๑๗ นิทานเรื่องสุบินกุมาร

ว่าบุรพกาลก่อน สมเด็จพระเจ้าพิษณุภูมีบรมบพิตร เธอผ่านสุริยศฤงคารมไหศวริยสมบัติณกรุงโกสามพีนคร มีพระอรรคมเหษีและแสนสนม อิกเสวกามาตย์ พลรถหัสดีอัศดรพาชีแลหมู่หมื่นทหารแกล้วกล้ากลาดห้อมล้อมรักษาพระองค์ อิกเศรษฐีคฤหบดีมากมายมั่งคั่งด้วยไพร่พลพหลกามาตย์ และพระมหากษัตริย์เจ้านั้น ย่อมนิมนต์พระมหามงคลเถรเจ้า เข้ามาฉันจันหันในพระราชวังอยู่มิได้ขาด และทัณฑเศรษฐีผู้ ๑ มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ และเศรษฐีภรรยานั้นนามชื่อปัตนีเทวี ประสูติบุตรผู้ ๑ และบุตรนั้นพ้นจากมาตุคัพโภทรได้วัน ๑ ไซร้ปริภุญชาหารสิ้นทนาน ๑ และบุตรปริภุญชาทวีขึ้นไปวันละทนาน ๆ จน ๑๕ วันปริโภคสิ้น ๑๕ ทนาน ทัณฑเศรษฐีจึงกล่าวแก่นางปัตนีเทวีผู้ภรรยาว่า บุตรของเราปริภุญชาหารผิดปลาดกว่าชนทั้งหลาย ตูนี้อัศจรรย์ใจนัก ชรอยกาฬกัณณีปิศาจมันแกล้งมาปฏิสนธิ จะผลาญทรัพย์เราให้ฉิบหายแล้ว อย่าเลยมาเราจะเอาทารกกาฬกัณณีไปทอดทิ้งเสียอย่าให้ผู้ใดรู้ ครั้นรัติสมัยเที่ยงคืน เศรษฐีสวามีภรรยาก็อุ้มเอาทารกนั้นวางหงายเสียริมคูข้างอารามพระมหาเถรเจ้าอันเปนราชาจารย์นั้น แลรัติกาลปัจจุสสมัยวันนั้นพระมหามงคลเถรเจ้า เธอบังเกิดสุบินนิมิตรความฝันว่า มีมาณพผู้ ๑ ถือสุวรรณปทุมมาถวาย วางลงเหนือพื้นหัดถ์แห่งพระมหาเถร ครั้นพระมหาเถรเจ้าตื่นจากไสยากระทำชำระสรีรกิจแล้ว ถือประทีปลงมาสักการบูชาพระพุทธรูปในวิหาร ก็ได้เสาวนาการฟังเสียงทารกร้องไห้อยู่ข้างริมคู เธอจึงให้สามเณรไปนำมายังกุฎีสถาน ให้ไถ่นางนมมาภิบาลเลี้ยงทารกนั้น ด้วยบุญฤทธิอานุภาพแห่งพระมหาเถรเจ้า เธอจึงให้นามชื่อเจ้าสุบินกุมาร ๆ นั้นก็วัฒนาการจำเริญมา มีสุนทรรูปวรลักษณ์เปนที่เสนหาแห่งพระมหาเถรเสมอบุตรแล

ครั้นเจ้าสุบินกุมารมีอายุได้ ๗ ขวบ เธอก็ให้บรรพชาเปนสามเณรน้อย ก็เรียนพระปริยัติธรรมจบ ครั้นอายุได้ ๒๐ ปีเข้า จวนจะได้อุปสมบทกรรม พระมหาเถรจึงถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าพิษณุราชว่า สามเณรสุบินนี้อาตมะได้เลี้ยงเปนบุตรมา บัดนี้มีอายุจวนจะอุปสมบทแล้ว ท้าวเธอตรัสว่า ผู้เปนเจ้าจงให้เปนธุระของโยมนี้เถิด ท้าวเธอทรงพระเสนหาเสมอโอรสแห่งพระองค์ พระราชทานบรรพชาบริกขารครบเครื่องประดับนาค นำมาให้อุปสมบทบวชเปนภิกษุแล้ว พระองค์ให้นิมนต์เข้ามาฉันในพระราชวังด้วยพระมหาเถรทุกวัน

อยู่มาในรัติกาลปัจจุสสมัยจะใกล้รุ่งอรุณสุริยแสง พระสุบินภิกษุเกิดสุบินนิมิตรว่า ได้เหยียดยื่นหัดถ์ขึ้นไปจับเอาดวงพระอาทิตย์พระจันทร์มากล้ำกลืนสิ้นทั้ง ๒ ดวง ครั้นล่วงราตรีพระสุริยอุทัยทิวากรแล้ว เธอจึงมาทำนายแก่พระมหาเถร ๆ เธอกล่าวว่า อันสุบินนิมิตรแห่งท่านนี้ เปนเหตุมหันต์ใหญ่หลวงยิ่งนัก เมื่อเราเข้าไปฉันในพระราชวัง เราจะทูลพระมหากษัตริย์ให้ทรงทำนาย ครั้นเวลาสายเธอก็เข้าไปยังพระราชวัง ฉันจันหันแล้ว เธอก็ถวายพระพร ขอทำนายสุบินนิมิตรแห่งพระสุบินภิกษุ ท้าวเธอได้ทรงฟังลักษณะนิมิตรปลาดดังนั้น เธอผันผินพระพักตรมาโอภาษถามโหราราชปโรหิต ราชปโรหิตผู้รู้นิมิตรก็แก้ไขว่า พระพุทธเจ้าอยู่หัวมิเปนใด แต่พระภิกษุเจ้าองค์นี้ หน้าที่จะได้ครองมไหศวริยสมบัติมั่นคง ถ้าแลคำข้าพระองค์มิสัตย์จริงดังนี้ ขอถวายชีวิต บพิตรเธอได้ทรงฟังก็สดุ้งพระทัยว่า เอะกระนั้นพระจะมาชิงสมบัติแห่งเราเปนมั่นคงกระมัง พระองค์ก็ให้สึกพระสุบินภิกษุเสียแล้วจำใส่ตรุไว้

