๕๘

ฝ่ายเจ้าเมืองไซงุยแจ้งความว่า ตันฮีคิดขบถต่อพระเจ้าฮั่นเต้ เที่ยวตีบ้านเล็กเมืองน้อย ซ่องสุมทแกล้วทหารไว้เป็นอันมากก็ตกใจ จึงแต่งหนังสือบอกข้อความให้ม้าใช้รีบเร่งไป ครั้นถึงเมืองหลวงม้าใช้จึงเข้าไปหาขุนนางเจ้าพนักงาน ๆ ก็นำหนังสือบอกไซงุยขึ้นกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ แจ้งว่าตันฮีที่ให้ไปกำจัดฮวนอ๋องคิดขบถดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษาเสียวโหตันแผงว่า ตันฮีคนนี้เราก็ชุบเลี้ยงถึงขนาด ตันฮีกับเราเล่าจะได้ขัดข้องหมองใจกันสิ่งใดหามิได้ ซึ่งตันฮีคิดขบถต่อเราท่านจะเห็นประการใด เสียวโหจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ตันฮีคนนี้มีสติปัญญาแลฝีมือกล้าแข็ง มีใจกำเริบอยู่เป็นนิจ ครั้นมีชัยชนะแก่ฮวนอ๋องได้บังคับทหารมากขึ้น จึงคิดการใหญ่ถึงเพียงนี้ ซึ่งจะไปจับตัวตันฮีครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นแต่หยินโป้แพอวด สองคนมีฝีมือกล้าแข็งจึงจะต่อสู้กับตันฮีได้ พระเจ้าฮั่นเต้ เห็นชอบด้วย จึงให้มีหนังสือรับสั่งไปถึงหยินโป้แพอวดให้ยกกองทัพไปตีตันฮี

ฝ่ายฮั่นสินแจ้งความดังนั้น จึงแต่งหนังสือลับไปถึงหยินโป้แพอวดคนละฉบับ ใจความในหนังสือนั้นต้องกันว่า ฮั่นสินอวยพรมาถึงหยินโป้แพอวด ด้วยพระเจ้าฮั่นเต้เมื่อขณะทุกข์ยากนั้นชุบเลี้ยงผู้กระทำความชอบ บัดนี้พระเจ้าฮั่นเต้ได้นั่งที่เป็นเจ้าแผ่นดินมีความสุขแล้ว ลืมผู้มีความชอบเสียสิ้น เหมือนหนึ่งตัวเราทุกวันนี้ พระเจ้าฮั่นเต้คิดแต่จะหาผิดมาพาลเอาโทษ ซึ่งตันฮีแข็งเมืองขึ้นนั้น เพราะเห็นว่าพระเจ้าฮั่นเต้มิได้ชุบเลี้ยงเราผู้มีความชอบ ตันฮีจึงติดการขบถต่อพระเจ้าฮั่นเต้ ซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้จะใช้ให้ไปจับตัวตันฮีครั้งนี้ ถ้าได้ตัวตันฮีไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้เวลาเช้า พระเจ้าฮั่นเต้ก็คงจะยกความชอบของท่าน ครั้นเวลาเย็นพระเจ้าฮั่นเต้ก็จะคิดเอาความผิดมาใส่ท่านให้ถึงแก่ความตาย ชีวิตแลสมบัติของท่านก็จะอันตรายเพราะอาญาพระเจ้าฮั่นเต้เป็นมั่นคง ซึ่งเรามีหนังสือบอกความลับมาทั้งนี้ ด้วยท่านกับเราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เรามีความกรุณาจึงเตือนสติไว้ ท่านก็มีสติปัญญาสุดแท้แต่ท่านจะเห็นดี แล้วฮั่นสินจึงส่งหนังสือสองฉบับให้แก่คนใช้สั่งว่าท่านรีบไปทั้งกลางวันกลางคืนเอาไปให้แก่หยินโป้แพอวดโดยเร็ว คนใช้รับหนังสือแล้วเอาไปให้ตามสั่ง หยินโป้แพอวดครั้นได้แจ้งความในหนังสือฮั่นสินก็เห็นชอบด้วย จึงบอกป่วยบิดพลิ้วเสีย มิได้ยกกองทัพไปจับตันฮีตามรับสั่ง

