะวันออก บอกว่าจะไปสืบข้อราชการทัพเห็นขับม้าเร็วไป ฟัมแจ้งจึงว่าห้างเจียงกุ๋นหายไปครั้งนี้ เห็นไผ่ก๋องจะรู้ตัวขอท่านงดทัพไว้ก่อน ถ้าเราจะขนยกไปก็จะต้องอุบายของไผ่ก๋อง หลอก๋องจึงว่าอาข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อจะเอาความไปแพร่งพรายนั้นหาเห็นไม่ ฟัมแจ้งจึงว่าห้างเจียงกุ๋นเป็นคนสัตย์ซื่อก็จริง แต่คำโบราณกล่าวไว้ว่า การสงครามถ้าจะคิดไม่หมดอย่าควรทำแม้นเพลี่ยงพลํ้าแก้ตัวยาก พอห้างเจียงกุ๋นกลับมาถึง หลอก๋องจึงถามว่าอาไปข้างไหนมา ห้างเป๊กจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามีเพื่อนรักเก่าคนหนึ่ง เป็นชาวเมืองฮั่นชื่อเตียวเหลียงอยู่ในค่ายไผ่ก๋อง ท่านจะยกทัพไปตีป่าเสียงกลัวเตียวเหลียงจะพลอยตาย จึงรีบไปบอกพูดกันแต่สองคนให้หลบหลีกเอาตัวรอด ข้าพเจ้าถามเตียวเหลียงว่า ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้มีใจกำเริบหรือจึงให้ไปขัดด่านไว้ เตียวเหลียงจึงเล่าให้ฟังว่าไผ่ก๋องให้คนมาขัดด่าน ด้วยมีทหารมาน้อยไม่ไว้ใจชาวเมืองหํ้าเอี๋ยง ซึ่งทรัพย์สิ่งของในท้องพระคลังก็ยังให้เจ้าของรักษาไว้ แต่ตัวจูหยินนั้นออกมาหาโดยดีจึงคุมตัวไว้ท่าท่าน ข้าพเจ้าจึงว่าถ้าไผ่ก๋องทำดังนี้ไม่มีผิด แม้นจะคิดแต่โดยใจเห็นว่าไผ่ก๋องจะมีความชอบด้วยเข้าเมืองได้ก่อน ทหารเราจึงเข้าเมืองได้โดยง่าย ซึ่งจะฟังคนสอพลอว่าเขาจะทำร้ายนั้นผิด เราจะคิดไปทำร้ายเขานั้นไม่ต้องตามประเพณี พรุ่งนี้เขาจะมาหาท่านๆ จงผ่อนผันรับแต่โดยดี จึงจะไม่เสียความสัตย์ของเรา หลอก๋องจึงว่าถ้าจริงเหมือนเตียวเหลียงพูดกับอานั้นไผ่ก๋องก็ไม่มีโทษ ฟัมแจ้งจึงว่าห้างเจียงกุ๋นเชื่อคำอุบายเตียวเหลียง ข้าพเจ้ายังหาเห็นด้วยไม่ เพราะไผ่ก๋องให้ลดกฎหมายสามประการหวังจะให้ไพร่บ้านพลเมืองรักว่ามีความเมตตา เห็นว่าจะคิดเอาแผ่นดินเป็นมั่นคง ห้างเป๊กจึงว่าซึ่งท่านจะคิดให้ฆ่าไผ่ก๋องด้วยทัพปล้นดุจคนหาสติปัญญามิได้ ถ้าจะคิดเป็นการใหญ่อย่างอื่นจะไม่ได้แล้วหรือ ทำทั้งนี้จะให้มีคำคนนินทาว่าทำได้แต่ทัพโจร หลอก๋องจึงพูดกับฟัมแจ้งว่าซึ่งอาพูดนี้ชอบอยู่ ถ้าท่านยังแค้นเคืองก็คิดหาโทษไผ่ก๋องโดยอุบายอย่างอื่นจะดีกว่า ฟัมแจ้งจึงว่าไผ่ก๋องมีโทษอยู่ ข้าพเจ้าแจ้งว่าเข้าเมืองได้ให้เอาทรัพย์ในพระคลังออกจำหน่ายเสียสิ้น ประการหนึ่งจูหยินก็ไม่ฆ่าปล่อยตัวไว้ แล้วให้คนไปขัดด่านสามประการนี้ ถ้าท่านเห็นชอบจงเชิญไผ่ก๋องมากินโต๊ะแล้วจึงถาม ถ้าไผ่ก๋องแก้ความไม่ได้จงฆ่าเสีย ถ้าท่านถือคำสัตย์อยู่ทำไม่ลง ข้าพเจ้าจะซุ่มทหารไว้สองร้อยคนไว้คอยจับ ถ้าได้ทีจะเคาะกระบี่เข้าเป็นสำคัญ มิดังนั้นจะให้ตันแผงรินสุราให้ไผ่ก๋องกินให้มาก แม้นเมาเต็มที่ผิดกิริยาพูดล่วงเกินจึงฆ่าเสีย ถ้าจะละไผ่ก๋องไว้เหมือนโรคร้ายในกาย หมอพยาบาลไม่ชอบที่มีแต่จะกำเริบขึ้นทุกวัน หลอก๋องได้ฟังจึงว่าอุบายท่านนี้ดีนัก จึงให้จัดทหารเตรียมไว้ ให้เสียวเกี้ยวถือหนังสือไปเชิญไผ่ก๋อง เสียวเกี้ยวคำนับรับหนังสือ แล้วออกมาขึ้นม้าไปถึงป่าเสียงบอกแก่ทหารรักษาประตู นายทหารเข้าไปแจ้งความแก่ไผ่ก๋องๆ จึงให้คนออกมารับเสียวเกี้ยวๆ ก็เข้าไปคำนับส่งหนังสือให้ไผ่ก๋องๆ อ่านดูได้ความว่าหลอก๋องบอกมาถึงไผ่ก๋อง ด้วยเดิมมีรับสั่งพระเจ้างี่เต้ให้เราสองนาย ยกมากำจัดพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ ณ เมืองหํ้าเอี๋ยงจะให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข เราเป็นทัพหลวงยกมาทางตะวันออกไผ่ก๋องยกมาทางตะวันตก เข้ามาได้ให้จับสืบเชื้อวงศ์ฆ่าเสียสิ้นแต่ตัวจูหยินนั้นคุมไว้ ทำการครั้งนี้เทพยดาแลมนุษย์ทั้งแผ่นดินก็ยินดีสรรเสริญความชอบมีทุกตัวทหาร ควรจะเลี้ยงสุราเป็นการสนุก บัดนี้เราทำโต๊ะเลี้ยงนายทัพนายกอง เชิญไผ่ก๋องแลนายทหารทั้งปวงมาพูดจากันให้เป็นสุข ณ ห้องหมุยในเวลาพรุ่งนี้ ไผ่ก๋องแจ้งในหนังสือแล้วจึงว่าเราก็คิดไว้จะไปหาหลอก๋อง เสียวเกี้ยวได้ฟังคำนับลาไผ่ก๋องออกมากินโต๊ะภายนอก ไผ่ก๋องจึงปรึกษาเตียวเหลียงหลีเสงเสียวโหว่า หลอก๋องให้คนมาหาครั้งนี้ดูทีจะเป็นอุบายฟัมแจ้งจะคิดทำร้ายเราเป็นมั่นคง อนึ่งครั้งนี้หลอก๋องมีรี้พลทหารเข้มแข็งนักเหลือกำลังที่จะต่อรบ ครั้นจะนิ่งขึงอยู่ก็ไม่ได้ ขอท่านจงตอบหนังสือให้คนมีสติปัญญาถือไปพูดจา ว่าจะยกเมืองหํ้าเอี๋ยงให้แก่หลอก๋อง พรุ่งนี้ท่านจงไป การครั้งนี้เราจำเสียเมืองให้คิดแก้ไขเอาตัวรอดก่อน ภายหลังจึงค่อยหาเมืองอื่นอยู่เกลี้ยกล่อมผู้คนคิดการสืบไปเบื้องหน้า หลีเสงจึงว่า ข้าพเจ้าขออาสาถือหนังสือไปว่ากล่าวแก่หลอก๋องให้อ่อนลงจงได้ เตียวเหลียงจึงว่าท่านทั้งสองคิดการจะไปว่ากล่าว ยอมให้เมืองแก่หลอก๋องนั้นดูทีเหมือนหนึ่งเราจะรู้ตัวกลัวหลอก๋อง จึงให้เมืองเป็นสินบน ท่านจะคิดฉะนี้หายืดยาวไม่ แต่ก่อนเมื่อครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก สิบเจ็ดหัวเมืองคิดจะทำร้ายเป็งอ๋อง จึงนัดให้มาพร้อมกันกินโต๊ะ ณ ริมต๋ง เป็งอ๋องได้หงอจู๊สูไว้เป็นทหารแลที่ปรึกษาเป็งอ๋อง ไปริมต๋งที่ประชุมพร้อมกันทั้งสิบแปดหัวเมือง หงอจู๊สูคิดอ่านป้องกันรักษาเป็งอ๋องไว้ก็ไม่มีผู้ใดทำอันตราย หงอจู๊สูทำนั้นก็ยังหาเหมือนลิมเซียงหยีซึ่งเป็นทูตไปเมืองจี๋นไม่ ความแจ้งอยู่ครั้งแผ่นดิน เลียดก๊กว่าด้วยเมืองเตียวมีแก้ววิเศษ เมืองจี๋นรู้จะใคร่ได้ จึงใช้คนไปว่าจะแบ่งเมืองขึ้นให้เมืองเตียว เตียวอ๋องจึงให้หลินเซียงหยีเป็นทูตคุมแก้วมาเมืองจี๋น จี๋นอ๋องเห็นแก้วชอบใจเอาไว้ แต่ไม่ให้เมืองขึ้นตามสัญญา ลิมเซียงหยีจึงอุบายว่าเมื่อเตียวอ๋องจะได้แก้ววิเศษนี้ต้องจำศีลสิบห้าวันขอพระองค์จำศีลเสียก่อนจึงเอาแก้วไว้ได้ จี๋นอ๋องเชื่อฟังคำลิมเซียงหยีมีใจประมาท ลิมเซียงหยีก็หยิบเอาแก้วมาแล้วว่า ถ้าพระองค์จำศีลแล้วจึงจะถวายแก้วได้ ลิมเซียงหยีก็พาเอาแก้วหนีไปเมืองเตียว ครั้งนี้หลอก๋องได้อุบายฟัมแจ้งคิดจะทำร้ายท่านให้มีหนังสือมาเชิญไปกินโต๊ะ ฟัมแจ้งเป็นคนเจ้าอุบาย หลอก๋องก็เป็นคนเจ้าโทโส ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าท่านไปห้องหมุยจึงจะควรตัวข้าพเจ้าจะไปด้วย จะคิดพูดให้หลอก๋องหายโกรธ ถึงฟัมแจ้งก็ไม่ให้ใช้อุบายได้ ท่านอย่าวิตกเลย นานไปเมื่อหน้าท่านคงจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ที่ไหนหลอก๋องจะทำอันตรายท่านได้ ไผ่ก๋องจึงว่าการครั้งนี้ท่านคิดอย่างไร ข้าพเจ้าจะวางใจทำตามคำท่าน ไผ่ก๋องจึงเขียนหนังสือตอบส่งให้เสียวเกี้ยวไปให้หลอก๋อง ว่าพรุ่งนี้จะไปกินโต๊ะ เสียวเกี้ยวก็คำนับรับหนังสือไปให้หลอก๋องๆ อ่านดูรู้ว่าไผ่ก๋องจะมาก็ยินดี ฟัมแจ้งจึงพูดกับหลอก๋องว่า ถ้าไผ่ก๋องจะมาห้องหมุยพรุ่งนี้ อุบายสามอย่างซึ่งข้าพเจ้าคิดให้นั้นท่านอย่าลืม หลอก๋องรับคำแล้วจัดทหารไว้ข้างใน จึงสั่งให้เตงก๋งกับยงคีรักษาประตูค่ายอย่าให้ทหารไผ่ก๋องแปลกปลอมเข้ามาได้ ครั้นเวลารุ่งเช้าไผ่ก๋องจัดทหารร้อยหนึ่งกับคนสนิทห้าคน คือเตียวเหลียงห้วนโก้ยยงหิมกีสินตินเต๋งขึ้นม้าพากันไปตามทางห้องหมุย ครั้นถึงกลางทางไผ่ก๋องคร้ามใจเรียกเตียวเหลียงให้เคียงม้าเข้ามา จึงว่าข้าพเจ้าครั้งนี้มีความวิตกนักเกลือกพลาดพลั้งลงจะเสียที ท่านเห็นแน่แก่ใจว่าจะไม่เป็นอันตรายแล้วหรือ เตียวเหลียงจึงว่าการทั้งนี้ท่านจงวางใจเกิด อย่าคิดกริ่งเกรงหลอก๋องฟัมแจ้งเลย แต่ก่อนข้าพเจ้าได้พูดไว้กับท่าน ท่านจงอย่าลืมคำข้าพเจ้า ไผ่ก๋องเตียวเหลียงพูดกัน พลางแลไปเห็นหยินโป้ขี่ม้าพาทหารถืออาวุธเดินตรงมาใกล้ จึงบอกไผ่ก๋องว่า หลอก๋องใช้ให้ข้าพเจ้ามารับท่าน ไผ่ก๋องแลหยินโป้ก็ลงจากม้า ต่างคนคำนับแล้วพากันมาถึงประตูค่ายเห็นตันแฝงออกมา ยืนอยู่ริมทาง แลเข้าไปในค่ายเห็นทหารแต่งตัวใส่เกราะถือเครื่องศัสตราวุธเตรียมกันอยู่ แล้วได้ยินเสียงกลองศึกประโคมอื้ออ้งครึกครื้น ไผ่ก๋องหยุดยืนอยู่เรียกเตียวเหลียงมาว่า ในค่ายหลอก๋องนี้ทำดุจหนึ่งที่สนามรบ เดิมว่าจะประชุมกันกินเลี้ยงเล่นทั้งสองทัพซึ่งทำทั้งนี้เห็นผิดเราจะเข้าไปนั้นไม่ได้ เตียวเหลียงจึงว่าท่านมาถึงนี่แล้วจะไม่เข้าไปนั้นไม่ควร เพราะเขาคอยจะเอาผิด ท่านจงหยุดยืนอยู่กับทหารที่นี่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปให้พบหลอก๋องก่อน เตียวเหลียงก็ค่อยเดินเข้าไปแต่ผู้เดียว เตงก๋งยงคีนายทหารซึ่งรักษาประตูค่ายห้ามไว้ เตียวเหลียงจึงว่าท่านห้ามข้าพเจ้าไว้แล้ว ทำไฉนจะรู้ถึ งหลอก๋อง ว่าข้าพเจ้าชื่อเตียวเหลียงเป็นเซ๊กชูจะเข้ามาคำนับ เตงก๋งยงคีก็เข้าไปแจ้งความแก่หลอก๋องว่าคนของไผ่ก๋องชื่อเตียวเหลียงเป็นเซ๊กซูจะเข้ามาคำนับท่าน หลอก๋องได้ฟังจึงว่าทำไมเรียกว่าเซ๊กซูเล่า ฟัมแจ้งว่าเตียวเหลียงผู้นี้มีสติปัญญายิ่งนัก เป็นเชื้อขุนนางมาห้าชั่ว เดิมอยู่เมืองฮั่น ไผ่ก๋องยืมมาปรึกษาในการศึกจึงเรียกว่าเซ๊กซู ถ้าคิดฆ่าเตียวเหลียงได้เหมือนแหวะหัวใจแลตัดแขนซ้ายขวาไผ่ก๋องเสีย ห้างเป๊กได้ยินจึงออกมาห้ามหลอก๋องว่า ซึ่งท่านยกกองทัพมาเข้าใจว่าจะได้เป็นเจ้าในเมืองหลวง ชอบแต่จะเอาใจคนทั้งปวงให้รักใคร่ผู้มีสติปัญญาจึงจะสรรเสริญมีน้ำใจมาเข้าด้วยท่าน ซึ่งจะทำตามคำฟัมแจ้งคิดฆ่าคนซึ่งหาผิดมิได้ ก็จะมีแต่ความนินทา เตียวเหลียงนั้นเป็นคนดี กับข้าพเจ้าก็รู้จักกัน ถ้าท่านจะเอาเตียวเหลียงไว้ข้าพเจ้าจะเกลี้ยกล่อมให้อยู่กับท่าน