ครั้นจิรกาลมาวัน ๑ พระท้าวเธอกรีฑาจัตุรงค์ พลช้างม้ารถแลแสนสนมกำนัล เสด็จไปประพาสเล่นณป่าอรัญประเทศ ถึงแม่น้ำอัน ๑ ชื่อบรรพาหลนที มีพระโองการสั่งให้หยุดยั้งตั้งพลับพลาใกล้ฝั่งนที จึงพาพระสนมกำนัลกระสัตรีเสด็จลงสรงสนานอยู่ริมน้ำ มีอุบลดอก ๑ ลอยน้ำลงมา นายเวร ๔ คนคอยอภิบาลรักษาอยู่ข้างทิศเหนือน้ำแลเห็นก็ผวาว่ายออกไปเอาดอกอุบลนั้นมาถวาย วางเหนือพระหัดถ์ท้าวเธอรับมาเชยชมเล่นอยู่ ก็ให้รัญจวนพระกมลหฤทัยนัก ด้วยทรงพระดำริห์ว่า ชอบกลชรอยจะมีพระราชเทวีอยู่เหนือน้ำนี้ แสร้งลอยอุบลนี้ลงมาให้แก่เราเปนมั่นคง ทรงพระดำริห์แล้วสั่งให้นายเวรทั้ง ๔ ไปตามถ่องแถวนที ว่าถ้าพบนารีวรลักษณาอยู่ประเทศนิคมชนบทใด ๆ จงนำเอาข่าวสารมาแจ้งจงฉับพลัน นายเวรรับสั่งแล้ว สืบเสาะไปประมาณเดือน ๑ ก็พบเศวตราชวานร ๑ มหันต์ กายใหญ่ยิ่งกว่าพลวานร ๓,๐๐๐ สถิตอยู่สถานพฤกษนิโครธไทรอันสถิตอยู่แทบสถานที่นั้น นายเวรจึงแจ้งเหตุแก่เศวตราชวานรนั้นว่ามีนาง ๑ ลอยดอกอุบลลงไป ข้าทั้ง ๔ นี้ ได้น้อมเข้าไปถวายพระเจ้าพิษณุราชบรมบพิตร ท้าวเธอจะใคร่พบนาง จึงรับสั่งใช้ข้าทั้ง ๔ นี้มา เศวตราชวานรก็กล่าวว่า เออดอกอุบลนั้นของนางอุบลวรรณาเทวี อันเปนพระราชธิดาพระเจ้าเสละเทหราช พระท้าวเธอผ่านมไหสุริยมโหฬารสมบัติณกรุงสีหราชนครบวรธานี แต่สถานที่นี้ไปไกลกว่าไกลยิ่งนัก ท่านทั้ง ๔ ที่ไหนจะไปถึงได้ อันนางอุบลวรรณานี้ เมื่อจะใกล้ประสูตินั้น สมเด็จพระเจ้าเสละเทหราชผู้เปนพระชนก ทรงพระ สุบินนิมิตรว่า มาณพผู้ ๑ นำเอาดอกอุบลมาถวายพระท้าวเธอรับไว้ บัดใจขยายแย้มเกสรสุคนธรสผกาเกสรก็ขจรตระหลบทั่วพระนคร ภูธรเธอจึงตรัสถามโหรา ๆ ก็ทูลถวายพยากรณ์ว่า องค์พระโอรสในพระครรภ์นั้นเปนกระสัตรี จะมีเกียรติยศปรากฎกว่าบรมวงศากษัตริย์ ๔ ทวีปนี้ ครั้นประสูติก็เปนกระสัตรีสมคำโหรา พระบรมวงศาจึงถวายพระนามชื่อว่านางอุบลวรรณาเทวี มีพระรังสีพระจ่างแจ่ม พระพักตรเทียมพระจันทร์ พระองค์อ่อนอ้อนแอ้นอรรทวย เล่ห์ลำกล้วยในจิตรลัดาวัน พระถันยุคลเต่งตูม เล่ห์กระพุ่มปทุมาบัวทอง พระท้ยต้องประสงค์ดอกอุบลนี้นัก แม้นางจะประพาสแห่งใด ถือดอกอุบลมิได้ขาดเลย แต่พระยาสามนตราชธานี นำบรรณาการมาถวายเนืองนองเพื่อประโยชน์จะใคร่ได้นางอุบลวรรณา ก็ยังมิได้ไปแก่ท้าวพระยาประเทศใด แต่ก่อนอันพระนครนั้น ครั้นถึงสัมพัจฉรฉินท์นักษัตรฤกษ์ประชาชนชาวพระนคร ราชกุมารกุมารี มหามนตรีเศรษฐี พระยารีพฤติพราหมณ์ ย่อมประดับด้วยอลังการาภรณ์แพรสุพรรณสอาด อาบในแม่น้ำประพาสเดียรถีแล้วมาเล่นแลดูมหรสพ แลนางอุบลวรรณากับบริพารพื้นสาวสรรค์รุ่น ๆ ทรงเครื่องประดับดุจเทพอับสรสาวสวรรค์ลีลาลงสรงนทีประพาสเดียรถีนั้น เมื่อว่ายล่องท่องท้องสายชล ดอกอุบลก็เคลื่อนหลุดลอยไป ท่านจึงได้นำมาถวายด้วยเหตุฉนี้ แลบัดนี้สำเภาพระยาสามนต์ทั่วสกลชมพู ก็จอดอยู่เกลื่อนกลาดท่าฝ่ายทิศอุดรเมือง นางก็ยังมิได้ไปแก่กษัตริย์ผู้ใดก่อน

นายเวรทั้ง ๔ ฟังก็ดีใจ จึงกำหนดถ้อยคำเศวตราชวานรนั้นมั่นคงลงตราประทับ แล้วก็กลับมากราบทูลดุจคำเศวตราชวานรนั้น สมเด็จพระเจ้าพิษณุราชบรมบพิตรสั่งให้แต่งสำเภา ๒ ลำ ๆ ๑ เปนพระที่นั่งบรรทุกเครื่องประดับราชทรัพย์สำหรับราชบริโภค แลแตรสังข์ฆ้องกลองดุริยดนตรี ลำ ๑ บรรทุกพลทหารแกล้วกล้า ๕๐๐ ฤทธิ์เรืองยิ่ง ปรากฎกับเครื่องสรรพาวุธ ครั้นได้ฤกษ์ดีมหาสิทธิโชคพิชัยมงคล พระท้าวเธอก็ยกพลยาตราสำเภาเป่าปืนใหญ่น้อย ให้ลั่นฆ้อง ๓ ทีตีม้าฬ่อแล่นไป ประมาณเดือน ๑ ก็ถึงท่าจอดสำเภาณกรุงสีหราชนคร

ชาวสำเภาพระยาสามนต์ในสกลชมพูยับยั้งอยู่ แลเห็นก็ถามว่า สำเภานั้นมาแต่ประเทศราชธานีใด ชาวสำเภาแจ้งว่า เราเปนข้าเฝ้าพระบาทพระเจ้าพิษณุราชบพิตร นำเสด็จมาแต่โกสามพีมหานคร จักกระทำการวิวาหมงคลด้วยพระนางอุบลวรรณาเทวี

