๒๔ นิทานเรื่องพระเจ้ากรุงศรีภิรมย์มหาราช

ว่าบุรพกาลปางก่อน ครั้งพระเจ้ากรุงศรีภิรมย์มหาราชได้ครอบครองสมบัติอยู่ณกรุงสุวรรณมหานคร วัน ๑ พระองค์เสด็จยกพลจัตุรงคโยธาออกประพาสมฤคยาน ครั้นถึงไพรสนฑ์แห่ง ๑ จึงให้หยุดพลไว้เสด็จด้วยพระที่นั่งอาชา พระหัดถ์ทรงธนูศรเสด็จไล่มฤคไป จนพลัดจัตุรงค์พลากรแต่พระองค์กับมนตรีผู้ ๑ ไปถึงวนาวาสชนบทแห่ง ๑ พบกฎุมพีผู้ ๑ ไถนาอยู่ ทารกบุตรนั้น ๒ คนอายุได้ ๖ ขวบ ๘ ขวบ ลงเล่นเลนอยู่ณท้องนา ท้าวเธอประพาสเห็นตรัสถามมนตรีว่า ทารกทั้ง ๒ นี้บุตรนัดดาของใคร มนตรีทูลว่า บุตรชาวบ้านป่า พระมหากษัตริย์ตรัสว่า น่าเอ็นดูหนอ ถ้าเปนบุตรผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ไหนจะหม่นหมองศรีดังนี้ เธอมีพระกรุณาพระราชทานทรัพย์ให้แก่บิดามารดาแห่งทารกนั้น บิดามารดาก็ถวายทารกทั้ง ๒ นั้น พระองค์ก็พามาอภิบาลเลี้ยงไว้ในพระราชวัง ครั้นจำเริญใหญ่มา ท้าวเธอทรงพระกรุณาตั้งให้เปนนายแวง ทั้ง ๒ คนเข้านอนรักษาหน้าท้องพระโรงทุกวัน วัน ๑ นายแวงผู้พี่พาทีว่า น้องเอ๋ย เราอุบัติเกิดมาอาภัพมาได้เปนข้าเจ้าข้าจอม จะไปแห่งใดก็ต้องจำบอกจำกล่าวเจ้าขุนมุลนายก่อนจึงจะไปได้ ถ้าเราอยู่กับบิดามารดาถึงจะปราถนาจะไปในทิศทั้ง ๑๐ ไซร้ ก็หามีใครจะบังคับบัญชาไม่ ทำไฉนเราจะขวนขวายออกไปให้พ้นทุกข์นี้ได้ นายแวงผู้น้องนั้นค่อยมีสวามิภักดิ์ต่อเจ้า จึงกล่าวว่า พี่เอ๋ยบุญเรามากอิก จึงได้มาเปนข้าสมเด็จบรมกษัตริย์มีศักดิ์มียศ ถ้าเราอยู่ด้วยบิดามารดาก็เปนแต่ไพร่บ้านนอก ใครจะเกรงขาม อันทุกวันนี้จะไปแห่งใดก็ดี มีผู้ยำเกรงเพราะพาสนามีก็เปนเอง ถ้าแลพาสนาหามิได้แล้ว ถึงจะขวนขวายเท่าใด ๆ ก็ดี ก็หาได้จะเปนการไม่นะพี่ นายแวงผู้พี่จึงว่า อันจะเชื่อแต่พาสนานั้นมิชอบ ค่อยขวนขวายเล่าแลจึงจะรอดตัว เมื่ออนุชภาตาทั้ง ๒ จำนรรจาอยู่ด้วยกันนั้น พอเสด็จมาประจวบเข้าก็หยุดอยู่ทรงฟังแจ้งทุกประการ ครั้นเวลารุ่งเช้ารับสั่งให้หานายแวงทั้ง ๒ นั้นมาตรัสถามว่า รติกาลคืนนี้ ท่านสนทนาด้วยวจนะกถาอันใด นายแวงทั้ง ๒ จึงทูลแจ้งคดีตามที่ตนเจรจากันทุกประการ บรมกษัตริย์แสร้งทรงพระโกรธ แล้วสั่งให้ลงโทษทำพันธนาการจำจองด้วยสังขลิกพันธ์ แล้วให้เอาไปขังไว้ณเหวแห้งแห่ง ๑ จึงเอาพระธำมรงค์วง ๑ ใส่ซุกซ่อนไว้ณท้องกะบาย ปกปิดด้วยโภชนกระยาเสวย แล้วตรัสสั่งให้ผูกกะบายหย่อนลงไปตามปล่องเหว แต่ไม่ให้ถึงตัวนายแวงทั้ง ๒ นั้น นายแวงผู้พี่แลเห็นก็รีบร้นขวนขวายไปรับมาบริโภคอิ่มแล้ว ยังอาหารเศษเล็กน้อยก็ส่งไปให้แก่น้อง ด้วยคิดว่าแต่พอให้ได้ครองชีพไว้เถิด นายแวงผู้น้องก็รับมากิน อาหารสิน้อย นายแวงผู้น้องก็ได้พระธำมรงค์ในโภชนะนั้นเก็บซ่อนซุกไว้ นายแวงผู้พี่ก็มิได้รู้ แต่บรมกษัตริย์ซ่อนพระธำมรงค์ลงไว้ในอาหาร แล้วให้หย่อนลงไปให้นายแวงดังนี้ถ้วนถึง ๗ วัน แล้วพระองค์ตรัสสั่งให้ถอดนายแวงทั้ง ๒ ออกจากพันธนาการเข้ามาเฝ้า จึงตรัสถามว่าเมื่อท่านอยู่ในโทษได้กินโภชนะเปนฉันใดบ้าง นายแวงผู้พี่ทูลว่า เมื่อพระราชทานให้หย่อนอาหารลงไปไซร้ ข้าพระบาทขวนขวายไปรับมาจึงได้บริโภค ยังอาหารเหลือเศษข้าพระบาทส่งให้แก่น้อง พระองค์จึงตรัสถามนายแวงผู้น้องเล่าว่า ท่านบริโภคอาหารเหลือเศษเห็นสิ่งใดบ้าง นายแวงผู้น้องทูลว่าข้าพระบาทมิได้ขวนขวายไปรับ จึงได้พระราชทานอาหารวันละน้อย ๆ แต่ว่าได้พระธำมรงค์ในกะบายนั้นวันละวง ๆ ทูลแล้วจึงถวายพระธำมรงค์แด่บรมกษัตริย์ ๆ ก็พระราชทานคืนให้แก่นายแวงผู้น้องนั้น แล้วพระราชทานที่ตั้งให้เปนเสนาบดี นายแวงผู้พี่มิได้มีสวามิภักดิ์พระองค์ก็มิทรงพระกรุณาแล

นนทุกราชจึงตอบว่า อันสหายว่าดังนี้ก็ชอบอยู่ แต่ว่ารู้ขวนขวายก็รอดชีพได้ดีดุจเดียวกัน

สัญชีพจึงว่า ธรรมเนียมมีไฉนสหายจงเล่าไปจะขอฟัง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