๒๕

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋อง ครั้นเวลาเช้าทหารแห่พร้อม ก็ขึ้นรถออกไปพร้อมสู่ที่พลับพลาซึ่งฮั่นสินจะยกทัพ ฮั่นสินก็เข้ามาคำนับลาพระเจ้าฮั่นอ๋อง ทูลว่าวันนี้ข้าพเจ้าจะยกไป อีกสามวันฤกษ์ดีขอเชิญเสด็จรีบยกทัพหลวงตามไปเถิด เห็นจะได้เมืองห้ำเอี๋ยงสมพระทัยหมาย แล้วกลับออกมาดูพระอาทิตย์เห็นปรากฏแจ่มเมฆ จึงสั่งทหารให้ยกทัพโดยตำราทั้งสิบห้ากอง ตีกลองสัญญาณแลเครื่องประโคมดุริยางค์ดนตรีสนั่นเมืองโปต๋ง พลถือธงหน้าเป็นทิวแถวแลสล้างสีสลับกัน พวกโตมรแลเกาทัณฑ์ พลเดินเท้าล้วนถืออาวุธทุกตัวคนเป็นหมวดหมู่ เกณฑ์กองใช้สำหรับตรวจคอยสืบเหตุ ทหารซึ่งขี่ม้าดาดาษในท้องทุ่ง ทั้งพลทหารตามห้อมล้อมพร้อมไปด้วยเครื่องสรรพวุธดุจทัพเทพยดา พระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตรจนสิ้นกระบวนทัพ แล้วตรัสสั่งกระบวนแห่ให้บ่ายหน้ารถคืนเข้าเมือง

ฝ่ายผู้เฒ่าชาวบ้านซึ่งมาดูยกทัพพูดกันอื้ออึงไปว่า แต่เรามาอยู่เมืองโปต๋งไม่เคยเห็นเหมือนครั้งนี้ ยังอีกสามวันพระเจ้าฮั่นอ๋องจะยกทัพกลับไปตีเมืองหลวง ใครจะอยู่เลี้ยงรักษาเราเหมือนพระองค์นี้ดุจเทพยดามาโปรด พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ยินดังนั้นมีพระทัยสงสารคนผู้เฒ่าแลชาวเมืองยิ่งนัก ครั้นเสด็จถึงวังจึงตรัสแก่เสียวโหว่า เราจะไปครั้งนี้ไม่มีผู้ใดรักษาเมืองเกลือกจะขาดเสบียงอาหาร ท่านจงอยู่รักษาเมืองก่อน จะได้จัดลำเลียงส่งให้ทันท่วงที พรุ่งนี้จงให้หาผู้แก่ผู้เฒ่าชาวเมืองบ้านนอกเข้ามาให้พร้อม สั่งแล้วก็เสด็จขึ้น เสียวโหจึงให้พนักงานเขียนหมายบอกนายบ้าน แลผู้เฒ่าผู้แก่ให้เข้ามาเตรียมอยู่ตามรับสั่ง ครั้นเวลาเช้าเสียวโหก็เข้าไปเฝ้าทูลว่าคนซึ่งให้หาเข้ามาพร้อมแล้ว พระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จยืนอยู่บนเกย