ฝ่ายผู้ถือหนังสือรับสั่งก็นำเอาอาการกลับมาทูลพระเจ้าฮั่นเต้ พระเจ้าฮั่นเต้แจ้งความดังนั้นจึงปรึกษาเสียวโหตันแผงว่า ซึ่งเรามีหนังสือไปเกณฑ์ให้หยินโป้แพอวดไปจับตันฮีนั้น บัดนี้ หยินโป้แพอวดบิดเบือนบอกอาการป่วยมา หาไปจับตันฮีไม่ ท่านจะคิดประการใด ตันแผงจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ตันฮีเห็นความสามประการจึงเป็นขบถ ประการหนึ่งตันฮีเห็นว่าท่านไม่ใช้ฮั่นสินให้คุมทหารทำการศึก ประการหนึ่งความคิดแลฝีมือทหารทั้งปวง นอกกว่าฮั่นสิน ตันฮีหาเกรงผู้ใดไม่ ประการหนึ่งตันฮีเห็นว่าท่านเป็นเจ้าแผ่นดินมีความสุขอยู่แล้ว ที่ไหนจะยกทัพหลวงไปเล่า จะให้แต่นายทหารคุมพลออกไปต่อสู้กับตันฮี ๆ ก็จะเข้าตีชิงเอาทหารไว้เป็นกำลังมากขึ้น ประการหนึ่งตันฮีได้เมืองไต้จิวเป็นที่มั่นตั้งแข็งเมืองอยู่ ด้วยเห็นว่าเสบียงอาหารในเมืองไต้จิวก็บริบูรณ์มิได้ขัดสน ตันฮีเห็นความสามประการดังนี้ จึงคิดขบถต่อท่าน แม้นท่านกรุณาแก่ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงมิให้ได้ความเดือดร้อน ขอท่านจงยกทัพหลวงไปการจึงจะสำเร็จ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจึงจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ข้าพเจ้ากับเสียวโหจะขออยู่รักษาเมือง ช่วยนางหลีเฮาทำนุบำรุงมิให้มีเหตุการณ์ขึ้นได้กว่าท่านจะกลับมา การซึ่งท่านจะไปจับตันฮีครั้งนี้ ถ้าจะจัดแจงแต่ทหารไปหาได้ชัยชนะตันฮีไม่ แล้วก็จะเสียทแกล้วทหารเป็นอันมาก เหมือนทำให้ตันฮีกำเริบใจมากขึ้น แม้นทัพหลวงยกไปกิตติศัพท์ก็จะลือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเข้าด้วยตันฮีก็จะกลับใจออกจากตันฮีมาเข้าด้วยท่าน หัวเมืองที่มีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินก็จะเต็มใจทำการเอาความชอบจนสิ้นความคิดแลฝีมือทุกตัวคน พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังตันแผงว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย มีความยินดีนัก จึงสั่งให้เตรียมทหารยี่สิบหมื่น ให้จิวพุนอ๋องหลิน เป็นแม่ทัพหน้า ให้ห้วนโก้ยเป็นปีกซ้าย กวนหยินเป็นปีกขวา ให้โจฉำกับแฮเฮาหยินเป็นกองหลัง เสร็จแล้วให้ทัพหน้าสิบหมื่นยกไปก่อน พระเจ้าฮั่นเต้จัดแจงแล้ว ก็เสด็จเข้าหานางหลีเฮา ๆ ก็เชิญพระเจ้าฮั่นเต้เสวยสุราสำราญพระทัย พระเจ้าฮั่นเต้จึงบอกกับนางหลีเฮาว่า ตันฮีคิดขบถต่อเราตั้งแข็งเมืองไต้จิวอยู่ หยินโป้แพอวดจะอาศัยใช้ไปช่วยจับตัวตันฮีก็บิดพลิ้วนอนป่วยเสีย บัดนี้จะต้อง ยกทัพหลวงไปเอง เราคิดระวังหลังอยู่ด้วยฮั่นสิน เจ้าจงเอาใจรักษาเมืองสอดแนมดู ถ้าได้ความ ประการใดก็ให้ปรึกษาเสียวโหตันแผงก่อน แม้นเห็นความผิดปกติเข้าที่ฮั่นสินเป็นความข้อใหญ่ พอจะฆ่าได้ก็ให้จับฆ่าเสียเถิดอย่าไว้ท่าเราเลย นางหลีเฮาก็คำนับรับสั่งแล้วจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า แต่ก่อนฮั่นสินได้บังคับว่ากล่าวทแกล้วทหารเป็นอันมาก บัดนี้ฮั่นสินมิได้มีผู้ใดอยู่ในบังคับ ถึงมาตรว่าระแวงผิดลงก็จะจับตัวได้โดยง่าย ขอพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย ครั้นพระเจ้าฮั่นเต้ตรัสกำชับนางหลีเฮาแล้ว พอเวลารุ่งเช้าก็เสด็จยกทัพ เสียวโหตันแผงกับขุนนางทั้งปวงก็พากันไปส่งเสด็จพระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสสั่งเสียวโหว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นที่ไว้ใจเรา จงเอาใจไล่รักษาเมืองอย่าให้เป็นอันตรายขึ้นได้ แลราชการบ้านเมืองเรามอบให้แก่ท่านกับนางหลีเฮา เป็นสามคนด้วยกันกับตันแผงเป็นที่ปรึกษา ถ้าเกิดข้อความอันใดขึ้นเป็นข้อใหญ่ พิจารณาเป็นสัจแล้ว ควรฆ่าก็ให้ฆ่าเสียเถิดอย่างดไว้ท่าเราเลย เสียวโหกับตันแผงคำนับพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ก็ยกทัพออกจากประตูเมือง ชาวเมืองก็แต่งเครื่องคำนับตามธรรมเนียม แล้วพากันถวายพรให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก บ้านเมืองจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป ครั้นทัพหลวงถึงตำบลเมืองกำฮั่น เป็นต้นทางร่วมหัวเมืองทั้งปวง พระเจ้าฮั่นเต้ก็ให้ตั้งค่ายลงนอกเมืองกำตั๋น เจ้าเมืองกำตั๋นกับหัวเมืองทั้งปวงแลราษฎรก็แต่งเครื่องบรรณาการมาถวายเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามเจ้าเมืองกรมการเมืองกำตั๋นว่า ตันฮีมาตั้งอยู่แห่งใดผู้ใดเป็นแม่ทัพหน้า มีทหารเอกทหารเลวมากน้อยเท่าใด เจ้าเมืองกำตั๋นเลขุนนางทั้งปวงจึงกราบทูลว่า ตันฮีนั้นตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง ตั้งซ่องสุมทแกล้วทหารประมาณห้าสิบหมื่นเศษ มีขุนนางนายทหารยี่สิบคน เล่าบู๊ได้เป็นแม่ทัพหน้า บัดนี้ตันฮีให้ทหารเที่ยวข่มเหงฆ่าฟันชาวบ้านเล็กเมืองน้อย เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรหัวเมืองได้ความเดือดร้อนนัก ครั้นแจ้งว่าทัพหลวงยกมา หัวเมืองทั้งปวงมีความยินดีนัก

