๑๘

ฝ่ายทหารข้างไผ่ก๋อง ได้ยินพระเจ้าฌ้อปาอ๋องตั้งให้ไผ่ก๋องเป็นฮั่นอ๋องไปกินเมืองโปต๋ง จึงว่าหนทางจะไปนั้นก็แสนยาก ชะรอยอุบายฟัมแจ้งคิดให้ฌ้อปาอ๋องเป็นมั่นคง จึงหาทำตามพระเจ้างี่เต้สั่งไม่ เราคิดพร้อมใจกันรบกับฌ้อปาอ๋องให้จนแพ้แลชนะเสียก่อนจะดีกว่า ไม่ยอมไปตายในเมืองโปต๋งแล้ว ห้วนโก้ยจึงร้องว่าท่านทั้งปวงพูดนั้นชอบอยู่ เราจะเป็นทัพหน้าเข้าไปจับตัวพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง

ฝ่ายฮั่นอ๋องได้ยินดังนั้นก็มีความโกรธนักจึงว่า ฌ้อปาอ๋องไม่ทำตามรับสั่งพระเจ้างี่เต้ ให้เราไปอยู่เมืองโปต๋งหนทางแสนกันดาร ผู้ใดตกเข้าไปเหมือนอยู่ในเรือนตรุจะกลับออกมายากนัก เตียวเหลียงจึงว่าเมืองโปต๋งนั้น จะลำบากแต่ทางเดินคงจะได้กลับคืนมา บัดนี้เราเป็นผู้น้อยแต่ฌ้อปาอ๋องผู้เดียวมิใช่จะไปนอนตายอยู่ เหมือนเมื่อครั้งเมื่อเสงทังอ๋องก็ได้ยากลำบากก่อน ภายหลังจึงจะสำเร็จความปรารถนา ขอท่านจงไปอยู่เมืองโปต๋งเถิด จะได้รี้พลหัวเมืองขึ้นสี่สิบเอ็ดเมือง เข้าเป็นขบวนทัพกลับมาตีพวกเจียงหำทำศึกให้ถึงเมืองหลวง ประการหนึ่งเมืองโปต๋งมีภูเขาหลายชั้นช่องทางก็เดินยาก ถึงเมืองฌ้อจะมีทหารสักร้อยหมื่นจะไปทำอันตรายก็ไม่ได้ ซึ่งฌ้อปาอ๋องให้ท่านไปเมืองโปต๋งนั้นข้าพเจ้ายินดีนัก ด้วยจะได้จัดแจงบำรุงราษฎรให้ได้ความสุขฝึกทหารแก้แค้นฌ้อปาอ๋องให้จงได้ ถ้าจะคิดรวนเรอยู่ ณ เมืองหํ้าเอี๋ยงเห็นจะตายด้วยความคิดฟัมแจ้งเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดู ครั้งนี้ฌ้อปาอ๋องตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าจัดแจงทหารไว้พร้อม เห็นท่าจะสู้ยังไม่ได้จำจะไปตั้งเป็นกษัตริย์บ้าง

ฮั่นอ๋องได้ฟังเตียวเหลียงแจ้งข้อความก็ชอบใจ ลุกขึ้นคำนับแล้วว่า ท่านแจ้งความแก่ข้าพเจ้า ทั้งนี้อุปมาเหมือนปลุกคนหลับให้ตื่นข้าพเจ้าขอบใจนัก หลีเสงจึงพูดว่าถ้าไต้อ๋องไปอยู่เมืองโปต๋งจะมีความดีสามประการ คือไม่ให้ผู้ใดรู้หนทางเมืองโปต๋งประการหนึ่ง จะได้ฝึกทหารให้ชำนาญในการศึกก็ไม่มีใครรู้ประการหนึ่ง แม้นไต้อ๋องเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มาก กลับยกมาตีเมืองหํ้าเอี๋ยงทหารก็จะเต็มใจขึ้นทุกคน ด้วยรี้พลเป็นชาวซัวตั๋งฝ่ายตะวันออกจะใคร่มาบ้าน ซึ่งนํ้าใจไต้อ๋องจะใคร่อยู่เมืองหํ้าเอี๋ยง เพราะเห็นว่าฌ้อปาอ๋องจะไปอยู่เมืองแพเสีย ข้าพเจ้าเห็นโทษร้ายอยู่สองประการ ประการหนึ่งเมืองหํ้าเอี๋ยงใกล้กับเมืองงุ่ยเมืองฮั่น ถ้าจะคิดการสงครามแต่งคนไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองรวบรวม ทหารฝึกหัดก็เห็นเมืองฮั่นเมืองงุ่ยจะไปแจ้งความแก่ฌ้อปาอ๋อง ท่านจะทำสิ่งใดเห็นจะไม่สนิท ประการหนึ่งทหารเราน้อยฌ้อปาอ๋องมีทหารมาก ใกล้กันนัก เกลือกทหารเรามีความกลัวจะกลับพาครอบครัวหนีไปเข้าด้วยฌ้อปาอ๋องเห็นจะเสียที ขอให้ไต้อ๋องอดใจไปกินผักเมืองโปต๋งนานไปข้างหน้าจะได้คิดการใหญ่ ฮั่นอ๋องได้ฟังหลีเสงว่ามีความยินดีนักก็เตรียมการที่จะไปอยู่เมืองโปต๋ง

ฝ่ายฟัมแจ้งกลับตรึกตรองดูก็คิดขึ้นได้ว่า ฮั่นอ๋องเป็นชันษาเพลิงเมืองโปต๋งนั้นเป็นที่ทอง จะให้ฮั่นอ๋องไปอยู่เมืองโปต๋งเหมือนหนึ่งเอาไฟไปสุมทองๆ จะสุกขึ้น จำจะทูลให้คิดการเสียใหม่ ฟัมแจ้งเข้าไปทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ซึ่งตั้งไผ่ก๋องเป็นฮั่นอ๋องนั้นเห็นฮั่นอ๋องจะน้อยใจ แต่บรรดาทหารฮั่นอ๋องเป็นชาวเมืองซัวตั๋ง ก็ถือโกรธว่าท่านเสียสัตย์ไม่ให้ฮั่นอ๋องอยู่เมืองหํ้าเอี๋ยง ถ้าแลท่านไม่คิดการปราบปรามให้ราบคาบลงเสียนานไปเมื่อหน้าจะทำยาก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่า ตราตั้งของเราก็ให้แล้วจะคิดการอย่างไรไปอีกเล่า ฟัมแจ้งจึงว่าพรุ่งนี้แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงเข้ามาเฝ้า แล้วมีรับสั่งถามฮั่นอ๋องว่า เราตั้งให้ท่านไปกินเมืองโปต๋งจะยอมไปหรือไม่ แม้นฮั่นอ๋องรับจะไปก็เห็นน้ำใจว่าจะเป็นศัตรู ถ้ารับว่าจะอยู่ก็โทษถึงตายโดยข้อขัดรับสั่ง แม้นพระองค์เชื่อข้าพเจ้าจงฆ่าฮั่นอ๋องเสียจึงจะไม่มีเป็นศัตรูต่อไป