พระยาสกลประเทศอันยับยั้งอยู่ ครั้นรู้กรูกันเข้ารุมรบพระเจ้าพิษณุราชบพิตรเสียสำเภาลำ ๑ จะรบรอต่อด้านบมิได้ ก็ให้ยกกลับคืนมายังพระนครของพระองค์ ทรงทุกข์รัญจวนพระทัยด้วยประดิพัทธในนางอุบลวรรณาเทวี เฉลียวทรงพระดำริห์จะให้เจ้าสุบินไปรับนางมาแล้วจะล้างชีพเสีย ทรงพระดำริห์แล้วสั่งให้ไขเจ้าสุบินออกมา พระราชทานพระธำมรงค์ แลผ้ารัตกัมพลให้ ว่าลูกเอ๋ย เจ้าสุบิน จงไปรับนางอุบลวรรณาอันเปนราชธิดาพระเจ้าเสละเทหราชณกรุงสิหราชโพ้นมาให้แก่บิดาในกาลบัดนี้ เจ้าสุบินก็รับพระราชโองการว่าจะขออาสาไปรับนางมาถวายให้จงได้ พระท้าวเธอก็ให้แต่งเครื่องบรรณาการ แลพระธำมรงค์กับภูษาทรงสำหรับนางให้ไปถวาย แล้วพระราชทานรางวัลเสื้อผ้าเครื่องประดับสำหรับเจ้าสุบิน แลให้นายเวรทั้ง ๔ เปนมรรคนายกนำทางท้าวเธอสั่งเปนความลับว่า ถ้าได้นางมาลงสำเภาแล้ว ท่านทั้ง ๔ จงประหารชีพเจ้าสุบินเสียเถิด

ส่วนเจ้าสุบินออกจากที่เฝ้า จึงไปหาพระอาจารย์ แจ้งเหตุว่ามีรับสั่งใช้ให้ไปยังกรุงสีหราชนคร จะรับนางอุบลวรรณามาอภิเษกเปนอรรคมเหษี พระมหามงคลเถรเจ้าก็ให้พรว่า เออ จงสำเร็จโดยนิยมมโนรถปราถนาแห่งเจ้าเถิด เจ้าสุบินก็ถวายเบ็ญจางคประดิษฐ์นมัสการรับพร แล้วลงสู่สำเภาชาวเจ้าหมู่เสนาแลนายเวรถวายบังคมลาแล้ว ก็ยาตราใช้สำเภาไปสดวกด้วยบุญญานุภาพแห่งเจ้าสุบิน ก็บรรลุถึงท่าจอดสำเภาณกรุงสีหราชนคร สำเภาพระยาต่างประเทศนั้นยังอยู่ก็แลดูสลอน บห่อนจะคิดร้ายได้ด้วยเดชบุญเจ้าสุบิน จึงยับยั้งอยู่แต่ไกล เจ้าสุบินจึงพานายเวรทั้ง ๔ ขึ้นฝั่งฟากข้างกรุงสีหราช ลีลาศไปตามแถวนที จะเข้ายังกรุงสีหราชนคร ไปพบเศวตราชวานรตัว ๑ อยู่บนต้นพฤกษไทรสาขา เศวตราชวานรเห็นก็ถามว่า ท่านทั้ง ๕ มาสู่สถานแห่งเรานี้ ด้วยมีประสงค์สิ่งใด เจ้าจึงแจ้งว่า จะไปยังกรุงสีหราช จะรับนางอุบลวรรณาไปอภิเษกเปนพระอรรคมเหษีแห่งพระเจ้าพิษณุราชณกรุงโกสามพี ถ้าท่านรู้แห่งแพร่งแพรกมรรคา ท่านจงช่วยชี้ช่องให้เราไป

เศวตราชวานรถามว่า นามแห่งท่านกลใด เจ้าสุบินจึงแจ้งว่า นามข้าพเจ้าชื่อสุบินกุมาร เศวตราชวานรว่า อันเจ้าจะเข้ายังกรุงนั้นยากยิ่งนัก ด้วยทแกล้วทหารอภิบาลรักษาหลายชั้นมั่นคง ชาวป้อมกองตระเวน ๔ ด้านดูสอดแนมไหนเจ้าจะเข้าถึง จงยับยั้งอยู่ณสำนักแห่งเราก่อนเถิด กว่าจะถึงกาลสัมพัจฉรฉินท์ แลนางนั้นย่อมมีบริพารล้อม ๕๐๐ เสด็จมาสรงสนานประพาสเดียรถีนที เมื่อนางเสด็จลงมาเจ้าจึงเข้าหาเห็นจะถึงนาง เจ้าสุบินก็กระทำเปนมิตรสัณฐวะอยู่ด้วยเศวตราชวานร ๆ สั่งว่า แต่นี้ไปเมื่อหน้าก็ดี ถ้าเจ้ามีทุกข์สิ่งใดจงมาหาข้า ๆ จะช่วยทุกข์แห่งเจ้าในกาลนั้น

ครั้นถึงฤดูกาลสัมพัจฉรฉินท์ นางอุบลวรรณาถือดอกอุบลมาด้วยบริพารพื้นสาวรุ่น ๆ สพรึบพร้อมเพราพริ้งยิ่งด้วยรูป ๕๐๐ ห้อมล้อมกันลงมาสรงสนานในนที เศวตราชวานรก็แจ้งแก่เจ้าสุบิน ๆ ลอบลีลาไปดูก็เห็นนาง ๆ ก็เห็นเจ้าสุบิน ต่างคนต่างมีเสนหาแก่กัน ให้ซาบซ่านจรดจนอัฐิมิญชะ เหตุบุพเพสันนิวาสมาแต่บุรพชาติปางก่อน จึงมีจิตต์ประดิพัทธต่อกัน นางจึงแกว่งดอกอุบลรอบพระองค์นางได้ ๗ รอบ แล้วเอามากอดประทับกับพระทรวงนาง แล้วเอามาวางลงเหนือเศียรแห่งเถ้าแก่ผู้ ๑ แล้วจึงสรงสนานในนที

เศวตราชวานรเห็นดังนั้น จึงถามเจ้าสุบินว่า เจ้าแจ้งปฤษณาอันนางกระทำแล้วฤๅ เจ้าสุบินก็ตอบว่า รู้แล้ว อันนางแกว่งดอกอุบล ๗ รอบนั้นเปนปฤษณานางบอกว่าปราสาทที่นางอยู่นั้น ๗ ชั้น อันนางกอดดอกอุบลประทับกับทรวงนางนั้น เปนปฤษณาว่าพึงใจแก่ข้า อันนางวางดอกบัวลงเหนือเศียรนางเฒ่านั้นเปนปฤษณาว่า จะให้นางเฒ่าคนนี้แนะนำให้ได้ประสบกับนางแล