พระเจ้าฮั่นเต้ตรัสแก่ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงว่า ทั้งเมืองกำตั๋นนี้มีแม่นํ้าเจียงโหกั้นอยู่แล้วต้นทางร่วม ซึ่งตันฮีจัดแจงชาวบ้านซึ่งมิรู้การศึกตั้งเป็นนายทหาร มิได้ตั้งมั่นกั้นต้นทางที่เมืองกำตั๋น แลไปตั้งอยู่เมืองลกเอี๋ยงนั้น ตันฮีมีความคิดน้อยนัก เห็นหาทำการใหญ่โตไม่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้จิวเชียงไปสืบหาคนที่ชำนาญทางมาจะให้นำทัพหลวงยกไป จิวเชียงคำนับลาไปเที่ยวหาคนชำนาญถึงสามวัน จึงได้คนชำนาญทางเข้ามาถวายพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ จึงแกล้งตรัสขู่กระโชกถามว่า ตัวจะอาสาเข้ามานำทางทัพหลวงครั้งนี้ เราเห็นว่าตัวจะหาอาจนำไปได้ไม่ คนนำทางทั้งสี่จึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าจงรักภักดีเข้ามาอาสาหวังจะให้ไปจับตัวตันฮีให้จงได้ แลทางใหญ่น้อยจะเดินอ้อมแลเดินตรง แลที่น้ำท่าอาศัยแห่งใดตำบลใด ข้าพเจ้าก็ทราบแจ้งอยู่ทุกตำบล ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า เรากริ่งใจเห็นจะดีแต่ปากทูลว่าชำนาญ ครั้นถึงทีจะเอาการก็พากันหลบลี้หนีตัวเสีย จะให้เราเสียการไปดอกกระมัง คนนำทางจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าทั้งสี่ถ้าไม่ชำนาญทางแล้ว จะอาจเข้ามาอาสานำทัพเจ้าแผ่นดินไปได้หรือ ถ้าข้าพเจ้าทั้งสี่นี้ดีแต่ปาก เข้ามานำทัพไปให้เสียทีผิดทางไป ขอจงประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าคนนำทางทูลจาว่ากล่าวยั่งยืนอยู่ จึงพระราชทานเงินทองเสื้อผ้า ตั้งให้เป็นขุนหมื่นนำทางทั้งสี่นาย ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า คนนำทางทั้งสี่ยังมิได้มีความชอบสิ่งใดไม่ แลมาพระราชทานเลี้อผ้าตั้งแต่งให้เป็นขุนหมื่นนั้น ข้าพเจ้าเห็นหาสมควรไม่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า ซึ่งเราให้สิ่งของก่อนความชอบนั้น ด้วยเราเห็นว่า คนทั้งสี่นี้จะนำทางสืบเอาข้อราชการได้ เราจึงปูนบำเหน็จไว้หวังจะให้มีนํ้าใจภักดี สืบสวนแนะนำที่ทางจะได้ทำการใหญ่ไปภายหน้า ท่านทั้งปวงเห็นการมิได้ลึกซึ้งอย่าติเตียนเราเลย อันประเพณีกษัตริย์จะได้คิดเสียดายแก่ทรัพย์เงินทองสิ่งของทั้งปวง ซึ่งพระราชทานขุนนางนั้นหามิได้ ถ้าเห็นผู้ ใดจะได้ราชการ ก็ตั้งแต่งชุบเลี้ยงให้เครื่องอุปโภคบริโภคยศศักดิ์ผู้นั้น แลเราทำตามกษัตริย์แต่โบราณสืบมา ขุนนางทั้งปวงได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ตรัสดังนั้นต่างคนก็มีใจยินดียิ่งนัก จึงสรรเสริญพระเจ้าฮั่นเต้ว่า พระองค์มีสติปัญญาลึกซึ้งนัก ชะรอยจะเป็นเทพยดาลงมาบำรุงแผ่นดิน จะให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยแท้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงสั่งสี่นายชำนาญทาง ให้ปลอมเข้าไปดูกองทัพตันฮีสืบข้อราชการให้ได้มาโดยเร็ว สี่นายรับสั่งคำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้ออกจากค่ายเมืองกำตั๋นเดินลัดไปตามทางน้อย ก็ปลอมปนกับทหารเลวตันฮีเข้าไปในค่าย เที่ยวสืบสวนได้ข้อความแล้วก็กลับมาเฝ้ากราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ข้าพเจ้าปลอมเข้าไปในค่ายตันฮีเห็นแต่คนทำมาหากินค้าขาย ไม่ใคร่มีชาติเชื้อทหาร จะทำการก็ไม่เข้มแข็งเป็นแต่คนโรคไปสิ้น พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังคำชำนาญทางกราบทูลดังนั้นดีพระทัยนัก จึงให้เอาเงินทองปลอมเข้าไปแจกให้แก่ทหารตันฮีเป็นไมตรีไว้ จะได้กลับใจมาเข้าด้วยเรา การที่คิดไว้ก็จะสำเร็จโดยเร็ว ซุยโหจึงรับว่าข้าพเจ้าจะไปแจกเงินทองแก่ นายทหารตันฮีให้กลับใจจงได้ ซุยโหจึงรับเอาเงินทองหลวง แล้วคำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้ออกไป จัดแจงคนใช้ให้คุมเงินทอง แล้วสั่งคนใช้ว่าเราจะไปชักชวนพูดจา ท่านจงเอาเงินทองนี้ลอบไปแจกให้นายทหารจงทุกคน ว่าเป็นของพระเจ้าฮั่นเต้พระราชทาน ถ้าพระเจ้าฮั่นเต้จับตัวตันฮีได้แล้วจะพระราชทานมากกว่านี้อีก คนใช้ก็คำนับแล้วรับเอาเงินทองไว้ ซุยโหจึงเขียนเป็นหนังสือรับสั่งไปถึงตันฮี แล้วก็พาคนใช้ออกจากค่ายไปถึงค่ายตันฮี จึงบอกนายประตูพาเข้าไปหาตันฮี คนใช้ทั้งปวงก็แยกกันไปหานายทหารตันฮีตามคำซุยโหสั่ง ซุยโหจึงเข้าไปคำนับตันฮีแล้วทำกิริยาประหนึ่งว่าจะกลัวเกรงตันฮีนัก ตันฮีจึงว่าเมื่อเราอยู่ในพระเจ้าฮั่นเต้นั้น เรากับท่านเป็นเพื่อนราชการมาด้วยกันมาแต่ก่อน แลท่านมาหาเราครั้งนี้ท่านทำคำนับยำเกรงเราฉะนี้มิควร เชิญท่านขึ้นนั่งเสมอกันจึงจะชอบ ซุยโหจึงตอบว่า บัดนี้ท่านมีบุญญาธิการมากกว่าแต่ก่อน ได้คุมทหารถึงร้อยหมื่นเสมอกับ พระเจ้าฮั่นเต้ ข้าพเจ้าจะขืนนั่งร่วมที่อาสน์ท่าน แลถือตัวว่าเสมอกันมิได้ยำเกรงท่านนั้นหาควรไม่

