๑๙

ครั้นอยู่วันหนึ่งห้างเป๊กเข้าไปเฝ้า อยู่ภายหลังเตียวเหลียงไปเที่ยวชมสวนดอกไม้แล้วขึ้นไปนั่งบนตึกกลางสวน จึงเห็นหนังสือหัวเมืองทั้งปวงให้มาถึงฌ้อปาอ๋อง ครั้นดูไปเห็นหนังสือฉบับหนึ่ง ได้ความว่า ข้าพเจ้าฮั่นสินขอกราบเรียนจงจู๊เหลง ให้เอาหนังสือข้าพเจ้าขึ้นกราบทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้ทราบ ประเพณีกษัตริย์พระองค์ใดเป็นใหญ่จะทำศึกรักษาแผ่นดิน จงพิเคราะห์ดูให้รู้การรอบคอบต้องกับตำรับคัมภีร์พิชัยสงคราม ควรจะยกจึงเคลื่อนพลดูกำลังตนกำลังท่าน อย่าห้าวหาญ ถือกำลังแต่ผู้เดียว ถ้าข้าศึกฝีมืออ่อนแต่กำลังศึกกล้า อย่าเพ่อเข้าโจมตีดูทีทำนองศึกก่อน ถ้าเห็นทัพใดไม่ปกติจึงทำ บัดนี้ไต้อ๋องก็ถือพระองค์ว่ามีกำลังมากได้ครองสมบัติในเมืองหลวง หัวเมืองขึ้นทั้งปวงแลอาณาประชาราษฎร์ ยังมิได้อ่อนน้อมกระด้างกระเดื่องอยู่มากนัก ถ้ากำลังย่อหย่อนลงจะรักษาแผ่นดินไปไม่ตลอด ข้าพเจ้ามีความวิตกด้วยเล่าปังซึ่งมีรับสั่งให้ไปตั้งอยู่เมืองโปต๋งนั้น แต่ก่อนไม่ซื่อตรงเป็นคนโลภนักเล่นแต่สตรีเป็นอัตรา เที่ยวเสพสุราเป็นนิจ บัดนี้กลับตัวได้คิดแปลงกฎหมายบ้านเมืองเสียใหม่ ตรองการแต่จะให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้ความสุขไป เพราะจะใคร่เป็นเจ้าในเมืองหลวงถึงสมบัติแลบรรดาหัวเมืองทั้งปวงที่อยู่ในไต้อ๋อง ถ้าบำรุงแผ่นดินต้องตามกษัตริย์แต่ก่อนอันครองยุติธรรมก็จะค่อยเป็นสุขไป ถ้าจะฆ่าผู้คนแลฟังคำยุยงมีอาญาเหมือนจี๋นซีฮองเต้นั้นไม่ควร ทุกวันนี้คนทั้งปวงก็มีใจเจ็บแค้นเป็นอันมาก ว่าฆ่าจูหยินซึ่งเป็นซาซีฮองเต้ แล้วขุดศพแลเผาตำหนักอาปงจ๋งเสีย หัวเมืองทั้งนั้นเห็นไปเข้าด้วยฮั่นอ๋องทหารข้าศึกก็จะมากขึ้น ซึ่งให้เผาหนทางจั๋นโต๋เสียนั้นโดยความคิดจะให้ประมาท อนึ่งด่านสามจีนก็ยังหามั่นคงไม่ พระองค์ให้ฮั่นอ๋องไปครั้งนี้ เหมือนหนึ่งให้หัดทหารฝึกเพลงอาวุธจะกลับมาตีชิงสมบัติเป็นมั่นคง อันทหารของพระองค์ซึ่งยังอยู่นี้ รู้แต่จะรบมิได้มีปัญญา ดีแต่ปากกล้าคอยพูดนอก มิอาจออกทูลทัดทานพระองค์ได้ ขออย่าประมาทพระทัยว่าไม่มีผู้ใดเสมอ จงให้หัดทหารที่มีฝีมือแลความคิดไปรักษาด่านสามจีนไว้ ให้ตัวเจียงหำตั้งอี้สุมาหืนเข้ามาไว้ในเมือง แล้วให้ทหารไปรับบิดาแลพรรคพวกบุตรภรรยาของฮั่นอ๋องมาคุมไว้ คิดแต่งทหารไปกำกับหัวเมืองทั้งปวงดูแยบคาย จงคัดทหารคนมีสติปัญญากล้าแข็งสักสองคน มาตั้งเป็นที่ใจเสียงสำหรับว่าการในพระนครคนหนึ่งๆ เป็นไต้เจียงกุ๋นแม่ทัพจะได้ฝึกหัดทหารไว้ปราบหัวเมืองทั้ง ปวงเหมือนอย่างพระเจ้าบู๊อ๋องครองแผ่นดินตั้วก๊กจิว

