๒๒

ฝ่ายฮั่นสินไปใกล้เมืองโปต๋งค่อยมีความสบายใจ แลเห็นราษฎรชาวเมืองเป็นสุขมาก ที่คนหนุ่มหมั่นทำมาหากินไร่นาก็บริบูรณ์ ทางเดินเข้าออกสบายหาอันตรายมิได้ ไพร่บ้านพลเมืองรื่นเริง ทุกบ้านเรือนร้านตลาดก็แออัด ข้าวของทั้งปวงก็มั่งคั่งยิ่งกว่าทุกเมือง แลดูแผ่นดินเสมอราบไปทางประมาณสองพันเส้น ฮั่นสินเที่ยวหาร้านอาศัยได้แห่งหนึ่ง จึงฝากของไว้แก่เจ้าของร้านช่วยเก็บไว้ให้จงดี เจ้าของร้านว่าท่านอย่าวิตกเลยเมืองโปต๋งนี้ไม่เหมือนเมืองอื่น ถึงจะเอาทรัพย์สิ่งของทิ้งไว้กลางถนนก็ไม่มีผู้ใดจะฉกชิงช่อกระบัดกัน ฮั่นสินออกจากร้านเที่ยวดูเขตแดนเมืองโปต๋ง ข้างทิศใต้เรียกประตูกระบือ ภูเขาสองข้างเป็นทางช่องแคบ ม้าแลคนเดินยากด้วยห้วยธารต้องทำสะพานเหมือนจั๋นโต๋ แลจั๋นโต๋ทิศตะวันออกนอกเมืองซึ่งเผาเสียนั้น เป็นที่ต้นทางรวมทั้งหกหัวเมือง ถึงผู้ใดจะยกทัพมาตีเมืองโปต๋งนั้นก็ไม่รู้จักทาง ถึงจะรู้แผนที่เหมือนเตียวเหลียงก็ไม่เข้ามาได้ ฝ่ายทิศตะวันตกก็มีแม่น้ำใหญ่เป็นปากอ่าวกั้นทางที่จะมาแต่เมืองเกงจิวเมืองอิวเสีย เมืองอิวเสียนี้เป็นที่มั่นคงราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข เห็นผู้มีสติปัญญาจะมีอยู่มาก ทั้งผลไม้ก็บริบูรณ์ ได้ยินไพร่บ้านพลเมืองพูดกันว่า ต้นไม้มีกลิ่นหากลิ่นมิได้ผลิดอกออกผลต้องตามฤดูมีผลมิได้ขาด ช่องด่านชั้นในมีภูเขาทั้งสองข้างทางเดินดูสะอาด มีนํ้าพุพุ่งลงมาแต่ยอดเขากระทบก้อนศิลาฟุ้งเป็นละอองขึ้นดังผ้าขาวดาดไว้ มีหอคอยเสาทำด้วยศิลาแปดเหลี่ยมมีตึกทั้งสี่หน้าสำหรับที่อาศัย แลขึ้นไปบนหอคอยดูเป็นควันล้วนภูเขาใหญ่ห้าเขาๆ หนึ่งชื่อโงบือซัวคือเขาสูง แฉเสียซัวว่าเขากำแพงเขียว คืนปินซัวว่าเขาสีสลับกันเหมือนดั่งฉาก ปูซัวว่าเขาใหญ่ เฉียก๊กซัวว่าเขาสีม่วงเป็นกลีบแลเป็นชั้นเหมือนเกล็ดเกราะ มีที่เล่นแห่งหนึ่งเรียก แฉเอียม พื้นขาวราบรื่นดุจนาเกลือ ฮั่นสินเที่ยวดูเขตแดนไม่ทันทั่วด้วยจวนเย็น ก็ลงจากหอคอย เดินมาตามถนนจนถึงประตูบ้านขุนนางแห่งหนึ่ง จึงเห็นอักษรจารึกไว้บนซุ้มประตูสามตัวว่า เจียนเหี้ยนกวน เป็นที่จะชวนคนฉลาด ผนังสองข้างมีอักษรเป็นกฎหมายไว้ ถ้าใครมีวิชาสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องในสิบสามประการนี้ แม้นเชี่ยวชาญจะรักเป็นข้าเฝ้า เราจะช่วยทำนุบำรุงให้มียศฐาศักดิ์ ที่หนึ่งชำนาญในการกลศึก จัดแจงถ่ายเทรอบคอบควรที่จะเป็นแม่ทัพใหญ่ ที่สองมีน้ำใจฉลาดกล้าแข็งในการสงคราม เห็นข้าศึกยกมาก็ฟันฝ่าทหารเข้าไปได้ ควรจะเป็นเซียนฮองแม่ทัพหน้า ที่สามนั้นชำนาญฝึกสอนในเพลงอาวุธมีทั้งสติปัญญาว่องไวทีได้ทีเสียจะให้เป็นสัวขีสำหรับใช้ในการศึก ที่สี่นั้นรู้ดูฤกษ์ล่างแลฤกษ์บนลมเมฆหมอกนิมิตดีแลร้าย จะให้เป็นจันติวขุนนางฝ่ายโหรให้ฤกษ์ ที่ห้านั้นแผนที่ชัยภูมิจะตั้งค่ายแลเดินทัพ รู้ว่าตั้งยากแลง่ายจะให้เป็นเหียงโตจะได้กำหนดทางแลตั้งทัพ ที่หกถ้าเขียนหนังสือดีจะให้เป็นเจียงกีหยกสำหรับจดหมายบัญชีผู้มีความชอบ ที่เจ็ดมีสติปัญญาประมาณการถูกถ้วน จะให้เป็นเบาสูที่ปรึกษาแม่ทัพ ที่แปดนั้นฉลาดพูดถูกต้องใจคน จะให้เป็นที่สวยแขะสำหรับเจรจาความเมือง ที่เก้านั้นสันทัดในการลูกคิด จะให้เป็นสูกีสำหรับจดหมายจ่ายสิ่งของ ที่สิบนั้นรู้หนังสือลึกซึ้ง จะให้เป็นฟักชูสำหรับเมื่อผู้ใดไม่รู้มาไต่ถามจะได้แก้สงสัย ที่สิบเอ็ดนั้นดีในวิชาแพทย์รู้การโรคภัยภายนอกภายใน ประกอบโอสถประสิทธิ์ดังเทพยดา จะให้เป็นที่กักซือสำหรับรักษาชีวิตคนในแผ่นดิน ที่สิบสองนั้นเจรจาสิ่งใดก็มีความจริงใช้ไปมาว่องไวทั้งน้ำใจก็องอาจ จะให้เป็นแซจกสำหรับจะให้สืบสวนราชการทั้งปวง ที่สิบสามนั้นมีน้ำใจมั่นคงสัตย์ซื่อหาโลภมิได้ ทรัพย์สิ่งของอันใดจะเข้าออกให้รู้ถี่ถ้วน จะให้เป็นที่ขุนนางผู้รักษาทรัพย์แลจ่ายบำเหน็จรางวัลทหาร ถ้าผู้ใดรู้สันทัดประการใดประการหนึ่งก็ให้เข้ามาบอกแซ่แลชื่อ จะไล่เลียงดูเห็นเแท้จริงจะกราบทูลให้ชุบเลี้ยงตามวิชา ฮั่นสินดูหนังสือแล้วถามผู้มีชื่อว่าผู้ใดเป็นเจ้าบ้าน ผู้นั้นจึงบอกว่า บ้านนี้ของแฮเฮาหยินเป็นที่เทงก๋ง ท่านผู้นี้รักคนมีสติปัญญาผู้จะไปมาหาง่ายไม่ถือยศฐาศักดิ์