ตันฮูได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะแล้วว่า ซึ่งเราแข็งเมืองแก่พระเจ้าฮั่นเต้นี้ ด้วยเราเห็นว่าพระเจ้าฮั่นเต้มักระแวงสงสัยผู้กระทำความชอบ คราวมีทุกข์ราชการศึกจะต้องใช้ก็นับถือยกชูผู้กระทำความชอบ ครั้นเมืองราบคาบปกติเป็นสุขแล้ว ก็ลืมผู้กระทำความชอบนั้นเสีย คิดแต่จะพาลหาผิดเอาโทษ ซึ่งเรากระทำการชนะฮวนอ๋องแล้ว ครั้นจะกลับเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ก็จะยกยอตั้งแต่งเราเหมือนตั้งฮั่นสิน แล้วก็จะถอดเสีย ซึ่งท่านมาหาเราเวลานี้จะมาสั่งสอนเราหรือ ๆ พระเจ้าฮั่นเต้ใช้มาว่าประการใด ซุยโหจึงบอกตันฮีว่า พระเจ้าฮั่นเต้ให้ข้าพเจ้าถือพระอักษรมาว่ากล่าวแก่ท่านว่า ซึ่งท่านไม่รักทำราชการในเมืองหลวงแล้ว พระเจ้าฮั่นเต้ก็มิได้ขืนขัดอัธยาศัยท่าน จะตั้งแต่งให้ท่านเป็นไต้อ๋องกินเมืองไต้จิว ซึ่งจะก่อการรบพุ่งกันนั้นราษฎรจะได้ความเดือดร้อน ทหารก็จะฆ่าฟันกันตายทั้งสองฝ่าย ซุยโหจึงส่งหนังสือให้ตันฮี ๆ รับเอามาดูแจ้งในหนังสือแล้ว ตันฮีก็เจรจาด้วยเสียงอันดังให้ทแกล้วทหารได้ยินว่า พระเจ้าฮั่นเต้ยกทัพมายังมิได้รบพุ่งกันกับกองทัพเรา บัดนี้คิดเป็นกลอุบายมีหนังสือให้ไต้หูซุยโหมาว่ากล่าว หวังจะล่อลวงจับตัวเรา แลจะได้เชื่อฟังหนังสือซึ่งซุยโหถือมานี้หามิได้ ซุยโหจึงตอบว่า เมื่อแรกพระเจ้าฮั่นเต้ยกกองทัพมานั้น ก็หมายว่าจะกระทำศึกแก่ท่านให้ถึงแพ้แลชนะ ครั้นมาถึงเมืองกำตั๋นพระเจ้าฮั่นเต้จึงปรึกษาขุนนางนายทหาร แลที่ปรึกษาทั้งปวงพร้อมกัน เห็นว่าประเพณีจะก่อการรบพุ่งกันนั้นก็ย่อมจะเปลืองทแกล้วทหารล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ราษฎรจะไม่มีความสุข พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้ข้าพเจ้าถืออักษรมาโดยไมตรี หวังจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยกัน ใช่จะเป็นกลอุบายนั้นหามิได้ เมื่อท่านมิยอมเป็นไมตรีแลรับที่ไต้อ๋องครองเมืองไต้จิวแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะลาท่านไปกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ให้ทราบ ตันฮีจึงว่าอันความชอบเรากับความชอบฮั่นสิน ถ้าจะเปรียบกันความชอบเรานั้นน้อยกว่านัก แลฮั่นสินผิดแต่เพียงละเมิดขัดรับสั่งปิดบังจงลิมวยไว้ ฮั่นสินก็ได้ตัดเอาศีรษะจงลิมวยมาลุแก่โทษถวาย คุณแลโทษก็พอลบล้างกัน อนึ่งความชอบของฮั่นสินแต่ก่อนนั้นก็มีมาก พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยังมิได้ชุบเลี้ยงให้สมควรแก่ความชอบไม่ กลับเชื่อฟังคนยุยง พาลใส่โทษถอดฮั่นสินออกจากที่ยศศักดิ์ ตัวเรานี้กระทำความชอบแต่เพียงชนะศึกฮวนอ๋องเท่านี้ พระเจ้าฮั่นเต้จะชุบเลี้ยงเราไปสักกี่วัน แล้วเราได้กระทำการเกินถึงเพียงนี้แล้ว เราจะกลับเข้าทำราชการในพระเจ้าฮั่นเต้วันใด ชีวิตเราก็จะอันตรายวันนั้น ท่านจงจำเอาถ้อยคำของเรานี้ไปกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ให้ทราบ ซุยโหก็แกล้งทำพูดจาหน่วงเหนี่ยวอยู่ครึ่งวัน เพื่อจะคอยท่าคนใช้ซึ่งเอาทองไปแจกนั้นกลับมาพร้อมกันมิให้ตันฮีสงสัย ฝ่ายคนใช้ของซุยโหชื่งลอบเอาทองไปเที่ยวแจกแก่นายทหารตันฮีแล้วว่าของพระเจ้าฮั่นเต้พระราชทานให้แก่ท่านทั้งปวง ถ้าจับตัวตันฮีได้จะพระราชทานมากกว่านี้ นายทหารตันฮีได้ทองของพระราชทานก็มีใจยินดีนัก ครั้นแจกแล้วคนใช้ก็พากันลอบกลับมา ซุยโหก็กระทำคำนับลาตันฮีพาคนสนิทกลับไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ แจ้งความตามได้พูดจากันกับตันฮีทุกประการ พระเจ้าฮั่นเต้แจ้งความดังนั้นก็มิได้ตรัสประการใด ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสสั่งให้ตระเตรียมกองทัพพร้อม แล้วก็ยกไปค่ายตันฮี

ฝ่ายตันฮีแจ้งว่าพระเจ้าฮั่นเต้ยกกองทัพมา ก็ขึ้นม้าพาทหารยกออกจากค่าย พอแลไปเห็นพระเจ้าฮั่นเต้ยืนม้าอยู่หน้าทหารทั้งปวง ตันฮีมิได้ลงจากม้า กระทำคำนับบนหลังม้าแล้วว่า พระองค์ก็ชราแล้วไม่ควรที่จะทรมานพระกายยกกองทัพมากระทำศึกเลย พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า เราก็ได้ชุบเลี้ยงตัวถึงขนาดแล้วก็ยังมิได้ผิดพ้องหมองใจกันด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ควรที่ตัวจะมาคิดทรยศต่อเรา ตันฮีจึงตอบว่า ใช่ว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักชอบแลผิดนั้นหามิได้ แต่เห็นว่าพระองค์มักสงสัยผู้มีสติปัญญากล้าแข็ง เคลือบแคลงผู้กระทำความชอบ ไม่ชุบเลี้ยงให้สมควรตามประเพณี กลับเชื่อคำคนไม่ดีพาลเอาผิด ไม่ตั้งอยู่ในสุจริตยุติธรรม ซึ่งข้าพเจ้าคิดทำการทั้งนี้เป็นธรรมดาจะรักษาชีวิต จะว่าคิดขบถแลมิคิดก็ตามแต่พระอัชฌาสัย เชิญเสด็จกลับไปใช้แต่ทหารมารบกับข้าพเจ้าจึงจะสมกัน