ฝ่ายเตียวเหลียงอ่านหนังสือแล้วตกใจคิดว่า ถ้าฌ้อปาอ๋องทำเหมือนหนังสือนี้ที่ไหนฮั่นอ๋องจะทำการใหญ่ได้ ก็จะตายอยู่ ณ เมืองโปต๋ง จึงนึกว่าหนังสือฉบับนี้ลึกซึ้งยากที่จะรู้ความคิดฮั่นสิน เปรียบเหมือนเกียงจูแหย ซึ่งเป็นทหารเอกของพระเจ้าบู๊อ๋อง ถ้ามิดังนั้นอุปมาเหมือนอีอี๋น ครั้งแผ่นดินเสียถาง สองคนนี้เป็นแม่ทัพปราบยุคเข็ญ ฮั่นสินก็มีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ ถ้าเราได้พบจะเกลี้ยกล่อมให้ไปอยู่ด้วยฮั่นอ๋อง แล้วเรียบหนังสือลงไว้ดังเก่ากลับมาตึกห้างเป๊ก ห้างเป๊กครั้นออกจากเฝ้ามาถึงบ้าน จึงสั่งให้คนใช้ยกโต๊ะมาตั้งเชิญให้เตียวเหลียงเสพสุราเป็นที่สบาย ครั้นบ่ายห้างเป๊กไปเที่ยวสวนดอกไม้แล้วขึ้นไปนั่งบนตึกกลางสวน เตียวเหลียงจึงแกล้งถามว่า หนังสือนี้ผู้ใดให้มา ห้างเป๊กบอกว่า หนังสือของหกหัวเมืองใหญ่ให้มาถึงพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง เตียวเหลียงก็ทำเป็นดู หนังสือต่อไป เห็นหนังสือฮั่นสินฉบับนั้นจึงถามว่านี่ของผู้ใดเล่า ห้างเป๊กบอกว่าของผู้มีสติปัญญาอยู่บ้านซุยอิมหยินชื่อฮั่นสิน เดิมเป็นคนจนเที่ยวขอทาน ไม่มีผู้ใดนับถือแต่ฟัมแจ้งรู้ว่าเป็นคนดี จึงทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะให้เลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลาย ก็ไม่ตั้งตามคำฟัมแฟ้งให้เป็นแต่จิบเก๊กหนึง คนถือทวนสำหรับแห่ แต่เตือนสติในการศึกหลายหนก็มิได้เชื่อ จึงทำหนังสือฉบับนี้ถวายพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเคืองพระทัยฉีกหนังสือทิ้งลงไว้แล้วให้เอาไปฆ่าเสีย ข้าพเจ้าขอโทษไว้จึงไม่ตาย เราเสียดายความคิดคนผู้นี้อุปมาดังหลอหลินครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก เดิมเมื่อบังเกิดหลอหลิน คือราชสีห์ขึ้นก่อน แต่ชาวเมืองหารู้ว่าราชสีห์เป็นสัตว์มีตระกูลไม่ ต่อกงจู๊ซึ่งทำฉบับหนังสือนี้ไว้ เกิดมาจึงรู้ว่าราชสีห์เป็นสัตว์มีตระกูลอันประเสริฐ อนี่งดุจดังหงส์อันมีตระกูลกว่านกทั้งปวง เหมือนครั้งติวอ๋องครองแผ่นดินตั้วก๊กจิว บังเกิดหงส์ขึ้นในเมืองคนทั้งปวงก็ไม่รู้ว่าหงส์เป็นสัตว์มีตระกูลสูง ต่อพระเจ้าบุนอ๋องเกิดขึ้นจึงรู้ว่าหงส์ ฮั่นสินนี้ดังหงส์แลราชสีห์แม้นผู้ใดรู้ว่าเป็นคนดีเอาไปทำนุบำรุง เห็นผู้นั้นจะได้เป็นกษัตริย์