ฮั่นสินได้ฟังก็ยินดีจึงคิดถึงคำโบราณว่า ผู้ใดจะเอาท่านผู้มีบุญเป็นที่พึ่งย่อมตรึกตรองดูให้รอบคอบ ถ้าใจเร็วเข้าอยู่ง่ายนานไปจะถอนตัวยาก แม้นเมื่อจะเข้าอยู่นั้นให้ยากถึงจะถอนตัวก็ง่าย ซื่งเรามาครั้งนี้ถ้าจะให้สมคิดโดยเร็ว เอาแต่หนังสือเตียวเหลียงออกให้ดูก็คงจะได้เป็นแม่ทัพ แต่คนทั้งปวงไม่ล่วงรู้ว่าเรามีสติปัญญาจะดูหมิ่นไม่นับถือ แล้วประการหนึ่งจะมีคำนินทาว่าเราไปฝากตัวเตียวเหลียงให้ช่วยทำนุบำรุงจึงได้ดี ครั้งนี้จำจะต้องเหนื่อยเป็นสองครั้งเข้าไปหาแฮเฮาหยินก่อน แล้วจึงจะไปหาเสียวโหสำแดงวิชาการของเราที่ได้เรียนรู้ไว้ให้ปรากฏทั้งสองแห่ง จะได้ช่วยทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ทราบ ถึงพระเจ้าฮั่นอ๋องจะไม่ชุบเลี้ยงเราก็ไม่สู้มีความอายแก่ขุนนางแลนายทหารชาวเมืองโปต๋ง เพราะความดีของเราเสียวโหกับแฮเฮาหยินได้รู้ไว้ ฮั่นสินคิดดังนั้นจึงเขียนชื่อแลแซ่ใส่กระดาษแดงส่งให้คนใช้ ๆ รับหนังสือไปให้แฮเฮาหยิน ๆ ดูแจ้งความนึกว่าฮั่นสินผู้นี้อยู่กับฌ้อปาอ๋อง เห็นจะมีข้อขัดเคืองกันจึงอุตส่าห์มาถึงนี่ คิดแล้วสั่งให้ไปรับฮั่นสินเข้ามา คนใช้กลับไปบอกฮั่นสินว่า แฮเฮาหยินให้เชิญท่านเข้าไปในตึก ฮั่นสินก็เข้าไปยืนอยู่ที่ประตูตึกข้างนอก แฮเฮาหยินเห็นฮั่นสินเข้ามาจึงแกล้งถามว่า ท่านมาแต่เมืองไหนเคยทำราชการอยู่หรือไม่ ฮั่นสินบอกว่า เดิมข้าพเจ้าอยู่กับฌ้อปาอ๋อง ๆ ทำผิดข้าพเจ้าทัดทานก็ไม่ฟัง แล้วไม่เลี้ยงขุนนางแลนายทหารโดยวิชา ถึงผู้ใดจะดีถ้าตกเข้าไปอยู่ในอำนาจฌ้อปาอ๋องแล้วเหมือนอยู่ในที่มืด ครั้งนี้ข้าพเจ้าอุตส่าห์มาแต่เมืองห้ำเอี๋ยง หมายจะพึ่งบารมีพระเจ้าฮั่นอ๋อง อุปมาเหมือนหนึ่งได้เห็นดวงพระอาทตย์ แฮเฮาหยินจึงว่า ทางจั๋นโตเผาเสียสิ้นพื้นแผ่นดินก็เดินยากเหตุใดท่านจึงมาได้

ฮั่นสินว่าข้าพเจ้าไม่คิดแก่ทางไกล อุตส่าห์ลอดเลาะเหนี่ยวเถาวัลย์มามิได้กลัวแก่ความลำบาก แฮเฮาหยินจึงชมว่าท่านมีความเพียรมาให้ถึงนี่ เมื่อหยุดอยู่ที่ประตูนั้นได้เห็นหนังสือจารึกไว้หรือไม่ ฮั่นสินว่าหนังสือที่ประตูสิบสามประการนั้นข้าพเจ้าเข้าใจอยู่สิ้น ถ้าท่านไม่เชื่อก็เอาตำรามาสอบ ข้าพเจ้าจะว่าปากเปล่าให้ฟังก็พอจะได้ แต่ข้อซึ่งวิชาจะเป็นแม่ทัพนั้นท่านเขียนไว้ยังน้อยอยู่ ไม่ควรที่จะเป็นแม่ทัพใหญ่บังคับคนถึงร้อยหมื่น แฮเฮาหยินว่าซึ่งท่านว่าวิชาในการแม่ทัพยังขาดอยู่อย่างไรเชิญท่านกล่าวให้เราฟัง ฮั่นสินจึงว่าอันลักษณะแม่ทัพซึ่งดีมาแต่ก่อนนั้น ประกอบด้วยสติปัญญาแลได้เรียนรู้ชำนาญในกลพิชัยสงคราม ใจหนักแน่นลึกซึ้งมีอาชญาสิทธิ์โดยแท้ แต่จะลงโทษผู้ใดไว้อารมณ์เป็นธรรม ถึงจะมีศัตรูมาโดยกลอุบายก็คิดทำลายกลข้าศึกได้ ประการหนึ่งทั้งให้รู้กิจราชการตำแหน่งขุนนางฝ่ายพลเรือน มีเมตตาแก่ไพร่บ้านพลเมือง จะพิพากษาตัดสินข้อความสิ่งใดโดยยุติธรรม ให้เป็นที่วางใจแห่งพระมหากษัตริย์ ถ้าอยู่ในพระนครก็เป็นผู้สำเร็จราชการได้ ถ้ามีการศึกก็จะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ไปรบร้อยหนให้มีชัยชนะทุกครั้ง ถึงจะตีเมืองใหญ่ก็ให้ได้โดยเร็ว เปรียบเหมือนมือหงายพลิกให้คว่ำอย่าให้ทันคนเห็น อย่างนี้จึงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ไปรบเมืองฌ้อได้ แต่ข้าพเจ้าจะว่าให้ท่านฟังอีกอย่างหนึ่ง คำโบราณว่าไว้ถึงจะเรียนวิชาลํ้าลึก ถ้าไม่รู้จักใช้เรียนไว้ก็เสียเปล่า เหมือนครั้งแผ่นดินเลียดก๊กนั้น หญิงชายชาวบ้านแดนเมืองซองเป็นช่างฟอกหนัง ครั้นถึงฤดูหนาวคนบ้านนั้นจะถูกน้ำฝาด ตีฟอกด้วยมือกลัวมือจะแตกจึงละการเสีย มีชายผู้หนึ่งเลี้ยงเต่าเอาประกอบกับสรรพยาทามือทำการหน้าหนาวได้ แต่ปกปิดตำราไม่แพร่งพรายกับชาวบ้าน