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังตันฮีว่าดังนั้นก็ทรงพระโกรธ ตรัสแก่นายทหารทั้งปวงว่าผู้ใดจะอาสาเราออกไปจับอ้ายขบถได้ ห้วนโก้ยกับจิวพุนได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ว่าดังนั้น สองนายก็ชักม้าเข้ารบกับตันฮีได้ยี่สิบเพลง จิวเชียงกับอ๋องหลินเห็นทหารสองคนจะสู้ตันฮีมิได้ ก็ชักม้าพากันหนุนเข้าไป ตันฮีเห็นเหลือกำลังจะต่อผู้ทหารทั้งสี่มิได้ ก็ชักม้าพาทหารไปข้างทิศใต้ รอรบป้องกันพลางคอยท่าเล่าบู๊ทัพหลังมาช่วย ฝ่ายเล่าบู๊ได้ทองของพระราชทานไว้ ก็ไม่เป็นใจแก่ตันฮีทิ้งค่ายเสีย พาทหารหนีไปเข้าค่ายใหญ่ พระเจ้าฮั่นเต้ครั้นเห็นกองทัพตันฮีระส่ำระสายลง ได้ทีก็ขับทหารไล่ไปทางประมาณสามสิบเส้นแลไปข้างหน้าเห็นมีค่ายใหญ่อยู่ค่ายหนึ่ง เห็นทหารตันฮีอยู่ในค่ายนั้นเปิดประตูทั้งสี่ทิศยกออกมาจากค่าย เข้าบรรจบทัพตันฮีตั้งเป็นกระบวนอยู่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสสั่งให้เอารถ มาเรียงเข้า ตั้งเป็นค่ายแซงสัณฐานเหมือนเขากวาง ฝ่ายตันฮีครั้นถอยไปถึงค่ายมั่นแล้วไม่เห็นทหารพระเจ้าฮั่นเต้ไล่มา ก็ชักม้ากลับหน้าพาทหารจะเข้ารบกับทหารพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ จึงให้จุดประทัดสัญญาณขึ้น แล้วก็เปิดประตูค่ายออกทั้งสี่ทิศ

ฝ่ายห้วนโก้ยหนึ่ง โจฉำหนึ่ง อ๋องหลินหนึ่ง จิวเชียงหนึ่ง ควบม้าตรงเข้าไป ตันฮีก็ขับม้าเข้ารบกับนายทหารทั้งสี่คน พวกทหารตันฮีก็แยกกันตีกระหนาบโอบหลังเข้ามา ห้วนโก้ย โจฉำ อ๋องหลิน จิวเชียงเห็นเหลือกำลังที่จะสู้รบ ต่างคนก็ขับม้าถอยมาทัพหลวง พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยกกลับมาค่าย จึงสั่งนายทัพนายกองว่า เวลาค่ำวันนี้จงตรวจตรากันรักษาค่ายทุกด้าน อย่าให้เป็นอันตรายได้ นายทหารทั้งปวงก็ออกไปทำตามรับสั่ง ฝ่ายตันฮีกลับมาค่ายจึงให้หาตัวเล่าบู๊เข้ามาถามว่า เรากระทำศึกครั้งนี้ก็ยังไม่ถึงอับจน ตัวแกล้งหลบหลีกเอาความสุขทิ้งเราเสีย หากว่าตั้งค่ายไว้คอยรับจึงรอดตัว ถ้าสืบไปเบื้องหน้าทำเหมือนอย่างนี้เราจะเอาโทษให้จงหนัก เล่าบู๊แลทหารทั้งปวงได้ฟังตันฮีว่าก็กลัวทุกคนมิได้คิดที่จะเอาใจออกหากได้

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นเต้ครั้นเวลาเช้าเสด็จออก ขุนนางแลนายทหารเข้าเฝ้าพร้อม ตรัสปรึกษาด้วยราชการที่จะรบกับตันฮี อ๋องหลินจึงทูลว่าตันฮีคิดการศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูจะตั้งค่ายแลวางกองทัพทำอาการดุจฮั่นสิน ถ้ารบติดพันไปกลัวเสบียงอาหารในกองทัพนี้จะฝืดเคืองลงข้าศึกจะได้ทีถนัด ขอเชิญเสด็จถอยทัพไปตั้งอยู่เมืองกำตั้นเกณฑ์แต่กองทัพหัวเมืองไปเป็นศึกกระหนาบ ภายหลังจึงเสด็จไปเห็นจะจับตัวตันฮีได้โดยง่าย พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า ถ้าเราจะถอยทัพไปเกลือกตันฮีจะประมาทว่าเราสู้ฝีมือไม่ได้ ก็จะมีใจกำเริบยกทหารติดตามเราจะมิเสียทีหรือ อ๋องหลินจึงทูลว่า ถ้าจะล่าทัพแล้วจงจัดทหารที่มีฝีมือไปซุ่มไว้ทั้งสองข้างทาง ตันฮีติดตามไปให้กองทัพซุ่มตีกระหนาบไว้ เห็นตันฮีจะคิดเกรงอยู่ พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบด้วย จึ้งสั่งห้วนโก้ยหนึ่ง อ๋องหลินหนึ่ง จิวพุนหนึ่ง กวนหยินหนึ่ง สี่นายคุมทหารไปซุ่มอยู่สองข้างทาง ครั้นเวลาพลบค่ำพระเจ้าฮั่นเต้ก็สั่งให้ล่าทัพไป ณ เมืองกำตั๋น ขณะนั้นมีผู้มาบอกตันฮีว่า พระเจ้าฮั่นเต้ล่าทัพกลับไปแล้ว ตันฮีได้แจ้งดังนั้นจึงพูดกับทหารว่า พระเจ้าฮั่นเต้เห็นจะฝืดเคืองเสบียงอาหารจึงถอยไป แต่เราเห็นว่าจะไม่กลับไปเมืองหลวง จะไปตั้งมั่นอยู่เมืองกำตั๋นก่อน นายทหารจึงว่าพระเจ้าฮั่นเต้ถอยทัพไปครั้งนี้ ถ้าท่านยกติดตามไปเห็นจะเอาชัยชนะได้ ตันฮีจึงว่าพระเจ้าฮั่นเต้กระทำการสงครามมาจนชราแล้ว ซึ่งจะล่าทัพไปที่ไหนจะเบาความ เห็นจะแต่งกองทัพซุ่มไว้เป็นมั่นคง ตันฮีว่าแล้วจึงใช้ทหารให้ไปสืบการ ทหารก็ลาไปสืบดูรู้ว่ามีกองทัพซุ่มอยู่สองข้างทางก็กลับไปแจ้งแก่ตันฮีทุกประการ บรรดาทหารทั้งปวงจึงสรรเสริญตันฮีว่ามีสติปัญญาลึกซึ้ง คิดเห็นการรอบคอบควรเป็นแม่ทัพใหญ่