เตียวเหลียงได้ฟังห้างเป๊กว่าต้องใจจึงนึกว่า เมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องเลี้ยงโต๊ะที่ห้องหมุย ผู้ซึ่งเคาะทวนทำเพลงเห็นจะเป็นคนนี้ดอกกระมัง ถ้าให้เป็นแม่ทัพถึงปูจู๊ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กก็ไม่เกินคนนี้ได้ ถ้าฌ้อปาอ๋องไม่เลี้ยงเห็นจะเสียเมืองเป็นมั่นคง แล้วพูดเล่นจนเวลาบ่ายห้างเป๊กจึงชวนเตียวเหลียงมาบ้าน ครั้นอยู่มาหลายวันเตียวเหลียงจึงคิดว่า เมื่อไรจะได้แก้แค้นฌ้อปาอ๋องแทนคุณเจ้าเมืองหัน ทำไฉนฮั่นอ๋องจะได้ออกมาจากเมืองโปต่ง ทุกวันนี้ฌ้อปาอ๋องใจก็ร้ายกาจนัก อาณาประชาราษฎร์ได้ความเดีอดร้อนไม่เป็นสุข เราอยู่ที่บ้านห้างเป๊กเล่า ก็ไม่รู้ที่จะคิดการกำจัดพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียวเหลียงจึงไปพูดแก่ห้างเป๊กว่า ข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปเที่ยวหาที่สบายบ้าง ห้างเป๊กจึงว่าท่านมาอยู่กับเราไม่ถึงเดือนจะไปเสียอีกเล่า เตียวเหลียงจึงว่าบ้านท่านเป็นที่อื้ออึงอยู่ ข้าพเจ้าจะขอลาไปอยู่ป่าใหญ่ ที่มีภูเขาลึกลับไม่มีผู้ใดไปมา คิดจะเปลี่ยนชื่อแซ่เสีย เที่ยวหาผู้วิเศษทำอายุวัฒนะทิ้งบ้านเรือนไปหาแต่ที่รโหฐาน ห้างเป๊กจึงว่าท่านไม่ยอมเป็นขุนนางมียศฐาศักดิ์จะหาที่สบายก็ตามใจ

เตียวเหลียงได้ฟังก็มีความยินดี คำนับลาออกจากเมืองหํ้าเอื้ยงไปหน่อยหนี่งจึงเปลี่ยนเสื้อกางเกงแต่งตัวเป็นโตซูคังเพศพราหมณ์ แล้วกลับเข้าไปในเมืองเที่ยวไปทุกบ้าน ทำกิริยาอาการเหมือนบ้าเที่ยวเดินตีกลอง เด็กๆ เห็นชวนกันมานั่งฟัง จึงหยิบอีแปะออกซื้อขนมแจกให้เด็กกิน แล้วสอนให้เด็กทำเพลงว่า เสียงก้องดังระฆังคนได้ฟังไม่เห็นรูป มีทรัพย์สมบัติก็มั่งคั่งไม่ตั้งบ้านของตัว นุ่งงามห่มดีไม่ควรที่มาเดินกลางคืน แล้วกำชับเด็กๆ ว่าถ้าผู้ใดไต่ถามว่าใครสั่งสอน บอกว่ากลางคืนนอนยังไม่ทันหลับสนิทฝันว่ามีเทพยดามาสั่งสอนให้ทำเพลง ถ้าบอกได้ดังนั้นแล้วทั้งอายุจะยืนหาโรคภัยมิได้ ฝูงเด็กได้ฟังเตียวเหลียงจึงตอบว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะว่าตามคำท่าน เตียวเหลียงจึงหยิบเอาอีแปะในย่ามออกแจกให้เด็ก แล้วก็กลับออกไปนอกเมืองผลัดเสื้อ กางเกงเสียใหม่แต่งตัวเป็นพ่อค้าชาวร้านคอยฟังข่าว

ขณะนั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดว่า ทุกวันนี้ไพร่บ้านพลเมืองจะว่ากล่าวแก่เราเป็นประการใดบ้าง จึงใช้ให้คนสนิทไปเที่ยวสืบดูนอกเมืองแลในเมืองทุกตำบลคนใช้ไปสืบตามรับสั่งจะเอาข้อความดีแลร้ายชาวเมืองมิได้ว่าประการใด ครั้นเที่ยวไปพอพบเด็กทำเพลง จึงกลับไปเข้าไปทูลตามคำเด็ก ว่าเพลงทั้งสามบท พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังคนสนิททูลสงสัยพระทัยอยู่ ครั้นเวลาค่ำวันหนึ่งแต่งปลอมเหมือนไพร่ไปเที่ยวฟังแยบคาย เด็กก็ร้องรำทำเพลงตามคำเตียวเหลียงสอน