ขณะนั้นคนผู้เฒ่าจึงทูลว่า แต่พระองค์มาอยู่ในเมืองโปต๋งนี้ ข้าพเจ้าทั้งปวงได้ความสุขเหมือนแผ่นดินพระเจ้าเงี่ยวเต้ซุนเต้ บัดนี้พระองค์จะยกทัพไปตะวันออก จะให้ผู้ใดอยู่รักษาเมือง เมื่อไรจะเสด็จกลับคืนมาเล่า ว่าแล้วก็ร้องไห้ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังมีความอาลัยยิ่งนัก แล้วตรัสว่าถึงตัวเราจะไป ปลงธุระไว้ให้เสียวโหอยู่รักษาเมืองช่วยทุกข์ของท่าน เราจะให้เสียวโหทำการหนทางไกลร้อยเส้น ให้มีศาลาอาศัยแห่งหนึ่งตามระยะทางไปทำได้สิบศาลาครบพันเส้น ให้มีรโหฐานมีบ้านใหญ่ๆ ไว้แห่งหนึ่ง จึงจะให้ผู้เฒ่าไว้สามคนๆ หนึ่งซึ่งรู้หนังสือแลลูกคิด จะได้ฝึกสอนกุลบุตรซึ่งจะเรียนรู้วิชาต่างๆ คนหนึ่งซึ่งสันทัดทำมาหากินแลไร่นาค้าขาย จะให้อยู่ตักเตือนชาวบ้านให้ทำมาหากิน คนหนึ่งรู้วิชาเพลงอาวุธ จะให้อยู่สั่งสอนผู้ซึ่งจะรักเรียนวิชาการฝ่ายทหารแล้วจะให้ว่าความโจรผู้ร้าย พอจะผ่อนผันเกลี่ยไกล่ก็ให้แล้ว ถ้ามิเสร็จจึงพาคู่ความเข้ามาหาเสียวโห จะให้มีตุลาการบังคับว่ากล่าว เราให้ทำกฎหมายสำหรับท่านแลชาวบ้านไว้ จึงสั่งให้ไทสืออาลักษณ์อ่านให้คนทั้งปวงฟังว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋งมีพระทัยบำรุงราษฎร จะยกพยุหยาตราทัพหลวงไปปราบเมืองฝ่ายตะวันออก มีรับสั่งกำหนดไว้กับผู้ซึ่งอยู่ภายหลัง จงรักษาบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข ฝึกสอนวิชาการกุลบุตรที่มีสติปัญญารู้คุณบิดามารดา ที่ผู้น้อยนั้นให้คำนับผู้ใหญ่ ถ้าใจกุลบุตรรักเรียนวิชาประการใดก็ให้ฝึกสอน แม้นชำนาญสิ่งใดสิ่งหนึ่งควรจะเป็นขุนนางได้ก็ให้บอกแก่เสียวโห จะได้ยกขึ้นเป็นขุนนางตามตำแหน่งโดยวิชา แม้นไม่ถนัดในการเล่าเรียนเขียนอ่าน รักแต่วิชาเล่นเป็นที่จะครึกครื้นพระนครก็ให้ฝึกหัดไว้ ถ้าผู้ใดทำมาหากินข้างไร่นาแลค้าขายจึงหมายให้มั่งมี ให้ผู้เฒ่าช่วยตักเตือนอย่าให้เกียจคร้านได้ ถ้าผู้ใดหยาบช้าล่วงอาญา รักแต่ที่ชั่วไม่ทำมาหากินบ้านเรือนไม่อยู่คิดแต่การฉกลักให้ผู้เฒ่าเอามาว่ากล่าว แม้นมิฟังจึงให้ส่งมาจำไว้ตรุในเมือง ถ้าประชาราษฎร์ขัดสนประการใดก็ให้มาบอกแก่ผู้รักษาเมืองตามกระทรวง ครั้นไทสืออ่านเสร็จแล้วก็เขียนกฎหมายหลายฉบับมอบให้แก่ผู้ใหญ่นายบ้านทุกตำบล

ขณะนั้นเป็นเดือนแปดปีมะแม พระเจ้าฮั่นอ๋องพระราชทานเสื้อผ้าเลี้ยงโต๊ะบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่เป็นที่สบาย คนทั้งปวงก็อวยพรถวายชัยพระเจ้าฮั่นอ๋องแล้วคำนับลาไปบรรดาขุนนางนายทหารออกมาจัดขบวนทัพ พร้อมด้วยเครื่องสรรพยุทธทั้งยี่สิบเอ็ดกองเตรียมไว้คอยรับเสด็จพร้อม ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันฤกษ์ดีพระเจ้าฮั่นอ๋องจึงทรงเครื่องสำหรับกษัตริย์ แล้วขึ้นทรงรถทั้งกระบวนแห่ไปนอกเมืองที่ประชุมทัพ

ฝ่ายไพร่บ้านพลเมือง พากันมาคับคั่งร้องสรรเสริญถวายชัยให้ชนะแก่ข้าศึกฝ่ายตะวันออก โหรก็บอกให้ขุนนางกราบทูลว่าได้ฤกษ์ควรที่จะยกพยุหยาตราทัพหลวง พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังทอดพระเนตรดูท้องฟ้าเห็นเมฆเป็นมังกรซ้อนกันสองตัว จึงตรัสสั่งให้โบกธงดำเนินทัพพลม้าเนืองแน่นไปในป่า ทหารเดินเท้าก็ยาตราเสียงสะเทือนตามท้องทุ่ง กลองสนั่นไปทั้งเมืองโปต๋ง ทหารถือธงสีม่วงล้วนลายมังกร ต้องลมชายสะบัดดูงาม จัดพลง้าวเกาทัณฑ์เดินตามกระบวน พลทวนเดินเป็นหมวดหมู่พู่จามรีดังดอกเลา พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสแก่ขุนนางว่า เราได้นิมิตเมฆฤกษ์บนเมฆปรากฏลมก็พัดส่ง เห็นจะกำจัดฌ้อปาอ๋องได้โดยง่าย