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นเต้ถอยทัพมาถึงเมืองกำตั๋น ก็เข้าไปตั้งอยู่ในเมือง นายทหารทั้งสี่คนซึ่งตั้งกองทัพซุ่มอยู่นั้น ครั้นไม่เห็นตันฮีติดตาม ก็พากันถอยทัพกลับมาเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ ณ เมืองกำตั๋น พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้มีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวง ให้ยกทัพมาบรรจบกัน ณ เมืองกำตั๋น แล้วเขียนหนังสือลับลอบให้คนถือมาถึงเสียวโหว่า ตันฮีทำศึกกับเราครั้งนี้มีแยบคายคล้ายความคิดฮั่นสิน เห็นจะได้ศึกษารู้ถึงกัน ถ้าเห็นแยบคายกิริยาฮั่นสินประการใด ก็ให้คิดกันกับฮองเฮาแลตันแผงฆ่าฮั่นสินเสีย พระเจ้าฮั่นเต้มิได้วางพระทัยให้หนังสือมาดังนี้เนือง ๆ

ฝ่ายฮั่นสินอยู่ในเมืองหลวงบอกป่วยไม่รับราชการสิ่งใด รู้ว่าตันฮีตั้งทัพอยู่ ณ บ้านซุ่นเอี๋ยง จึงคิดว่าเมืองกำตั๋นเป็นที่ชัยภูมิ มีแม่น้ำวังโหสกัดอยู่ เหตุไฉนตันฮีจึงไม่ตั้งอยู่เล่า ถ้าพระเจ้าฮั่นเต้ไปตั้งอยู่เมืองกำตั๋นเห็นตันฮีจะเสียที คิดแล้วจึงเขียนหนังสือเป็นใจความว่า ให้ตันฮีจัดนายทหารที่มีฝีมือคุมคนยกมาตามทางน้อยเข้าตีเมืองหลวง เราจะคอยรับทำการภายในให้พระเจ้าฮั่นเต้ต้องระวังทั้งสองฝ่าย ถ้าท่านทำได้ดังนี้เห็นการจะสำเร็จโดยแท้ ครั้นเขียนแล้วก็ให้คนสนิทลอบถือไปให้ตันฮี คนสนิทก็ลาฮั่นสินไป

ฝ่ายจ้าก๋งตู้เป็นคนใช้ในเรือนฮั่นสิน ออกไปนั่งเสพสุราอยู่ที่ร้าน ครั้นเห็นผู้ถือหนังสือเดินไปจึงเรียกให้แวะเข้าเสพสุราด้วยกัน แล้วไต่ถามได้ความว่าฮั่นสินให้หนังสือลับไปถึงตันฮี

ฝ่ายผู้ถือหนังสือเสพสุราแล้วก็ไป แต่จ้าก๋งตู้นั้นต่อเวลาเย็นจึงกลับมาบ้าน ฮั่นสินจึงถามว่าวันนี้เอ็งไปทำการที่ไหนจึงไม่เห็นหน้ายังค่ำ จ้าก๋งตู้กำลังเมาสุราจึงตอบว่าข้าก็ไม่ได้สมคบคิดขบถกับเมืองนอกจะไปทำการสิ่งใดเล่า ฮั่นสินได้ฟังจ้าก๋งตู้พูดดังนั้นก็ตกใจ จึงใช้ให้คนพยุงจ้าก๋งตู้ เข้าไปนอนอยู่ในเรือน แล้วคิดว่าการที่เราทำเป็นอ้ายจ้าก๋งตู้จะรู้ จำจะฆ่ามันเสียความจึงจะมิด คิดแล้วลุกเข้าไปหยิบกระบี่ในเรือน นางสอซีภรรยาฮั่นสินจึงถามว่า เวลาเย็นท่านโกรธจ้าก๋งตู้ด้วยเหตุอันใด ฮั่นสินจึงว่าอ้ายจ้าก๋งตู้มันเสพสุราเมาแล้วพูดจาองอาจล่วงเกินดูหมิ่นเราจึงจะฆ่ามันเสีย

นางสอซีจึงว่ามันพูดจาเกินเลยเพราะเมาสุรานักอยู่ ท่านจงงดไว้ หายเมาแล้วจึงค่อยไต่ถาม ถ้าผิดแล้วก็กระทำโทษตามสมควร ซึ่งจะทำในเวลากลางคืนนี้คนใช้ทั้งปวงก็จะตกใจพลอยตื่นไปด้วย

ฮั่นสินฟังภรรยาว่าเห็นชอบ ก็งดไว้กลับเข้าไปนอน ขณะเมื่อฮั่นสินกับนางสอชีพูดกัน ภรรยาจ้าก๋งตู้ได้ยินแล้วกลับออกมา

