๙ นิทานเรื่องโอรสพระเจ้าอุพัทธราชาธิราช

ในอดีตกาลก่อน สมเด็จพระบรมขัติยวงศ์ผู้ทรงนามอุพัทธราชาธิราช ได้ผ่านแสนสุริยสมบัติณกรุงอุตรมหานคร มีพระหน่อท้าวเธอ ๒ พระองค์ ท้าวเธอสั่งให้โหราพยากรณ์ทายพระชัณษาบวรลักษณะแห่งพระเจ้าปิยโอรสนั้น โหรก็ทำนายถวายพยากรณ์ว่า พระหน่อบวรเชษฐาธิราชพระองค์นี้ จะได้ไปรับราชาภิเษกณกรุงตักกะสิลามหานคร ส่วนพระเจ้าหน่อบวรราชกุมารนั้น ครั้นทรงพระวัฒนาการเจริญพระชัณษาได้ ๑๖ พรรษา พระชนกบิตุเรศจึงมีพระโองการโอภาษว่า “ตาต ปิยปุตฺต” เจ้าพ่อเอ๋ย โหรทำนายว่าเจ้านี้จะต้องนิราสจรจากบิดรมารดาไปไกล จะได้ราชาภิเษกณกรุงตักกะสิลามหานครโพ้น แม้นในพระไทยราชกุมารก็อาสริงลาฐปราถนาจะใคร่ไป ครั้นได้โอกาศพระราชบิดาตรัสดังนั้น ก็กราบทูลพระราชบิดามารดา ๆ ก็ทรงอนุญาต แล้วประทานเบ็ญจราชกกุธภัณฑ์ สำหรับพระบวรกษัตริย์แก่พระราชกุมาร

“จตุราภิปาลภาตา” ฝ่ายพี่เลี้ยงทั้ง ๔ มีเสนหาอันยิ่ง จะโดยเสด็จพระราชกุมาร ๆ ตรัสห้าม พี่เลี้ยงก็วิงวอนจะโดยเสด็จ พระราชกุมารจึงเอาถ้อยย้ำคำมั่นว่า ถ้าจะอยู่ในคำสอนของเรา อดใจได้อย่ากำหนัดในรูปเสียงกลิ่นรสทั้ง ๔ สถานนี้ ก็จงไปด้วยข้าพเจ้าเถิด พี่เลี้ยงทั้ง ๔ ทูลว่า จะขอรับประพฤติโดยอนุศาสน์คำสั่งของพระองค์แล้วจะโดยเสด็จพระราชดำเนิรไปนถึงกรุงตักกะสิลาด้วย พระราชกุมารกับพี่เลี้ยง ออกจากพระนครสัญจรถึงราวไพร นางยักษินีในราวอรัญนั้นก็ไปสกัดหน้านิรมิตตนเปนเยาวสัตรี ดรุณีรูปบวรโฉมเฉลิมสกลนารี อุดมด้วยรังสี สุนทรอลงกฎรัดสายสอิ้งองค์อ้อนแอ้น ออกมาสถิตณแถวทางที่ชนทั้ง ๕ ลีลาไปนั้น พระราชกุมารเห็นก็ตักเตือนพี่เลี้ยงทั้ง ๔ ว่า เราทั้งหลายอย่ามีอาสริงสาฐปราถนา สมาคมด้วยพาลสัตรีนิรมิตมาล่อลวงนี้เลย พี่เลี้ยงผู้ ๑ มีกิเลศหนักในรูป ครั้นได้เห็นนางก็เถิดโมหันธการมืดมนธ์ด้วยราคะกิเลศ ลืมคำพระอนุศาสน์สนองสั่งสอนแห่งพระราชกุมารเสียสิ้น ก็ผินผันหน้าเจรจาพาทีด้วยนางยักษินี ๆ ก็วาทีประโลมลวงให้หลงละเลิงแล้วเอาเปนภักษาหาร ส่วนชนทั้งนั้นยังคงเปน ๔ ด้วยกัน พระราชกุมารก็กล่าวเกลี้ยงสั่งสอนกันไปโดยมรรควิถีนั้น นางยักษินีจึงไปนิรมิตศาลา ๑ ไว้ภายหน้า พร้อมด้วยเครื่องดนตรีนางขับรำบำเรอรงมอยู่ ครั้นพระราชกุมารเสด็จไปถึงนางยักษินีก็เชิญชวนให้หยุดพักฟังสำเนียงขับประโคม พระราชกุมารทราบเปนกลนางยักษินี ก็มิได้เอื้อเฟื้อเสด็จล่วงเลยไป พี่เลี้ยงคน ๑ มีกิเลศหนักในสัททารมณ์ หลบลี้หนีกลับมาหานางยักษินี ๆ ก็ประโลมล่อไว้ให้ลุ่มหลง แล้วก็เอาเปนภักษาหาร แล้วก็รีบไปนิรมิตศาลาไว้ข้างหน้าอิก จำแลงรูปเปนเยาวนารีศรีเสาวภาคย์ ปรุงกระแจะจวงจันทน์เครื่องสุคนธ์ หอมตระหลบฟุ้งขจรดังกลิ่นทิพย์สุคนธ์อาจจะจับใจ ฝ่ายพระกุมารกับพี่เลี้ยงทั้ง ๒ ที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็พากันจรมาถึงศาลาเครื่องสุคนธ์ของนางยักษินีนั้น พี่เลี้ยงผู้ ๑ มีกิเลศหนักในคันธารมณ์ ครั้นได้กลิ่นเสาวคนธ์ฟุ้งตระหลบอบอวน ก็คลุ้มเคลิ้มละเลิงหลงด้วยสุคนธากลิ่นขจรจับหฤทัย จึงหลีกหลบพระราชกุมารเข้าไปสู่สถานแห่งนางยักษินี ๆ ก็ประโลมล่อลวงไว้ เลปนาการชโลมกายด้วยสุคนธรสแล้วก็จับไปพลีกรรมเสีย