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังก็มีความยินดี ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าฮั่นอ๋องก็เข้าไปเฝ้าคำนับฌ้อปาอ๋องตามธรรมเนียม พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสถามฮั่นอ๋องว่า เราตั้งให้ไปกินเมืองโปต๋งท่านจะยอมไปหรือไม่ ฮั่นอ๋องทูลว่า ข้าพเจ้าทำราชการอยู่ในแผ่นดินกินเบี้ยหวัด ชีวิตข้าพเจ้าก็อยู่ในเงื้อมมือไต้อ๋อง ตัวข้าพเจ้าเปรียบเหมือนม้าที่พระองค์ขี่ ถ้าตีลงไปเมื่อใดก็จะควบไปเมื่อนั้น ถ้าชักบังเหียนไว้ ม้านั้นหรือจะไปจากที่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังชอบพระทัยนัก ซึ่งคิดกับฟัมแจ้งไว้ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร จึงว่าท่านพูดทั้งนี้เพราะรักเราโดยสุจริต ฮั่นอ๋องก็คำนับลากลับไปค่าย เตียวเหลียงตามมา จึงบอกฮั่นอ๋องว่าวันนี้ท่านเข้าไปเฝ้า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องถามโดยอุบายแกล้งจะเอาผิดท่านรู้หรือไม่ ถ้าท่านทูลไปตามตรงเห็นจะมีโทษถึงสิ้นชีวิต นี่บุญหนักหนาดังเทพยดาดลใจให้ท่านทูลความดี พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงไม่ทำอันตรายได้ ฮั่นอ๋องได้ฟังก็ตกใจจึงว่า เราอยู่ที่นี่เห็นจะไม่พ้นอันตราย ท่านมีอุบายประการใดบ้างจึงจะแก้ตัวได้ เตียวเหลียงจึงว่าข้าพเจ้าจะไปคิดกับห้างเป๊กตันแผงให้ฟัมแจ้งไปเมืองแพเสีย ท่านจึงจะได้ไปเมืองโปต๋ง ท่านจงรวบรวมทรัพย์สิ่งของแลทหารทั้งปวงไว้ให้พร้อม ถ้าฌ้อปาอ๋องอนุญาตเมื่อใดจงรีบไปโดยเร็ว ครั้นพูดกันแล้ว เตียวเหลียงก็คำนับลาฮั่นอ๋องไปหาห้างเป๊กกับตันแผง ครั้นถึงจึงบอกว่า บัดนี้ฟัมแจ้งคิดทำร้ายฮั่นอ๋องๆ จะไปเมืองโปต๋งก็ยังไม่ได้ ท่านทั้งสองช่วยแก้ไขฮั่นอ๋องจึงจะรอดตาย ถ้าฮั่นอ๋องไปได้นานไปภายหน้าคงจะไม่ลืมคุณท่าน ห้างเป๊กจึงว่า เราก็รักฮั่นอ๋องจะแก้ไข ตันแผงกระซิบพูดกับเตียวเหลียงว่าจำจะหาอุบายให้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องใช้ฟัมแจ้งไปจัดแจงเมืองแพเสีย แล้วจะว่าด้วยสิ่งของจ่ายกองทัพ ถ้าได้ทีจะทูลให้มีรับสั่ง ขับฮั่นอ๋องไปเมืองโปต๋ง ถึงใจของเราก็เห็นว่าฮั่นอ๋องมีบุญหมายจะฝากตัว เตียวเหลียงจึงว่าถ้าฮั่นอ๋องไปได้เหมือนท่านพูด ข้าพเจ้าจะไปส่งจึงจะกลับมาหาท่าน ว่าแล้วคำนับลามา ณ ค่าย