พอได้ฟังเด็กทำเพลงเป็นปริศนาต้องตามที่คิดไว้ซึ่งจะไปอยู่เมืองแพเสีย จึงถามเด็กว่าความทั้งนี้ใครเป็นผู้สั่งสอนเอ็ง เด็กบอกว่าข้านอนไม่ทันหลับสนิทฝันว่า เป็นเทพยดามาบอกให้ทำเพลง แล้วว่าถ้าจำถ้อยคำเพลงไว้ได้อายุยืน ข้าพเจ้าจึงจำไว้บ่นเล่นภาษาเด็ก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องดีพระทัยกลับเข้าในพระราชวัง ครั้นเวลารุ่งเช้าเสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมจึงตรัสว่า เด็กร้องเพลงประหลาดสามประการ ท่านทั้งปวงรู้หรือไม่ บทหนึ่งว่าเสียงก้องดังระฆังคนได้ฟังไม่เห็นรูป ข้อหนึ่งว่านุ่งงามห่มดีไม่ควรที่มาเดินกลางคืน ข้อหนึ่งว่า มีทรัพย์สมบัติสารพัดบริบูรณ์ไม่ไปตั้งบ้านของตัว คำซึ่งมันว่านี้ต้องกับความคิดเรา ครั้นถามมันว่าใครสอน มันว่าเทพยดาสอนอันคำเด็กว่าดังนี้มีมาแต่โบราณครั้งแผ่นดินเงี่ยวเต้มีบุตรองค์หนึ่งชื่อตันบู๊ พระองค์ตั้งใจจะให้เป็นเจ้า แต่พระราชบุตรไม่เอาธุระในการแผ่นดิน อยู่วันหนึ่งพระเจ้าเงี่ยวเต้เสด็จไปตำบลกองกูได้ยินเด็กทำเพลงว่า ผู้ซึ่งเป็นเจ้าครองสมบัติเป็นสุข ก็อย่าคิดแต่ใจเองจงตรึกตรองดูคนที่มีสติปัญญามาครองสมบัติตามคำเทพยดา ครั้นพระเจ้าเงี่ยวเต้เห็นบุตรจะครองสมบัติไม่ได้ จึงไปหาผู้หนึ่งแซ่เอียวชื่อซุนมีกตัญญูต่อบิดามารดาทั้งสติปัญญามาก เทพยดาให้ช้างไว้สำหรับไถนา พระเจ้าเงี่ยวเต้จึงมอบสมบัติให้เป็นพระเจ้าซุ่นเต้บ้านเมืองก็บริบูรณ์ ผู้คนก็มั่งคั่งครั้งนี้เห็นสมคะเน ซึ่งเราจะคิดไปตีเมืองแพเสียเป็นเมืองหลวง หัวเมืองซึ่งขึ้นกับเมืองฌ้อก็ใกล้กัน เขตแดนกว้างขวางถึงหมื่นเส้น มีแม่น้ำตลอดถึงกัน ทิศเหนือมีเมืองใหญ่ถึงเก้าเมือง ครั้นจะอยู่เมืองหํ้าเอี๋ยงเราก็เผาวังแลตำหนักเสียสิ้นคนจะประมาทได้ ครั้นจะทำขึ้นใหม่เล่าก็เห็นจะช้า ขุนนางจึงทูลว่า ความซึ่งเด็กทำเพลงข้าพเจ้าหาทราบไม่ ไต้อ๋องมีปัญญาบารมีมากจึงคิดได้ดังนี้ ฮั่นเสงเป็นที่จอกันหงีทูลว่า ซึ่งเด็กทำเพลงบอกว่า เทพยดาสอนนั้น ข้าพเจ้าเห็นจะเป็นอุบายชะรอยคนมีสติปัญญาสอนให้เด็กทำเพลง ไต้อ๋องจงตรึกตรองดูก่อน แลเมืองห้ำเอี๋ยงนี้เป็นที่ชัยภูมิจึงตั้งเป็นเมืองหลวง เพราะมีภูเขากันทั้งสามด้านฝ่ายทิศตะวันออกก็เป็นทะเล ชั้นในมีแม่น้ำอุยโหแลด่านหํ้าก๊กก๊วนกัน ทิศตะวันตกมีด่านหลงก๋วนโซ่หลั่นกุนหลายตำบล ทิศใต้เล่ามีเขาจงสำสารมีด่านบู๋ก๋วนเหยียวกวนกัน ฝ่ายทิศเหนือนั้นมีแม่น้ำเสียมโหหนึ่ง เกียงโหหนึ่ง หงุยโหหนึ่งถึงสามชั้น มีด่านตังก๋วนมีแม่นํ้าใหญ่ปลายนํ้าตลอดถึงกัน หนทางก็กันดารถึงหมื่นเส้นไม่มีเมืองใดเสมอ ทั้งภูเขาแลแม่น้ำถึงร้อยยี่สิบแห่งภูมิพื้นก็กว้างขวาง ข้าพเจ้าเสียดายนัก

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า ท่านมาสรรเสริญเมืองห้ำเอี๋ยงว่าดี เราหาเห็นด้วยไม่ ซึ่งเราคิดทั้งนี้เพราะวิตกด้วยมาจากเมืองฌ้อสามปีมิได้กลับไป ประการหนึ่งเมืองหํ้าเอี๋ยงไร่นาก็ทำยากนัก ล้วนภูเขาพื้นแผ่นดินน้อยกว่าเมืองเรา ประการหนึ่งเทพยดาก็บอกเหตุ ซึ่งท่านเห็นว่า คนจะแกล้งกล่าวนั้นผิด ฮั่นเสงจึงทูลว่า ไต้อ๋องครองเมืองห้ำเอี๋ยงทุกวันนี้ อุปมาเหมือนพระอาทิตย์ส่องแสงกล้า เมื่อเวลาเที่ยงคนจะแลดูก็เคืองตา หัวเมืองทั้งปวงกลัวเกรงก็จริงอยู่ แต่จะทิ้งเมืองหํ้าเอี๋ยงนั้น ข้าพเจ้าไม่วางใจ กลัวเกลือกจะมีศัตรูมาตีเมืองห้ำเอี๋ยงเอาเป็นที่มั่น การศึกจะติดพันยืดยาวไป พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า แต่บรรดาหัวเมืองที่ไม่วางใจเราก็แต่งทหารไปเป็นเจ้าเมือง ถึงจะมีศัตรูขึ้นภายหลังที่ไหนจะสู้ฝีมือทหารเราได้ ฮั่นเสงจึงทูลว่า ฟัมแจ้งจะไปเมืองแพเสียได้สั่งไว้อย่าให้ทิ้งเมืองหํ้าเอี๋ยง ข้อหนึ่งให้ตั้งฮั่นสินเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าไม่เลี้ยงให้ฆ่าเสีย ข้อหนึ่งอย่าให้ปล่อยฮั่นอ๋องไปเมืองโปต๋ง ไต้อ๋องจำความสามข้อนี้ไม่ได้หรือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า ทำศึกมาจนเป็นเจ้าแผ่นดินใครจะอาจต่อสู้ฝีมือเรา ฟัมแจ้งไม่ควรจะล่วงบังคับเราๆ มิใช่เด็กไม่รู้ความ ซึ่งท่านว่าครั้งนี้ผิดฉันเจ้ากับข้า ฮั่นเสงเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเคืองก็ถอยออกไปข้างนอกแหงนขึ้นดูบนท้องฟ้า แล้วทอดใจใหญ่พูดว่าธรรมดาคนเมืองฌ้ออุปมาเหมือนวานรได้เสื้อแลหมวกเครื่องยศใส่ตัว ก็จะเต้นไปตามวิสัยกว่าเสื้อหมวกจะตก บัดนี้พิเคราะห์ดูก็เห็นจริง

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ยินฮั่นเสงว่าแจ้งความไม่ถนัด จึงถามตันแผงว่าฮั่นเสงพูดประการใด ตันแผงทูลว่าฮั่นเสงว่า ธรรมดาชาวเมืองฌ้อเหมือนวานร ถึงจะเอาเสื้อแลหมวกมาให้ก็ไม่อยู่นาน ด้วยเป็นใจสัตว์เดรัจฉาน มิใช่มนุษย์ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังก็โกรธนัก จึงสั่งฮั่นสินให้จับตัวฮั่นเสง ไปตัดศีรษะเสียบไว้ เอาตัวใส่กระทะน้ำมันทอดเสีย ฮั่นสินได้รับสั่งแล้วคำนับลาออกมาจับตัวฮั่นเสง ไปคุมไว้ยังให้ตั้งกระทะนํ้ามันอยู่

