๑๑ นิทานเรื่องโอรสพระเจ้ากรุงมัทราส

ว่าเมื่ออาทิปฐมกาลล่วงแล้ว มีพระบรมขัติยาธิบดีพระองค์ ๑ พระนามพระเจ้ามัทราส ผ่านพิภพณกรุงมัทราสมหานคร มีพระโอรสพระองค์ ๑ พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ทูลลาไปเรียนศิลปศาสตรณกรุงตักกะสิลานคร สมเด็จพระราชบิดาพระราชทานทอง ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ ให้แก่พระราชกุมาร ๆ กับพี่เลี้ยงก็ไปโดยอุดรทิศมรรคาแล

ยังมีอุตรเศรษฐีผู้ ๑ มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ อยู่ณกรุงเหมราชนครให้ทอง ๑,๐๐๐ กระษาปณ์แก่บุตรอันมีอายุได้ ๑๖ ขวบ ให้ไปเรียนศิลปศาสตรณกรุงตักกะสิลานคร พี่เลี้ยงไปด้วยคน ๑ ครั้นถึงกึ่งมรรคาก็พบพระราชกุมาร ๆ ถามว่า ท่านมาแต่ประเทศใด เปนบุตรตระกูลใด จะไปหนไหน ด้วยภาระธุระอะไร เศรษฐีบุตรแจ้งว่าเปนบุตรอุตรเศรษฐีอยู่ณกรุงเหมราชนคร จะไปเรียนศิลปศาสตรณกรุงตักกะสิลา จึงย้อนถามพระราชกุมารว่า เปนหน่อตระกูลใดมาจากประเทศใด จะไปสู่ตำบลราชธานีใด พระราชกุมารแจ้งว่าเราเปนหน่อท้าวมัทราส อันผ่านพิภพมัทราสนคร เราจะไปเรียนศิลปศาสตรณกรุงตักกะสิลาดุจเดียวกัน มาเราจะไปเปนเพื่อนกันเถิด กุมารทั้ง ๒ กับพี่เลี้ยงทั้ง ๒ ก็บทจรไปเปนลำนองณแนวมรรคาเท่าถึงสำนักอาจารย์ ทิศาปาโมกข์จึงถามว่า มาจากประเทศใด พระราชกุมารแลเศรษฐีบุตรก็แจ้งยุบลแห่งกิจทั้งปวงแห่งอาตมะทุกประการ แล้วว่าขอรับรู้เรียนศิลปศาสตร พระอาจารย์ก็รับจะสั่งสอนให้ พระราชกุมารแลเศรษฐีบุตรก็ยกทรัพย์ ๑,๐๐๐ นั้นขึ้นบูชา พระอาจารย์ก็สอนศิลปศาสตราคมโดยนิยมอรรถ สรรพวิชาศาสตรแก่พระราชกุมาร แลเศรษฐีบุตรแลพี่เลี้ยงทั้ง ๒ นั้น นาน ๓ ปีได้จบไตรเพท แล้วก็อำลาพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์คืนมายังนครสถานแห่งอาตมา เมื่อจะมานั้นอาจารย์สั่งว่าท่านทั้ง ๔ ไซร้ ไปถึงมรรคาแพรกแพร่งตรงนั้นไปสู่นครแห่งท่าน แพร่งเฉียงสาธารณ์ท่านอย่าไป พระอาจารย์เจ้าสั่งไว้อย่างนี้ ส่วนเศรษฐีบุตรกับพี่เลี้ยงไปโดยมรรคาแพร่งตรง พระราชกุมารสงสัยว่า มรรคาแพร่งเฉียงเปนไฉนหนอจะไปดู ว่ากับพี่เลี้ยงแล้วก็ไปโดยมรรคาแพร่งเฉียงนั้นพบบรรณศาลาก็พากันขึ้นอาศรัย