ฝ่ายเสียงก๊กเสียวโหตามส่งเสด็จ สิ้นขบวนทัพหลวงแล้วลากลับเข้าเมืองจัดแจงเสบียงอาหารเตรียมไว้ แต่งนายแลไพร่ซึ่งเคยศึกคุมเสบียงตามไปส่งเนืองๆ

ฝ่ายฮั่นสินยกทัพไปถึงแม่นํ้าหันเข จึงเล่าความให้ทหารทั้งปวงฟังว่า เมื่อเราเป็นขุนนางกรมนาอยู่นั้น เราหนีมาถึงท่าน้ำนี้เป็นฤดูหนาวน้ำมากข้ามไม่ได้ เสียงก๊กจึงตามมาพบพาเรากลับไปเมืองโปต๋ง ถ้าน้ำแห้งเราข้ามได้จะไปอยู่เมืองไผ่หยิม ขุนนางจึงตอบว่าท่านข้ามไม่ได้ก็เพราะวาสนาจะเป็นแม่ทัพ กับบุญพระเจ้าฮั่นอ๋องจะได้ครองเมืองหลวง ฮั่นสินได้ฟังมีใจยินดีหมายจะให้ชื่อปรากฏไปภายหน้า จึงให้จารึกแผ่นศิลาแปดอักษรปักไว้ว่า เสียงก๊กพบฮั่นสินตำบลนี้ แล้วฮั่นสินยกข้ามแม่น้ำไปขึ้นฝั่งรีบไป วันหนึ่งใกล้ภูเขาโกฮุนลงจากม้าเดินตามเชิงเขา ครั้นจวนถึงที่ราบทหารมาบอกว่ามีงูใหญ่อยู่ที่เงื้อมเขาริมปากช่อง จักษุทั้งสองแดงดังแสงเพลิง ถ้าคนเข้าไปใกล้คอยพ่นพิษถูกคนตาย ทหารทัพหน้ายังรออยู่ ฮั่นสินจึงสั่งทหารเกาทัณฑ์ให้ไปหน้าพันหนึ่ง ถ้าพบงูใหญ่จงยิงเสีย