ฝ่ายชายสองคนชาวเมืองหงอไปค้าขายถึงเมืองซอง เห็นชายผู้นั้นทำการฟอกเมื่อฤดูหนาวได้ จึงขอตำราให้ราคาเงินพันตำลึง ชายช่างฟอกเป็นคนเข็ญใจขายตำราให้พ่อค้า ๆ กลับมาอยู่เมืองหงอ พออวดอ๋องยกทัพมาตีเมืองหงอเป็นเทศกาลหนาว ทหารในเมืองแลกองทัพจะยืนถืออาวุธก็ไม่ได้ ชายพ่อค้าจึงเอาตำรายาเข้าไปถวายหงออ๋อง ๆ ก็ให้ประกอบยาทามือถืออาวุธออกรบ ทหารอวดอ๋องสู้ไม่ได้แตกหนีไป หงออ๋องจึงให้บำเหน็จแก่ชายสองคนนั้นถึงขนาด อันตำราอยู่เมืองซองใช้แต่พวกช่างฟอก หงออ๋องรู้จักใช้จึงมีชัยแก่ข้าศึก แฮเฮาหยินได้ฟังจึงว่า ท่านมีสติปัญญาหาผู้เสมอไม่ เหตุใดฌ้อปาอ๋องจึงไม่เลี้ยงท่าน ฮั่นสินว่าเมื่อครั้งแผ่นดินจินก๊กมีชายผู้หนึ่งชื่อเปกหลีเหเป็นคนมีสติปัญญาไปอยู่เมืองหงอ เจ้าเมืองไม่นับถือเปกหลีเห พอกองทัพเมืองจี๋นไปติดเมืองหงอไม่มีผู้ใดที่จะคิดป้องกันรักษาเมืองหงอจึงเสียแก่เมืองจี๋น ครั้นเปกหลีเหเข้าไปอยู่เมืองจี๋น จี๋นอ๋องตั้งเปกหลีเหไว้เป็นที่ปรึกษา บรรดาหัวเมืองก็มาขึ้นแก่เมืองจี๋นเป็นอันมากด้วยจี๋นอ๋องรู้ใช้เปกหลีเห แม้คนมีสติปัญญาอยู่เมืองใดเมืองนั้นย่อมมีสง่า ซึ่งคำว่ามาทั้งนี้เป็นด้วยคนรู้จักใช้ เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับฌ้อปาอ๋อง ฟัมแจ้งก็ได้ทูลถึงสามครั้งฌ้อปาอ๋องไม่ตั้งให้เป็นใหญ่เห็นว่าไม่รู้จักใช้คนดีจึงหนีมา หมายจะทำราชการด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง แฮเฮาหยินว่าเมื่อท่านอยู่ด้วยฌ้อปาอ๋องท่านก็ได้ทัดทาน ฌ้อปาอ๋องไม่เชื่อฟังท่านจึงหนีมาภักดีด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ คงจะเอาท่านไว้จะมีวิชาสิ่งใดแทนพระคุณบ้าง ฮั่นสินว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องชุบเลี้ยงข้าพเจ้าแล้ว จะรับไปปราบหกหัวเมืองให้อยู่ในอำนาจ ขาดจากฌ้อปาอ๋องให้จงได้ ถึงฟัมแจ้งซึ่งว่าดีโดยอุบาย ข้าพเจ้าจะทำลายความคิดให้สิ้นผู้นอนดูหลังคาตึก ข้าพเจ้าว่าเมืองห้ำเอี๋ยงนี้ถ้าไปตีเห็นจะได้โดยง่าย เหมือนมือหงายจะพลิกให้คว่ำ แต่ตัวข้าพเจ้านี้เกลือกจะไม่ชอบใจท่าน ด้วยทหารก็มีอยู่พร้อมท่านจะไม่ทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้เอาข้าพเจ้าไว้ แฮเฮาหยินว่าท่านพูดมาทั้งนี้เราก็เห็นว่าดี แต่กลัวจะทำไม่ได้เหมือนว่า ฌ้อปาอ๋องมีฝีมือก็เข้มแข็งมีกำลังแลสง่าดังราชสีห์ไม่มีผู้ใดจะสู้รบ กระทำศึกแต่สามปีก็สำเร็จราชการ ฮั่นสินว่าทางก็แสนยาก ข้าพเจ้าอุตส่าห์บุกมาได้เพราะเชื่อวิชาความรู้ แลฌ้อปาอ๋องนั้นข้าพเจ้าดูเหมือนเด็กน้อย พลอยความคิดฟัมแจ้ง แต่ตัวนั้นองอาจในการศึกชาวเมืองโปต๋งจึงกลัวเกรง