หลอก๋องได้ฟังห้างเป๊กว่าเห็นชอบ จึงให้เตงก๋งไปรับเตียวเหลียงเข้ามา เตียวเหลียงเห็นหลอก๋องแต่งตัวใส่เกราะถือกระบี่นั่งอยู่ จึงว่าข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่าไว้ แม้นผู้ใดจะเป็นกษัตริย์ รักษาอาณาเขตให้กว้างขวาง ย่อมมีเมตตาโอบอ้อมอารีไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วกันไป ไม่มีพยาบาทจองเวรแล้วมิได้อวดว่ามีทหารมาก กำลังเข้มแข็งถ้าเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มากก็ย่อมซ่อนทรัพย์ไว้ไม่ให้ผู้อื่นเห็น แลผู้ซึ่งมีทหารมาก ถ้าเห็นผู้ใดมาอ่อนน้อมก็ย่อมซ่อนทหารไว้จึงได้ชื่อว่ามีสติปัญญา บัดนี้ท่านทำโต๊ะเชิญนายทัพนายกองมากินเลี้ยง หมายจะชวนให้สนุกสบายควรจะมีแต่การเล่นให้ครึกครื้น ชื่งท่านแต่งทหารเป็นชั้นเชิงชอบกลอยู่ฉะนี้ ประหนึ่งจะให้ผู้มาหาสะดุ้งตกใจกลัวไม่ สมควรซึ่งผู้มีบุญมากหมายจะครอบครองเมืองหํ้าเอี๋ยง เมื่อท่านกระทำศึกแก่เจียงหำสามวันชนะเก้าครั้ง ก็ย่อมแจ้งอยู่ด้วยกันทั่วเกรงฝีมือท่านทั้งสิ้น แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวรู้นํ้าใจจึงเข้ามาคำนับ คนทั้งปวงระวังตัวกลัวอาวุธรออยู่มิอาจที่จะเข้ามาได้ ขอท่านจงตรึกตรองคำข้าพเจ้าเถิด