ขณะนั้นกินหิบจึงร้องว่า ท่านอย่าวิตกด้วยงูใหญ่นั้นเลย ถึงมังกรอยู่กลางทะเลข้าพเจ้าผู้เดียวจะอาสาไปตัดศีรษะมาให้ได้ ฮั่นสินได้ฟังจึงชมว่าดูกิริยากับใจสมเป็นทหาร ที่นี่กันดารเดินยาก ถ้าท่านทำได้ก็จะมีความชอบ ซึ่งท่านไปฆ่างูนั้นเราจะตามไปดูฝีมือด้วย จึงหยิบปั้นสุรามาให้กินหิบกิน แล้วพาทหารไปตามทางเงื้อมเขาใหญ่เห็นงูเลิกพังพานคอยจะพ่นพิษ กินหิบชักกระบี่เดินเข้าไปแอบชะง่อนเขาอยู่ ฟันคองูขาดตาย ทัพหน้าก็เดินไปตามทาง ฮั่นสินเห็นศพงูก็สรรเสริญกินหีบว่า ท่านควรเป็นทหารเอก จึงบอกกับนายทหารทั้งปวงว่า เมื่อเรามามิได้พบงูใหญ่ตัวนี้ ทหารทั้งปวงจึงว่าวาสนาของท่านกับบุญพระเจ้าฮั่นอ๋องคุ้มครองมาจึงมิได้พบงูใหญ่ ฮั่นสินว่าเราได้ยินคำโบราณเล่าสืบมาว่ามีภูเขาชื่อขุนหลุน ถ้าจะวัดโดยรอบเชิงเขานั้นได้สามหมื่นเส้น มีงูตัวหนึ่งยาวหมื่นเส้นอยู่ด้านหนึ่ง ท้องที่เชิงเขาแบ่งเป็นสามส่วน งูอยู่ส่วนหนึ่ง เป็นเชิงภูเขาสองส่วน พูดกันแล้วฮั่นสินเดินทัพไปถึงเขาไทเป๊กเนีย จึงเรียกโลก๋วนเข้ามาบอกว่า เมื่อเรามาถึงตำบลนี้พบคนผู้หนึ่งแซ่สินชื่อกี มีร้านขายเหล้า เราได้อาศัยนอนอยู่คืนหนึ่ง ท่านจงไปสืบดู ถ้าพบเราจะไปหา โลก๋วนก็ขึ้นม้าไปสืบได้ความกลับมาแจ้งว่า ชาวบ้านซึ่งยังอยู่บอกว่าเดือนเจ็ดเดือนแปดนี้ลมพัดนักน้ำมาก สินกีไปตั้งบ้านอยู่เขาสูงยังทางอีกวันหนึ่ง แต่สินกีจะอยู่หรือไปเที่ยวป่าหารู้ไม่ ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นก็ยกทัพไปถึงสะพานศิลาข้ามคลองน้ำ พอได้ยินเสียงทหารร้องบอกว่ามีชาวป่าผู้หนึ่งไล่ตีเสืออยู่กลางทาง ฮั่นสินก็ขับม้าขึ้นไปหน้าทหาร เห็นคนป่านุ่งห่มคลุมศีรษะด้วยหนังเสือถือตรีไล่เสือมาริมห้วย เสือกลับหน้าจะโดดเข้ากัด คนป่าแทงด้วยตรีถูกศีรษะกดลงไว้ ทหารกองทัพเข้าช่วยแทงเสือตาย ฮั่นสินพิเคราะห์ดูรู้จักว่าสินกีจึงให้ทหารไปเรียก สินกีได้ยินทหารออกชื่อก็ปลดหนังเสือลงจากศีรษะ ยกศพเสือหนีบรักแร้โดดข้ามคลองมา ครั้นเห็นฮั่นสินยืนม้าอยู่ก็ดีใจทิ้งเสือลงไว้เดินเข้ามาคำนับ ฮั่นสินลงจากม้าจับมือสินกีไว้ สินกีจึงว่าข้าพเจ้าแจ้งว่าไต้เจียงกุ๋นให้ทหารมาทำทางจะยกกองทัพ ข้าพเจ้าคิดจะลามารดาไปรับท่าน พอนํ้าท่วมบ้านต้องย้ายเรือนไปตั้งอยู่เขาสูงจึงยังมิได้ไป ฮั่นสินได้ฟังจึงว่าแต่พี่จากเจ้าไปทำราชการอยู่ในพระเจ้าฮั่นอ๋องต้องฝึกหัดซ้อมทหารจึงช้าอยู่ กลัวจะเป็นเท็จกับเจ้า ครั้นยกทัพมาถึงไทเป๊กเนียให้คนไปสืบได้ข่าวว่ามาอยู่เขาสูงจึงรีบมาพบ เจ้าจงพาพี่ไปเยือนมารดาด้วย สินกีว่าท่านเป็นแม่ทัพใหญ่จะไปบ้านข้าพเจ้านั้นไม่ควร ฮั่นสินจึงว่าตัวท่านกับเราสาบานเป็นพี่น้องเหมือนร่วมท้องมารดาเดียวกัน เราไม่ถือยศศักดิ์ดอก ว่าแล้วก็เรียกคนใช้ให้จัดม้าให้สินกีขี่นำเข้าไปบ้าน ตัวฮั่นสินกับนายทหารสิบคนก็ขึ้นม้าตามสินกีไป ครั้นถึงสินกีก็เชิญฮั่นสินให้นั่งที่สมควร แล้วบอกมารดากับภรรยาออกมาหาฮั่นสินๆ ก็คำนับมารดาสินกี ภรรยาสินกีก็คำนับฮั่นสินต่างคนต่างพูดจาปราศรัยมีน้ำใจยินดีต่อกัน ฮั่นสินจึงพูดแก่สินกีว่าซึ่งเจ้าได้สัญญาไว้แต่ก่อนว่า ถ้าพี่ยกทัพมาจะไปด้วยกัน ครั้งนี้เราทั้งสองจะไปทำศึกแต่มารดาท่านเหมือนมารดาเรา จะละไว้กลางป่านั้นไม่ได้ จำจะให้ไปอยู่เมืองโปต๋ง แล้วหยิบเงินร้อยตำลึงส่งให้สินกีว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องพระราชทานให้ท่านเลี้ยงมารดา ฮั่นสินจึงเขียนหนังสือไปถึงเสียวโหว่า ด้วยสินกีสวามิภักดิ์ไปทำราชการในกองทัพ แต่มารดาแลภรรยาสินกีนั้นข้าพเจ้าให้คนพาเข้ามาส่ง ท่านจงช่วยทะนุบำรุงจัดแจงบ้านเรือนให้มารดาแลภรรยาสินกีอยู่เป็นสุขด้วย เขียนแล้วให้ทหารยี่สิบคนถือไปส่งมารดาแลภรรยาสินกี ฮั่นสินจึงสั่งสินกีว่าเจ้าจงไปเป็นทัพหน้ากับห้วนโก้ย ยังทางอีกสองคืนจะถึงด่าน ท่านกับห้วนโก้ยตีด่านซัวก๋วน แล้วจึงให้แฮเฮาหยินไปตีเมืองฮุยขิว สินกีก็คำนับลาไปแจ้งการแก่แฮเฮาหยินแลห้วนโก้ยตามคำแม่ทัพสั่งทุกประการ ฮั่นสินให้ทหารไปสืบกองทัพพระเจ้าฮั่นอ๋อง แจ้งข่าวว่าข้ามแม่นํ้าหันเขมาแล้ว ฮั่นสินก็รีบเดินกองทัพไปถึงทางสามแพร่ง จึงให้คนใช้ไปหาที่ฝังศพคนตัดฟืน ซึ่งฮั่นสินฆ่าเสียแต่ก่อนนั้น พบศพแล้วก็เอาผ้าใหม่อย่างดีนุ่งห่มศพสิบสามชั้น ต่อหีบใส่ศพฝังลงไว้ใต้ต้นสน สั่งให้ทำวัดไว้หวังจะให้ชาวป่าได้บูชาคำนับสืบไป แล้วให้เอาศิลามาทำเป็นเสมาจารึกอักษรปักประจำหลุมศพว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องครองสมบัติในเมืองโปต๋งปีหนึ่ง จึงตั้งฮั่นสินชาวไผ่หยิมเป็นแม่ทัพยกมาทำศึก ครั้นถึงตำบลป่าสนนี้หยุดอยู่ ขุดศพผู้มีคุณซึ่งบอกหนทางฝังเสียใหม่ ได้จัดเครื่องบูชาตามธรรมเนียม เสร็จแล้วจึงสั่งให้รีบเดินทัพไปตามทาง