ครั้นเวลารัติกาลสมัยยามค่ำ นางอุบลวรรณาจึงให้นางเฒ่าสุมาลาคนนั้น ออกมาคอยอยู่ณทางที่เจ้าสุบินจะเข้าไปนั้น เจ้าสุบินเห็นเวลาค่ำเข้าราตรี ก็ลีลาศออกจากเศวตราชวานรสถาน คมนาการเข้าสู่กรุง จึงพบนางเฒ่าสุมาลา ๆ ก็พาเจ้าสุบินกุมารเข้ายังสวนดอกไม้ใกล้ปราสาทแห่งนางนั้น เจ้าสุบินอภิปรายถามนางเฒ่านั้นว่า ยายยังรู้จักนางอุบลวรรณาบ้างฤๅ ยายสุมาลาแจ้งว่า ข้าเปนคนใช้สนิทของนาง ข้าย่อมเก็บมาลาเหล่านี้เข้าไปถวายทุกวัน เจ้าสุบินจึงถามว่า นาง วิวาหมงคลแล้วฤๅ ยายสุมาลาแจ้งว่า ยังหามิได้ เจ้าสุบินให้สุวรรณรชฏะแก่เฒ่าสุมาลาแล้วว่า ยายจงไปแจ้งแก่นางว่า ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าสุบินกุมาร มาอยู่ณสวนดอกไม้ มีอาสริงสาฐปราถนาจะกระทำวิวาหมงคลด้วยนาง ยายมาลาก็ไปทูลแก่นางดุจคำสั่ง นางก็แต่งของกินมาให้แก่เจ้าสุบินกุมารทุกวันแล้วสั่งว่า เจ้าจงยั้งอยู่ในอุทยานนั้นก่อนเถิด แล้วนางก็เสด็จออกมาประพาสสวนอุทยาน เจ้าทั้ง ๒ ก็พานพบกัน กระสันสุดเสนหาการสังวาสในสวนอุทยานนั้น เจ้าสุบินก็ประโลมปลอบปราไสว่า พี่นี้แต่งสำเภามาจะรับเจ้าไปล่กรุงโกสามพีนคร นางจึงตอบว่า ได้พลาดพลั้งครั้งนี้ก็เพราะเคยมีบุพเพสันนิวาสมาแต่ปางก่อน แม้นทลิทกตกประดาษยากไร้ก็ไม่ถอยหนี ทั้งนี้ตามแต่บุญได้ทำไว้ ว่าแล้วเจ้าทั้ง ๒ ก็ลีลาพากันมาสู่สำเภา ครั้นนางอุบลวรรณาลงมาถึงสำเภา เมื่อเหตุบังเกิดพระธำมรงค์อันนางทรงมาหลุดหล่นลงจากองคุลีนางตกลงในน้ำ เจ้าสุบินก็ลงดำหาพระธำมรงค์นั้น นายเวรทั้ง ๔ จึงปรึกษากันว่า อันพระมหากษัตริย์สิต้องประสงค์แต่นาง บัดนี้ได้นางแล้ว ควรเราจะกลับไป คิดกันแล้วก็เชิญนางเข้าห้องท้ายเภตรา ให้ชักสายสมอกางใบรีบแล่นกลับไปยังกรุงโกสามพีนคร ครั้นถึงจึงกราบทูลแก่พระเจ้าพิษณุราชบรมบพิตร ท้าวเธอดีพระทัยได้สมดังประสงค์ จึงแต่งให้รับนางด้วยสุวรรณสีวิกากาญจน์ แลเหล่ากำนัลเถ้าแก่แห่ห้อมขึ้นยังพระราชมณเฑียรในกาลนั้น

ครั้นเวลาราตรี พระท้าวเธอเสด็จเข้าสู่ที่บรรทมแห่งนางก็บันดาลให้ร้อนรนทั้งสกลกายดังเพลิงสังหาร มิอาจเข้าใกล้กลายนางได้ก็เสด็จกลับมา แต่ดังนี้หลายครั้งหลายครา จนอ่อนรอาท้อพระทัยไม่สมประสงค์ ทรงดำริห์ว่า นางนี้ฤๅจะเปนคู่บุญสมภารของเจ้าสุบินดอกกระมัง ท้าวเธอมีพระทัยผูกพันอยู่มิได้วายวัน

ฝ่ายเจ้าสุบินกุมาร ครั้นผุดจากสมุทรมิได้เห็นสำเภา ก็แจ้งว่าเขาคิดคดต่ออาตมะแล้ว ก็นิวัตนาการกลับมายังสำนักเศวตราชวานรณพฤกษนิโครธไทรนั้น แจ้งมูลคดีทั้งปวงนั้นแก่เศวตราชวานร ๆ จึงนำน้อมผลาผลมาให้บริโภค แล้วจึงใช้วานรบริวารไปหาเรือโกลนได้ลำ ๑ มาบรรทุกผลาผลเต็มแล้วให้แก่เจ้าสุบิน จึงแจ้งมรรคาว่า อันจะไปยังกรุงโกสามพีนครโน้น มรรคายากยิ่งนัก เจ้าจงเอาเรือนี้ข้ามสมุทรไปสู่เกาะอุทุมพรอันกันดาร ตรงมือข้าชี้ เกาะนั้นมีอุทุมพรต้น ๑ มหันต์ใหญ่ยิ่ง ทรงผลสุกแดงดาดตกกลาดเต็มใต้ต้น มีสุกรตัว ๑ คาบรัตนปัทมราชเดิรได้บนน้ำ ข้ามสมุทรมาเข้ากินผลอุทุมพรทุกวัน ๆ ถ้าเจ้าได้รัตนมณีนั้นแล้ว จะเดิรไปได้บนน้ำ ไปสู่กรุงโกสามพีได้โดยง่าย อนึ่งแก้วนั้น ถ้าบุทคลผู้ใดถือไว้จะตรึกนึกเอาอันใด ๆ ก็ได้ดุจปราถนา เจ้าไปเบื้องหน้าจะพบกรุงกาละนคร พระยาอสุรทัณฑบาลราชได้ผ่านสมบัติ ท้าวเธอมีทัณฑฤทธิ์ไม้เท้าแก้วอัน ๑ ยิ่งด้วยมหิทธิศักดา ถ้าเอาต้นทัณฑชี้ไปสรรพสัตว์ตาย แม้นหันข้างปลายทัณฑชี้ สรรพสัตว์ที่ตายกลับเปนขึ้นคืนคงชีพ ถ้าเจ้าได้ทัณฑฤทธิ์นั้นจะประเสริฐดีนักแล

อนึ่งล่วงพ้นนครนั้นไปเบื้องหน้า จะพบกรุงจัมปิยามหานคร พระมหากษัตริย์อันผ่านสมบัตินั้น มีศัสตราพร้ากรายเล่ม ๑ มีฤทธิ์มหามหิทธิศักดา จะปราถนาใช้ไปประหารสรรพสัตว์สิ่งใด ๆ ก็ได้ดุจปราถนา ถ้าเจ้าได้ศัสตรานั้นจะมีชัยชำนะแก่สรรพอริศัตรู หาผู้จะยงยุทธต้านทานมิได้เลย

อนึ่งเบื้องหน้าแต่นั้นไป จะพบกรุงเคมหะมหานคร พระมหากษัตริย์ผู้ผ่านพิภพนั้น มีสุวรรณกุมภะหม้อสำหรับหุงโภชนะ ๑ แม้นจะคดอาหารในหม้อนั้นเลี้ยงชนทั่วทั้งจักรวาฬมิรู้สุดสิ้นเลย