ยังมีอสูรชื่อยักษราชตน ๑ มาเห็นพระราชกุมารก็คิดว่ากุมารทั้ง ๒ นี้ล่วงเข้าอาณาเขตรเรา ต้องเปนอาหารแห่งอาตมาแล้ว คิดแล้วก็เข้าจับกุมารทั้ง ๒ จะเอาเปนอาหาร พระราชกุมารก็สัปยุทธต่อสู้อสุรยักษราช ๆ ก็พล้ำพลาดล้มลง พระราชกุมารก็ขึ้นคร่อมฅอไว้ เงือดเงื้อพระแสงขรรค์ชัยจะฟาดฟันยักษราช ๆ ก็ร้องอ้อนวอนว่า ท่านทั้ง ๒ จงไว้ชีพแก่เราเถิด เราจะให้มนต์อัน ๑ ทดแทนคุณท่าน ชื่อมนต์ถอดปราณ เลื่อนจิตต์ออกจากกายไปเล่นแห่งใด ๆ ก็ได้ดุจปราถนาแล้วกลับเข้าสถิตสถานแห่งกายดังเก่าได้ พระราชกุมารว่า ท่านกล่าวฉนี้ยังจะจริงแลฤๅ ยักษราชว่า คำเรากล่าวไซร้ จริงแท้ไม่หลอกลวง พระราชกุมารก็ละวางยักษราชนั้น ๆ ก็ให้มนต์อุปเทศถอดปราณแก่พระราชกุมารกับพี่เลี้ยง แล้วพระราชกุมารก็ออกจากศาลาไปประมาณ ๗ ราตรีก็บรรลุถึงพิชัยนคร

สมเด็จท้าวพิธุระมหาราชอันผ่านพิภพพิชัยนครนั้น มีพระราชธิดาองค์ ๑ พระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา รูปสิริโสภาคย์พร้อมพระลักษณะเบ็ญจกัลยาณี กอปด้วยพรรณรังสีเลิดล้ำล่วงมนุษย์นารีทั้งปวง แต่อุบัติมานางมิได้พาทีกับชายเลย มาตรว่าจะแย้มสรวลน่อยหนึ่งก็หามิได้ จึงพระชนกบิตุราชให้โหรทำนายพระชัณษา โหรถวายพยากรณ์ว่า เมื่อใดพระราชบิดาพระชนมพรรษาบรรจวบบุรุษยุคล ควรสังวาสฤดีก็ตรัสวาทีเมื่อนั้น จึงสมเด็จท้าวพิธุระมหาราชให้แต่งปราสาท ๗ ชั้นประดับด้วยพิพิธรัตนวิจิตร บพิตรพระราชทานแก่พระธิดาให้อยู่ด้วยบริพารพฤฒินารี อภิบาลบำรุงแห่ห้อมล้อมวงนั่งยามประทีปทองตามเติมน้ำมันหอม ณห้องบรรทมชั้นนอก เหล่าดุริยดนตรีแตรสังข์ฆ้องประโคมคอยคับคั่ง ด้วยมีรับสั่งไว้ว่า ถ้าพระธิดาจำนรรจาตอบบุรุษผู้ใดให้ประโคมเมื่อนั้นแล มีพระราชกำหนดไว้แก่ท้าวพระยาสามนตราชแลมุขมนตรีเศรษฐีคฤหบดีทั้งปวง ให้แต่งกุมารผู้เปนบุตรส่งเข้ามาให้พาทีด้วยพระธิดาวันละคน ๆ ถ้าธิดาเราตอบพาทีด้วยผู้ใด จะอภิเษกให้เปนมเหษีแก่ผู้นั้น ถ้านางมิได้พาทีกล่าวตอบแก่ผู้ใด จะลงอาชญาแก่ผู้นั้นจนสิ้นชีพ ท้าวพระยาสามนต์สกลเสนา ส่งบุตรเข้าไปเจรจาด้วยนาง ๆ มิได้ตอบพาทีเลย ท้าวเธอให้ลงอาชญาแก่กุมารทั้งหลายจนตายนั้นเปนอนันต์มหันตคณนา