แฮเฮาหยินได้ฟังก็ลุกไปหยิบหนังสือตำราโหร แลคำภีร์แพทย์เพลงอาวุธแลพิชัยสงคราม มาถามฮั่นสิน ๆ ผินหลังเล่าถูกต้องทุกฉบับ แฮเฮาหยินจึงว่าท่านมีสติปัญญาโดยแท้ เวลาพรุ่งนี้จึงจะทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ชุบเลี้ยงท่าน ฮั่นสินว่าท่านเมตตาแล้วข้าพเจ้าคิดจะใคร่ให้บอกกับเสียงก๊กเสียวโหด้วย จะได้ช่วยกันทูลพระเจ้าฮั่นอ๋อง แฮเฮาหยินก็เห็นชอบ จึงว่าเวลาเย็นวันนี้จะไปแจ้งความแก่เสียงก๊กเสียวโหให้รู้ ท่านจงไปสำนักอยู่ให้สบายก่อน ได้แยบคายประการใดจึงจะให้เชิญท่านมา ฮั่นสินก็คำนับลาไปอยู่ที่อาศัย แฮเฮาหยินจึงไปหาเสียงก๊กเสียวโหบอกว่า ฮั่นสินหนีมาแต่ฌ้อปาอ๋อง ข้าพเจ้าได้ไต่ถามเห็นว่าฮั่นสินมีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ แต่ตัวนั้นว่าจะใคร่พบท่าน เสียวโหได้ฟังออกชื่อฮั่นสินก็นึกได้จึงว่าแต่ก่อนเป็นคนจน ฌ้อปาอ๋องเลี้ยงเป็นจิบเก๊กหนึงสำหรับถือทวนตามหลัง แต่ฟัมแจ้งรู้ว่าดีทูลฌ้อปาอ๋องหลายครั้งให้ตั้งขุนนางผู้ใหญ่ ฌ้อปาอ๋องไม่เชื่อคำฟัมแจ้งฮั่นสินเสียใจจึงหนีมา ถ้าเราทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องเกลือกจะไม่ต้องพระทัยด้วยทราบว่าเป็นคนจน ถ้าไม่เลี้ยงกลัวจะเสียที แฮเฮาหยินว่าฮั่นสินคนนี้มีวิชาเกินมนุษย์ควรที่จะเป็นแม่ทัพ ด้วยรู้ตำราโบราณโดยวิชาการสิ่งใดเอามาลองผินหลังว่าไม่เพี้ยนผิด เสียวโหจึงว่าพรุ่งนี้ท่านจงให้คนพามาจะได้ไต่ถามข้อความในแผ่นดิน ถ้าฮั่นสินสำแดงวิชาถูกต้องเรากับท่านจึงช่วยกันทูลให้ชุบเลี้ยง แฮเฮาหยินพูดกับเสียวโหแล้วก็ลาไป ครั้นเวลารุ่งเช้าเสียงก๊กเสียวโหออกจากบ้านไปอยู่ ณ เชียงสูสำหรับที่ว่าราชการ

ฝ่ายแฮเฮาหยินใช้คนไปเชิญฮั่นสินให้ไปหาเสียงก๊กเสียวโห คนใช้ไปหาฮั่นสินที่ร้านอาศัย แจ้งความว่าเสียงก๊กเสียวโหให้หาท่านไปที่ว่าการ ฮั่นสินกับคนใช้ก็พากันไป ณ ที่เซียงฮู คนใช้จึงบอกนายประตูว่า แฮเฮาหยินให้พาฮั่นสินมาหาเสียงก๊ก นายประตูเข้าไปแจ้งความตามคนใช้บอก เสียงก๊กเสียวโหจึงสั่งให้รับฮั่นสินเข้าไปใกล้ประตูตึก ฮั่นสินอยู่แต่ภายนอก เสียงก๊กเสียวโหเห็นออกมาต้อนรับ จับมือฮั่นสินเดินเข้าไปถึงที่ยังมิทันนั่งจึงถามฮั่นสินว่า แฮเฮาหยินชมว่าท่านมีสติปัญญารู้วิชาลึกซึ้งแล้วว่าท่านจะใคร่พบเราด้วยธุระประการใด ฮั่นสินได้ฟังจึงว่าเมื่อข้าพเจ้าอยู่ด้วยฌ้อปาอ๋องนั้นได้ยินเขาเล่าลือว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องอยู่ในยุติธรรม ตัวท่านเล่าก็เป็นคนซื่อตรงตั้งใจจะบำรุงแผ่นดิน คิดหาแต่คนมีสติปัญญารู้ในการพิชัยสงคราม ใจของท่านมีความปรารถนาที่จะหาคนดีถวายพระเจ้าฮั่นอ๋องนั้น เปรียบเหมือนหนึ่งบุคคลขึ้นเขาผงคลีฟุ้งติดตัว แดดร้อนกระหายน้ำจะหาห้วยธารก็ไม่พบ พอฝนตกลงมาได้กินแลอาบชำระกายหมดมลทิน ตัวข้าพเจ้าไม่คิดแก่ลำบากสู้มาไกลกันดารถึงหมื่นเส้นกว่าจะถึงเมืองนี้หลายวัน แต่สืบแสวงตั้งใจมาหาท่าน พอพบบ้านแฮเฮาหยินเห็นหนังสือจารึกไว้ที่ประตูก็รู้ว่าจะใคร่ลองวิชาหาแม่ทัพ ได้พูดกับแฮเฮาหยินสิ้นฉบับที่สาม ข้าพเจ้าจึงว่าจะขอพบเสียงก๊ก บัดนี้ได้มาถึงท่านดูอาการไม่เหมือนข้าพเจ้าคิดมาเห็นจะต้องกลับไปบ้านเก่า เสียวโหจึงว่าขอบใจท่านที่อุตส่าห์ตั้งใจมา ซึ่งได้พบกันยังไม่รู้ว่าดีหรือจะมีธุระประการใด ซึ่งคำว่าท่านจะกลับคืนไปบ้านนั้นประหลาดอยู่ โดยวิชาการเราก็ไม่เห็นประจักษ์ แม้นท่านรักจะอยู่ด้วยกันสำแดงกลอุบายซึ่งรู้ให้ชมก่อนจึงจะสมกับคำท่าน ฮั่นสินว่าเมื่อครั้งแผ่นดินเลียดก๊กมีเจ๋อ๋องครองสมบัติในเมืองเจ๋ พอใจดูนางขับบำเรอจะใคร่ฟังเสียงพิณ สืบรู้ว่าชายผู้หนึ่งอยู่ ณ เมืองจี๋น การดีดพิณชำนาญ จึงใช้คนไปชักชวนได้ตัวมา เจ๋อ๋องนั่งอยู่ที่สูงจึงใช้ให้ชายผู้นั้นดีดพิณ ชายผู้นั้นคิดน้อยใจตอบว่าเมื่อท่านไม่จัดแจงที่รโหฐานให้ข้าพเจ้านั่ง แล้วไม่บอกว่าจะฟังเพลงอันใด การซึ่งจะคำนับบูชาครูก็ยังมิได้ทำ ท่านมาดูหมิ่นแก่ข้าพเจ้าเหมือนทาสในเรือน ท่านสินั่ง ข้าพเจ้าต้องยืนอยู่จะรู้ที่ดีดพิณประการใด แต่คนดีดพิณเขายังถือวิชาต่อว่าเจ๋อ๋องๆ ต้องจัดแจงที่ให้ชายผู้นั้นนั่ง ครั้นข้าพเจ้ามาเห็นท่านทำอาการดังนี้เหมือนไม่รักพระเจ้าฮั่นอ๋อง จึงจะต้องกลับไป