เบื้องหน้าโพ้น จะพบกรุงเภรินทะมหานคร ท้าวเธอผู้เสวยมไหสุริยสมบัตินั้น มีกลองอินทเภรี ๑ มีมหิทธิศักดา ถ้าจะปราถนาพลทหาร หัสดี อัศว พาหนะมากน้อยเท่าใด ๆ ก็ดี จงจับทัณฑไม้ประหารลงบุรโบกขรหน้าโพ้น ถ้าจะปราถนาราชมณเฑียร แลเครื่องราชบริโภค ก็จงเอาทัณฑประหารลงบุรโบกขรหน้านี้ ก็จะมีมาดุจประสงค์

ไปเบื้องหน้าโพ้น จะถึงกรุงโกสามพีนคร แลเจ้าไปถึงนครทั้งปวงแล้ว จงคิดอ่านเอาสิ่งของคือเภรีฤทธิ์เปนต้นให้จงได้ ก็จะมีฤทธิ์เดชาอาจผจญประเทศราชธานีทั้งปวงได้ หาผู้จะต่อต้านมิได้เลย เจ้าสุบินก็อำลาเศวตราชวานรลงเรือโกลนข้ามสมุทรไป บรรลุถึงเกาะอุทุมพรกันดาร ด้วยเดชบุญฤทธิ์แห่งเจ้า มิได้จลาจลด้วยตรังควาตมิอาจพัดเพิกชลชลาให้หวาดไหวได้เลย ครั้นถึงเกาะจึงขึ้นจากนาวาโกลน ก็ด้อมตามดูรอย สุกรยังไม่มา เจ้าจึงขึ้นอยู่เหนือค่าคบอุทุมพรนั้น คอยท่าสุกรอยู่