ฝ่ายเตียวเหลียงรู้ว่าฌ้อปาอ๋องให้ฆ่าฮั่นเสง เตียวเหลียงก็ปลอมเป็นชาวเมืองหํ้าเอี๋ยงมาดู ฮั่นเสงจึงร้องประกาศแก่คนทั้งปวงว่า เราจะตายครั้งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะยกไปตีเมืองแพเสีย เชื่อคำคนคิดอุบายสอนให้เด็กร้องเล่นเป็นปริศนาว่าเทพยดาสอน เราจึงทัดทานว่า มิใช่คำเทพยดาบอก เหตุเสียดายเมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นเมืองหลวง เราจึงทูลห้ามฌ้อปาอ๋อง ฌ้อปาอ๋องไม่ฟังกลับพาลเอาผิด โทษเราครั้งนี้มิได้เป็นขบถต่อแผ่นดิน สั่งให้จับเราประหารชีวิตก็จะก้มหน้าก้มตาตายด้วยความกตัญญู ท่านทั้งหลายจะอยู่ภายหลังรักษาตัวให้จงดี ไม่ทันถึงร้อยวันฮั่นอ๋องก็จะยกมาตีเมืองสามจีน คนทั้งปวงจะได้เห็นว่าวานรได้เครื่องยศ ฮั่นสินจึงว่าฮั่นเสงท่านพูดแต่พออัชฌาสัยเราจะได้ความผิดด้วย ฮั่นเสงจึงร้องประกาศแก่เทพยดาแลนางพระธรณีว่า ข้าพเจ้าซื่อตรงต่อแผ่นดินหาควรที่จะตายไม่ ขอให้เทพยดาเจ้าศักดิ์สิทธิ์เป็นทิพญาณ ฮั่นสินว่า ท่านทูลทัดทานว่ากล่าวไม่ให้ฌ้อปาอ๋องไปอยู่เมืองแพเสียนั้น แต่บรรดาคนทั้งปวงเห็นว่า ท่านไม่พอที่จะตาย แต่เราผู้เดียวเห็นว่า ผิดโทษถึงตาย ฮั่นเสงจึงถามว่า โทษของเราอย่างไรท่านจึงว่าถึงที่ตาย ฮั่นสินจึงว่าท่านเป็นถึงจอกันหงีไต้หูขุนนางผู้ใหญ่ไม่คิดให้รอบคอบ เมื่อครั้งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเป็นทัพหน้าฆ่าซอหงีซึ่งเป็นแม่ทัพเสีย เหมือนมาครั้งนี้ก็จับคนซึ่งมาเข้าเกลี้ยกล่อมฆ่าเสียถึงยี่สิบหมื่น แล้วฆ่าไพร่บ้านพลเมืองเสียเป็นอันมาก ราษฎร ได้ความเดือดร้อนหนีเข้าป่าดง แล้วฆ่าจูหยิน ขุดศพจี๋นซีฮองเต้ เผาตำหนักอาปงจ๋ง กับให้ถอดเจ้าเมืองเสียสิ้น เหตุใดท่านจึงไม่ห้าม บัดนี้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ได้สมบัติเป็นเจ้าแผ่นดิน ซึ่งท่านทูลทัดทานเหมือนหาความตายใส่ตัว ฟัมแจ้งดีกว่าท่านยังห้ามไม่ได้ ท่านอย่าถือว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องทำผิด ชอบแต่จะโกรธคนที่เผาป่าให้ไม้ล้มทับทาง กับซึ่งสอนเด็กให้ทำเพลงนั้นจะดี ท่านจะใคร่รู้จักตัวหรือเราจะชี้ให้ดูอยู่ในวงเหล่านี้ แม้นจับตัวไว้ก็จะได้รู้เนื้อความ เตียวเหลียงได้ยินฮั่นสินว่าดังนั้นก็ตกใจ หนีไปซ่อนตัวอยู่ในร้าน ฮั่นสินจึงให้ตัดศีรษะฮั่นเสงเอาตัวทอดลงในกระทะน้ำมัน พอเวลาเย็นฮั่นสินมาบ้าน เตียวเหลียงก็สะกตตามฮั่นสินไปพอรู้แห่งก็กลับมา ครั้นรุ่งเช้าฮั่นสิน เข้าเฝ้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องทูลความซึ่งฆ่าฮั่นเสง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็มิได้ตรัสแก่ฮั่นสินประการใด ตั้งแต่วันนั้นมาไม่มีผู้ใดที่จะทูลทัดทานต่อไปอีกเลย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