ครั้นแล้ววัน ๑ เปนวาระแห่งเศรษฐีบุตรจะได้เข้าไปพาที บิดามารดาก็กระทำมงคลการทำขวัญเศรษฐีกุมารนั้น ให้เล่นการมหรศพอำนวยพรพิณดีด บางหมู่ซึ่งเปนญาติคณามาอวยพรแล้วโศกากำสรดร่ำไร

พอพระราชกุมารกับพี่เลี้ยงมาถึง เข้าอาศรัยณศาลาแทบประตูบ้านเศรษฐี ครั้นเห็นอาการชนทั้ง ๒ เหล่าโศกเศร้า บ้างอวยพรแล้วร่ำร้องรับขวัญ เห็นอัศจรรย์ใจจึงถามชนอันไปมา ชนทั้งหลายก็แจ้งพระราชธิดามีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาแลถึงรัชวาลาแล้วแลมิพาทีตอบผู้ใดเลย บัดนี้มีพระราชกำหนดไว้ ให้เศรษฐีคฤหบดีส่งบุตรเข้าไปพาทีด้วยนาง ถ้านางพาทีตอบ ท่านจะให้เปนบาทบริจาแลนางมิได้ตอบวาทีด้วยผู้ใด ให้ลงพระราชอาชญากุมารทั้งหลายตายเสียมากแล้ว แลวันนี้เปนวันแห่งเศรษฐีบุตรบ้านนี้จะไป คณาญาติมาร้องไห้ด้วยกลัวแก่ภัยพินาศ บางหมู่ญาติก็ร่ำร้องอวยพร

พระราชกุมารทรงฟังก็ยิ้มไขว่า ถ้ามีผู้ฉลองแทนเศรษฐีบุตรไปยังจะได้แลฤๅ ชนทั้งหลายว่า เจ้ากูว่านี้ดีหนักหนา เขาจึงไปแจ้งแก่มหาเศรษฐีว่า มีกุมาร ๒ คนมาว่าจะฉลองแทนต่างบุตรของท่านไปวาทีด้วยพระราชธิดายังจะได้ฤๅ

มหาเศรษฐีได้ฟังก็แย้มยวนยินดีหนักหนา ให้คนไปหาพระราชกุมารกับพี่เลี้ยงนั้นเข้ามายังเคหะสถาน ก็ว่าเจ้าแลฤๅจะไปจำนรรจาด้วยพระราชบิดาแทนบุตรแห่งข้า เล่ห์อย่างเจ้ามาให้ชีพแก่บุตรข้า พระราชกุมารก็รับว่า ท่านอย่าร้อนใจข้าพเจ้าจะไปแทน มหาเศรษฐีโสมนัสสาการว่า ถ้าพระราชธิดาตอบวาทีเจ้าได้ไซร้ บิดาจะแบ่งปันสุพรรณรชฏะทาสีทาสาแห่งบิดานี้ให้แก่เจ้ากึ่ง ๑ มหาเศรษฐีจึงให้พระราชกุมารชำระสะสรงสุคนธรสน้ำหอม แล้วประดับประดาด้วยเครื่องอลงการวิลัยใส่ธำมรงค์เรืองรองรังสี เบิกบายศรีมีผู้มารับขวัญ อำพัลด้วยพิณพาทย์ดีดสี เสียงมะมี่หมู่มหรศพแซ่เซ็งกว่าเก่า แต่งพระราชกุมารนั้นเสมอบุตร ครั้นเพลาราตรีกาลค่ำย่ำฆ้อง จึงหามโห่แห่พระราชกุมารแลพี่เลี้ยงมาถึงพระราชมณเฑียร ให้กราบทูลแด่สมเด็จพระเจ้าพิธุระมหาบพิตร ท้าวเธอให้เบิกไปยังพระรัตนมณฑปตำหนักพระราชธิดา พระราชกุมารกับพี่เลี้ยงก็ลีลามาสู่ห้องบรรทมพระธิดา