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องตรองการว่า เราตั้งหัวเมืองทั้งปวงขึ้นไว้หมายจะไปอยู่เมืองแพเสีย ให้ห้างเป๊กผู้อาไปว่ากล่าวพระเจ้างี่เต้ก็หาไปไม่ จำจะให้คนมีสติปัญญาไปว่ากล่าวอีกสักครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ไปเมืองปินจิวเห็นจะต้องกำจัดเสีย คิดแล้วเสด็จออกสั่งให้ขุนนางทั้งปวงเข้ามาเฝ้าปรึกษาว่างี่เต้มิได้เมตตาแก่เรา ครั้นจะไปตั้งอยู่เมืองแพเสียเป็นเมืองหลวง ก็ยังหาเสด็จไปจากเมืองไม่ ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด ตันแผงเห็นได้ทีจึงทูลว่า อันท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ส่องโลกแต่ดวงเดียว เมื่อยามร้อนยังร้อน ถ้าเป็นสองดวงเข้าอาณาประชาราษฎร์หรือจะทนได้ ซึ่งจะมีกษัตริย์สองพระองค์ นั้นผิดด้วยราชประเพณี ขอไต้อ๋องใช้คนที่มีสติปัญญาดุจหนึ่งฟัมแจ้งกับทหารที่เข้มแข็งสักสองคน ไปพูดเล้าโลมพระเจ้างี่เต้เชิญเสด็จไปอยู่เมืองปินจิวเห็นพอจะเป็นสุข คนทั้งปวงก็จะไม่นินทา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า ท่านพูดทั้งนี้เหมือนเรานึกแต่ยังตรึกตรองหาผู้ที่จะไปอยู่ตรัสแล้วจึงปรึกษาฟัมแจ้งว่า ไม่เห็นผู้ใดที่จะมีแยบคายเหมือนท่าน ซึ่งจะอุบายให้พระเจ้างี่เต้ไปอยู่เมืองปินจิว เห็นแต่ท่านผู้เดียวจงอาสาไปให้สำเร็จธุระของเรา กับจะให้ควั่นฌ้ออิหยินไปช่วยกันจัดแจงบ้านเมืองให้ สมควรที่เราจะไปอยู่ ฟัมแจ้งได้ฟังก็ไม่อาจที่จะทัดทานได้จึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะไปครั้งนี้มีความลับอยู่สามประการจะทูลไว้ให้ทราบ ประการหนึ่งถึงข้าพเจ้าทำการเมืองแพเสียเสร็จแล้ว ไต้อ๋องอย่าเพิ่งยกไปจากเมืองหลวงด้วยเมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นที่หัวเมืองทั้งปวงประชุมพร้อมกัน ขอบขัณฑเสมากว้างขวางถึงพันโยชน์ ถ้าพระองค์จะให้เจริญในสิริราชสมบัติยืดยาวจงงดคอยท่าข้าพเจ้าก่อน อนึ่งฮั่นสิน เป็นคนดีมีปัญญาแต่ยังหาได้ตั้งแต่งขึ้นไม่ ขอให้เลี้ยงฮั่นสินเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าพระองค์จะไม่เลี้ยง ก็ให้จับฆ่าเสีย ถ้าละไว้เห็นฮั่นสินจะไปอยู่เมืองอื่นภายหลังจะเป็นเสี้ยนศัตรู ประการหนึ่งฮั่นอ๋องก็อย่าให้ไปอยู่เมืองโปต๋ง จงเอาไว้ในเมืองหํ้าเอี๋ยงคอยท่าข้าพเจ้ากลับมาก่อน ความสามประการนี้จงกำหนดไว้อย่าลืมคำข้าพเจ้าเสีย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่าข้อความของท่านซึ่งกล่าวนั้นเราจะตรองไว้ในใจ ท่านจงเร่งไปโดยเร็วเถิด ฟัมแจ้งควั่นฌ้ออิหยินก็คำนับลาไป ณ เมืองแพเสีย อยู่วันหนึ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องออกขุนนาง ตันแผงเข้าไปเฝ้าถวายหนังสือพระเจ้าฌ้อปาอ๋องรับมาอ่านได้ความว่า ธรรมดาเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติรักษาแผ่นดิน ควรให้บำรุงทหารอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงไว้ให้บริบูรณ์ ทรัพย์สิ่งของทั้งปวงจะใช้สอยประหยัดไว้บ้าง ด้วยหัวเมืองทั้งปวงมาพร้อมกันอยู่ แต่ละเมืองคนถึงสามหมื่นสี่หมื่น ถ้าจะนับมากกว่าร้อยหมื่น ข้าวในฉางก็สิ้นไป สิ่งของในท้องพระคลังก็น้อยลง แต่เมืองหนึ่งเบิกของวันหนึ่งเป็นสุราถึงสิบห้าหาบ แพะสิบห้าตัว หมูยี่สิบตัว กระบือห้าตัว ฟืนสี่ร้อยหาบ ข้าวสารคนละสองทะนาน ถั่วคนละทะนาน ถั่วให้ม้าตัวละสองทะนาน หญ้าม้าตัวละสองฟ่อน คิดเข้าวันหนึ่งสิ้นสุราถึงสามร้อยหาบ แพะสองร้อยตัว หมูสี่ร้อยตัว กระบือร้อยตัว แป้งหมี่สี่พันชั่ง ฟืนแปดร้อยหาบ ข้าวสองหมื่นเจียะๆ หนึ่งเจ็ดถัง คิดได้เจ็ดร้อยเกวียน จ่ายให้ม้ากินถั่วเลวสองหมื่นทะนาน หญ้าสองหมื่นฟ่อน สิ่งของทั้งนี้คิดเป็นอันมากถ้าจะเก็บส่วยสาอากรเข้าในท้อง พระคลังวันหนึ่งยังไม่ถึงที่เสียไป ขอพระองค์จงคิดให้หัวเมืองทั้งปวงกลับไปเมืองเสียโดยเร็ว ถ้าจะเอาหัวเมืองไว้ต้องแก้ไขเอาทรัพย์ของราษฎรมาแจกจ่าย คนทั้งปวงจะได้รับความเดือดร้อนมาก แม้นมิผ่อนดังนี้ไม่มีสิ่งใดจะให้ทหาร ภายหน้าเห็นจะแตกตื่นพากันหนี พระเจ้าฌ้อปาอ๋องครั้นดูรายบัญชีที่เสียของ เห็นว่าจะเอาหัวเมืองทั้งปวงไว้ไม่ได้นานไปจะขัดลง จึงรับสั่งว่าในห้าวันแต่บรรดาขุนนางตั้งใหม่ก็ให้กลับไปรักษาบ้านเมือง แต่ฮั่นอ๋องให้งดไว้ก่อน เราคิดจะเอาไว้ใช้ในเมืองหํ้าเอี๋ยง ชุบเลี้ยงให้ถึงขนาด ตรัสแล้วก็เสด็จขึ้นฮั่นอ๋องก็กลับไปค่ายป่าเสียง

ฝ่ายเตียวเหลียงได้ยินฌ้อปาอ๋องตรัสดังนั้นจึงคิดว่า แม้นฟัมแจ้งกลับมาเห็นจะคิดฆ่าฮั่นอ๋องเป็นมั่นคง จึงตามฮั่นอ๋องไปพูดกันที่ค่าย เตียวเหลียงคิดอุบายให้ฮั่นอ๋องแต่งหนังสือทูลลาว่า จะไปเมืองไผ่ก๋วนรับบิดามารดาครอบครัวมาอยู่ให้พร้อมมูลจะได้ทำราชการ แล้วเตียวเหลียงก็ไปว่ากับตันแผงให้ช่วยแก้ไขฮั่นอ๋อง