หลอก๋องได้ฟังเตียวเหลียงว่าเห็นชอบ จึงสั่งให้เลิกทหารที่ตั้งขบวนไว้ให้ไปอยู่นอกค่ายทางไกลได้สิบเส้น ตัวหลอก๋องก็วางอาวุธถอดเกราะแลเสื้ออย่างดีออกเสีย ใส่เสื้อตามตำแหน่งขุนนางออกมาใหม่ แล้วให้ไปเชิญไผ่ก๋องเข้ามา ครั้นคนใช้ไปถึงแจ้งความแก่ไผ่ก๋องว่าหลอก๋องให้เชิญท่านเข้าไป ไผ่ก๋องจะพาทหารเข้าไป เตงก๋งยงคีผู้รักษาประตูห้ามคนทั้งปวงไว้ ให้แต่ไผ่ก๋องเข้าไปแต่ผู้เดียว ไผ่ก๋องเมื่อเข้าไปในค่ายเห็นหลอก๋องไว้เกียรติยศมากขึ้นหาเหมีอนแต่ก่อนไม่ ครั้นใกล้ประสานมือขึ้นแล้วจึงว่าข้าพเจ้าเล่าปังตั้งใจมาคำนับท่าน หลอก๋องมิได้คำนับนั่งขึงอยู่ แล้วถามว่า โทษท่านผิดอยู่สามประการรู้หรือไม่ ไผ่ก๋องจึงว่าแต่ก่อนข้าพเจ้าชื่อเล่าปังเป็นแต่พันนายบ้าน คนทั้งปวงยกให้ข้าพเจ้าเป็นนาย ก็หมายจะยอมให้ท่านใช้การศึกมิได้คิดประทุษร้ายแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งว่าโทษข้าพเจ้าผิดสามประการนั้นข้าพเจ้ายังไม่แจ้ง หลอก๋องจึงว่าเหตุใดท่านจึงปล่อยจูหยินเสีย แต่อำเภอใจ มิได้กระทำตามรับสั่ง ข้อหนึ่งท่านแปลงกฎหมายเก่าเอาใจราษฎรจะให้รักแก่ตัวท่านผู้เดียว ทำดังนี้เหมือนแผ่นดินสิทธิ์ ขาดเป็นของตัว ข้อหนึ่งให้ทหารไปรักษาเมืองหน้าด่านไว้ หวังจะไม่ให้เรายกกองทัพเข้ามา ท่านทำสามข้อนี้ท่านคิดประการใด ไผ่ก๋องจึงว่าซึ่งจูหยินนั้นมาสามิภักดิ์ต่อข้าพเจ้าโดยดี ครั้นจะทำโทษก็กลัวจะเกินรับสั่ง แล้วท่านก็ยังไม่มาถึงจึงงดไว้ การทั้งนี้สุดแต่ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่คิดจึงจะควร ข้อซึ่งแปลงกฎหมายเสียใหม่นั้น ด้วยกฎหมายเก่ามีอาญาเหลือเกินนัก ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนดังตกอยู่ในกระทะน้ำมันอันเดือด ถ้าช้าไปเกลือกจะกลับใจคิดทำร้าย ข้าพเจ้ามาก็น้อยตัวกลัวศัตรูทั้งฝ่ายในฝ่ายนอก ตั้งใจแต่จะคอยกองทัพท่าน จึงคิด อุบายแปลงกฎหมายแต่พอให้ราษฎรมีความสุข หวังจะให้กิตติศัพท์สรรเสริญว่า แต่ทัพหน้ามายังเรียบร้อยสบายถึงเพียงนี้ ถ้าแม่ทัพหลวงมาถึงเห็นจะมีความสุขยิ่งขึ้นมาก ข้อซึ่งข้าพเจ้าปิดด่านไว้นั้น ด้วยกองทัพข้าพเจ้าพึ่งเข้าเมืองได้ ไม่ไว้ใจหัวเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้นแจ้งว่ากองทัพท่านมาถึงดีใจแต่งให้ออกไปรับ ข้าพเจ้าทำการครั้งนี้มิได้คิดเอาดีใส่ตัว ท่านก็เป็นแม่ทัพใหญ่เห็นผิดแลชอบประการใดก็ตามแต่ใจของท่าน

