๑๙ นิทานเรื่องพระเจ้าไตรวัต

ว่าขอพระราชทาน ในกาลก่อนล่วงแล้ว ยังมีพญานาคราชตน ๑ ครองไอสุริยสมบัติณกรุงบาดาลนาคพิภพ มีพระราชธิดา ๑ พระนามว่านางนาคกัลยาณิ์ ๆ นั้นเคยขึ้นมาเที่ยวในวนสถานใกล้กรุงพระเจ้าไตรวัตมหาบพิตรเนือง ๆ

วัน ๑ พระเจ้าไตรวัตพระองค์เสด็จเลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัลยาณิ์นั้น ทำอนาจารสมจรด้วยงูดินเกี่ยวกระหวัดพันกันอยู่ ท้าวเธอแลดูแล้วจึงตรัสว่า นางนาคกัลยาณิ์นี้มิได้คิดถึงตระกูลบิดาว่าเปนท้าวพญาใหญ่ในนาคพิภพ ทำให้เสียพงศ์พันธุ์ตระกูลนาค แล้วพระองค์ให้อำมาตย์เขี่ยค้อนงูดินนั้นออกเสียจากกัน นางนาคนั้นก็ลอายใจคิดแค้นนัก จึงลงไปแจ้งเหตุยุยงแก่พระราชบิดา ว่าข้าขึ้นไปเล่นณพิภพมนุษยโพ้น ท้าวไตรวัตมหาราชมาพบเข้าเธอพานตีข้าเจ็บป่วยเปนอันมาก พญานาคราชได้ทรงฟังนางธิดาทูลดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธเปนกำลัง จึงตรัสว่า ท้าวไตรวัตมิได้เห็นแก่เรา ข่มเหงบุตรเราจะไว้เธอมิได้ สูหมู่อำมาตย์มนตรี จงยกพลทหารขึ้นไปยังกรุงท้าวไตรวัต เข้าแอบแฝงซ่อนอยู่ณเรือนราษฎร แลเรือนอำมาตย์จงทั่วทุกเรือน ตัวเราจะเข้าไปเร้นอยู่ณปราสาทท้าวไตรวัต ถ้าสูหมู่ทหารได้ยินว่างูงอดตอดพระมหากษัตริย์ตาย สูทั้งหลายพร้อมกันจงเข้าตอดไพร่แลนายให้ถึงแก่ความตายสิ้นทั้งเมือง เสนานาคบริวารรับพระบัญชาแล้วไปซ่อนซอกอยู่ทุก ๆ เรือน แต่พญานาคราชนั้นขึ้นไปเร้นอยู่บนเพดานตรงแท่นที่บรรทมพระเจ้าไตรวัตแล

ส่วนสมเด็จพระเจ้าไตรวัตเสด็จเลียบพระนครแล้ว เสด็จกลับยังพระราชวัง ทรงพระสุคนธรสน้ำหอม ๑๖ กละออมแล้วเสด็จเข้าที่ พระราชเทวีจึงทูลถามว่า เสด็จประพาสวันนี้พระองค์เห็นอันใดปลาดบ้าง ท้าวเธอตรัสว่า เออเจ้าพี่ วันนี้เราได้เห็นนาคดรุณบุตรีแห่งพญานาคขึ้นมาทำอนาจารด้วยงูดิน พี่นี้เห็นแก่พญานาคราชว่าธิดาเธอจะทำให้เสื่อมเสียเชื้อตระกูลวงศ์แห่งนาคราช จึงให้อำมาตย์คัดค้อนออกเสียจากกัน

พญานาคราชแฝงอยู่ณเพดาน เธอได้ฟังสารที่กษัตริย์ตรัสจำนรรจากับพระมเหษีนั้นมีความยินดียิ่งนัก คิดว่าท้าวเธอทำคุณแก่เราอีก แต่ธิดาของเราหากชั่วร้าย คิดแล้วก็เลื่อนลงจากเพดาน ใช้นาคบริวารไปบอกแก่นาคทหารทั้งปวง ว่าอย่าทำอันตรายแก่มนุษย์ทั้งหลายเลยเปนอันขาด จงมาสันนิบาตในสถานโพ้น