ฝ่ายฮั่นอ๋องครั้นเห็นเตียวเหลียงไปแล้ว จึงสั่งให้หลีเสงแต่งเป็นเรื่องราวกราบทูลฌ้อปาอ๋อง หลีเสงเขียนข้อความตามเตียวเหลียงเสร็จแล้วส่งให้ฮั่นอ๋องๆ เอาสอดไว้ในมือเสื้อ จึงเข้าไปเฝ้าคำนับฌ้อปาอ๋องถวายเรื่องราว พระเจ้าฌ้อปาอ๋องรับมาอ่านได้ความว่าประเพณีบิดามารดามีคุณแก่บุตรหาที่สุดมิได้ บุตรผู้ใดอุตส่าห์ทำการสนองคุณบิดามารดาโดยสุจริต กับคิดกตัญญูต่อกษัตริย์อันมีคุณแล้ว คนทั้งปวงก็จะสรรเสริญว่ามีกตัญญู ข้าพเจ้าเล่าปังนี้เป็นนายบ้านอยู่ ณ เมืองไผ่ก๋วน ซึ่งไต้อ๋องทรงพระเมตตาตั้งแต่งข้าพเจ้าขึ้นเป็นฮั่นอ๋อง พระคุณหาที่สุดมิได้ สบายใจอยู่แต่ข้าพเจ้าผู้เดียว บิดามารดาบุตรภรรยายังอยู่ในเมืองไผ่ก๋วน ข้าพเจ้าขอลาไปรับมาอยู่ในเมืองหํ้าเอี๋ยงจะได้ เป็นสุขพร้อมกัน ครั้นจะให้ผู้อื่นไปรับครอบครัวเล่าก็ไม่ควร ข้าพเจ้าจะขอลาไปจะได้เซ่นอ้ฐิผู้เฒ่าต้นแซ่สักครั้งหนึ่งพอได้สนองคุณ แต่บรรดาทหารจะให้อยู่ในเมืองหํ้าเอี๋ยง ข้าพเจ้าไปก็ไม่ช้าสามเดือน จึงจะมาเฝ้าไต้อ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้แจ้งความจึงตรัสว่า ท่านจะไปเมืองไผ่ก๋วนรับบิดามารดาก็เห็นว่ากตัญญู แต่ใจของเราเห็นว่าท่านจะไม่กลับมา เพราะเราว่าไว้แต่ก่อนจะให้ไปเมืองโปต๋ง วานนี้เราจะคิดเอาท่านไว้จึงสั่งให้อยู่ในเมืองห้ำเอี๋ยง วันนี้ท่านกลับมาว่าจะลาไปบ้าน ฮั่นอ๋องจึงทูลว่า บิดามารดานั้นชราหนักอยู่แล้ว ข้าพเจ้าคิดอยู่ช้านาน แต่พระองค์ได้ครองราชสมบัติขึ้นใหม่ยังไม่อาจกราบทูล บัดนี้แต่บรรดาขุนนางทั้งปวงก็ได้กลับไปพบบิดามารดา ฮั่นอ๋องทูลพลางร้องไห้พลาง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังก็มืความอาลัย ครั้นจะห้ามไม่ให้ไปก็เป็นบิดามารดาไม่รู้ทีจะตรัส ประการใด

ขณะนั้นเตียวเหลียงเฝ้าอยู่ด้วยจึงทูลว่า พระองค์อย่าปล่อยให้ฮั่นอ๋องไปรับครอบครัว ถ้าปล่อยไปบ้านข้าพเจ้าเห็นว่าให้ไปอยู่เมืองโปต๋งดีกว่า แล้วพระองค์จึงให้คนไปรับบิดามารดาครอบครัวมาไว้เป็นจำนำ ณ เมืองหํ้าเอี๋ยง เลี้ยงบิดามารดาให้ดีดูทีฮั่นอ๋องจึงจะไม่คิดเอาใจออกห่างได้ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า เราอยู่แห่งใดจะใคร่เอาฮั่นอ๋องไว้ช่วยคิดราชการบ้านเมือง ตันแผงจึงทูลว่า ไต้อ๋องได้ตั้งให้ไผ่ก๋องเป็นฮั่นอ๋องไปกินเมืองโปต๋ง สั่งให้แจกกฎหมายไปทั่วทั้งแผ่นดิน บัดนี้ไต้อ๋องจะเอาตัวฮั่นอ๋องไว้ขุนนางจะนินทาว่ารับสั่งไม่สิทธิ์ขาด ขอให้ฟังคำเตียวเหลียงเอาไทก๋งผู้บิดามาไว้ ให้ฮั่นอ๋องไปเมืองโปต๋ง ฮั่นอ๋องทำก้มหน้าร้องไห้อยู่ไม่ใคร่จะลุกขึ้น พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงปลอบว่า เจ้าไปอยู่เมืองโปต๋งก่อนเกิด เราก็จะไปอยู่เมืองแพเสีย บิดามารดาของท่านก็เหมือนบิดามารดาเรา ซึ่งครอบครัวนั้นเราจะเลี้ยงดูให้ปกติ ต่อภายหลังจึงค่อยมารับไป ฮั่นอ๋อง คำนับแล้วลุกขึ้นทูลว่า พระคุณไต้อ๋องยิ่งนัก ข้าพเจ้าจะขอลาพระองค์ไปในวันนี้

ฝ่ายจงลิมวยได้ฟังดังนั้นลุกออกมาทูลว่า เมื่อฟัมแจ้งจะไปได้ทูลไว้อย่าให้ฮั่นอ๋องไปเมืองโปต๋ง ไต้อ๋องลืมไปแล้วหรือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า บิดาแลครอบครัวฮั่นอ๋องจะเอามาไว้ในโอวาทของเรา ซึ่งจะเชื่อคำฟัมแจ้งก็จะเสียเกียรติยศ เพราะได้แจกกฎหมายไปทุกหัวเมือง จะเอาฮั่นอ๋องไว้ไม่ชอบ

ฝ่ายฮั่นสินได้ยินฌ้อปาอ๋องตรัสว่า จะเลี้ยงไว้แต่ครอบครัว ตัวฮั่นอ๋องนั้นจะให้ไปเมืองโปต๋ง จึงพูดกับเพื่อนว่า ทหารฮั่นอ๋องล้วนอยู่เมืองตะวันออกเหมือนจะชวนให้กองทัพกลับมา นานไปเมื่อหน้าเมืองหํ้าเอี๋ยงจะไม่พ้นมือฮั่นอ๋อง เห็นฌ้อปาอ๋องหลงกลเตียวเหลียงกับตันแผง เสียดายคำฟัมแจ้งซึ่งทูลกำชับไว้จะเสียเปล่า เหมือนหนึ่งเขียนรูปขนมเปียไว้กับผนังตึกอยากจะกินก็ไม่ได้ 