หลอก๋องได้ฟังไผ่ก๋องว่าชอบใจนักมีความยินดี มิได้คิดที่จะฆ่าไผ่ก๋อง หลอก๋องจึงลุกขึ้นจับมือไผ่ก๋อง แล้วว่าข้อความซึ่งถามท่านมาทั้งนี้มิใช่จะคิดโกรธแกล้งว่าเอาเอง เรารู้ความเพราะโจบู๊เสียงทหารท่านมีหนังสือมาจึงได้ไต่ถามดู ไผ่ก๋องหลอก๋องต่างคนคำนับกัน หลอก๋องจึงจูงมือไผ่ก๋องให้นั่งที่ร่วมกัน ฟัมแจ้งห้างเป๊กเตียวเหลียงนั่งอยู่สองข้าง บรรดาทหารทั้งปวงก็นั่งอยู่เป็นอันมาก หลอก๋องจึงสั่งให้ประโคมเครื่องเล่นแล้วให้ยกโต๊ะแลสุรามาตั้ง หลอก๋องไผ่ก๋องกินร่วมโต๊ะกัน มีคำกลางสอดเข้ามาว่า หลอก๋องผู้นี้เป็นคนโทโสมาก แต่หากมัวเมาด้วยยศฐาศักดิ์ ถ้ามีคนสรรเสริญมักยินดี

ฝ่ายฟัมแจ้งเห็นหลอก๋องพูดกับไผ่ก๋องเป็นปกติ เห็นจะไม่ทำอันตรายเหมือนคิดกันไว้ จึงเคืองใจจะเคาะกระบี่ขึ้นตามสัญญานี้ ไม่เห็นหลอก๋องให้ทีไม่รู้ที่จะทำประการใด

ฝ่ายหลอก๋องดูกิริยาไผ่ก๋องเห็นอ่อนน้อมดีอยู่ จึงนึกว่า ฟัมแจ้งจะให้เราฆ่าไผ่ก๋องเมื่อกิน โต๊ะเป็นที่สบาย คนทั้งปวงจะนินทาเรา แม้นไผ่ก๋องไม่ตรงจะจับฆ่าเสียเมื่อใดก็ได้ ทำไมกับคนฝีมืออ่อน

ขณะนั้นฟัมแจ้งเห็นกิริยาหลอก๋องไม่ทำร้ายไผ่ก๋องเสียใจนัก จึงใช้ให้ตันแผงไปรินสุราให้หลอก๋องไผ่ก๋องกิน แล้วขยิบตาให้ตันแผงทำตามสัญญา ตันแผงรู้ในทีฟัมแจ้งซึ่งคิดกันไว้ เข้ารินสุราให้หลอก๋องไผ่ก๋องกิน แล้วพิเคราะห์ดูลักษณะไผ่ก๋องเห็นทรวดทรงผิวพรรณดวงหน้าก็งามพร้อม จักษุทั้งสองดุจตามังกรต้องลักษณะรู้ว่านานไปจะมีบุญเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ ครั้นจะทำตามคำฟัมแจ้งก็เหมือนหนึ่งทำลายแผ่นฟ้าเป็นที่พึ่งแห่งโลก ครั้นทีหลอก๋องจะกินตันแผงรินสุราให้มาก ทีไผ่ก๋องจะกินรินแต่น้อย ไผ่ก๋องจึงไม่สู้เมา ไผ่ก๋องเห็นดังนั้นก็เข้าใจว่าตันแผงมีจิตรัก ฟัมแจ้งจึงนึกว่าอุบายที่คิดไว้ไม่สมแต่สักอย่าง ถ้าวันนี้ไม่ฆ่าไผ่ก๋องเสียได้นานไปไผ่ก๋องจะมีความพยาบาท จึงลุกขึ้นจากที่กินโต๊ะเดินออกไปหาคนมาจะให้ทำร้ายไผ่ก๋อง พอพบทหารคนหนึ่งอยู่นอกลับแลเคาะกระบี่ร้องเพลงว่า งออิวอิดไป๋เกี้ยม แปลว่าเรามีกระบี่วิเศษได้มาแต่เขาขุนหลุนทิศตะวันตก ส่องดูมีเงาเหมือนกระจก จะตัดเหล็กเหมือนตัดดิน สีขาวเหมือนน้ำค้างในใบบัว ใส่ฝักเหมือนลมชวย กระบี่นี้ฝากตัวอยู่กับผู้ใดเจ้าของคิดจะลองดูให้เห็นคุณ ฟัมแจ้งได้ยินก็ดีใจคิดว่าคนผู้นี้ชื่อห้างจิงแซ่เดียวกับหลอก๋อง เห็นจะฆ่าไผ่ก๋องได้ จึงกระซิบพูดกับห้างจิงว่า หลอก๋องมีแต่โมโหมักเชื่อคนพูดดีอย่างนี้ จึงทำการใหญ่ไม่ตลอด เดิมคิดไว้จะฆ่าไผ่ก๋อง วันนี้นัดให้เราเคาะกระบี่เป็นสำคัญ เรายกขึ้นถึงสามครั้งแล้ว หลอก๋องก็นิ่งเสียมิได้เคาะลง ถ้าปล่อยไผ่ก๋องไปภายหน้าจะเป็นข้าศึก ถึงจะจับก็ยาก ท่านจงเข้าไปรำกระบี่ที่หน้าโต๊ะ ถ้าได้ทีแล้วจงฆ่าไผ่ก๋องเสีย ท่านจะมีความชอบยิ่งนัก ห้างจิงได้ฟังดังนั้นก็แต่งตัว เหน็บเสื้อถอดกระบี่เดินเข้าไปถึงหน้าโต๊ะจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นทหารชำนาญเพลงอาวุธ มากินสุรานิ่งอยู่ฉะนี้จะไม่มีความสนุก ข้าพเจ้าจะขอขึ้นรำกระบี่ให้ท่านดู ห้างจิงก็กรายกระบี่ออกรำตามเพลงแล้วขยับเข้าไปใกล้ทำทีจะฆ่าไผ่ก๋อง เตียวเหลียงเห็นห้างจิงรำกระบี่ผิดทำนองเล่น จึงชายตาเป็นทีบอก ห้างเป๊กๆ เข้าใจในทีจึงลุกจากโต๊ะ ชักกระบี่ร้องว่ารำกระบี่แต่ผู้เดียวหางามไม่ เราก็เข้าใจจะรำให้ดูเป็นสองคนจึงจะงาม หลอก๋องจึงให้ห้างเป๊กรำ ห้างเป๊กก็รำริมไผ่ก๋องคอยป้องกันกระบี่ห้างจิง ฟัมแจ้งก็ยิ่งขัดใจนักแต่มิรู้ที่จะออกปากประการใด