ฝ่ายพระราชกุมารกับพี่เลี้ยงผู้ ๑ ก็บทจรไปตามมรรคประเทศนั้นจำนรรจาว่าบุทคลผู้มาละลืมอนุศาสน์ทั้งสอนเสียไซร้ ย่อมจะถึงแก่ภัยมรณะเปนแท้

พี่เลี้ยงทูลว่า โปรดโอภาษประการใด ข้าบาทจะขอประพฤติตามยุบลคดีโดยแท้

ฝ่ายนางยักษินีก็หลีกล่วงไปข้างหน้า นิรมิตเปนทานศาลาลาดบรรจฐรณ์สอาดเอี่ยม และมีภาชนะทองรองโภชนาหารอันประเสริฐประณีตบรรจง ประดิษฐานไว้ริมทางที่พระราชกุมารกับพี่เลี้ยงไปนั้น พี่เลี้ยงครั้นแลเห็นก็เคลิบเคลิ้มสมปฤดี สำคัญว่าท่านแต่งไว้เปนทานก็หลีกหนีพระราชกุมารแวะเข้ากระทำปริภุญชกิจกินอาหารณศาลานั้น นางยักษินีก็ล่อลวงพี่เลี้ยงไปทำพลีกรรมเสียในกาลนั้น ยังแต่พระราชกุมารองค์เดียว ดูวิเวกเวทนาเสด็จโดยมรรคานั้น นางยักษินีก็นิรมิตอาตมาเปนดรุณสัตรีสาวน้อยพรหมจาริณี รูปทรงองค์เอวอ้อนแอ้นอย่างสุพรรณกัทลี อันมีในจิตรลัดาวันอุทยาน มานั่งประนมน้อมคอยรับพระราชกุมารอยู่ข้างหน้า ครั้นพระราชกุมารมาถึงจึงทักถามว่า “สามิ” ข้าแต่เจ้า ข้ามาคอยท่าท่านอยู่ณที่นี้นานแล้ว ตั้งจิตหวังประดิพัทธในทางเสนหา เชิญเจ้ายับยั้งหยุดที่นี่ก่อนเถิด พระราชกุมารเห็นอาการกลมายา แจ้งว่านางนี้เปนยักษินี ก็มิได้จำนรรจาตอบถ้อย เดิรแวะหลีกไป นางยักษินีก็ย่างเหยาะไปยุดมือไว้ว่า รูปแห่งข้าก็อย่างนี้แลขจรด้วยจุณจันทน์กระแจะเจิมน้ำมันสุคนธ์ขจรจับจิตต์ มิคู่ควรจะพิสมัยฤๅ เชิญเจ้ายับยั้งหยุดก่อน มาสมัคสโมสรสังวาสด้วยข้าบาทบริจานี้เถิด พระราชกุมารเธอก็สลัดพระหัดถ์ออกแล้วก็หลีกเล็ดลอดไป ว่ากลเล่ห์ลวงของท่านเรารู้ประจักษ์แล้ว นางยักษินีเห็นว่าพระราชกุมารมิได้ไยดี