เสียวโหได้ฟังก็รู้อัชฌาสัย จึงเชิญให้ฮั่นสินนั่งที่สมควรแล้วว่า ข้าพเจ้าประมาทลืมหลงสติ ขอขมาท่าน ฮั่นสินก็คำนับรับขมาแล้วว่า ข้าพเจ้าอุตส่าห์มาครั้งนี้ด้วยมีใจเจ็บแค้นฌ้อปาอ๋อง ครั้นรู้ว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องมีพระทัยโอบอ้อมอารีดังพระมหาสมุทรเป็นที่อาศัยแก่สัตว์ จึงหมายจะมาอยู่ด้วยช่วยคิดอ่านจะบำรุงแผ่นดิน แม้นสำเร็จราชการท่านผู้ขวนขวายหาคนดีก็จะมีความชอบเสมอกัน เสียวโหกลับถามฮั่นสินว่า ท่านพิเคราะห์ดูการแผ่นดินทุกวันนี้จะมีแต่ฌ้อปาอ๋องเป็นใหญ่ หรือผู้ใดจะเป็นกษัตริย์ เห็นว่าเมืองใดเป็นที่ชัยภูมิตั้งกรุงใหญ่มีชัยแก่ข้าศึกสืบวงศ์กษัตริย์ เมืองใดจะปราชัยพ่ายแพ้ ทุกวันนี้เมืองใดจะมีนํ้าใจกล้าแข็งคิดการทำศึกกับฌ้อปาอ๋องอยู่บ้าง ประการหนึ่ง ข้าศึกยกมามีกำลังหรือหากำลังไม่ทำไฉนจะรู้ ท่านได้เคยสังเกตมาประการใด

ฮั่นสินได้ฟังคิดว่า เสียงก๊กเสียวโหถามเป็นอุบายลองสติปัญญาแลความคิด จึงว่าอันเมืองห้ำเอี๋ยงเป็นชัยภูมิสืบกษัตริย์มาทั้งเขตแดนก็กว้างขวาง แม่น้ำภูเขากั้นโดยรอบถึงร้อยยี่สิบตำบลไม่มีเมืองใดจะเสมอ บัดนี้ฌ้อปาอ๋องถือว่ามีกำลังตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นเองไม่กลัวคนนินทา ให้ทหารไปฆ่าพระเจ้างี่เต้ซึ่งเป็นเจ้าของตัวผิดประเพณีเป็นคนหาสติปัญญามิได้ แลละเมืองห้ำเอี๋ยงซึ่งเป็นที่ชัยภูมิไว้ แต่บรรดาหัวเมืองเห็นว่าฌ้อปาอ๋องจะเป็นที่พึ่งมิได้ คิดจะเอาใจออกห่างหลายเมือง แต่ข้าพเจ้ารู้แน่อยู่นั้นคือเมืองเกงจี๋วหนึ่งเมืองลกเอี๋ยงหนึ่งเมืองโฮหลำหนึ่ง สามเมืองนี้ก็เสาะหาคนดีโดยวิชากลศึกหมายจะสู้รบกับฌ้อปาอ๋อง แต่ฌ้อปาอ๋องหารู้ตัวไม่ ประมาทใจซํ้าให้พระเจ้าฮั่นอ๋องมาอยู่เมืองโปต๋ง เหมือนหนึ่งปล่อยเสือเข้าป่า ด้วยฌ้อปาอ๋องสำคัญว่าเมืองกันดาร อันเมืองโปต๋งนี้ถึงจะซ้อมหัดทหารกว่าจะชำนาญเพลงอาวุธก็ไม่มีผู้ใดรู้ แม้นคนมีสติปัญญามาอยู่ก็จะเป็นที่ตั้งตัวได้ ถึงเมืองใดจะมีรี้พลยกมาทำอันตรายก็ยากทั้งหนทางก็กันดาร ประการหนึ่งพระเจ้าฮั่นอ๋องเข้าเมืองห้ำเอี๋ยงได้ก่อนผ่อนกฎหมายลงสามประการ ไพร่บ้านพลเมืองชวนกันสรรเสริญคอยท่าอยู่ทุกตัวคนจะใคร่ให้เป็นเจ้าแผ่นดิน เมื่อข้าพเจ้าจะมานี้รู้ว่าฌ้อปาอ๋องจะยกไปเมืองแพเสีย ตั้งให้เจียงหำ ตั้งอี้ สุมาหืนเป็นสามจีนอ๋องมาป้องกันรักษาด่านสามจีนทั้งสามชั้น หวังจะให้กองทัพพระเจ้าฮั่นอ๋องไปมายาก แต่พวกเมืองห้ำเอี๋ยงโกรธแค้นเจียงหำตั้งอี้สุมาหืน ว่าพาญาติพี่น้องสมัครพรรคพวกของชาวเมืองไปตายเป็นอันมาก คนเหล่านี้เห็นจะไม่ยอมอยู่กับเจียงหำ ถ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกกองทัพไปชาวเมืองสามจีนเห็นจะจับเจียงหำตั้งอี้สุมาหืนมาส่งถึงเมืองห้ำเอี๋ยงก็จะได้โดยง่าย จึงหมายว่าเมืองหลวงจะเป็นที่มั่น ซึ่งจะคิดอ่านชนะแลแพ้เห็นอยู่เท่านี้ ผู้มีสติปัญญาย่อมพิเคราะห์เห็นด้วยกันทั่ว ท่านก็เป็นเซงเซียวผู้สำเร็จราชการก็คงจะรู้อยู่แต่จะแกล้งถามลองใจ

เสียวโหได้ฟังฮั่นสินแจ้งข้อความไม่ขัดข้อง จึงปราศรัยว่าท่านมีสติปัญญาโดยแท้ แต่เราจะยกไปทำศึกกับฌ้อปาอ๋องนั้นคิดประการใดจึงมีชัยแก่ชาวเมืองฌ้อ ฮั่นสินจึงว่าป่านนี้ฌ้อปาอ๋องยกไปเมืองแพเสียแล้ว สามจีนอ๋องก็พึ่งจะยกมาหาทันจัดแจงบ้านเมืองด่านทางมั่นคงไม่ ถ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกกองทัพรีบไปเห็นจะได้ที ถ้าไม่ทำขณะนี้เมืองเจ๋หนึ่งเมืองงุยหนึ่งเมืองเตียวหนึ่ง เขาก็เที่ยวหาผู้มีสติปัญญาอยู่ ถ้าได้แม่ทัพแลที่ปรึกษาสมคิดเห็นจะยกเป็นสี่ทัพ มาตีชิงเอาเมืองห้ำเอี๋ยงไว้ เป็นที่มั่นรวบรวมผู้คนได้มากจะเกณฑ์มาตีเมืองสามจีนอ๋องต้นทางไว้ พวกท่านก็จะอยู่ในเมืองโปต๋งจนตาย ถึงฌ้อปาอ๋องจะยกมาตีเมืองห้ำเอี๋ยงก็เห็นไม่ได้ด้วยเป็นที่ชัยภูมิมั่นคงนัก