ผ่ายเจียงแผงเจ้าเมืองด่านซัวก๋วน แต่โยหลงกี๋นบูมาบอกว่าห้วนโก้ยทำทางจั๋นโต๋ข้างทิศตะวันตกจะมาตี สามจีนอ๋องไม่ไว้ใจแก่ราชการให้ชาวด่านไปสืบสองพวก พวกหนึ่งไปได้ความกลับมาแจ้งว่าไม่เห็นห้วนโก้ย เห็นแต่ซุยหินกำกับทำทาง ผู้คนก็น้อยไม่เห็นเป็นกระบวนทัพ โยหลงกี๋นบูได้ฟังดังนั้นจึงแสร้งกล่าวกลอุบายว่า ทหารฮั่นอ๋องที่มาทำทางจั๋นโต๋นั้นเห็นจะขัดด้วยเสบียงอาหารห้วนโก้ยจึงกลับไป อนึ่งข้าพเจ้าได้ยินคนในเมืองโปต๋งซึ่งมาทำทางนั้นพูดกันว่า ผลหมากรากไม้เสบียงอาหารในเมืองโปต๋งก็บริบูรณ์ ฮั่นอ๋องรักแต่ความสบาย ซึ่งคิดกระทำการทั้งนี้เห็นจะเป็นความคิดฮั่นสิน เจียงแผงจึงว่าฮั่นอ๋องเป็นคนใจเบา เชื่อแต่คำคนอื่นสรรเสริญว่า ฮั่นสินมีความคิดดี ไม่พิเคราะห์ดูให้เห็นถ่องแท้ ตั้งฮั่นสินเป็นแม่ทัพกลับมาจะตีเมืองหลวง แต่ถูกฝีมือชาวเมืองสามจีนก็จะแตกกลับไปเอง