จึงนิรมิตเพศเปนสัตรีอุ้มทารกอันอ่อน แล่นตามพลางทางเรียกว่า เจ้าจงช่วยอุ้มบุตรไปด้วย พระราชกุมารเธอก็ไม่เอื้อเฟื้อ นางอุ้มทารกมาสกัดอยู่ เรียกว่าเจ้าจงช่วยอุ้มบุตรไปด้วย ต่อไปเบื้องหน้าถ้าเจ้ามิรักข้าไซร้ก็ตามอัชฌาสัย จงบ่ายเบือนมาเอ็นดูแก่บุตรอันน้อยนี้เถิด เธอจึงกล่าวว่า เราแจ้งแล้วว่าท่านนี้เปนยักษินี ท่านแกล้งกลับกลเพทุบายมา เหม็นสาบสางทรากกเฬวระตระหลบบอกว่าเราอบสุคนธรส นางยักษินีถอยถดจำแลงใหม่ ให้อาตมะเปนสาวน้อยทรงรูปแฉล้มแก้มก็ผ่อง ปรางทองก็บมิเทียมทัน เล่ห์อย่างนางเทพอับสรสาวสวรรค์ เดิรติดต้อยตามไป

ครั้นถึงตักกะสิลานคร พระราชกุมารก็ยับยั้งหยุดณศาลาภายนอกแทบประตูพระนคร นางยักษินีก็ขึ้นไปนั่งด้วย ใกล้พระราชกุมารนั้น

ฝ่ายฝูงชนานิกรเดิรไปมาแล้วหยุดพักณศาลานั้น ครั้นเห็นนางยักษินีก็คิดว่า นางภรรยาพระราชกุมารนั้น รูปงามอย่างเอกกว่าองค์พระอรรคมเหษีพระเจ้าตักกะสิลา นางยักษินีก็ขยับเข้ามานั่งเคียงพระราชกุมาร ๆ ก็ว่า อียักษินี อย่าเข้ามานั่งใกล้เรา เธอก็ลุกหลีกไปนั่งเสียห่างไกล นางยักษินีจึงว่าพ่อเอ๋ย ยามชิงชังช่างกระไรด่าได้ว่าอียักษินีเจียวหนอ พระราชกุมารก็ลุกประลาตหนีไปจากที่ศาลานั้นกิติศัพท์ก็ฦๅขจรไปทั่วจบพระนคร จนทราบถึงพระกรรณพระเจ้าตักกะสิลาว่า นาง ๑ มาสถิตอยู่ณศาลา โสภารูปบวรลักษณะครบครัน พระมหากษัตริย์จึงตรัสสั่งอำมาตย์ให้ออกไปถามว่า นางมีสวามีฤๅหามิได้ นางแจ้งความว่าหามิได้ ท้าวเธอก็ให้รับนางเข้าไป อภิเษกไว้เปนอรรคมเหษี เปนใหญ่กว่านารีสนม ๑๖๐๐๐ แลนางนั้นเปนที่เสนหายิ่งนัก