ครั้นเวลาสายัณหกาล สุกรก็คาบรัตนปัทมราช ดุ่มเดิรมาเบื้องชลธี มาวางรัตนมณีไว้แทบที่ใต้ต้นอุทุมพร แล้วก็ออกหาผลมะเดื่อไปจนไกลฉายาปริมณฑล เจ้าสุบินก็เลือกปลิดผลมะเดื่อที่สุกแดงแกล้งโยนให้ไกล ๆ ไปทุกที สุกรก็ดุ่มตามไปกินไกลไป ๆ เจ้าสุบินก็เลื่อนลงมาหยิบได้ดวงแก้วแล้วปลาตหลีกหนีเดิรไปบนชลธี สุกรเห็นก็เลี้ยวไล่ติดตามมาจนถึงฝั่งชลธี ฝ่ายเจ้าสุบินก็เดิรมาบนชลธีจนถึงกาละมหานคร ก็ยับยั้งยืนอยู่ตรงหน้าพระราชวัง หมู่อสุรเห็นก็ร้องมะมี่ว่า ท่านนี้เปนเทพนิมิตร ฤๅมนุษย์มีฤทธิศักดา ฤๅคนธรรพ์สุบรรณครุฑา นามกรท่านชื่อใด มาหยุดยืนอยู่บนชลธีดังนี้ จะประสงค์สิ่งอันใด ป้ สุบินก็แถลงไขว่า เราเปนมนุษย์ หมู่อสุรทวารบาลก็ให้ทูลสารแก่พญาอสุรทัณฑบาลราชว่า มนุษย์ผู้ ๑ มีมหันตฤทธ์สถิตอยู่บนชลธีหน้าพระราชวัง พระท้าวเธอได้ทรงฟังก็ทรงทัณฑาวุธเสด็จวู่วามลงมา เห็นเจ้าสุบินกุมาร เธอก็ตรัสถามว่า ท่านเปนมนุษย์ฤๅเทวา นามกรชื่อใด มาสถิตอยู่ได้บนชลธี ท่านมีฤทธิ์พิธีด้วยอันใด เจ้าสุบินก็สนองสารว่า เราเปนมนุษย์ มีมหิทธิด้วยรัตนมณี ท้าวเธอตรัสว่า ทัณฑาวุธแห่งเรานี้ก็มีฤทธิ์ประเสริฐนัก ถ้าจะประหารศัตรูใด ๆ หันข้างมูลทัณฑาวุธแห่งเรานี้ชี้ไป ศตรูก็ประลัยวินาศ เบื้องปลายอรรคทัณฑาวุธชี้ไป ศัตรูที่ประลัยก็ได้ชีพคงคืน รัตนฤทธิ์แห่งท่านไซร้ เปลี่ยนกันกับทัณฑาวุธแห่งเราเถิด เจ้าสุบินจึงตอบสารว่า เราจะขอเห็นฤทธิ์ทัณฑาวุธแห่งท่านก่อน พญาทัณฑบาลก็หันหมุนต้นพระแสงตระบองชี้พฤกษาต้น ๑ ก็เหี่ยวแห้งหักบุบยุบลงทันใด แล้วเธอจึงทรงชี้ไปด้วยปลายทัณฑาวุธ พฤกษาต้นนั้นก็กลับเขียวชอุ่มชุ่มคืนดังเก่า เจ้าสุบินจึงกล่าวว่า ท่านไซร้มามากทั้งกรุง เรามาผู้เดียว ถ้าท่านนั้นกล่าวเปนสัตย์ไซร้ ท่านจงไปส่งเราให้พ้นแดน เราจึงจะเปลี่ยนมณีให้แก่ท่าน ท้าวเธอก็ตามส่งเจ้าสุบินไปถึงสุดแดนภารา พญาทัณฑบาลราชก็ส่งทัณฑาวุธให้แก่เจ้าสุบิน ๆ ก็ส่งรัตนมณีนั้นให้แก่พญาทัณฑบาล ถ้อยทีถ้อยก็กล่าวมธุรสกถาแล้วต่างคนต่างก็ว่าจะลาไป เจ้าสุบินจึงกล่าวว่า ท่านจงส่งรัตนมณีแห่งข้ามาเถิด พญาเธอตรัสว่า เราแลกเปลี่ยนกันแล้วเราจะให้แก่ท่านกลใด เจ้าสุบินตอบว่า เรามิได้เปลี่ยนแก่ท่าน ถ้าท่านมิส่งคืนให้แก่เรา ๆ จักชี้ทัณฑาวุธให้ท่านพินาศลงบัดนี้ พญาก็ให้แก้วแก่เจ้าสุบิน ๆ ได้รัตนมณีกับทัณฑาวุธแล้ว ก็ไปถึงกรุงจัมปิยามหานคร เจ้าก็หยุดยืนอยู่บนชลธี ชาวพระนครเห็นก็เอิกเกริกมะมี่ทูลคดีแก่เจ้าพระนคร ๆ ก็ทรงศัสตราพร้ารเห็จ เสด็จมาทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสถามว่า ท่านเปนมนุษย์ฤๅเทวดามีฤทธิ์ จึงมาสถิตอยู่บนชลธี นามกรแห่งท่านชื่อใด ฤทธิ์แห่งท่านมีด้วยอันใด เจ้าสุบินจึงแถลงว่า เราเปนมนุษย์มีมหิทธิฤทธิด้วยรัตนมณี พญาจัมปิยาจึงตรัสว่า ศัสตราพร้ากรายของเรานี้ก็มีฤทธิ์ ประสิทธิดังหนึ่งมีจิตต์วิญญาณ ใช้ไปประหารสรรพสัตว์ใด ๆ ก็ได้ดังปราถนา แล้วก็นิวัตคืนมาดังเก่า มาเราจะแลกเปลี่ยนกันกับรัตนมณีของท่าน เจ้าสุบินจึงตอบสารว่า เราไซร้ยังมิได้เห็นฤทธิ์แห่งศัสตราท่าน ๆ จงสำแดงให้เราได้เห็นก่อน พญาจัมปิยาก็ขว้างศัสตรานั้นไปให้ประหารพฤกษแทบชลธาร ต้นไม้ก็ล้มก่ายกองอยู่ แล้วพร้ากรายก็วางวู่กลับมาอยู่ในพระหัดถ์อย่างเดิม เจ้าสุบินเห็นฤทธิ์แห่งศัสตราพร้ากรายก็อภิปรายว่า ท่านไซร้มีพรรคพวกมากทั้งพระนคร ข้าไซร้จรมาอยู่ผู้เดียวดูอนาถ ถ้าท่านปราถนาจะเปลี่ยนรัตมณีแห่งเรา ก็จงไปส่งเราให้พ้นแดนท่านก่อน จึงจะเปลี่ยนกันได้ พญาจัมปิยาก็รับว่าจะไปส่ง ว่าแล้วก็ยื่นศัสตรานั้นให้แก่เจ้าสุบิน ๆ ก็ส่งรัตนมณีนั้นให้แก่พญา ๆ ก็มาส่งเจ้าสุบินจนสิ้นแดน เจ้าสุบินจึงว่า เราจะคืนเอารัตนมณี พญาจัมปิยาก็ตอบว่า มณีปัทมราชนี้เราเปลี่ยนกันกับศัสตราแล้ว เรามิให้แก่ท่าน เจ้าสุบินจึงกล่าวว่า เราไซร้มิได้เปลี่ยนแก่ท่านๆ ไซร้หากมาเปลี่ยนกับเรา ถ้าท่านมิส่งรัตนมณีคืนมา เราจะใช้ศัสตราพร้ากรายให้ไปประหารพระศอแห่งท่านบัดนี้แล พญาจัมปิยามีวาจาว่าเราพ่ายแพ้ปรีชาแห่งเจ้าแล้ว ก็ส่งรัตนมณีนั้นคืนให้แก่เจ้าสุบิน ๆ ก็ได้รัตนมณีแลศัสตราพร้ากรายแล้ว ลีลาไปยั้งยืนอยู่บนชลธี ตรงหน้ากรุงกุมภโกรมมหานคร ชาวเมืองเห็นดังนั้น จึงกราบทูลแก่พระนรินทรมหากุมภโกรม ท้าวเธอมีพระหัดถ์ทรงสุวรรณกุมภะเสด็จลงมาสู่ฉนวนน้ำ เพ่งพระเนตรดูเจ้าสุบินแล้วเธอตรัสถามว่า ท่านไซร้มีมหิทธิฤทธิ์ด้วยอันใด จึงสถิตอยู่บนชลธีได้ ทำไฉนเราจะรู้จักนามแห่งท่าน เจ้าสุบินก็กล่าวแสดงสารว่า เราเปนมนุษย์ชื่อสุบิน ฤทธิ์แห่งเราไซร้ ประสิทธิประเสริฐด้วยรัตนมณี พญากุมภโกรมจึงตรัสว่า สุวรรณกุมภะแห่งเรานี้ ก็ประเสริฐยิ่งนัก ใส่โภชนะลงแต่ประมาณทนาน ๑ หุงเลี้ยงพลทั้งสกลชมพูทวีปก็มิรู้สิ้นสุดเลย สุวรรณกุมภะนี้เราจะขอเปลี่ยนกับรัตนมณีของท่าน เจ้าสุบินตอบว่า ถ้าจะปราถนาก็ได้ แต่ว่าเรามาผู้เดียวสันโดษ ท่านโสดมีบริวารมหันต์คณานับแสน แม้นถ้ากระไรท่านไปส่งเรานี้จนพ้นเขตรแดนภาราท่านก่อน เราจะผ่อนผันเอารัตนมณีออกเปลี่ยนแก่กัน แลท้าวเธอตรัสรับว่าจะไปส่ง แล้วพระองค์จึงยื่นสุวรรณกุมภะมาเปลี่ยนกับรัตนมณีอันมีฤทธิ์ แล้วบพิตรเสด็จจรตามส่งเจ้าสุบินตราบเท่าถึงสุดแดน เจ้าสุบินกล่าวยุบลคดีว่า พระองค์จะกลับเข้ายังพระนครแล้ว จงส่งรัตนมณีกลับคืนมาให้แก่เรา ๆ จะเอาไปเปนเพื่อนตน ท้าวเธอตรัสว่า เออ ดูกรเจ้า เราสิเปลี่ยนกันกับสุวรรณกุมภะขาดกันแล้ว ไฉนจึงจะเอาคืนเล่า เจ้าสุบินจับศัสตราพร้ากรายให้แกว่งหันรอบกาย แล้วร้องอภิปรายว่า ถ้าท่านไม่ให้รัตนมณีคืนแก่เราไซร้ เราจะให้ศัสตราพร้ากรายไปหั้มหั่นบันเศียรแห่งท่านในกาลบัดนี้ ว่าแล้วก็ขว้างศัสตราพร้ากรายให้ประหารไม้ล้มวินาศ พญากุมภโกรมเห็นเจ้าสุบินแผลงฤทธิ์ ทางสถิตยืนมิตรง ก็ส่งรัตนมณีคืนให้ด้วยพลัน ศัสตราพร้ากรายก็หันวางมายังหัดถ์เจ้าสุบิน ๆ ก็ได้สุวรรณกุมภะแลรัตนมณีมีชัยชำนะพญากุมภโกรม ฯ เข็ดขามขยาดก็ปลาตกลับไปในกาลนั้น