เสียวโหได้ฟังก็เดินเข้ามาใกล้ฮั่นสินทำเป็นกระซิบว่า ตัวท่านจะมาอยู่ด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋องๆ ก็จะชุบเลี้ยงท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกทัพไปทิศตะวันออก สะพานจั๋นโต๋ก็เผาเสียแล้วจะมิต้องทำทางลำบากหรือ ฮั่นสินหัวเราะแล้วว่าท่านมาประมาทข้าพเจ้าๆ ก็ย่อมรู้ว่าผู้มีปัญญาปรึกษากับท่านเผาทางจั๋นโต๋เสียนั้น เพราะรู้ว่าทางอื่นจะไปได้ให้ฌ้อปาอ๋องประมาทจะไม่ให้กองทัพมากระทำแก่เมืองตะวันตก ทหารพระเจ้าฮั่นอ๋องมิได้คิดกลับไปเมืองตะวันออก อุบายอันนี้จะลวงได้แต่ฌ้อปาอ๋อง ที่ท่านมีสติปัญญาก็ย่อมจะรู้ เสียวโหได้ยินฮั่นสินว่ากล่าวถูกต้องกับความลับที่เตียวเหลียงบอกก็ดีใจลุกขึ้นคำนับแล้วว่า แต่เราเข้ามาอยู่เมืองโปต๋งเหมือนคนเมาสุรานอนหลับอยู่ที่มืด ท่านว่ากล่าวเหมือนให้สร่างเมาสุราตื่นขึ้นเห็นดวงพระอาทิตย์ เรามีความรักท่านเป็นอันมาก จึงสั่งให้คนใช้ไปเลือกม้าที่ดีมาให้ฮั่นสินขี่ม้าหนึ่ง เสียวโหก็ขึ้นม้านำฮั่นสินมาถึงบ้านสั่งให้คนใช้ไปยกโต๊ะมาตั้ง ครั้นฮั่นสินเสพสุราแล้ว เสียวโหจึงถามว่าประเพณีจะเป็นแม่ทัพ เราพิเคราะห์ดูก็เหมือนเรือนครัวเป็นที่ไว้สิ่งของ ซึ่งจะเป็นกำลังแลรักษาชีวิตแห่งทหารทั้งปวง ท่านก็มีสติปัญญาจะเป็นคติประการใดบ้าง ฮั่นสินจึงว่าการที่จะเป็นแม่ทัพนั้น ให้รู้สติดีห้าประการมีโทษอยู่สิบอย่าง คติดีนั้น ประการหนึ่งคิดกลอุบายเห็นผู้ใดจะทำได้จึงใช้ไปทำ ถ้าจะฝึกสอนทหารให้มีสง่าข้าศึกจึงจะเป็นที่เกรงกลัว แล้วให้ตั้งตัวมีอำนาจดังราชสีห์ ข้อสองนั้นให้มีน้ำใจโอบอ้อมแก่ทหารรักให้เสมอกัน ผู้ใดมีความชอบจึงเพ็ดทูลให้ ถ้าผู้ใดผิดทำตามผิดอย่าถือโกรธผู้น้อย ข้อสามให้ตรองความแล้วจึงสั่งดังงาช้างมีแต่จะยาว จงรักษาความสัตย์ทำการสิ่งใดให้แน่นอนอย่าเจรจาเป็นคำสอง ข้อสี่มีศึกมารู้ว่าแม่ทัพเคยชนะศึกเพราะกำลังพลมาก ผู้จะอยู่แก้ทัพรับมิได้เพราะมีพลน้อย อย่าถือตัวทำองอาจจะออกรบเมื่อกำลังกล้า จงหาที่มั่นให้ได้ก่อนจึงต่อสู้แล้วตรองดูอุบายหมายชนะจึงทำ ข้อห้าถ้าตัวเป็นแม่ทัพถึงไปตีเมืองใดมีรี้พลมาก อย่าคิดกำเริบทรยศเจ้านายของตัว ผู้ใดรักษาคติห้าประการนี้ให้ถูกถ้วนก็ควรจะเป็นแม่ทัพได้ ซึ่งโทษจะมีแก่แม่ทัพสิบประการ คำรบหนึ่งว่าพึงถือแต่น้ำใจไม่รักชีวิต คิดว่าตัวเข้มแข็งไม่ตรองดูให้รู้กำลังศึก คำรบสองไม่ส่องโดยปัญญาอาการร้อนแลเย็นเห็นแต่จะทำโดยเร็ว คำรบสามห้ามน้ำจิตอย่าให้โลภ ถ้าเห็นแก่โลภเอาทรัพย์ผู้อื่นมาเป็นประโยชน์โทษมีหลายประการ คำรบสี่มีน้ำใจอ่อนคนผิดมาอ้อนวอนไม่ฆ่าตามอาญาศึก คำรบห้าถือปัญญาแต่ตัวไม่กลัวข้าศึกคิดชนะท่าเดียว คำรบหกเป็นคนหูเบาถ้ามีผู้มาว่าสิ่งใดก็เชื่อฟัง ไม่หนักแน่นตรึกตรองดูให้ละเอียด คำรบเจ็ดมีแต่ใจโมหันธ์ไม่เลือกคนที่ดีใช้กลับให้คนชั่วเป็นใหญ่บัญชาการทหารมักเสียใจ คำรบแปดถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ ทำการไม่ปรึกษานายทัพนายกอง คำรบเก้าไม่เอาใจของตัวเป็นแน่ ฟังแต่คำคนพูดเพราะเชื่อถึอเอาถ้อยคำผิดมาทำศึก คำรบสิบเป็นแม่ทัพไปที่เปลี่ยวแลทางกันดาร ก็มิได้มีความเมตตาแก่ทหารโดยกำเริบอิสริยยศ พูดจาข่มขี่ติเตียนเพื่อนฝูงทั้งปวง แลโทษสิบประการนี้ถ้าผู้ใดละมิได้ไม่ควรจะเป็นแม่ทัพ เสียวโหจึงว่าแม่ทัพทุกวันนี้มีสติปัญญาประการใดบ้าง คำเหมือนอย่างท่านว่ามานี้จะมีบ้างหรือ ฮั่นสินว่าแม่ทัพทุกวันนี้ บางคนมีกำลังแลน้ำใจองอาจแต่สติปัญญาน้อย ที่มีวิชาความรู้มาก ไม่กล้าหาญในการศึกมีแต่ทิฐิต่อตีทหาร ครั้นเหตุมีมาจะหารือผู้น้อยกลัวอาย บางทีทหารมีความชอบปกปิดเสียคิดเอามาเป็นความชอบของตัว ซึ่งจะหาเสมือนแม่ทัพแต่ก่อนที่มีสติปัญญาพร้อมนั้นหายากนัก เสียวโหจึงว่าถ้าท่านจะได้เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองฝ่ายตะวันออก ความคิดของท่านจะทำประการใดจงว่าให้เราเห็นด้วย จะได้ทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ชุบเลี้ยงท่าน ฮั่นสินว่าข้าพเจ้าได้เป็นแม่ทัพจะบังคับคนนับแสนให้สิทธิ์ขาด แม้นจะตั้งค่ายหมายให้มั่นเหมือนภูเขาใหญ่ ใจทหารจึงไม่สะดุ้งสะเทือน แม้นจะเดินทัพจะเอาอย่างแม่น้ำไหลเชี่ยว ถึงข้าศึกจะตั้งสกัดอยู่เหมือนสวะปะน้ำเชี่ยวหรือจะทนได้ ถ้าจะใช้ทหารไปทำศึกเสียทีจวนจะถึงที่ตาย ข้าพเจ้าจะช่วยไว้ให้กลับคืนได้ชัยชนะจึงจะเห็นว่าเป็นทัพเทพยดา แม้นทหารจะไม่กล้าข้าพเจ้าคิดโดยแยบคายให้องอาจจงได้ ถึงศัตรูจะมีกลอุบายพึงทำลายกลนั้นเสียจึงนับว่าชาติชายชำนาญศึก ถ้ามีคนแต่สิบหมื่นจะยกไปล้อมข้าศึกให้เห็นว่ามีคนรบถึงร้อยหมื่น ประการหนึ่งสังเกตฤกษ์ล่างแลฤกษ์บนดูกำลังท่าน ต้องตามตำรับที่เรียนรู้แล้วจึงทำการ ถ้าจะคิดกลอุบายก็จะทำให้มิตรคิดแพ้เสียก่อน จึงจะตรึกตรองเอาชัยชนะต่อภายหลัง ซึ่งข้าพเจ้ามาพึ่งพระบารมีพระเจ้าฮั่นอ๋องครั้งนี้ หมายจะทำการให้เหมือนอิอี๋นครั้งแผ่นดินเสียงถาง ซุยเหงาครั้งแผ่นดินพระเจ้าปูต๋ง เกียงจูแหยครั้งแผ่นดินพระเจ้าบุนอ๋อง แลยงจูครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก ท่านทั้งสี่คนนี้ไม่มีใครสู้รบแผ่นดินจึงราบคาบ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตำรับของท่านทั้งสี่จึงคำนับว่าเป็นครู

เสียวโหได้ฟังจึงคิดว่า ฮั่นสินผู้นี้รู้ในวิชาการแม่ทัพถามสิ่งใดมิได้ข้องขัด ทั้งนี้ก็เพราะบุญพระเจ้าฮั่นอ๋องฮั่นสินจึงหนีมาสามิภักดิ์ เสียวโหว่าท่านอยู่กับเราที่นี่ก่อนพรุ่งนี้จะไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ทราบ ว่าแล้วสั่งคนใช้ให้อยู่ปรนนิบัติฮั่นสิน เสียวโหก็กลับมาบ้าน ฮั่นสินอาศัยอยู่ในตึกจึงคิดว่าเวลาพรุ่งนี้เราจะได้เห็นพระทัยพระเจ้าฮั่นอ๋อง ถ้าเลี้ยงเราเป็นใหญ่ก็เห็นว่ารักคนดี แม้นขัดเสียวโหมิได้ จำใจเลี้ยงเราจึงจะเอาหนังสือออกให้ดู

ฝ่ายเสียวโหนอนรำพึงถึงฮั่นสินว่า สติปัญญาควรเป็นผู้ใหญ่ เหตุไฉนเตียวเหลียงไม่พบฮั่นสินหรือหนังสือจึงไม่มีมา ครั้นเวลาเช้าเข้าไปในวัง พบแฮเฮาหยินก็พากลับไปเฝ้าทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่า ข้าพเจ้าพบคนมีสติปัญญาหนีมาแต่ฌ้อปาอ๋องตั้งใจมาเฝ้า ข้าพเจ้าทั้งสองได้ไล่เลียงเอาตำราออกสอบสวนเห็นดีโดยแท้ พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสว่าคนทำศึกด้วยกันมาแต่ก่อน ท่านก็ย่อมรู้จักจะเป็นคนชั่วแลดีชื่อเสียงก็จะปรากฏอยู่บ้าง คนซึ่งมาท่านหารู้จักชื่อไม่หรือ เสียวโหจึงทูลว่าคนนี้เดิมอยู่บ้านไผ่หยิมชื่อฮั่นสินเมื่อมาอยู่กับฌ้อปาอ๋องๆ ให้เป็นแต่จิบเก๊กหนึงคนถือทวนแห่ แต่ทูลเตือนสติในการศึกหลายครั้ง ฌ้อปาอ๋องไม่ฟังคำกลับจะเอาโทษ ฮั่นสินจึงหนีมา ดูวิชาแลความคิดเสมอกับอิอี๋นหนึ่ง เกียงจูแหยหนึ่ง ซุยเหงาหนึ่ง ยงจูหนึ่งสี่คนซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่มาแต่ก่อน พระเจ้าฮั่นอ๋องทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ฮั่นสินนี้เมื่อเราอยู่เมืองไผ่ก่วน ได้ยินว่าเป็นคนยากจนเที่ยวตามถนนหากินกลางตลาดไม่มีใครนับถือ ท่านจะเอามาเปรียบคนทั้งสี่ซึ่งเป็นแม่ทัพนั้นไม่ควร ครั้นเราจะนับถือเชื่อฟังท่าน นานไปฌ้อปาอ๋องแลหัวเมืองทั้งปวงรู้ก็จะหมิ่นประมาทว่าเราเอาฮั่นสินมาเลี้ยงเป็นขุนนาง ถึงจะให้คุมทหารไปทำศึกผู้ใดจะกลัวเกรง เสียวโหจึงว่าท่านที่ดีมาแต่ก่อนก็ย่อมเป็นคนยาก เหมือนอิอี๋นก็เป็นคนเก็บฟืนขาย เกียงจูแหยเล่าก็เป็นคนตกเบ็ด ซุยเหงาแต่ก่อนเป็นลูกจ้างลากเกวียน ครั้นนานมาได้เป็นแม่ทัพเที่ยวปราบหัวเมือง ฮั่นสินผู้นี้ไม่มีแต่ทรัพย์สินเงินทอง ใจข้าพเจ้าเห็นจะบังคับทหารในการศึกได้ ด้วยภายในใสสว่างดุจดาวในท้องฟ้าหาผู้เสมอนั้นยาก ซึ่งฮั่นสินมีใจภักดีมาสามิภักดิ์ครั้งนี้เหมือนมีกำแพงกั้น ถ้ามิดังนั้นดังได้แก้วอันวิเศษ ถ้าไต้อ๋องไม่เลี้ยงเป็นแม่ทัพจะกลับไปอยู่เมืองอื่น เห็นจะไม่ได้เมืองห้ำเอี๋ยง เหมือนยกกำแพงซึ่งทำแล้วกับแก้วอันประเสริฐให้กับผู้รับฮั่นสินไว้ ขอจงใช้ฮั่นสินดูสักครั้งหนึ่งก่อน พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังเสียวโหกับแฮเฮาหยินว่าจึงสั่งให้พาฮั่นสินเข้ามาเฝ้า แฮเฮาหยินคำนับรับสั่งแล้วออกไปบอกฮั่นสินว่ารับสั่งให้หาท่าน ฮั่นสินจึงคิดว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องให้หาครั้งนี้ดูทีจะไม่เลี้ยงเป็นใหญ่ ครั้นถึงที่เฝ้าคุกเข่าลงคำนับแล้วยืนอยู่ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า หนทางก็ไกลกันดารท่านหนีฌ้อปาอ๋องมาปรารถนาจะอยู่กับเราโดยสุจริตนั้นขอบใจแล้ว แต่ยังไม่เห็นฝีมือแลสติปัญญา ท่านจงไปตรวจตราการดูแลที่ฉางข้าวก่อน เมื่อเราจะไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงจึงจะเลี้ยงท่านเป็นใหญ่ ฮั่นสินได้ฟังคิดน้อยใจ ครั้นจะขัดรับสั่งก็กลัวด้วยพึ่งเข้ามาอยู่เป็นคนใหม่ จำใจไปดูการให้วัดฉางกว้างยาวสูงแล้วจับลูกคิดดีดดูก็รู้ว่าข้าวมีอยู่เท่านั้น ถูกกับจำนวนขึ้นฉาง ผู้เฝ้าฉางเห็นฮั่นสินมีสติปัญญาก็เข้าไปคำนับแล้วว่า แต่ข้าพเจ้าเฝ้าฉางยังไม่เห็นผู้ใดที่จะสันทัดดีดลูกคิดเหมือนท่าน ฮั่นสินได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่าทำไมกับการเช่นนั้นเล่า ถึงจะมากกว่าหมื่นพันเราก็ทำได้

ฝ่ายเสียวโหตั้งแต่พระเจ้าฮั่นอ๋องให้ฮั่นสินไปกำกับฉาง ก็ให้คนไปสอดแนมดูรู้ว่าดีในทางดีดลูกคิด จึงให้หาฮั่นสินมาบอกว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องจะลองใจท่าน เราให้คนไปดูเห็นว่าฉลาดจริง ฮั่นสินจึงว่าการลูกคิดถ้ารู้ชัดเจนแล้วถึงอาณาเขตกว้างก็ทำได้ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าวในฉางค้างหลายปีมีแต่จะเสีย ขอท่านจงทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้เอาข้าวเก่าออกแจกให้ราษฎรทั้งปวงกินเสียก่อน จึงเอาข้าวใหม่เข้าไว้แทน เสียวโหได้ฟังก็เห็นชอบด้วย พาฮั่นสินเข้าไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องตามที่ปรึกษากันนั้นทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องชมฮั่นสินว่าสติปัญญาเห็นจะช่วยรักษาแผ่นดินได้ จึงสั่งให้ฮั่นสินไปจัดแจงจ่ายข้าวในฉาง ฮั่นสินก็คำนับลาออกมาจำหน่ายข้าวแก่ราษฎร สั่งกำชับไม่ให้ผู้ใดเอาสัดใหญ่มาตวงขึ้นฉาง ขุนนางเก่าที่เป็นคนโลภฮั่นสินก็ถอดเสีย คนที่ดีไม่ลำเอียงเอาไว้ใช้ให้ตรวจถังตวงข้าวขึ้นตวงข้าวลง ไม่ทันถึงเดือนข้าวก็เต็มเหมือนแต่ก่อน ราษฎรมีความยินดีสรรเสริญว่าขุนนางซึ่งกำกับฉางข้าวแต่ก่อนเอาข้าวมาตวงได้ความเดือดร้อนเจ็บแค้นนักเสียเงินทองเป็นสินจ้าง ขุนนางผู้มาเป็นใหม่นี้ดี มีผู้มาบอกเสียวโหว่าไพร่บ้านพลเมืองชมฮั่นสินทุกตัวคน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