ฝ่ายฮั่นอ๋องกลับมาถึงค่าย จึงสั่งให้นายทหารจัดแจงยกออกมาจากเมืองหํ้าเอี้ยงไปหัวเมืองโปต๋ง แต่บรรดาชาวเมืองแก่หนุ่มตามไปส่งฮั่นอ๋องนั้นนับด้วยหมื่นร้องไห้ทุกตัวคน มีผู้เฒ่าสิบคนเดินมาข้างหน้าร้องว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงคิดว่าไต้อ๋องจะได้ครองเมืองนี้ ไม่รู้ว่าจะไปอยู่เมืองโปต๋ง ฮั่นอ๋องได้ฟังจึงร้องว่า ค่อยอยู่ทำมาหากินอย่าวุ่นวายเลย นานไปเบื้องหนัาคงจะได้พบกัน แต่บรรดาราษฎรก็ชวนกันตามไปส่งอีก เสียวโหห้ามว่า อาญาฌ้อปาอ๋องนี้กวดขัน ถ้ารู้ว่าติดตามมา พวกท่านโทษจะมี ชาวบ้านทั้งปวงร้องไห้แล้วก็กลับคืนไป

ฝ่ายเตียวเหลียงเร่งทหารรีบไปตามริมเขาถึงทางใหญ่ เดินไปได้ทางเก้าร้อยเส้นถึงด่านอันเบงก๊วน ไปอีกสี่ร้อยห้าสิบเส้นถึงหูหังก๊วน ไปอีกสี่ร้อยห้าสิบเส้นถึงห้องเอี๋ยงกุ๋น ไปอีกสามร้อยเส้น ถึงเบหุนเจ๋ ไปอีกสามร้อยเส้นถึงโปเพก๊วน ไปทางอีกห้าร้อยเส้นถึงไตสัวก๊วน ทางหกร้อยเส้นถึงโหงเอี๋ยงเขาจั๋นโต๋ แต่บรรดานายทหารฮั่นอ๋อง เป็นชาวเมืองซัวตั๋งฝ่ายตะวันออกพูดกันว่า ทางนี้เดินยากมาถึงจั๋นโต๋มีสะพานตามเขา ถ้าข้าศึกมาคอยสะกัดตีเหมือนมัดมือไว้ ที่ไหนจะมีชีวิตกลับไปเมือง ด้วยหนทางเดินกันดารนัก เราชวนกันกลับไปรบกับฌ้อปาอ๋องสู้ตายข้างหลังจึงจะนับว่าชาย ห้วนโก้ยได้ฟังเห็นชอบจึงว่าเราก็คิดจะกลับเป็นทัพหน้าไปตีฌ้อปาอ๋อง

ฮั่นอ๋องได้ฟังห้วนโก้ยแลทหารทั้งปวงว่าจะกลับไปก็เห็นด้วย จึงว่าห้างอี๋เสียสัตย์ไม่ทำตามรับสั่ง ฟังคำฟัมแจ้งให้เรามาอยู่เมืองโปต๋งเป็นเมืองคนโทษ แล้วหนทางก็กันดารฉะนี้ ห้างอี๋ยังจะใช้ให้เจียงหำตั้งอี้สุมาหืนสามนายรักษาด่านสกัดต้นทางไว้ ถึงเราจะมาก็ต้องรบกันมาก จำเราจะกลับไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงเสียให้ได้ เสียวโหหลีเสงเตียวเหลียงได้ฟังก็ลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับฮั่นอ๋องแล้วว่า ไต้อ๋องอย่าเชื่อฟังคำทหารทั้งปวงพลอยโกรธจะเสียการใหญ่ ซึ่งจะไปอยู่เมืองโปต๋ง ถึงกันดารจริง แต่เป็นที่ชัยภูมิผู้คนมั่งคั่งบริบูรณ์ แลฝึกทหารก็เป็นที่ลับ ถึงจะยกมาตีเมืองสามจีนแลเมืองหลวงก็จะได้โดยง่าย ถ้าไต้อ๋องจะยกทัพไปผู้คนในเมืองหลวงก็ยังพร้อมอยู่ ถ้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องรู้ก็จะยก ทุ่มเทออกมา ข้าพเจ้าเห็นกำลังเรายังน้อย เหมือนหนึ่งฟองไข่กระทบภูเขา เราจะมิเสียการไปหรือ