เตียวเหลียงดูในทีกลัวห้างเป๊กจะกันไว้มิได้ จึงวิ่งออกไปนอกประตู เตงก๋งยงคีห้ามว่า ซินแสจะไปข้างไหน เตียวเหลียงจึงว่าจะไปเอาตราหยกมาให้หลอก๋อง ตันแผงรู้ในทีจึงร้องว่า หลอก๋องใจเร็วอยู่ให้เร่งไปเอามาโดยเร็ว เตงก๋งยงคีก็ปล่อยให้ออกไปเตียวเหลียงออกไปพบห้วนโก้ยจึงบอกว่า ห้างจิงเข้าไปรำกระบี่ดูทีจะทำร้ายไผ่ก๋อง ท่านจงเข้าไปช่วยไผ่ก๋องแก้ไขให้มีเกียรติยศ ลือชื่อไว้เหมือนสินโกยครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก ไม่คิดแก่ชีวิตเข้าไปแก้จงต๋งในที่ล้อม วันนี้เขาล้อมนายเราไว้ตัวท่านก็เป็นทหารมีฝีมือ ถ้าท่านแก้นายท่านไม่ได้เหมือนสินโกยแก้จงต๋ง ท่านก็จะได้ความอายแก่ทหารทั้งปวง ห้วนโก้ยได้ฟังจึงว่าซินแสจงวางใจเถิด ข้าพเจ้าจะแก้ไผ่ก๋องให้เหมือนสินโกยแก้จงต๋งให้จงได้ ถ้าถอยหลังมาท่านอย่านับว่าเป็นชาย พูดแล้วห้วนโก้ยก็เดินตามหลังเตียวเหลียงเข้าไป เตงก๋งยงคีห้ามไว้จึงว่าตราหยกที่ท่านเอามาอยู่ไหนเล่า เตียวเหลียงจึงเอามือตบกระเป๋าเข้า ลวงเตงก๋งยงคีว่าตราอยู่นี่จะเอาเข้าไปให้หลอก๋อง เตียวเหลียงก็เดินเข้าไปถึงหน้าโต๊ะยังเห็นรำกระบี่อยู่ ห้วนโก้ยไปถึงประตูร้องว่าหลอก๋องเลี้ยงที่ห้องหมุยคนตามมาให้อด ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาหลอก๋องขอสุรากิน เตงก๋งยงคีก็ให้ทหารยุดตัวไว้ ห้วนโก้ยไม่ฟังสะบัดทหารล้มลงหลายคน เข้าไปถึงมูลี่ เอาปลายกระบี่ค้อนมูลี่ขึ้น เห็นหลอก๋องไผ่ก๋องนั่งอยู่ที่โต๊ะด้วยกัน ห้วนโก้ยยืนเขม้นดูทีหลอก๋องอยู่ หลอก๋องจึงถามว่าทหารคนนี้ชื่อใด เตียวเหลียงลุกขยับขึ้นจากที่แล้วบอกว่าชื่อห้วนโก้ย เป็นทหารเอกดุจแขนซ้ายขวาไผ่ก๋อง หลอก๋องจึงถามว่าทหารเข้ามาจะประสงค์สิ่งไร ห้วนโก้ยว่าวันนี้ไต้อ๋องให้เลี้ยงโต๊ะเป็นที่สบาย บรรดาทหารของท่านได้รับประทานสิ้น แต่พวกข้าพเจ้าซึ่งตามไผ่ก๋องมายังหาได้กินไม่จนเวลาบ่ายแสบท้องนัก จึงอุตส่าห์เข้ามาจะขอสุรารับประทานบ้าง หลอก๋องได้ฟังจึงสั่งให้เอาสุรามาให้ห้วนโก้ยเจ็ดทะนาน ห้วนโก้ยก็รับสุรามาดื่มทอดเดียวสิ้นกับเนื้อย่างขาหนึ่งเอากระบี่เชือดกินจนหมด หลอก๋องเห็นห้วนโก้ยกินสุราชมว่าท่านมีกำลังมากยังจะกินอีกหรือไม่ ห้วนโก้ยว่าแต่ความตายยังไม่ถอยหนี สุรานิดหนึ่งเท่านี้หรือจะมาทันเมา หลอก๋องได้ฟังก็มีความโกรธจึงว่า ซึ่งไม่กลัวความตายนั้นใครจะฆ่าท่านเล่าจึงเอามาพูด ห้วนโก้ยจึงว่าเจ้าเมืองหํ้าเอี๋ยงใจร้ายดังเสือ ฆ่าคนเป็นนิจไม่รู้ว่าผิดแลชอบ ราษฎรแลหัวเมืองได้ความเดือดร้อน พร้อมกันคิดจะกำจัดเสีย พระเจ้างี่เต้จึงใช้ให้ท่านกับไผ่ก๋องยกทัพมาเแล้วมีรับสั่งว่า ถ้าผู้ใดเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ก่อนให้ผู้นั้นครองเมือง บัดนี้ไผ่ก๋องเข้าเมืองได้โดยสะดวก ห้ามทหารไม่ให้เก็บทรัพย์สิ่งของชาวเมือง แต่บรรดาสตรีซึ่งอยู่ในวังก็ปิดประตูวังไว้ แต่งผู้พิทักษ์รักษาตัวก็กลับออกมาตั้งค่ายอยู่ป่าเสียง หยุดพักพอหายเหนื่อยคอยท่าท่าน ความชอบมีมากถึงเพียงนี้ท่านยังหาตั้งแต่งสมความชอบไม่ กลับเชื่อคำคนชั่วคิดจะฆ่าคนดีมีความชอบ ถ้าจะทำเช่นนี้ก็จะเหมือนเจ้าเมืองหํ้าเอี๋ยง ข้าพเจ้าหาสรรเสริญท่านไม่ เพราะท่านให้สองทหารรำกระบี่ ข้าพเจ้าก็มีความคิด ท่านจะประหารชีวิตไผ่ก๋องจึงดื้อเข้ามามิได้คิดกลัวตาย ทั้งหมายจะแก้ซึ่งท่านสงสัยไผ่ก๋อง ประการหนึ่งก็แสบท้องเหลือที่จะทน หลอก๋องกำลังโทโส ครั้นได้ฟังห้วนโก้ยพูดก็หายโกรธกลับหัวเราะแล้วว่า ไผ่ก๋องได้ทหารร่วมใจไม่เสียดายชีวิตตายแทนกันได้ อย่างนี้หรือจะไม่รัก หลอก๋องให้เลิกรำกระบี่เสีย

ขณะนั้นหลอก๋องเมาสุรานักม่อยหลับลงกับโต๊ะ ฟัมแจ้งเห็นหลอก๋องหลับก็เสียใจด้วยไม่สมอุบายแต่สักสิ่ง ลุกเข้าไปนั่งอยู่ริมลับแล

ฝ่ายไผ่ก๋องเห็นหลอก๋องหลับก็ลุกเดินออกมา เตียวเหลียงตามไปด้วย ครั้นถึงประตูค่าย เตงก๋งยงคีห้ามไว้ เตียวเหลียงจึงว่าไผ่ก๋องกินเหล้าไม่ได้หลอก๋องให้ออกมาเสีย เตงก๋งยงคีหาฟังไม่ ตันแผงจึงวิ่งออกมาสั่งว่าไผ่ก๋องนั้นเมานักอยู่แล้วให้ไปเสียก่อน เตงก๋งยงคีก็ปล่อยไผ่ก๋องออกมา แล้วเตียวเหลียงกลับเข้าไปที่หลอก๋องอยู่ แต่ห้วนโก้ยตามไผ่ก๋องมา พอพบยงหิมกีสิ้นแฮเฮาหยินกับพวกทหารที่ตามมา ชวนกันขึ้นม้ารีบไปตามทางค่ายป่าเสียง

ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งเป็นคนถือทวนของหลอก๋อง นั่งอยู่หลังลับแลเคาะทวนร้องเพลงว่าหมีอยากผึ้ง เกาะแผ่นศิลาขึ้นหมายว่าผึ้ง พอปะรังมดคว้ากลืนเข้าไปถึงคอไม่ระวังกระทั่งไอกลับออกมา ร้องว่าจักแหล่นๆ เตียวเหลียงได้ยินจึงแลเข้าไปเห็นคนหน้าขาวเหลืองรูปร่างน้อยๆ ถือทวนยืนยิ้มอยู่ เตียวเหลียงจึงถามว่าท่านยืนยิ้มด้วยสิ่งใด ชายผู้นั้นทำเพลงต่อไปว่าฟัมแจ้งคิดอุบายเสียเปล่า เตียวเหลียงรู้ว่านายมีบุญ วันนี้พ้นห้องหมุยแล้วไปภายหน้าจะได้ครองสมบัติ เตียวเหลียงได้ฟังเพลง ก็นึกชมว่าชายผู้นี้มีปัญญายิ่งนัก จำเราจะเกลี้ยกล่อมให้ไปอยู่กับไผ่ก๋องจึงจะชอบ ครั้นจะถามชื่อแลแซ่พอหลอก๋องตื่นขึ้นถามหาไผ่ก๋อง เตียวเหลียงก็ลุกไปยืนอยู่หน้าโต๊ะ จึงบอกหลอก๋องว่าไผ่ก๋องกินสุราเมานักมิได้ลาไต้อ๋องด้วยเห็นไต้อ๋องหลับ จึงให้ข้าพเจ้าอยู่คำนับขอบคุณท่าน หลอก๋องได้ฟังก็มีความโกรธ จึงว่าเล่าปังไปหาบอกเราไม่ เจ้ายังแต่งความดีมาพูดแก้กันอีกเล่า ฟัมแจ้งได้ยินเห็นได้ทีลุกออกมาพูดกับหลอก๋องว่า ซึ่งเล่าปังมาเจรจาอ่อนน้อมเห็นทีสุจริตแต่ไม่เหมือนวาจา เดิมข้าพเจ้าคิดอุบายไว้ให้ท่านทำท่านก็หาทำตามอุบายไม่ ไผ่ก๋องไปครั้งนี้ก็มิได้บอกดูหมิ่นท่าน ซึ่งเตียวเหลียงอยู่นั้นแกล้งจะแก้ความ หลอก๋องได้ฟังก็ยิ่งโกรธมากขึ้นสั่งให้เอาเตียวเหลียงไปฆ่าเสีย เตียวเหลียงจึงร้องว่าไต้อ๋องอย่าเพ่อโกรธฆ่าข้าพเจ้าเสียก่อน ข้าพเจ้าเป็นแต่เซ๊กชูไผ่ก๋องยืมมาใช้ ที่จริงไผ่ก๋องไม่ได้เป็นนาย การอะไรของข้าพเจ้าจะมาแต่งพูดแก้ไผ่ก๋อง ไต้อ๋องมีกำลังเข้มแข็ง เลื่องลือทุกประเทศย่อมกลัวทุกตัวคน ซึ่งไต้อ๋องคิดจะฆ่าไผ่ก๋องนั้นง่ายดุจหนึ่งพลิกมือคว่ำให้หงาย แลท่านทำโต๊ะเลี้ยงจะลอบฆ่าคนเมื่อหน้างานฉะนี้ไม่บังควร ถ้าผู้อื่นรู้เข้าจะติเตียนว่าไต้อ๋องไม่กล้า รบกับไผ่ก๋องซึ่งหน้า จึงลวงเอามาจะฆ่าเสียแต่ผู้เดียว ประการหนึ่งไต้อ๋องก็มีกำลังมาก ไม่มีผู้ใดจะต้านต่อฝีมือ ไต้อ๋องคงจะได้ครองสมบัติในเมืองหลวงเป็นมั่นคง เครื่องสำหรับกษัตริย์กับตราหยกยังอยู่กับไผ่ก๋อง ถ้าไต้อ๋องฆ่าข้าพเจ้าเสียแล้ว ไผ่ก๋องรู้ก็จะพาเอาตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์หนีไปอยู่เมืองอื่น เครื่องทั้งนี้ก็จะสูญเสียเปล่า หลอก๋องได้ฟังจึงสั่งว่าอย่าเพ่อฆ่าเตียวเหลียงเลย ว่ากล่าวต้องตามประเพณีอยู่ ถ้าเราลอบฆ่าเล่าปังเสียตามคำฟัมแจ้งคนทั้งปวงก็จะนินทา ครั้งนี้บ้านเมืองเราก็ได้แล้วไม่ต้องรบพุ่ง ทำไมกับเล่าปังเหมือนสวะไม่มีรากแก้ว ถ้าจะเอาไว้พอกันหน้าหน้าบ้าน แม้นไม่ต้องการจึงค่อยเสือกไสเสีย หลอก๋องจึงสั่งเตียวเหลียงว่าท่านจงกลับไปป่าเสียง เร่งเอาตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์มาให้เรา ถ้าไม่เอามาจะยกกองทัพไปล้อมฆ่าเสียให้สิ้นทั้งค่ายป่าเสียง เตียวเหลียงรับคำหลอก๋องคำนับลารีบไปหาไผ่ก๋องๆ เห็นเตียวเหลียงมาก็ดีใจ จึงว่า ครั้งนี้ถ้าไม่ได้ท่านข้าพเจ้าไม่รอดชีวิต ความทั้งนี้เหตุด้วยโจบู๊เสียงลอบบอกไปถึงหลอก๋องๆ จึงคิดฆ่าเรา แล้วสั่งให้เอาตัวโจบู๊เสียงมาถามโจบู๊เสียงรับว่าได้ให้หนังสือไปถึงหลอก๋อง ไผ่ก๋องจึงให้เอาตัวโจบู๊เสียงไปฆ่าเสีย แล้วถามเตียวเหลียงว่าเมื่อเรามาจากห้องหมุยหลอก๋องว่าประการใดบ้าง

เตียวเหลียงจึงบอกว่าเมื่อท่านออกมาแล้ว อยู่ภายหลังหลอก๋องจะฆ่าข้าพเจ้าเสียข้าพเจ้าพูดแก้ตัวมาได้ แล้วสั่งว่าพรุ่งนี้ให้ข้าพเจ้าเอาตราหยกกับเครื่องกษัตริย์ไปให้จงได้ ไผ่ก๋องจึงว่าสิ่งของทั้งนี้สำหรับแผ่นดินสืบมา เรายังแต่งคนให้ไปทูลพระเจ้างี่เต้จะคอยฟังรับสั่งก่อน เตียวเหลียงจึงว่าอันเครื่องสำหรับกษัตริย์ทั้งนี้ ต่อมีอานุภาพมากจึงจะครองได้ ดูหลอก๋องถือใจว่าไม่มีผู้ใดเสมอ เห็นจะไม่ทำตามรับสั่ง จึงตั้งตัวกำเริบขึ้นจะเรียกเอาสิ่งของ ถ้าท่านจะขัดไว้หลอก๋องมีทหารมากที่ไหนจะฟัง ข้าพเจ้าดูดาวประจำตัวท่านต้นมือจะเสียทีเห็นจะดีต่อภายหลัง ถ้าท่านยอมให้โดยดีก็จะไม่มีพยาบาท ข้าพเจ้าจะค่อยคิดให้ท่านได้ราชสมบัติต่อปลายมือ