ฝ่ายจ้าก๋งตู้เมาสุรานอนหลับอยู่จนเวลาตีสิบเอ็ด สร่างเมาตื่นขึ้น ภรรยาบอกว่าเจ้าพูดเมื่อเวลาเย็นซงเซียวโกรธนัก จ้าก๋งตู้จึงถามว่าข้าพูดเกินเลยประการใด ภรรยาจึงว่าเจ้าพูดว่าไม่ได้คิดขบถกับเมืองนอกจะไปทำการสิ่งใดเล่า ฮั่นสินหวั่นใจจึงโกรธนัก เวลาคืนนี้เจ้านอนหลับอยู่ท่านจะมาฆ่าเจ้าเสีย นางสอซีห้ามไว้จึงงดอยู่ เจ้าเร่งคิดหนีไปแต่ในเวลากลางคืนจึงจะรอดชีวิต จ้าก๋งตู้ได้ฟังภรรยาบอกก็ตกใจ ใส่เสื้อจัดสิ่งของสำหรับตัว รีบลงเรือนเปิดประตูหลังบ้าน หนีไปถึงกำแพงใกล้จะออกประตูเมือง จึงคิดว่า ถ้าเราจะหนีไปอื่น แม้นฮั่นสินตื่นขึ้นรู้ว่าเราหนีก็จะให้คิดติดตาม คงจะจับตัวได้ ที่ไหนจะพ้นความตาย ถ้านำความเรื่องนี้ไปฟ้องแก่เสียวโหเห็นฮั่นสินจะตาย ชีวิตเราจึงจะรอด จ้าก๋งตู้คิดแล้วก็รีบไป ณ บ้านเสียวโห พอเวลารุ่งสว่างก็เข้าไปแจ้งความให้ฟังทุกประการ เสียวโหจึงถามจ้าก๋งตู้ว่า เอ็งว่าทั้งนี้มั่นคงแล้วหรือ ถ้าเอ็งเอาเท็จมาว่าเอ็งก็จะไม่พ้นความตาย จ้าก๋งตู้จึงว่าความทั้งนี้เป็นข้อใหญ่ แม้นไม่จริงแล้วข้าพเจ้าจะอาจว่ากล่าวได้หรือ วันเมื่อตันฮีไปนั้นก็แวะมาหาฮั่นสิน เดิมตันฮีก็มิได้คิดทรยศ เพราะฮั่นสินสั่งสอนจึงเป็นศัตรูขึ้นได้ ทุกวันนี้ก็ให้ถือหนังสือลับไปมาถึงกันอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าเมาสุราพูดพลั้งไป ฮั่นสินรู้ความจะฆ่าข้าพเจ้า ๆ จึงหนีมาแจ้งความแก่ท่าน เสียวโหจึงพาตัวจ้าก๋งตู้เข้าไปเฝ้านางฮองเฮา แจ้งความตามจ้าก๋งตู้กล่าวโทษฮั่นสิน

ฮองเฮาได้ฟังก็ตกใจจึงว่ากับเสียวโหว่า ฮั่นสินคบคิดกับตันฮีเป็นขบถจริงแล้ว เราจะคิดประการใดเล่า เสียวโหจึงว่าความนี้อย่าเพ่อว่ากล่าวให้วุ่นวายไป ข้าพเจ้าจะพาตัวจ้าก๋งตู้ไปซ่อนไว้ ณ บ้าน แล้วจะคิดจับตัวฮั่นสินด้วยอุบายมิให้เถียงได้เลย เวลาเช้าข้าพเจ้าจะให้ไปเอาคนโทษถึงตายที่รูปร่างเหมือนตันฮีมาตัดศีรษะใส่ถังไว้ แล้วจะทำอุบายให้คนถือหนังสือมาบอกข่าวว่า พระเจ้าฮั่นเต้จับตัวตันฮีได้ตัดศีรษะส่งเข้ามา ขุนนางทั้งปวงรู้ก็เข้าไปในวังพร้อมกันยินดีด้วยพระเจ้าฮั่นเต้ชนะศึก ถ้าฮั่นสินรู้ก็คงมา ท่านจึงจับตัวไว้

ฮองเฮาได้ฟังเห็นชอบ จึงว่าท่านคิดอุบายนี้ดีนัก เสียวโหก็พาจ้าก๋งตู้มา ณ บ้าน จึงให้ไปเอาตัวคนโทษถึงตายหน้าคล้ายตันฮีมาฆ่าเสีย แล้วแต่งเป็นกลอุบายถือหนังสือพระเจ้าฮั่นเต้พาศีรษะตันฮีมาตามที่คิดไว้ บรรดาขุนนางในเมืองรู้ข่าวว่าพระเจ้าฮั่นเต้ให้มีหนังสือบอกเข้ามา ก็ชวนกันมาฟังกิจราชการ ณ บ้านเสียวโห ๆ จึงแกล้งว่าพรุ่งนี้ท่านทั้งปวงเข้าไปในวังพร้อมกัน แล้วไปบอกฮั่นสินให้รู้ด้วยว่า พระเจ้าฮั่นเต้เสด็จไปทำศึกครั้งนี้มีชัยชนะตัดศีรษะส่งมา มีพระทัยคิดถึงฮั่นสินว่าได้มีความชอบมาแต่ก่อนถ้าเสด็จกลับมาถึงจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ดังเก่า บรรดาขุนนางก็ชวนกันมาบอกฮั่นสินตามถ้อยคำเสียวโห