ฮั่นอ๋องได้ฟังเห็นชอบ จึงให้ห้วนโก้ยคุมทหารรีบไปเมืองโปต๋ง ครั้นเห็นกิมบู๊เหนียแปลว่า เขาควายทองคำ ฮั่นอ๋องถามว่า ทำไมจึงชื่อกิมบู๊เหนีย หลีเสงบอกว่าแต่ก่อนหามีทางเดินไม่ เมื่อครั้งพระเจ้าฮุยอ๋องครองเมืองจี๋นตีได้ทั้งหกหัวเมือง แต่เมืองโปต๋งมิได้ไปคำนับคิดจะยกไปตี รู้ข่าวว่ามีทหารเข้มแข้งอยู่ห้าคน ทั้งหนทางก็เดินยาก จึงคิดอุบายเอาเหล็กมาหล่อเป็นรูปกระบือห้าตัวตั้งไว้ต่อแดนเมืองจี๋น แล้วให้ป่าวร้องพูดว่ากระบือห้าต้วถ่ายมูลเป็นทองวันละห้าถ้ง พระเจ้าเมืองจี๋นไปขนเอาทองมูลกระบือมาสมบัติก็บริบูรณ์ เจ้าเมืองโปต๋งรู้ข่าวจะใคร่ได้ จึงใช้ให้ทหารห้าคนไปดู ลักเอากระบือ ทหารห้าคนจึงทำทางออกมาลักกระบือไปได้ พระเจ้าฮุยอ๋องก็สมหมายได้ทางเหมือนคิดไว้ ยกกองทัพไปเมืองโปต๋งจึงได้ชื่อว่าเขากิมบู๊เหนียแต่นั้นมา เตียวเหลียงจึงลงจากหลังม้าเข้าไปคำนับฮั่นอ๋องพูดว่า ข้าพเจ้าได้พูดไว้กับห้างเป๊กตันแผงว่า จะมาส่งท่านพอสิ้นเขตแดนแล้วจะกลับไปเมืองห้ำเอี๋ยงอย่าให้เสียวาจาที่ได้พูดไว้ ฮั่นอ๋องจึงว่า แต่ข้าพเจ้าวานท่านมาช่วยคิดราชการ ครั้งนี้ท่านมีคุณถึงสองประการ ประการหนึ่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะทำอันตรายถึงชีวิตข้าพเจ้า ท่านก็ช่วยแก้ไขจึงไม่ตาย ประการหนึ่งก็ได้สั่งสอนวิชากลศึกให้ข้าพเจ้าค่อยเรืองปัญญาขึ้น ซึ่งจะกลับไปเสียนั้นแม้ทุกข์ภัยเกิดภายหน้าจะได้ผู้ใดเป็นที่ปรึกษาเล่า เตียวเหลียงจึงว่าซึ่งข้าพเจ้าจะกลับไปนั้น หมายจะคิดการใหญ่ไว้ให้ท่านถึงสามประการๆ หนึ่งจะคิดเป็นปริศนาพอให้คนเลื่องลือให้ฌ้อปาอ๋องยกไปอยู่เมืองแพเสีย ประการหนึ่งข้าพเจ้าจะไปอยู่เมืองฮั่น แล้วจะแต่งหนังสือเป็นกลอุบายไปทุกหัวเมือง ให้เอาใจออกจากฌ้อปาอ๋อง จะให้มีน้ำใจคอยท่าท่าน สุดแต่ไม่ให้ฌ้อปาอ๋องยกทัพมา ณ เมืองโปต๋งได้ ประการหนึ่งจะไปเที่ยวหาคนมีสติปัญญากล้าหาญส่งให้ท่านเป็นแม่ทัพกลับมาตีทิศตะวันออก ตัวข้าพเจ้าจะดูฤกษ์ในท้องฟ้า ถ้ารู้ว่าท่านยกมาเมื่อใดจะมาคอยอยู่ ณ เมืองห้ำเอี๋ยง ซึ่งท่านจะไปนั้นจงมีใจอดออมบำรุงทหารแลชาวเมืองให้เป็นสุข ฮั่นอ๋องจึงว่า ถ้าเหมือนคำท่านพูด ถึงจะช้าอยู่ก็ไม่สู้ลำบากใจนัก ซึ่งจะให้แม่ทัพมานั้น ถ้ามีของสำคัญมาจึงจะเอาเป็นแน่ได้ เตียวเหลียงจึงว่า ถ้าจัดแม่ทัพได้จะให้หนังสือลายมือแลความลับของข้าพเจ้ามาเป็นสำคัญ ถ้าผู้นั้นมาถึงแล้วท่านจงต้อนรับอย่าให้คืนไปได้ ฮั่นอ๋องยุดมือเตียวเหลียงไว้แล้วว่า ท่านไปพบบิดาข้าพเจ้า จงบอกว่าข้าพเจ้าคำนับมาถึงด้วย บัดนี้ฌ้อปาอ๋องให้ไปครองเมืองโปต๋งข้าพเจ้าจะไม่ไปก็กลัวอาญาฌ้อปาอ๋อง ขอให้บิดามารดาจงระวังตัวรักษาญาติพี่น้องไว้ท่ากว่าข้าพเจ้าจะกลับมา ใช่ข้าพเจ้าจะไม่คิดถึงพระคุณนั้นหามิได้ แต่ลาฌ้อปาอ๋องว่าจะไปคำนับบิดามารดา แลเซ่นปู่ย่าตายายซึ่งร่วมแซ่แต่โบราณมา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ไม่ให้ไปจำใจจากบิดา เหตุการณ์ทั้งนี้ก็ทราบอยู่คับใจท่าน จงช่วยบอกให้สิ้นความด้วย ว่าแล้วก็ร้องไห้ เตียวเหลียงก็คำนับลาฮั่นอ๋องออกมาหาเสียวโหบอกว่า จะลาไปเที่ยวหาคนดีส่งไปให้ ท่านช่วยทำนุบำรุงทูลฮั่นอ๋องให้ตั้งเป็นแม่ทัพ กับจะเผาสะพานจั๋นโต๋ ล้มไม้ทับทางเสีย ไม่ให้คนทั้งปวงสงสัยว่าทัพฮั่นอ๋องจะกลับมาตีเมืองห้ำเอี๋ยง ท่านจะไปด้วยฮั่นอ๋อง จงมีเมตตาแก่ทหารแลไพร่บ้านพลเมืองให้ได้ความสุข ถ้าเราได้ผู้ใดควรจะเป็นแม่ทัพจะให้ผู้นั้นถือหนังสือลับไปถึงท่าน เสียวโหจึงว่า ธรรมดาคนดีจะมาอยู่จำจะช่วยทำนุบำรุง ถ้าผู้ใดไม่เกื้อหนุน เหมือนไม่รักษาแผ่นดิน ข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย ฮั่นอ๋องจึงสั่งให้ห้วนโก้ยเร่งยกกองทัพไป

ฝ่ายเตียวเหลียงกับบ่าวเจ็ดคน ครั้นยกกองทัพข้ามสะพานไปแล้วก็เอาไฟเผาสะพานแลป่า ไฟไหม้ตามทางถึงสามพันเส้น ไม้ล้มทับทาง แม้นคนแลม้าจะเดินก็แสนยาก เตียวเหลียงก็รีบกลับมา พวกทหารในกองทัพฮั่นอ๋องเห็นควันเพลิงพลุ่งขึ้นบนอากาศก็ชวนกันร้องด่าผู้จุดไฟอื้ออึงขึ้นว่า ไฟไหม้ต้นทางข้างหลังเรากลับไปเมืองตะวันออกยากนัก เห็นจะทนลำบากอยู่ในเมืองโปต๋ง ฮั่นอ๋องได้ยินทหารร้องอื้ออึงจึงว่า เตียวเหลียงมาทำดังนี้เหมือนหนึ่งจะแกล้งไม่ให้เรากลับไปจึงเผาสะพานจั๋นโต๋เสีย เสียวโหได้ฟังเดินเข้ามาใกล้กระซิบบอกฮั่นอ๋องว่า เตียวเหลียงสั่งข้าพเจ้าไว้ว่า ทำการทั้งนี้ จะมีประโยชน์สี่อย่างๆ หนึ่งฌ้อปาอ๋องได้ยินข่าวว่าสะพานจั๋นโต๋ไหม้เสียแล้ว จะได้สำคัญว่าเราไม่กลับมาทิศตะวันออก ฌ้อปาอ๋องจะไม่คิดมาทางทิศตะวันตก อนึ่งเมืองสามจีนอ๋องจะได้ไว้ใจไม่ระวังด่าน ประการหนึ่งคนซึ่งมาในกองทัพมิได้คิดคืนไปทิศตะวันออกจะได้อยู่เป็นเพื่อนท่าน ประการหนึ่งหัวเมืองทั้งปวงมิได้คิดจะมาทำอันตรายแก่เมืองโปต๋ง 