ไผ่ก๋องได้ฟังก็ตรึกตรองดูเห็นชอบ จึงหยิบเอาตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์ส่งให้เตียวเหลียง เตียวเหลียงก็นำเอาสิ่งของนั้นไปถึงห้องหมุย บอกไปให้แจ้งความแก่หลอก๋องๆ จึงให้ทหารออกมารับ ครั้นเตียวเหลียงเข้าไปคำนับแล้วยกสิ่งของให้หลอก๋องรับสิ่งของวางรายไว้บนโต๊ะ เตียวเหลียงจึงบอกว่าวานนี้ไผ่ก๋องเสพสุราเมาเหลือขนาด ป่วยอยู่ยังลุกหาขึ้นไม่กลัวจะเสียสัตย์ จึงใช้ให้ข้าพเจ้าเอาของทั้งนี้มาให้แก่ท่าน หลอก๋องชมว่าของอย่างนี้ควรแต่กษัตริย์ครองเมืองหลวงยิ่งมีใจกำเริบ จึงหยิบเอาแก้วดวงหนึ่งขึ้นส่องดูก็รู้ว่าแก้วส่องดาว จึงส่งให้ฟัมแจ้งว่าท่านเอาไว้ชมเล่นเป็นของสำหรับตัว ฟัมแจ้งรับแก้วเอามาทิ้งลงแกล้งเอาสันกระบี่กระทุ้งแก้วนั้นแตกแล้วประกาศต่อหน้านายทหารว่า การแผ่นดินครั้นไม่สมหมายภายหน้าเราจะไม่พ้นมือไผ่ก๋อง ของสิ่งนี้ดีแต่ชมเล่น หลอก๋องเห็นฟัมแจ้งทำดังนั้นก็โกรธ จึงว่าท่านมาหยาบช้าดูหมิ่นเราต่อหน้าคนดังนี้เห็นควรแล้วหรือ ประเพณีแต่ก่อนถ้าเจ้าทรงม้าไปตามทาง ไม่ควรขุนนางจะขวางหน้าม้าไว้ ประการหนึ่งเจ้าประทานของสิ่งใดเป็นของกินชั่วดีก็จำกิน ประทานสัตว์อันใดเป็นของเลี้ยงก็ย่อมเอาไว้เลี้ยง บัดนี้เราให้แก้ววิเศษแก่ท่านๆ ทิ้งลงต่อหน้าแล้วมิหนำซํ้าต่อยให้แตกเสียอีกเล่า ฟัมแจ้งว่าเมื่อครั้งแผ่นดินเลียดก๊กนั้น เจ๋อุยอ๋องได้คนดีไว้เป็นที่ปรึกษาสี่คน มีสติปัญญาส่องได้ทั้งสี่ทิศ คิดการสำเร็จได้เขตแว่นแคว้นทิศละหมื่นเส้น

ฝ่ายหงุยอุยอ๋องมีแก้ววิเศษดวงหนึ่ง ตั้งหน้ารถส่องทางไปสว่างได้ร้อยชั่วรถเอามาอวดเจ๋อุยอ๋องๆ หัวเราะเยาะว่า ท่านมีแต่แก้วส่องได้แต่ใกล้ เรามีที่ปรึกษาสี่คนส่องได้ทังสี่ทิศดีกว่าท่าน ครั้งนั้นหงุยอุยอ๋องได้ความอาย แลของวิเศษกับผู้มีสติปัญญาถ้าจะเปรียบกัน คนทั้งปวงก็ย่อมจะนับถือผู้ที่มีสติปัญญา ครั้งนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นไผ่ก๋องจะกลับเป็นศัตรู ข้าพเจ้าต้องการอยู่แต่ศีรษะไผ่ก๋องดีกว่าสิ่งของทั้งปวงที่มีในแผ่นดิน ซึ่งไต้อ๋องไม่ฆ่าไผ่ก๋องตามคำข้าพเจ้า เอาแต่แก้วส่องดาวมาให้ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจจึงทำลายเสีย แลไต้อ๋องเป็นเจ้าให้ของมาใช่ว่าจะไม่รู้จักพระคุณนั้นหาไม่ แต่ข้าพเจ้ารักศีรษะไผ่ก๋องมากกว่า หลอก๋องจึงว่าทำไมกับไผ่ก๋องฝีมืออ่อนจะฆ่าเสียเมื่อไรก็ได้ ฟัมแจ้งจึงว่าครั้งแผ่นดินเลียดก๊กนั้น เตงเหาเป็นเจ้าเมืองใหญ่ทำศึกกันกับฌ้อบุนอ๋อง เตงเหาจับฌ้อบุนอ๋องได้ ประมาทไม่ฆ่าเสียปล่อยไป ฌ้อบุนอ๋องเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มากยกมาจับเตงเหาฆ่าเสีย ข้อหนึ่งเจ้าเมืองฌ้อไม่ฆ่าจินบุนอ๋องๆ ก็กลับมาฆ่าเจ้าเมืองฌ้อตาย บัดนี้ท่านไม่ฆ่าไผ่ก๋องเสีย ไผ่ก๋องคนนี้คงจะเป็นศัตรูชิงราชสมบัติท่านโดยแท้ ท่านปล่อยไผ่ก๋องไปนั้นดุจหนึ่งปล่อยมังกรลงทะเลแลปล่อยเสือเข้าป่า ซึ่งท่านจะคิดเอาไผ่ก๋องนั้นมาอีกยากนัก เตียวเหลียงจึงว่ากำลังของไต้อ๋องยกกระถางธูปไหวผู้ใดก็ไม่อาจต่อผู้กำลังไต้อ๋องได้ ข้อหนึ่งท่านได้ควั่นฌ้ออิหยินกับทหารแปดพันนั้น ถึงทหารสักสิบหมื่นก็ผู้ไม่ได้ หัวเมืองจึงคำนับอ่อนน้อมกับท่านสิ้น ไม่มีใครตั้งแข็งขึงอยู่ ซึ่งคำฟัมแจ้งว่าเตงเหากับฌ้อบุนอ๋องนั้น ด้วยเตงเหาสิ้นวาสนาฌ้อบุนอ๋องจึงมาทำอันตรายได้ บัดนี้ ไผ่ก๋องเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ก่อน ไม่อาจทำการแต่อำเภอใจ ต้องมาบอกความแก่ไต้อ๋องเสียก่อน ข้าพเจ้าเห็นว่าไผ่ก๋องที่จะคิดนอกใจท่านหาเป็นไม่ ซึ่งเอาความเตงเหามาเปรียบนั้นเห็นไม่ต้องกัน หลอก๋องจึงว่าดูท่วงทีไผ่ก๋องกำลังน้อยซึ่งจะคิดทำร้ายเราก็เห็นไม่สมจึงชวนเตียวเหลียงว่า ท่านจง อยู่กับเราจะได้ปรึกษาราชการสืบไป ไผ่ก๋องยังไม่ต้องการจะใช้ท่าน ฟัมแจ้งจึงว่า วันก่อน ไต้อ๋องจะฆ่าเตียวเหลียง ก็ให้เตียวเหลียงลวงไปได้แล้วยังจะชวนเตียวเหลียงไว้เป็นที่ปรึกษาอีกเล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าใจเขาไม่ซื่อตรงต่อท่านจงตรึกตรองการดูก่อน หลอก๋องหัวเราะแล้วว่าท่านซินแสวิตกเกินไป เตียวเหลียงนี้เป็นแต่คนสุภาพ จะไปมาหาเราใกล้เคียงไม่เห็นกิริยาประหลาด ฟัมแจ้งจึงว่า ธรรมดาคนเป็นข้าศึกกันจะสู้รบซึ่งหน้านั้นระวังง่าย มาลักลอบคิดจะทำร้ายนั้นระวังยากนัก หลอก๋องจึงว่ากระบี่ติดตัวเราถืออยู่กับมือใครจะมาทำร้ายได้ 