เจ้าสุบินมีกายองอาจเล่ห์ไกรสรราชสีห์ ก็ลีลามาบรรลุถึงกรุงเภรินทรมหานคร ก็หยุดยืนยั้งอยู่บนหลังน้ำหน้าพระราชวังดูอัศจรรย์ ชาวพระนครฦๅกันขจรดูอื้ออึง จนรู้ถึงพระกรรณพระเจ้าเภรินทร ท้าวเธอมีพระหัดถ์ทรงอินทเภรี เสด็จมาทอดพระเนตรเห็นเจ้าสุบินสถิตอยู่บนชลธี จึงมีพระวาจาถามว่า ท่านนี้เป็นนาค ฤๅปักษี ครุฑ มนุษย์ ฤๅเทวาคนธรรพ์ แลขยันยิ่งด้วยฤทธิ์อันใด เจ้าสุบินจึงแจ้งเรานี้เปนมนุษย์ ยิ่งด้วยฤทธิ์รัตนมณีแห่งเรา จึงบทจรได้บนชลธี พญาเภรินทรแสดงฤทธิ์ว่า มหิทธิมหาเภรีของเรานี้มีฤทธิ์อนันต์มหิมาหาค่ามิได้ แม้นจะปราถนานครไอศวรรย์มหันตเวียงชัย แลมไหสุริยสมบัติรัตนปราสาทเงินทองประหารกลองหน้านี้ก็เกิดพร้อมโดยมโนนึกปราถนา ถ้าประหารเภรีหน้าโน้น จะเถิดพลนิกรแลหัดถีพาชีพิชัยชาญศัสตราทุกประการ เภรีมีฤทธิ์ประเสริฐดีนัก เราจะเปลี่ยนกันกับรัตนมณีแห่งท่าน เจ้าสุบินกุมารก็ขานไขว่า สุวรรณกุมภะแห่งเรานี้ไซร้ ถ้ามีผู้ประโยชน์จะหุงโภชนะเลี้ยงไพร่ในสกลพิภพก็ได้ไม่รู้สิ้น ท่านจงประหารเภรินทร์เรียกไพร่มาข้าจะเลี้ยงดู พญาเภรินทร์ก็ประหารอินทรเภรี พลก็นี่นันนับแสนแจจัน เจ้าสุบินก็หุงโภชนะด้วยสุวรรณกุมภะเท่านั้นเลี้ยงพลทั้งหลาย อาหารบห่อนจะรู้สิ้นเลย พระมหากษัตริย์ตรัสว่า เภรินทร์เราจะเปลี่ยนกันกับสุวรรณกุมภะแห่งท่าน เจ้าสุบินจึงรับว่า จะเปลี่ยนก็ได้แต่ว่าข้าพเจ้าผู้เดียวสัญจรเที่ยวมาถ้าพระองค์เสด็จไปส่งข้าให้เข้าแดนเมืองโกสามพี เรานี้จะปลี่ยนกัน ท้าวเธอก็รับว่าจะไปส่ง พระองค์จึงส่งเภรีไปเปลี่ยนสุวรรณกุมภะ แล้วเสด็จไปส่งเจ้าสุบินจนสิ้นแดน แล้วตรัสว่า โน่นเปนแดนเมืองโกสามพีเจ้าจงไปศรีสวัสดิ์สุขเถิด เราจะนิวัตนาการกลับยังกรุงเราแล้ว เจ้าสุบินจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอคืนเอาสุวรรณกุมภะไป เพื่อประโยชน์จะหุงโภชนะในมรรคากันดาร ท้าวเธอตรัสว่า เออ ท่านไซร้ได้เปลี่ยนกันกับเภรินทร์เราแล้ว เราบห่อนจะคืนให้แก่ท่านเลย เจ้าสุบินจึงจับศัสตราพร้ากรายฤทธิ์ขึ้นแกว่งวาววาบวางไป ศัสตราก็ประหารพฤกษ์แทบใกล้พระองค์ เจ้าสุบินจึงร้องว่า ถ้าท่านมิคืนสุวรรณกุมภะมา ศัสตราจะปลงชีพแห่งท่านเสียในกาลบัดนี้ ศัสตราก็หมุนคว้างมาข้างพระศอ พระมหากษัตริย์เธอก็สดุ้งพระทัย ส่งสุวรรณกุมภะมาให้ทันที ศัสตราก็หลบหลีกออกอยู่ไกล ท้าวเธอจึงทรงพระดำริห์ว่า ชายผู้นี้เปนอรรคบุรุษยิ่งอย่างอมรเทพนิมิตร มีมหิทธิฤทธิ์จะหาผู้ใดเสมอมิได้เลย

ส่วนเจ้าสุบินได้รัตนมณี แลทัณฑาวุธ แลศัสตราพร้ากรายแลสุวรรณกุมภะ แลเภรินทร์นั้น เปนมหิทธิฤทธิ์มหิมาหาผู้จะเสมอเปนสองบมิได้ แล้วน้ำใจนั้นก็แกล้วกล้ามิได้รทดท้อต่อสงคราม ลีลามาบนชลธาร อาจประหารข้าศึกนับแสนในสกลจังหวัดชมพูให้อยู่ในอำนาจได้ ก็คมนาการไปไม่มีผู้ใดจะเปนอริศัตรูต่อสู้ได้ จนบรรลุถึงกรุงโกสามพีมหานคร ก็เข้ายังอารามพระมหามงคลเถร เข้านมัสการไต่ถามถึงสุขแลทุกข์ทุกประการ พระอาจารย์ก็ปราไสตอบ แลถามถึงการณ์ไปแลมาว่า มิทุกข์แลอันตรายยากง่ายเปนไฉน เจ้าสุบินจึงแถลงไขในเนื้อคดีตามซึ่งมีมาในภายหลังถ้วนถี่ทุกประการ แล้วก็อาศรัยอยู่ในสำนักพระมหาเถรเจ้าผู้เปนพระอาจารย์หลายวันมา