ส่วนพญานาคราชกับอำมาตย์ ก็นิรมิตอาตมะเปนพราหมณ์ ๔ คน เดิรเข้ามาหน้าพระราชวัง พอพระเจ้าไตรวัตทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสให้หาพราหมณ์ทั้ง ๔ นั้นเข้ามาทรงปราไสด้วยมธุระกถา แล้วพราหมณ์ก็กล่าวว่า ข้าพระเจ้าจะถวายมนตร์มุข ๑ ชื่อสรรพรัตนมนตร์ประเสริฐนัก รู้จักสรรพภาษาสัตว์ต่าง ๆ พระองค์จงเรียนไว้แล้วอย่าบอกผู้ใดเลย ถ้าพระองค์บอกแก่ผู้อื่นเมื่อใด พระองค์ก็จะสิ้นชีพเมื่อนั้น พระเจ้าไตรวัตก็เรียนมนตร์นั้นไว้ พราหมณ์จึงว่า ข้าพระเจ้านี้คือพญานาคราชมาสนองคุณพระองค์ แลข้าพระเจ้าจะขอลา ว่าแล้วก็กลับเพศเปนนาคราชเลื้อยไปให้ประจักษ์แกพระมหากษัตริย์ในกาลนั้นแล

อยู่มาวัน ๑ พระเจ้าไตรวัตมหาราช เสวยอ้อยอยู่กับพระอรรคมเหษี มีมดดำตัว ๑ มากินชานอ้อยแล้วว่า ชานอ้อยแห่งพระราชเทวีไซร้ ได้น้ำกินมาก แต่ชานอ้อยพระมหากษัตริย์นี่กะไรแห้ง ไม่มีน้ำติดบ้างเลย พระราชทรัพย์ทั้ง ๑๒ พระคลังนั้นสิ้นแล้วฤๅ จึงเสวยอ้อยมิไว้เดนชานให้เรารับประทานบ้าง อย่าเลยเราจะไปทูลแก่พญามด ให้ขับพลทหารขึ้นมาไสช้างพระที่นั่งให้พังทำลายปราสาทนี้เสีย ท้าวเธอได้ทรงฟังมดว่าดังนั้นก็ทรงพระสรวล

ส่วนพระราชเทวีก็ทูลถามว่า พระองค์ทรงพระสรวลด้วยเหตุข้าพระบาทบริจากินอ้อยนี้ฤๅ ๆ ว่าด้วยเหตุอื่นอันใด โปรดเกล้าตรัสให้แจ้งในกาลบัดนี้เถิด

ท้าวเธอตรัสว่า เราบอกไม่ได้ นางก็ทูลถามต่อไปทุกวันทุกเวลาว่า ถ้าพระองค์มิโปรดเกล้าให้ข้าพระบาทหายสงสัยแล้ว จะอยู่สนองพระเดชพระคุณต่อไปก็ขัดสน จะอัดอั้นกมลจิตต์ให้ดับสูญสิ้นชีพจากพระองค์ไปในกาลบัดนี้

พระมหากษัตริย์เธอลุอำนาจสัตรี ได้ยินคดีนางก็สดุ้งหวาดพระทัยกลัวว่านางจะนิราสจากชีพ มิได้คิดว่าพระองค์จะบรรลัย จึงทรงดำริห์จะบอกแก่พระราชเทวี

ขณะนั้นมีเอฬกะ ๒ ตัวตัวเมียอยู่ใต้พระตำหนัก นางเอฬกีนั้นลูกอ่อนพูดกับตัวว่า ข้าอภิบาลบุตรอยู่ไปหากินมิได้ ท่านจงไปหามะเขือมาให้ข้ากินเถิด

เอฬกะผู้ผัวตอบว่า เราไปลักมะเขือเขาทุกวัน ๆ เขาตีรันเราเจ็บปวดนัก แต่นี้ต่อไปเรามิไปลักมะเขือของเขามาให้เจ้ากินอิกเลย

นางเอฬกีได้ฟังก็คิดน้อยใจ จึงว่าถ้าท่านไม่ไปหามะเขือมาให้เรากินแล้ว เราก็จะกลั้นใจตายเสียบัดนี้ แลบุตรแห่งท่าน ๆ จงเลี้ยงรักษาเถิด