ฝ่ายเตียวเหลียงได้ฟังก็นึกยิ้มอยู่ในใจ หลอก๋องจึงให้หานายทหารทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน ปรึกษาว่า ตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์ก็ได้ไว้พร้อมครั้งนี้เมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นของเรา แต่หัวเมืองทั้งหลายซึ่งขึ้นยังหามาอ่อนน้อมกับเราทั่วกันไม่ จำจะให้หนังสือไปถึงไผ่ก๋องให้ส่งตัวจูหยินมาฆ่าเสีย การใหญ่เราจึงจะสำเร็จ ว่าแล้วให้แต่งหนังสือส่งให้คนใช้ไปให้ไผ่ก๋องๆ รับหนังสือมาอ่านได้ความว่า หลอก๋องให้มาถึงไผ่ก๋อง ด้วยเรากับท่านถือรับสั่งพระเจ้างี่เต้ ยกทัพมาตีเมืองหํ้าเอี๋ยงจะให้ราษฎรได้ความสุขก็ได้เมืองหํ้าเอี๋ยงแล้ว เราทั้งสองมาอยู่นอกเมืองถึงสิบเดือนเศษ ทำไมท่านจึงไม่ให้จูหยินมาหาเรา แกล้งหนักหน่วงจูหยินไว้จะคิดอ่านกับจูหยินสู้รบเราประการใดหรือ ถ้าจะสู้รบกับเราๆ จะยกทหารไปตีลองฝีมือกัน ไผ่ก๋องได้แจ้งในหนังสือจึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า หลอก๋องมีหนังสือมาถึงเรา จะเอาจูหยินไปไว้ ณ ค่ายของตัว จะเอาความชอบว่าเข้าเมืองจับจูหยินได้ หลอก๋องทำผิดสัญญาแต่ก่อน จะตั้งตัวเป็นเจ้าในเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้นจะไม่ส่งตัวจูหยินให้เห็นจะยกทัพใหญ่มาตีเราเป็นมั่นคง หรือท่านจะเห็นประการใด นายทหารทั้งปวงจึงว่าตัวหลอก๋องก็มีกำลัง ทั้งทหารก็มากให้มีหนังสือมาเอาตัวจูหยินไปจะฆ่าเสีย คนทั้งปวงก็คงสรรเสริญท่านว่าท่านเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้มีใจเมตตาจูหยิน คนจะนินทาหลอก๋องว่ายกกองทัพมาทีหลังจะตั้งตัวเป็นกษัตริย์จึงกำจัดจูหยินเสีย ไผ่ก๋องเห็นชอบ จึงให้หาตัวจูหยินมา บอกว่ายกกองทัพมาถึงเมืองหํ้าเอี๋ยง ท่านเป็นกษัตริย์มาอ่อนน้อมยอมให้เมือง แก่เราโดยดีเราก็ไม่ทำโทษท่าน บัดนี้หลอก๋องหาทำตามสัญญาไม่ จะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ในเมืองห้ำเอี๋ยง เรียกเอาตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์ไปแล้ว ท่านหาของดีวิเศษกับสตรีที่รูปงามไปเป็นของกำนัล ถ้าหลอก๋องชอบใจแล้วก็พอจะเอาตัวรอดได้ท่านจงเร่งไปเถิดอย่าอยู่ช้า จูหยินร้องไห้แล้วว่าข้าพเจ้ามาเข้าด้วยท่าน เห็นว่าท่านจะเป็นที่พึ่งได้ กลับจะให้ข้าพเจ้าไปหาหลอก๋องเล่า ชีวิตข้าพเจ้าครั้งนี้จะไม่พ้นตาย ว่าแล้วก็ซบหน้าลงนิ่งอยู่ ไผ่ก๋องจึงว่า หลอก๋องเป็นคนมีกำลังห้าวหาญ ใจเร็วเข้มแข็งนัก ถ้าช้าอยู่เห็นจะขัดเคืองไม่พ้นตาย

ขณะนั้นชาวเมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นคนสนิทจูหยิน ห้ามจูหยินมิให้ไปหาหลอก๋อง ให้คิดอ่านหนีออกจากเมืองหํ้าเอี๋ยง จูหยินว่าถ้าเราหนีไปจากเมืองหํ้าเอี๋ยง ไพร่บ้านพลเมืองก็จะพลอยตายด้วยเราสิ้น เราขึ้นครองเมืองได้สักกี่วัน ยังมิได้ผ่อนให้ราษฎรเป็นสุขเลย กลับจะให้ความเคืองแค้นแก่ชาวเมืองพลอยตายด้วยเรานั้นไม่ควร คนทั้งปวงได้ฟังจูหยินว่าดังนั้น ต่างคนกลั้นน้ำตาไม่ได้ร้องไห้รักเป็นอันมาก จูหยินก็ลาไผ่ก๋องออกจากป่าเสียงกลับเข้าเมือง

ฝ่ายหลอก๋องคิดจะใคร่เข้าไปดูในเมืองห้ำเอี๋ยง จึงสั่งทหารให้แห่เป็นขบวนทัพพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ หลอก๋องแต่งตัวออกมาขี่ม้ามังกรดำแล้วสั่งทหารให้เข้าในเมือง

ฝ่ายจูหยินคิดแต่งหนังสือ สำหรับจะแก้ตัวสำเร็จแล้วก็เดินไป ครั้นมาใกล้เห็นทหารหลอก๋องถืออาวุธเดินมาสองข้างทางผงคลีกลุ้มขึ้น คิดกลัวก็นั่งอยู่ชูหนังสือไว้จะให้หลอก๋อง

ฝ่ายหลอก๋องขี่ม้ามาหน้า แลเห็นจูหยินนั่งก้มหน้าถือหนังสือชูไว้ จึงรับหนังสือมาอ่านดูในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าจูหยินเป็นหลานพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ เป็นบุตรฮูโซ ตัวข้าพเจ้าชื่อซาซีจูหยิน แลเมืองหํ้าเอี๋ยงนี้ราษฎรได้ความเดือดร้อนมานานแล้ว ข้าพเจ้าบุญน้อยจะครอบครองสมบัติไปไม่ได้ ขอถวายเมืองแก่ท่าน แต่ตัวข้าพเจ้าจะขอประทานชีวิตไว้ พอได้เฝ้ารักษาศพบิดาที่ฝังนั้น ถ้าท่านโปรดเหมือนข้าพเจ้าตายแล้วได้เกิดใหม่ พระคุณหาที่สุดมิได้ท่านจงครองสมบัติไป ขอให้เหมือนพระเจ้าจิวบุนอ๋องครองอาณาประชาราษฎร์เป็นสุขได้แปดร้อยปีมิได้มีภัยอันตราย หลอก๋องอ่านหนังสือแจ้งแล้วจึงว่า ปู่ของตัวกระทำย่ำยีไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดินโทษทั้งนี้ตกอยู่กับตัวจะว่าประการใด จูหยินว่า ซึ่งปู่ข้าพเจ้ากระทำให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนนั้นก็หาชีวิตไม่แล้ว พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ซึ่งเป็นอาข้าพเจ้าก็เชื่อฟังแต่เตียวโก๋จนตัวตาย ข้าพเจ้าพึ่งได้ครองเมืองใหม่ยังมิได้มีความผิด ท่านผู้เป็นแม่ทัพถืออาชญาสิทธิ์อยู่ เมื่อเห็นชีวิตข้าพเจ้าจะแก้แค้นแทนคนทั้งปวงได้ก็ตามแต่ใจของท่าน หลอก๋องได้ฟังจึงคิดว่า ถ้าไม่ฆ่าจูหยินเสียนานไปจะชิงเอาราชสมบัติ จำจะฆ่าเสียให้สิ้นเสี้ยนศัตรูจึงจะได้ ว่าแล้วก็สั่งหยินโป้ให้จับจูหยินไปฆ่าเสีย หยินโป้ก็ชักกระบี่ออกฟันจูหยินศีรษะขาดลงกับที่

ขณะนั้นบังเกิดลมพายุให้มืดฟ้ามัวฝนเป็นหมอกไปในอากาศทั่วทิศทั้งปวง มีคำกลางว่า จี๋นซีฮองเต้ตายไม่มีใครคิดเสียดาย ถึงเฮาไฮตัวตายก็ไม่มีใครร้องไห้ แต่จูหยินตายเกิดอัศจรรย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