วันหนึ่งเจ้าสุบินนั่งอยู่ณศาลาหน้าอาราม วันนั้นนายแวงผู้ ๑ ออกมาเห็นเจ้าสุบินก็พิศวงใจ จึงกลับมาทูลแจ้งคดีว่า เจ้าสุบินนั้นกลับมาได้ ท้าวเธอตรัสใช้นายแวงให้ไปหาเจ้าสุบินเข้ามา เจ้าสุบินจึงขัดว่า มิไปด้วยทำร้ายแก่เราครั้ง ๑ แล้ว ทีนี้จะให้หาเราอิกเล่า เรามิไปเลย เราไซร้จะได้เปนข้าเฝ้าก็หามิได้ นายแวงกลับมาทูลสารว่า เจ้าสุบินขืนขัดพระราชโองการมิมาเฝ้า ท้าวเธอก็ทรงพระโกรธกริ้ว ตรัสสั่งเพ็ชฌฆาฎให้ไปกุมเอาเจ้าสุบินกุมารมา ครั้นพวกเพ็ชณฆาฎไปกลาดกลุ้มรุมกันจะจับเจ้าสุบิน ๆ ก็จับกระบองกายสิทธิ์ชี้ไปโดยต้นกระบอง พวกเพ็ชฌฆาฎก็ล้มตายลงเปนอันมาก บ้างก็หลบลี้เหลืออยู่จึงกลับมาทุลเหตุนั้นทันที ท้าวเธอจึงสั่งมนตรีในทันใดนั้น ให้เกณฑ์กันไปกุมเอาตัวเจ้าสุบินมาประหารให้สิ้นชีพ อำมาตย์รับพระโองการ รีบเร่งกันไป ๑๐๐ หนึ่งก็ถึงตาย หมายบอกกันไป ๒๐๐ คน ๓๐๐ คนก็ไม่เหลือ แลตายทับระดาดระดับกันอยู่ พระเจ้าพิษณุราชนรินทร์บพิตรเธอให้เกณฑ์พลทหารทั้งพลช้างม้ารถถือทวนธนูดูองอาจแกล้วกล้าพร้อมเสร็จ ยกพยุหจัตุรงค์ไปจับเจ้าสุบิน เสียงฆ้องกลองเครงครื้นเสียงปืนน้อยใหญ่ แห่โห่เอาชัยหวั่นไหวพื้นพระธรณี เจ้าสุบินก็แจ้งในวิญญาณว่า ท่านท้าวเสด็จมาเอง จึงจับเภรินทร์ฤทธิ์มา เอาทัณฑประหารอธิษฐานเปนปรางมาศมณเฑียรทิพรัตนประดับระยับแสงสุวรรณรัตนเครื่องประดับราชูปโภค แลพรรณสรรพราชทรัพย์ครบสิ่ง แลสวนอุทยานตระการด้วยผลพฤกษานา ๆ หนาแน่นด้วยผลแลดอก แลสระโบกขรณีมีท่าได้ละร้อยเรียบรอบปราการกำแพง รัตนสุวรรณสรรพจะมี ล้วนดี ๆ ยิ่งกว่าในกรุงโกสามพีนั้นอิก แล้วจึงประหารเภรีหน้า ๑ เล่า นึกเอาพลจัตุรงค์ราชบริวารพื้นสรรพพร้อมสรรพสรรพาวุธ ล้วนคอยบังคมถวายชีวิตว่าจะขอรบด้วยหมู่อรินข้าศึกอยู่สลอน

ส่วนเจ้าสุบินก็ยืนผาดในปรางมาศเหมือนท้าวอมรินทรโกสีย์ มีเบญจราชกกุธกัณฑ์ประดับบรรจงองอาจ ยืนผาดเพ่งดูหมู่พลพาหนะแห่งพระเจ้าพิษณุราช พระท้าวเธอยกพลเสด็จมาถึงท้องนาหน้าอาราม ทอดพระเนตรเห็นปรางปราสาทราชวังก็ประหลาดหลากพระทัยว่า บุญญาธิการไฉน สุบินจึงมาได้ราชวัง สูหมู่เจ้าชาวทหารเร่งหักเข้าล้อมให้รอบ รุมกระโจมจับเจ้าสุบินมาประหารหั้มหั่นให้เปนหลายท่อน หมู่อำมาตย์ราชทหารรับพระโองการสลอน ก็แล่นล้อมกระชั้นเข้าชิดกำแพง เพื่อจะแย่งยื้อทำลายลง หมู่ทหารโห่เสียงสนั่นลั่นฆ้องชัย

ส่วนเจ้าสุบินเห็นทหารบั่นบุกรุกเข้ารบรอ เจ้ามิได้ย่อท้อขามขยาด ทรงราชกกุธภัณฑ์สุวรรณรัตนเรืองรองรังสีมีมือขวาถือศัสตราพร้ากราย มือซ้ายถือทัณฑาวุธศักสิทธิ์สถิตยังที่นั่งช้างกระโจมแก้ว ๗ ประการ กอปด้วยพลทหารอย่างเอกองอาจ แห่ด้วยพาชีชาญชัยในณรงค์รวดเร็ว ออกสถิตณสถานหน้าราชวัง แลซ้ายขวาพลทหารพระเจ้าพิษณุราชก็ผาดไล่รุกบุกเข้ามาพร้อมกันกระชั้นเข้าชิด เจ้าสุบินก็เหวี่ยงหวิดคทาวุธชุ่ยชี้ พลทั้งอโขภินีก็วินาศสลบล้มนิ่งนอน ยังเหลือแต่พระมหากษัตริย์เจ้าองค์เดียวบนพระที่นั่งคชสาร พญาจึงตรัสเปนมธุรสว่า ลูกเอ๋ย เจ้าสุบินกุมาร บิดาพ่ายแพ้อำนาจแก่เจ้าแล้ว บิดาขอถวายแสนสุริยเวียงชัยไอศวรรย์แลมหันตโภไคยในแดนจังหวัดปริมณฑลขัณฑเสมา บิดาถวายเปนของเจ้าทังสิ้น เจ้าจงให้ชีวิตแก่บิดาในกาลบัดนี้เถิด

เจ้าสุบินจึงเชิญชวนพระท้าวเธอเสด็จยังปรางมาศทิพรัตนมณเฑียรแล้วไต่ถามถึงนางอุบลวรรณา ท้าวเธอตรัสว่าบิดาอภิบาลบำรุงไว้ในตำหนักชั้นใน จงเจ้าแต่งสุวรรณสีวิกากาญจน์ไปรับนางเสด็จมายังพระราชมณเฑียรของพ่อเถิด บิดาจะราชาภิเษกเจ้าไว้ในมไหสุริยสมบัติในกาลบัดนี้

เจ้าสุบินจึงว่า พระบิดาจงทอดพระเนตรดูฤทธิ์แห่งข้า ว่าแล้วจึงบ่ายปลายทัณฑาวุธชี้ไป ไพร่พลทั้งอโขภินีก็มีชีวิตคงคืนฟื้นสมปฤดี ประชุมกันประนมอภิวันท์สลอน ก็ร้องถวายพรเสียงสาธุการเอิกเกริกโกลาหลกึกก้องดังฟ้าร้องสเทือนธรณี หมื่นขุนมนตรีเศรษฐีพระยารีราชนิกูล ขุนหมื่นพันทนายราษฎรทั้งหลาย แลเหล่าพราหมณ์โหราพฤฒาจารย์ก็ก้มกราบกรานถวายเมือง ขอถวายตัวเปนข้าฝ่าพระบาท ผู้ทรงฤทธิเดชากว่าชีพจะถึงปริโยสาน เสียงเซ็งแซ่สนั่นพร้อมกัน

ขณะนั้นพระเจ้าพิษณุราชบพิตร เธอสั่งมหามาตยภิมุขทุกกระทรวง บรรดาข้าหลวงนอกใน ให้มาทำการสยุมพรอภิเษกเจ้าสุบิน แลนางนาฎอุบลวรรณา ให้เปนเอกราชในมหาภูมิมณฑลสกลโกสามพีอภัยเภรีมหานคร จึงถวายพระนามว่า สมเด็จมหาสุบินราชาธิราช พระเกียรติยศก็ปรากฎไปทั่วสกลพิภพพื้นชมพูทวีปนี้แล

ครั้นจบนิทานลง แสนสกลกำนัลก็หรรษา สาธุการพร้อมกัน เสียงนี่สนั่นในพระราชเรือนหลวง แล้วนางตันไตรยนำนิยายมาเล่าอิกสืบไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