ฝ่ายห้วนโก้ยกับสินกีเดินทัพมาถึงด่านเมืองซัวก๊วน พอเวลาพลบค่ำก็ได้ตั้งค่ายลงไว้ใกล้เมือง ทางประมาณห้าร้อยเส้น ทหารเจียงแผงซึ่งไปสืบทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เห็นกองทัพยกมาก็รีบกลับไปแจ้งแก่เจียงแผงว่า มีกองทัพยกมาตั้งค่ายอยู่ใกล้ด่านกับเมืองทางประมาณห้าร้อยเส้น มีธงจารึกว่าเซียนฮองห้วนโก้ย เจียงแผงได้ฟังก็ตกใจ จึงว่ากองทัพยกมาทางไหนจึงรวดเร็วดังนี้ โยหลงกี๋นบูได้ยินจึงแกล้งว่า คนซึ่งไปสืบมาบอกว่ากองทัพยกมาข้าพเจ้าประหลาดใจนัก ด้วยทางใหญ่ก็ทำยังไม่แล้วจะยกมาทางไหน หรือห้วนโก้ยจะทำทางไม่ทันกลัวฮั่นสินจะเอาโทษ ห้วนโก้ยจะหนีมาพึ่งบุญท่าน ขอให้ทหารไปสืบให้แน่ก่อน เจียงแผงจึงให้ทหารกลับไปสืบตามคำโยหลง

ฝ่ายห้วนโก้ยสินกีก็ยกทัพรีบขับทหารปีนกำแพงด่านเข้าไป เวลากลางคืนรวมคนไว้จะยกเข้าตีเมือง

ฝ่ายทหารรักษาด่านหนีกองทัพมาบอกเจียงแผงว่า กองทัพซึ่งยกมากล้าหาญนักหักด่านเข้ามาได้ เจียงแผงได้ฟังจึงสั่งคนเร็วขึ้นม้ารีบไปแจ้งความแก่สามจีนอ๋องขอกองทัพมาช่วย แล้วสั่งโยหลงกี๋นบูให้จัดแจงแต่งทหารรักษาประตูหน้าที่ป้อมกำแพงไว้เราจะยกออกไปลองฝีมือข้าศึกสักครั้ง

ฝ่ายโยหลงกี๋นบู ออกมาจัดทหารรักษาหน้าที่แลประตูตามคำเจียงแผงสั่ง ครั้นเวลาเช้า เจียงแผงจึงพาโยหลงกี๋นบูกับทหารสามพันออกไปยืนม้าอยู่หน้าประตูเมืองคอยรับกองทัพ

ฝ่ายห้วนโก้ยยกกองทัพมาถึงเมือง ครั้นเห็นเจียงแผงออกมายืนม้าอยู่จึงร้องว่า อาของท่านไม่มีกตัญญูต่อพระเจ้าห้ำเอี๋ยง พาทหารไปเข้าด้วยห้างอี๋ซึ่งเป็นฌ้อปาอ๋องจนสมัครพรรคพวกตายถึงยี่สิบหมื่น บัดนี้กองทัพใหญ่ยกมา ถ้ากลัวฝีมืออยู่จงวางอาวุธมาคำนับ เราจะพาไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋อง เจียงแผงจึงตอบว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องมีใจกรุณาเล่าปัง จึงตั้งให้เป็นฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋ง กลับมาคิดประทุษร้าย ซึ่งท่านเข้าด้วยคนอกตัญญูนั้นผิดจะให้เราอ่อนน้อมหาควรไม่ ห้วนโก้ยได้ฟังเจียงแผงว่าก็ชักม้าเข้ารบกับเจียงแผง ๆ สู้กำลังห้วนโก้ยไม่ได้ก็ชักม้าหนีเข้าเมือง

ฝ่ายสินกีก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารเจียงแผงล้มตายแตกไปจนใกล้ประตูเมือง พอทหารกองหลังมาบอกห้วนโก้ยว่าแม่ทัพมาถึง ห้วนโก้ยจึงออกไปคำนับแล้วบอกว่าซึ่งท่านสั่งเล็กแกมาให้จิวพุนตันบูไปเข้าอยู่คอยจับเจียงแผงนั้น ถ้าสองนายได้ยินประทัดสัญญาณรู้ว่าท่านยกมาถึงจึงจะจับเจียงแผงมาส่งท่าน ฮั่นสินได้ฟังห้วนโก้ยว่าก็พาทหารขึ้นไปบนที่สูง แลไปเห็นชาวเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินแน่นหนาจึงให้จุดประทัดสัญญาณขึ้น 