เอฬกะผู้ผัวก็ว่า เออ ท่านจะตายก็จงตายเถิด เราไม่อาจไปลักของเขาได้แล้ว ด้วยกลัวเขาโบยตีนัก นางแพะสาว ๆ พึ่งแรกรุ่นดรุณีมีถมไป เราจะไร้เมียเมื่อไรมี ตัวเราไซร้ไม่เหมือนพญาไตรวัตราช มาหลงลุอำนาจแก่มาตุคาม กลัวมเหษีจะตายเสีย ซึ่งตนจะตายซิไม่คิด เปนพระมหากษัตริย์ผ่านไอสุริยสมบัติจะหามเหษีอื่นอิกไม่ได้ฤๅ บอกมนตร์ตนก็จะตาย

พระเจ้าไตรวัตได้ทรงฟังแพะกล่าว ให้ลอายพระทัยนัก ทรงพระดำริห์ว่า แต่สัตว์ดิรัจฉานมันยังรู้เจรจาได้ดังนี้ อย่าเลยอาตมะจะรักษาชีพไว้ดีกว่า จึงตรัสว่า ดูกรพระราชเทวี ซึ่งเจ้าถามพี่ ๆ มิได้บอกแก่เจ้าแล้ว แลเจ้าจะตายก็จงตายเถิด พระราชเทวีจะกลั้นใจตายก็ไม่ตายแล

นางตันไตรยทูลถวายนิยายดังนี้ แสนสกลกำนัลกัลยาณิ์นางในสาธุการสรรเสริญว่า แม่เอ๋ย ไพเราะหาสิ่งจะเสมอมิได้เลย

สมเด็จพระเจ้าไอสุริยพาหราชทรงฟังนิยาย มีพระนัยโสมนัสชื่นชมชูพระปีติโดยนิยมดังนี้

ฝ่ายฝูงอมรเทพ ก็ให้สาธุการปรากฎแก่ชนทั้งหลายว่า ดูกรบพิตร พระองค์จะเลือกสกลนารีอันมีในไตรภพนี้ แลนางใดจะมีปรีชายิ่งกว่านางตันไตรยนี้หามิได้แล้ว แลพระองค์ได้ทรงสดับปกรณัมทั้ง ๓ นี้ แม้นพระองค์จะปราถนาสวรรค์สมบัติก็จะได้ดุจนิยมนั้นแล

ท้าวเธอทรงฟังเทพยดาเจ้าสรรเสริญนางดังนั้น เธอก็ยิ่งโสมนัส สาธุการดุจบรมจักรพัตราธิราช ได้รัตนนารีอันมาแต่อุดรกุรูทวีป

ครั้นรุ่งเช้า ท้าวเธอสั่งให้หาโหรามนตรีเหล่ากระวีชาตมาสันนิบาตพร้อมกันให้อภิเษกนางตันไตรย ให้นางนั่งเหนือสุวรรณรชฎะราศี เสียงมะมี่นางชะแม่เถ้าแก่กำนัล นิกรสัตรีกราบกรานสลอน อวยพระพรให้เปนเอกองค์อรรคมเหษี ใหญ่กว่านารีสาวสรรค์สนม ๑๖,๐๐๐ โดยนิยมแห่งเทพยดากล่าวนั้น พระมหากษัตริย์จึงประสาทอรรคราชฐานแลมไหสุริยสมบัติมโหฬาร แก่วิจิตรวิจารณามหามนตรีผู้เปนบิดานางตันไตรยในกาลนั้น เกียรติยศก็เฟื่องฟุ้งขจรทั่วพิภพแลทิศานุทิศ ด้วยเดชฤทธิ์ปรีชาแห่งนางตันไตรย

ครั้นนางได้เปนเอกอรรคราชมเหษีแล้วจึงทูลว่า อันสมเด็จบรมกษัตริย์เจ้าในโบราณจารีตไซร้ ย่อมทรงสมาคมโดยนิยมราชศาสตร์นี้ ให้จิระเจริญสุขสวัสดิ์แก่โลกทั้งหลาย แลมีนิยายอันเปนประโยชน์ได้ ๓๖๐ ประการ คือนนทุกปกรณัม ๙๐ นิยาย คุมควบเข้าทั้งสิ้นนิยมเปนนิยาย ๓๖๐ ล้วนประกอบโศลกอันไพเราะยิ่งนัก พระองค์จงประพฤติอย่าให้ขาด

สมเด็จพระเจ้าไอสุริยพาหราช เธอตรัสว่า เออ เจ้าจงกล่าวสกลนิยายอันมีประเภทต่าง ๆ นั้นเถิด จำเดิมแต่นั้นนางก็ได้นามปรากฎชื่อว่านางตันไตรยโลกมหาเทวีแล

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