ฮั่นอ๋องได้ฟังยินดีนัก จึงว่าถ้าท่านไม่บอกเราก็จะคิดโกรธเตียวเหลียงอยู่ แล้วให้รีบเดินทัพเข้าไปใกล้เมืองโปต๋ง ดูเขตแดนก็กว้างใหญ่ ท่าทางจะเข้าออกก็กวดขันชอบกลนัก ควรเราจะอยู่รวบรวมทหาร ครั้นถึงเมืองโปต๋งพอเป็นวันฤกษ์ดี ฮั่นอ๋องออกนั่งที่เจ้าเมืองขุนนางเฝ้าพร้อม จึงสั่งให้เสียวโหเป็นเสียงก๊กผู้สำเร็จราชการ ห้วนโก้ยเป็นปูเหียงเหา แฮเฮาหยินเป็นเท่งก๋ง ให้สืบดูคนซึ่งมีสติปัญญาซื่อตรงจะหาเป็นขุนนางโดยตำแหน่ง ถ้ารู้วิชาทั้งสิบสามประการจะให้เป็นแม่ทัพสู้ศึกฌ้อปาอ๋อง โจฉำ จิวพุน อ๋องหลิน กวนหยิน ให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสี่คน บรรดานายทหารแต่งตั้งขึ้นพระราชทานรางวัลตามยศฐาศักดิ์แล้วเสด็จสู่ที่ข้างใน

ฝ่ายแฮเฮาหยินซึ่งเป็นเท่งก๋งมาบ้าน ก็จารึกอักษรปิดไว้ที่ประตูว่า ถ้าผู้ใดจะสมัครเข้ามาทำราชการ แม้นรู้สันทัดแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งในสิบสามข้อ จึงกราบทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ชุบเลี้ยงตามสมควร ถ้ามีสติปัญญาเชี่ยวชาญว่าถูกทั้งสิบสามประการจะให้เป็นแม่ทัพ ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าฮั่นอ๋องครองเมืองโปต๋งปลงพระทัยบำรุงราษฎรทรงสัตย์ธรรมสั่งให้แจกกฎหมายต่อครบสามปีจึงค่อยเรียกส่วยสาอากร ฝนตกตามฤดู ราษฎรทำไร่นาได้ผลเป็นสุขมิได้มีใจฉกชิงฉ้อกระบัดทัน แต่สิ่งของตกอยู่กลางทางไม่มีผู้ใดหยิบต้อง เวลากลางคืนก็มิได้ปิดประตู เดินตามถนนก็หลีกกันแต่ไกล มิได้วิวาททัน เพราะบุญพระเจ้าฮั่นอ๋องๆ จึงสั่งให้จัดแจงอาหารขึ้นไว้ ณ ฉางเต็มบริบูรณ์

ฝ่ายเจ๋อ๋อง เตียวอ๋อง เอียนอ๋อง งุยอ๋อง รู้ในหนังสือว่า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องให้หาต่างคนต่างมาคำนับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ณ เมืองหํ้าเอี๋ยง แต่หันอ๋องมาช้ากว่าหัวเมืองทั้งปวงนั้น พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเอาโทษว่าส่งเตียวเหลียงไปอยู่กับไผ่ก๋อง จึงให้ฆ่ากีเสงเจ้าเมืองหันเสียให้เจ้าเมืองใหญ่ขึ้นไปรักษาบ้านเมือง

ฝ่ายฮั่นสินคิดว่า เรามาอยู่กับฌ้อปาอ๋องควรที่จะมีกตัญญูรู้สิ่งใดจำจะทูลให้ทราบ คิดแล้ว จึงทำเรื่องราวมายื่นแก่ห้างเป๊กผู้เป็นที่จงจูเหลง ห้างเป๊กก็คัดแต่ข้อความเขียนลงในกระดาษไปถวายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องๆ ทรงพระโกรธฉีกหนังสือลงไว้แล้วว่า มันเป็นแต่คนถือทวนหากลัวไม่ บังอาจมาว่ากล่าวสั่งสอนดังนี้ สั่งให้เอาตัวฮั่นสินไปฆ่าเสีย ห้างเป๊กทูลว่า ฮั่นสินเป็นคนกตัญญูรู้ความสิ่งใดก็กราบทูล ซึ่งพระองค์สั่งให้ฆ่าเสียนั้นขอประทานชีวิตเสียครั้งหนึ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังจึงสั่งให้งดโทษไว้ ฮั่นสินน้อยใจนัก กลับมาบ้านคิดว่าเสียแรงเรามีกตัญญูรู้สิ่งใดก็เตือนสติ กลับพาลเอาผิดจะฆ่าเสียอีกเล่า จะอยู่ไปด้วยฌ้อปาอ๋องเห็นไม่พ้นความตาย

ฝ่ายห้างเป๊กเมื่อออกจากเฝ้ากลับมาบ้าน คิดถึงเตียวเหลียงว่าไปส่งฮั่นอ๋องนั้นเป็นทางกันดาร จึงใช้ให้คนสนิทไปคอยรับ แต่แกล้งให้บอกว่า ฟัมแจ้งให้มาหาจะดูใจเตียวเหลียงด้วย คนสนิทคำนับลาไปคอยอยู่นอกด่าน