ฝ่ายจิวพุนตันบูได้ยินประทัดสัญญาณรู้ว่าทัพใหญ่มาถึง จึงทำเป็นตกใจวิ่งเข้าไปบอกเจียงแผงว่า ทัพใหญ่เพิ่มเติมมาเห็นจะรักษาหน้าที่มิได้ เจียงแผงได้ยินดังนั้นก็พาโยหลงกี๋นบูขึ้นไปยืนบนเชิงเทิน ฮั่นสินแลเห็นเจียงแผงจึงร้องว่า ท่านเป็นคนมีสติปัญญา เหตุใดจึงมาอยู่ด้วยฌ้อปาอ๋องอันหยาบช้าฆ่าคนผู้หาความผิดมิได้ แล้วฆ่าพระเจ้างี่เต้ซึ่งเป็นเจ้าของตัวเสียไม่คิดความละอาย บัดนี้พระเจ้าฮั่นอ๋องมีพระทัยกรุณาแก่ราษฎรหวังจะกำจัดฌ้อปาอ๋องจึงมีรับสั่งให้เรายกมา ท่านจงเปิดประตูออกมารับเรา เจียงแผงได้ฟังจึงตอบว่า ตัวมึงเป็นคนโซกลางตลาดว่ากล่าวอวดอ้างว่าได้เป็นแม่ทัพ จะให้กูผู้เป็นหลานเจ้าเมืองฮุยขิวเปิดประตูเมืองรับนั้นไม่ควร จิวพุนตันบูได้ฟังเจียงแผงว่ากล่าวหยาบช้าแก่แม่ทัพ สองนายก็จับเจียงแผงมัดไว้ แล้วร้องประกาศแก่ชาวเมืองว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องผู้มีบุญจะมาปราบเสี้ยนศัตรูให้ราบคาบ ผู้ใดไม่อ่อนน้อมเราจะจับฆ่าเสีย

ฝ่ายทหารชาวเมืองรู้ว่าโยหลงกี๋นบูเป็นข้าพระเจ้าฮั่นอ๋อง ทั้งสองนายปลอมมาจับเจียงแผงได้ ต่างคนก็ยอมเข้าด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง จิวพุนตันบูจึงจูงเจียงแผงลงจากเชิงเทิน เปิดประตูพาชาวเมืองออกไปคำนับฮั่นสิน ฮั่นสินเห็นจิวพุนตันบูมัดเจียงแผงออกมา จึงปรึกษานายทหารว่า เจียงหำซึ่งเป็นคนทรยศไปเป็นข้าชาวเมืองฌ้อได้เป็นสามจีนอ๋อง จึงให้เจียงแผงหลานชายมารักษาด่านที่สำคัญหมายจะกันกองทัพหลวง เจียงแผงทะนงตัวว่าเป็นหลานเจ้าเมืองฮุยขิว ไม่หลบหลีกกองทัพใหญ่โทษถึงตาย ครั้นจะฟันเสียก็เสียดายคมอาวุธที่ทหารถือมา ให้โจฉำคุมตัวเจียงแผงไว้ แล้วให้โยหลงตันบูเข้าไปปลูกตำหนักรับเสด็จในเมือง พอทหารเข้ามาบอกว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกทัพมาถึง ฮั่นสินก็ขึ้นม้าออกไปเฝ้า จึงทูลความซึ่งแต่งกลอุบายให้ทหารปลอมเข้าเมืองจนจับเจียงแผงได้ให้พระเจ้าฮั่นอ๋องฟังทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องมีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสชวนฮั่นสินแลนายทัพกับทหารเอกยกทัพเข้าเมืองเสด็จขึ้นสู่ที่ประทับ ขุนนางนายทหารเฝ้าพร้อมกันฮั่นสินจึงทูลว่าได้ด่านซัวก๊วนแล้ว จะขอลาไปรบยงอ๋องเจ้าเมืองฮุยขิว ทูลแล้วฮั่นสินก็ออกมาสั่งให้พาตัวเจียงแผงมาตัดหูแล้วปล่อยไป แล้วให้สินกีไปช่วยแฮเฮาหยินทัพหน้ารีบไปเมืองฮุยขิว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