ครั้นถึงแทบทวารมีขันทองรองน้ำสรงบาทอยู่คู่ ๑ จึงพี่เลี้ยงก็ถอดจิตต์ปราณเข้าสู่ขันทองรองน้ำสรงบาทนั้น ๆ จึงร้องเชิญพระราชกุมารว่า ขอเชิญพระเจ้าอยู่หัวชำระสรงพระบาทแล้วจึงเสด็จขึ้นสู่พระเจ้าน้องท้าวเธอเถิด ทุกวันนี้พระเจ้าน้องท้าวเธอเสวยพระทุกข์คอยท่าพระองค์อยู่ แลขันน้ำนั้นก็เรียกเตี้ยค่อมสาวใช้ว่า สูไปไหนจึงไม่มาสรงพระบาทพระเจ้าพี่ยานี้เสด็จท่าอยู่

พระราชกุมารตรัสถามว่า นั่นพี่ขันน้ำฤๅปราไสเรา ขันน้ำก็ขานตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าขันน้ำนี้เปนทาสสนิทพระเจ้าน้องท้าวเธอนั้นแล พระราชกุมารตรัสว่า ท่านอย่าให้ลำบากแก่สาวใช้เตี้ยค่อมเลย พี่เลี้ยงเรามีมาแล้ว พี่เลี้ยงจึงถอดปราณมาเข้าในรูปแห่งอาตมะ แล้วก็ตักน้ำมาสรงพระบาทพระราชกุมาร แล้วก็ถอดจิตต์ปราณเข้าอยู่ในอัฒจันท์ ร้องเชิญว่าข้าพเจ้านางอัฒจันท์ ขอเชิญพระองค์เจ้ายอพระบาทย่างมาเหยียบข้าพระบาท เสด็จเข้ายังห้องพระน้องท้าวเธอเถิด บัดนี้พระเจ้าน้องท้าวเธอคอยอยู่ พระราชกุมารเสด็จถึงประตูห้องพี่เลี้ยงก็ถอดจิตต์ปราณไปเข้าอยู่ในประตูร้องเชิญว่า ข้าพเจ้านางประตูขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิด สมเด็จน้องท้าวเธอคอยอยู่

ล์วนนางได้ฟังเสียงร้องเชิญมิได้เห็นตัวไซร้ ทรงพระรำพึงว่าใครหนอมาร้องเชิญ วันนี้อัศจรรย์ใจหนักหนา พระราชกุมารเสด็จเข้าถึงแทบที่แท่นบรรทม แห่งพระราชธิดาเสด็จอยู่นั้น สมเด็จน้องท้าวเธอมิได้เหลือบแลลำภา พระราชกุมารตรัสแก่พี่เลี้ยงว่า วันนี้เราเข้ามาอยู่รักษาพระราชธิดา แลเราจะมานั่งนิ่งนอนอยู่ไซร้ เกลือกหลบไหลมิชอบ พี่รู้นิยายสิ่งใดบ้าง เล่าไปเราจะฟังให้หายหาวนอน พี่เลี้ยงทูลว่า เชิญพระองค์เล่านิยายเถิด ข้าพระบาทจะขอฟัง พระราชกุมารตรัสว่า ผู้ใดจะมาแก้นิยายเราเล่า พี่เลี้ยงจึงถอดจิตต์ปราณเข้าอยู่ในม่านข้างที่พระบรรทมของพระราชธิดานั้น ร้องทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้เปนนางม่านอยู่กั้นรักษาพระราชเทวีนี้จะขอแก้นิยายแห่งพระองค์ เชิญพระองค์จงเล่าเถิด ข้าพระบาทจะขอฟัง พระราชกุมารถามว่า ใครนั่นร้องรับออกมา นางม่านฤๅ ขอรับข้าพระบาทนางม่านนี้เปนข้าสนิทพระน้องท้าวเธอมานานแล้ว ทุกวันนี้พระเจ้าน้องท้าวเธอคิดอ่านประการใด ๆ ก็ย่อมหาฤๅข้าพระบาทผู้เดียวนี้ ถ้าข้าพระบาทว่าชอบก็ยอมประพฤติตามเจ้าพี่เลี้ยงนั้นสิเหนื่อยมา พระองค็โปรดให้นอนก่อนเถิด

พระราชกุมารตรัสว่า เราจะเล่านิยายบัดนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