ฮั่นสินได้ฟังจึงคิดว่า ซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้จะกลับตั้งให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ด้วยเหตุอันใด ชะรอยเสียวโหจะรู้ความ จำจะไปถามดูก่อน ฮั่นสินคิดดังนั้นแล้วจึงบอกแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในพระราชวังด้วย ขุนนางก็ลาฮั่นสินกลับไป ฮั่นสินจึงเข้าไปในเรือนเล่าให้นางสอซีผู้เป็นภรรยาฟังว่า บัดนี้พระเจ้าฮั่นเต้คิดถึงความชอบของเราซึ่งทำไว้แต่ก่อน เสด็จกลับมาถึงจะตั้งให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ บัดนี้มีหนังสือบอกว่าจับตันฮีได้ตัดศีรษะส่งเข้ามา แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยจะชวนกันเข้าไปในพระราชวังพร้อมก้น เวลาพรุ่งนี้เราก็ต้องเข้าไปด้วย นางสอซีจึงว่า เมื่อพระเจ้าฮั่นเต้ยกไปทำศึกกับตันฮี ท่านบอกป่วยอยู่แล้วก็มิได้ไปเฝ้าฮองเฮา ครั้นได้ยินหนังสือบอกมาจึงจะเข้าไป ฮองเฮาเป็นคนมักสงสัย เกลือกจะมีความอื่น ท่านจงตรึกตรองดูให้ดีก่อน ฮั่นสินจึงว่าถ้าครั้งนี้ไม่ไปพระเจ้าฮั่นเต้กลับมาเราจะมีหน้าไปเฝ้ากระไรได้ ซึ่งเราจะเข้าไปเวลาพรุ่งนี้ ถึงจะมีเนื้อความเกี่ยวข้องถึงตัวเราประการใด เสียวโหก็อยู่นั้นคงจะช่วยแก้ไขบ้าง นางสอซีจึงว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูราศีหน้าของท่านมัวหมองมาหลายวันแล้วประหลาดใจนัก ท่านจงงดอยู่แต่บ้านเรือนของตัวก่อนเถิด ฮั่นสินจึงว่าฮองเฮาเป็นสตรี เสียวโหก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เราได้ออกปากว่าจะไปแล้วจะมาถอยหลังเสียนั้นไม่ควร เมื่อจะมีเหตุประการใดก็สุดแต่บุญกับกรรม ครั้นเวลาเช้าขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันเข้าไปในพระราชวัง ประชุมอยู่ที่เฝ้าพร้อมกัน ฮั่นสินก็เข้าไปด้วย ฮองเฮาจึงให้คนออกไปกระซิบสั่งหมูซูซึ่งเป็นตำรวจเข้าไปคอยอยู่ ณ ประตูชั้นในห้าสิบคน แล้วสั่งความสัญญาไว้ทุกประการ ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วจึงใช้คนออกไปบอกว่า บรรดาขุนนางทั้งปวงให้กลับไป เถิด แต่เสียวโหกับฮั่นสินให้เข้าไปข้างใน จะปรึกษาราชการสำคัญนัก เสียวโหได้ฟังก็ชวนฮั่นสินเข้าไป ครั้นถึงประตูชั้นใน หมูซูก็กลุ้มรุมกันจับตัวฮั่นสินมัดไพล่หลังพาเข้าไปหาฮองเฮา ฮั่นสินจึงร้องว่าข้าพเจ้าผิดประการใดท่านจึงทำโทษดังนี้ ฮองเฮาจึงว่า พระเจ้าฮั่นเต้ชุบเลี้ยงตัวเป็นแม่ทัพใหญ่ ครั้นมีความชอบก็ตั้งให้เป็นเจ๋อ๋องแลฌ้ออ๋อง ตัวก็ไม่ซื่อตรงต่อพระเจ้าฮั่นเต้ ไปสมคบกับจงลิมวยขบถ ต้องเสด็จไปถึงตำบลหุ่นบู๊ จับตัวมาก็ยังไม่ประหารชีวิต คิดถึงความชอบกลับตั้งให้เป็นห้วยอิ้มเหา แล้วตรัสอยู่ว่าถ้านานไปก็จะตั้งให้ตัวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ดังเก่า ยังไม่คิดถึงพระคุณเลย กลับคิดทรยศสั่งสอนให้ตันฮีเป็นขบถ แล้วมีหนังสือไปถึงตันฮีให้ยกทัพมาตามทางน้อยตีเอาเมืองหลวง ตัวจะเป็นไส้ศึกรับทำการภายใน ซึ่งคิดกระทำการทรยศเช่นนี้ ถึงจะอยู่เป็นคนเทพยดาแลมนุษย์ก็ไม่สรรเสริญ ฮั่นสินจึงว่า ซึ่งว่าข้าพเจ้าเป็นคนขบถสมคบกับตันฮีนั้น ท่านเอาความที่ไหนมาเจรจาดังนี้ ฮองเฮาจึงตอบว่า จ้าก๋งตู้เป็นคนใช้ในเรือนของตัว เอาเนื้อความมาฟ้องไว้ทุกประการแล้วเราจึงได้รู้ ฮั่นสินจึงตอบว่าจ้าก๋งตู้นั้นหลบหลีกไม่ให้ใช้การงานเที่ยวไปเสพสุราทุกวัน ครั้นข้าพเจ้าด่าว่าจะทำโทษ มันคิดพยาบาทแกล้งเอาความไม่จริงมาฟ้องข้าพเจ้าเปล่า ๆ ท่านจงตรึกตรองดูก่อน ฮองเฮาจึงว่าพระเจ้าฮั่นเต้จับตันฮีได้ ไปริบในค่ายก็ได้หนังสือลับของตัว ครั้นไต่ถามตันฮีก็รับแล้วเหตุใดตัวยังเถียงอยู่อีกเล่า ฮั่นสินได้ฟังฮองเฮาทูลดังนั้นก็สะดุ้งตกใจก้มหน้านิ่งอยู่ ฮองเฮาก็สั่งให้หมูซูเอาตัวฮั่นสินไปตัดศีรษะที่บี่ยังหอระฆัง หมูซูก็พาเอาตัวฮั่นสินออกไป ขณะเมื่อทหารจะลงดาบ ฮั่นสินจึงร้องว่าเพราะเราไม่เชื่อคำกวยถองจึงมาตายด้วยความคิดสตรี พอหมูซูฟันฮั่นสินลงคอขาดตาย ฮองเฮาจึงให้จับพวกพ้องฮั่นสินมาฆ่าเสียถึงสามชั่วโคตร เมื่อฮั่นสินตาย อายุได้ห้าสิบเอ็ดปี เดือนเก้าขึ้นสิบเอ็ดค่ำ บังเกิดเป็นพายุพัดหนักผงคลีฟุ้งตลบเป็นควันปิดแสง พระอาทิตย์ เวลาคํ่าพระจันทร์ก็มัวรัศมีไม่สุกสว่าง บรรดาราษฎรเดินไปมาเห็นศพฮั่นสินก็มีความสังเวชคิดถึงความดีที่ทำศึกมีชัยกับฌ้อปาอ๋อง ไพร่บ้านพลเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุข บางคนคิดสงสารกลั้นน้ำตามิได้ บางคนก็บ่นว่าแตก่อนเสียวโหรักฮั่นสินอุตส่าห์ทูลให้เป็นแม่ทัพ ครั้นเสร็จสงครามแล้วกลับเชื่อถืออ้ายจ้าก๋งตู้ที่กล่าวโทษฮั่นสิน นำเอาข้อความขึ้นทูลฮองเฮาให้ฆ่าฮั่นสินเสีย อันโทษฮั่นสินแต่เพียงนั้นควรจะตายแต่ผู้เดียว ไม่ควรจะตายถึงสามชั่วโคตร เสียวโหเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไม่ทูลทัดทานบ้างเลย แต่คนพูดกันอยู่ดังนี้เนือง ๆ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