ฝ่ายเตียวเหลียงครั้นเผาสะพานจั๋นโต๋แลป่าแล้ว ก็รีบมาใกล้ด่านอันเบงก๊วนเกือบจะถึงบ้านโปเต้พบคนขวางทางอยู่ ไม่แจ้งว่าห้างเป๊กให้มารับก็ขับม้าเข้าไป คนใช้ห้างเป๊กแกล้งร้องว่าเตียวเหลียงท่านจะหนีไปข้างไหน ฟัมแจ้งให้มาคอยท่าหาตัวท่าน เตียวเหลียงได้ฟังก็ตกใจขยับจะลงจากม้า คนใช้จึงบอกว่า ห้างเป๊กนายข้าพเจ้าเห็นว่าทางกันดารจึงให้มาคอยรับ เตียวเหลียงมีความยินดีจึงว่า เราขอบคุณนายท่านหาที่สุดไม่ ควรจะเป็นเพื่อนรักกันได้ เตียวเหลียงกับคนใช้ก็พากันมาถึงเมืองห้ำเอี๋ยง เข้าไปหาห้างเป๊ก ห้างเป๊กเชิญให้นั่งที่สมควร เตียวเหลียงจึงว่าข้าพเจ้าตาม ไปส่งฮั่นอ๋องทางเมืองโปต๋งครั้งนี้ ท่านวิตกถึงใช้ให้คนตามไปรับขอบคุณยิ่งนัก ทั้งสองต่างคนก็ยินดีพูดจาปราศรัยกัน ครั้นเวลาบ่ายเตียวเหลียงลาออกมานอกบ้าน ก็เปลี่ยนเสื้อกางเกงใส่ใหม่ หวังจะให้ชาวเมืองห้ำเอี๋ยงแปลก แล้วเที่ยวไปจะใคร่ถามถึงกีเสงซึ่งเป็นหันอ๋อง พอพบชายผู้หนึ่งเดินมา เตียวเหลียงถามว่า ท่านรู้ข่าวกีเสงซึ่งเป็นหันอ๋องได้เข้ามาหาฌ้อปาอ๋องบ้างหรือไม่ ชายผู้นั้นบอกว่า หันอ๋องได้เข้ามาหาฌ้อปาอ๋องๆ โกรธว่ามาช้า กับแคลงด้วยเตียวเหลียงตามฮั่นอ๋องไป จึงให้ฆ่าหันอ๋องเสีย พึ่งเอาศพไปเมืองหันได้สองวันแล้ว เตียวเหลียงครั้นได้แจ้งก็ตกใจ กลับมาบ้านห้างเป๊ก แต่ในเวลากลางคืนวันนัน ร้องไห้ร่ำไรถึงหันอ๋องจนรุ่งสว่าง ครั้นเวลาเช้าเตียวเหลียงจึงไปหาห้างเป๊กพูดว่า ข้าพเจ้าจะขอลาไปเมืองหัน ห้างเป๊กว่า ตัวท่านมาถึงเราได้สองวัน จะกลับไปเมืองหันเสียนั้นด้วยเหตุประการใด เตียวเหลียงจึงบอกว่า ไปเที่ยวสืบข่าวว่า ฌ้อปาอ๋องแคลงข้าพเจ้าด้วย ตามไผ่ก๋องไปเมืองโปต๋งฆ่าหันอ๋องเสีย ความทุกข์ข้าพเจ้าครั้งนี้เหมือนหนึ่งจะตายตามหันอ๋องได้ จะขอลาท่านไปแทนคุณฝังศพหันอ๋องด้วย แลครอบครัวข้าพเจ้ายังระหกระเหินอยู่ จะรวบรวมไว้ให้เป็นปกติก่อนในเดือนนี้จะกลับมาหาท่าน ห้างเป๊กจึงว่า เรามีความรักจึงให้ไปรับท่าน แม้นจะอยู่ช้ามิได้ ถึงท่านจะรีบไปจงเร่งกลับมา เตียวเหลียงจึงว่า ถ้าท่านหน่วงข้าพเจ้าไว้เหมือนเติมทุกข์ให้ทุกวัน แม้นไปสิ้นธุระจะกลับมาหาท่านอย่าวิตกเลย ห้างเป๊กเห็นเตียวเหลียงร้อนรนอยู่ไม่อาจที่จะห้าม จึงให้ผ้ากับเงินไปกินกลางทาง แล้วว่าในเดือนนี้เราจะให้คนไปคอยรับท่าน จงกลับมาให้ทันกำหนด อย่าให้ผิดซึ่งพูดกัน เตียวเหลียงว่า ถ้าท่านจะใช้คนให้ไปรับให้เอาคนที่สนิทสักสี่คน อย่าให้ผู้ใดรู้ เตียวเหลียงคำนับลาแล้วก็รีบไป ครั้นถึงเมืองหันจึงแต่งเครื่องคำนับเซ่นศพหันอ๋องแล้วก็ร้องไห้ กลิ้งเกลือกไปว่าท่านให้ข้าพเจ้าไปกับไผ่ก๋องฌ้อปาอ๋องคิดแคลงจึงฆ่าท่านเสีย ท่านมาตายเพราะข้าพเจ้าครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะคิดฆ่าฌ้อปาอ๋องให้จงได้ บรรดาบุตรหันอ๋องจึงพูดกับเตียวเหลียงว่าท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย ที่ไหนหันอ๋องจะกลับคืนเป็นมาได้ ถ้าท่านรักบิดาเราโดยแท้จงคิดจัดแจงไปฝังศพเสียก่อน เตียวเหลียงจึงปรึกษาพร้อมกัน เชิญศพหันอ๋องไปฝังไว้ ณ ที่อันสมควรตามธรรมเนียมแล้วกลับมาบ้าน เตียวเหลียงจัดแจงครอบครัวรวบรวมให้อยู่เป็นปกติ จึงเรียกคนสนิทรีบออกจากเมืองหันไปทางเมืองหํ้าเอี๋ยง

ฝ่ายห้างเป๊กครั้นเตียวเหลียงไปครึ่งเดือนแล้ว จึงจัดคนสนิทสี่คนตามไปรับเตียวเหลียงๆ มาถึงกลางทางพบคนสนิทก็พากันไปถึงบ้านห้างเป๊กๆ เห็นเตียวเหลียงเดินมาก็ดีใจ ออกไปต้อนรับ เข้ามานั่งแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะใคร่ทูลฌ้อปาอ๋องให้ตั้งท่านเป็นขุนนาง เตียวเหลียงว่า นายเก่าก็ตายไปแล้ว ทั้งตัวก็เกิดโรคภัยต่างๆ หาสบายไม่ ทุกวันนี้ไม่รักเป็นขุนนางจะเอาเยี่ยงอย่างโลจู๊กับเทียนเป๊ก อันเป็นคนสนิทซึ่งมีวิชาเที่ยวอยู่แต่ที่สงัด มิดังนั้นดุจหนึ่งเป๋กจีกับซัดเจ๊พี่น้องสองคนเป็นขุนนางในเตียวอ๋องๆ มิได้อยู่ในยุติธรรม ทูลติวอ๋องก็มิฟังจึงหนีไปอยู่เขาหลิวเอียง แลใจข้าพเจ้ารักจะไปอยู่ป่าที่สบายสืบหาคนมีวิชาพอได้เล่าเรียนหาความสุขเห็นโรคจะค่อยบรรเทา ไม่มีที่เจ็บแค้น จะได้ชมภูเขาแลป่าไม้เล่นให้สบาย ห้างเป๊กได้ฟังจึงว่า ท่านได้มาถึงเราแล้วจงอยู่ให้สบายก่อนจึงค่อยไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