อยู่มาวัน ๑ นางยักษินีทูลว่า ถ้าทรงพระเสนหาข้าบาทบริจาจริงไซร้ พระองค์จงเวนคนทั้งแผ่นดินนี้ให้อยู่ในอาชญาสิทธิ์แก่ข้าบาทบริจานี้เถิด ท้าวเธอตรัสว่าไม่ได้ เมื่อใดไพร่ฟ้ากระทำล่วงอาชญาจารีตกษัตริย์จึงจะว่าได้ นางทูลว่าผิดังนั้นข้าพระองค์จะขอแต่แว่นแคว้นในพระราชวังนี้เถิด ท้าวเธอรับว่าได้ เธอจึงสั่งขุนเมืองให้พระสนมสุรางค์นาง แลพฤฒิสัตรีนารีทั้งหลายมาเฝ้านางยักษินีนั้นทุกวัน อยู่มาณเวลาราตรีกลางคืนวัน ๑ นางยักษินีก็ออกไปชวนชักยักษ์ฝูงญาติกามากินพระมหากษัตริย์ กับแสนสาวสนมกรมนารี แลเหล่านิกรกำนัลอยู่ในพระราชวังนั้นเสียสิ้นแล้ว ก็ประลาตหนีไปในกาลนั้น

ครั้นอรุณรุ่งเช้าแสนเสนามหามนตรีเข้าเฝ้า ก็เห็นหลากด้วยดาลยังมิได้ไขแลเงียบสงัดอยู่ จึงไขเข้าไปดูมิได้เห็นพระมหากษัตรย์ แลแสนสนมกำนัลใน เห็นแต่อัฐิเกลื่อนเรี่ยรายอยู่ แลโลหิตตกติดพื้นแลฝากระจัดกระจายอยู่ มิได้รู้เหตุก็เอิกเกริกเปนโกลาหลทั้งพระนคร

พระราชกุมารเห็นเอิกเกริก จึงถามชนทั้งหลาย ๆ ก็แจ้งเหตุว่ามิได้เห็นพระมหากษัตริย์แลแสนสนมสกลกำนัล เห็นแต่โลหิตตกติดพื้นพรรณอัฐิเกลื่อนเรี่ยรายอยู่ พระราชกุมารจึงแจ้งอรรถว่า นางยักษินีอยู่ป่าสาระภีโพ้น มันลวงล่อพี่เลี้ยงเรา ๔ คนให้ละเลิงหลงอยู่ด้วยมัน มันก็กินเปนอาหารแล้ว ๆ จำแลงกายเปนดรุณกุมารีควรจะพึงใจ ติดตามอาตมะนี้มาอยู่ณศาลานอกพระนคร พระมหากษัตริย์มิได้แจ้งว่าเปนยักษินี แลให้มารับไปเปนมเหษี มันก็กินเสียเปนอาหาร มหาชนชาวพระนครได้ฟังจึงไปแจ้งความนั้นแก่เสนามหามนตรีว่า กุมารหนุ่มน้อยผู้หนึ่งรูปสัณฐานสอาดสำอางผิวพรรณน่าพึงใจ แจ้งว่ายักษินีนั้นตามมานั่งอยู่ณศาลานอกประตูพระนครวานนี้ มันมากินพระมหากษัตริย์ทั้งแสนสนมกำนัลจนสิ้น เสนามหามนตรีครั้นฟังเหตุนั้น จึงให้หาพระราชกุมารนั้นมาถามว่า เจ้ากูนี้มาแต่ประเทศที่ใดเปนบุตรตระกูลใด มาด้วยเหตุอันใดจึงรู้จักแจ้งว่านางนั้นเปนยักษินี พระราชกุมารจึงแจ้งว่า อาตมะเปนโอรสพระเจ้าอุพัทธราชาธิราช พระองค์ครอบครอบสุริยสมบัติณกรุงอุตรมหานคร โหราถวายพยากรณ์ว่าอาตมะนี้จะได้ราชาภิเษกณกรุงตักกะสิลานี้ ด้วยเหตุนี้อาตมะจึงมากับอภิบาลภาตาพี่เลี้ยงทั้ง ๔ คน ครั้นถึงณป่าสาระภีโพ้น นางยักษินีจำแลเพศเปนสัตรีรูปโสภา มาประโลมลวงพี่เลี้ยงข้าพเจ้าไว้เปนอาหารสิ้นทั้ง ๔ คน แล้วเดิรตามข้าพเจ้ามาอยู่ณศาลานอกพระนคร พระมหากษัตริย์จึงได้ให้ไปรับมาเปนมเหษี กลดังนี้มันจึงกินเสียสิ้นทั้งพระราชวัง พระราชกุมารเล่าความตามมีมาแต่หลังฉนี้

มนตรีแลเสนาได้ฟังจึงให้โหรมาทำนาย โหรทั้งหลายคำนวณในพระชัณษาพระราชกุมาร แลเกณฑ์ชะตาพระนคร จึงทำนายว่าชะตาเมืองนี้ตกต้องที่จะขาดวงศ์กษัตริย์ จำต้องผลัดพระวงศ์ใหม่ อนึ่งพระชัณษาพระราชกุมารนี้ก็ต้องที่ได้เปนกษัตริย์ต่างพระนครจริง มหาเสนาธิบดีจึงให้ขนอัฐิทรากศพ แลชำระโลหิตในพระราชวัง ถึงสัตตะวาร ๗ วันจึงหมด แลพราหมณ์พฤฒาจารย์ ให้ตั้งพิธีการชำระพระราชมณเฑียรให้บริสุทธิ์ แล้วก็ให้อภิเษกพระราชกุมาร ให้ผ่านพิภพตักกะสิลามหานครในกาลนั้น

นางตันไตรยเล่านิยายดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า เจ้ากู สมณะพราหมณ์ นักสิทธิ์ ฤษี มุนี พระมหาขัติยท้าวพระยา เสนาเสนี กฎุมพี เศรษฐี วาณิช ชาวครัว ผู้ใด ๆ ก็ดี แลกำหนัดยิ่งนักในธรรม ๔ ประการ คือรูปเสียงกลิ่นรสไซร้ ผู้นั้นก็จะถึงแก่ภัยพินาศแน่ แลอย่างอภิบาลภาตาพี่เลี้ยงทั้ง ๔ แท้จริง แลวุฒินารีนักพฤฒิสัตรีขัติยปริพารทั้งปวง ได้ฟังนิยายนั้นก็สรรเสริญสาธุการ นางตันไตรยว่าเจ้าช่างเล่าไพเราะนักหนา นางจึงว่า “เสฺว” วันพรุ่งนี้ถ้าข้าได้มาเฝ้าฝ่าพระบาทจะเล่าให้ไพเราะยิ่งกว่านี้ขึ้นไป

ส่วนสมเด็จพระเจ้าไอสุริยพาหราช เธอทรงฟังนิทานมิได้หลับลืมพระเนตรนิงฟังนิยายอยู่ ครั้นอรุณรุ่งเช้าเวลาสาย ตรัสสั่งให้หาวิจิตรวิจารณามหามนตรีว่า วันนี้ส่งแต่นางผู้นี้เข้ามาเถิด ครั้นถึงเวลากาลวิวาหมงคล วิจิตรวิจารณามหามนตรี จึงแต่งประดับนางตันไตรยบุตรีนั้นด้วยอลังการาภรณ์เนาวรัตนนำมาถวาย พระมหากษัตริย์ก็สรงเสร็จแล้ว นางตันไตรยเฝ้าฝ่าพระบาท อยู่ด้วยหมู่มนตรีศรีราชกัลยาทั้งปวง แลหมู่นารีศรีราชกัลยาทั้งปวงก็เตือนว่า แม่ตันไตรยเชิญมาเล่านิยายเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอฟังไว้หวังประโยชน์เมื่อภายหน้า นางตันไตรยจึงเล่าบุรพนิยายดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