๑๘ นิทานเรื่องนายสำเภาชื่อสุริยวาณิช

ว่าในกาลอดีตล่วงแล้ว มีนายสำเภาผู้ ๑ ชื่อสุริยวาณิช ภรรยาชื่อว่านางอุทุมพรราช สุริยวาณิชจำนรรจาด้วยภรรยาว่า สรรพทรัพย์สินค้าทั้งนี้มีมาแก่เรา แลสุวรรณรชฏะทาสาทาสีทั้งนี้ ก็ได้เพราะเรา ๆ ไปค้าสำเภาจึงมั่งมี ถ้าเรามิไปค้าสำเภาหาไหนจะได้มั่งมี

นางอุทุมพรราชจึงตอบว่า ถ้าข้ามิเก็บปกปักรักษาจัดแจงจำหน่าย ก็เห็นจะมิเปนการดอก อนึ่งท่านไปขวนขวายไปหาก็จริง แต่ว่ามาทอดทิ้งไว้ ข้าหากแจกจ่ายจึงได้มาก็เพราะข้า ถ้าบุทคลเขารู้ริบรอมหอมหยับดี เขามีเข็มสักเล่มแลได้ไหมสักห่อหิ้ว ๑ แม้นรู้ประกอบกิจรู้เก็บก็จะได้มั่งมีดุจเดียวแล

สุริยวาณิชผู้ผัวขัดแค้นจึงว่า เรามั่งมีขึ้นเพราะเจ้า แลเจ้าว่ามีเข็มสักเล่มแลด้ายไหมสักห่อหิ้ว รู้ทำก็จะได้มั่งได้มีแล้ว ถ้ากระนั้นตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าอย่าป้องปกซื้อจ่ายเลย เราจะไปสำเภาด้วยกัน เจ้าจงประกอบเข็มกับด้ายไหมสักห่อหิ้ว ๑ เราจะได้เห็นความเพียรแห่งกัน ว่าแล้วสุริยวาณิชซื้อจ่ายพรรณสินค้าลงสำเภาได้โดยควรแล้ว ก็พาภรรยาลงท้ายสำเภาไปถึงเกาะอัน ๑ ใกล้ฝั่ง จึงให้นางขึ้นบนเกาะนั้นแล้วจึงว่า เจ้าเอ๋ย เข็มกับด้ายแลไหมพี่ห่อไว้ให้เจ้าแล้ว จงเก็บไว้ทำเงินทองที่เกาะนี้เถิด เมื่อพี่กลับจึงจะมารับเจ้า ว่าแล้วก็ใช้ใบสำเภาไป

ส่วนนางอุทุมพรราช เมื่อสวามีคลาศไป น้ำตาไหลลลุมลง ตั้งใจสุจริตซื่อตรงต่อผัวมิกลัวยาก ครั้นสำเภาฉากเฉียงไปไกลฝั่งจึงตั้งกรอัญชลีรลึกถึงคุณสวามีแล้วบ่ายหน้าขึ้นมา มือซ้ายฟูมฟายน้ำตา มือขวาหิ้วห่อไหมเดิรเซซังซอกซอนไปหลายราตรี มีแต่ผลาผลไม้เปนอาหาร ก็บรรลุถึงบ้านมหัลลกะตากับยายอยู่เฝ้าอุทยานแห่งพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ผ่านสมน้ติณกรุงพาราณสี นางอุทุมพรราชเห็นตายายก็ยินดี ด้อมก้มกรานเข้าไปกราบไหว้ขออาศรัยอยู่ ตายายทั้ง ๒ นั้นสิ้นพันธุ์พงศ์บุตรนัดดา เห็นกิริยานางดีก็เอ็นดู จึงว่านางโฉมตรูเจ้าจงอยู่เปนบุตรีแห่งเรา ๆ จะเลี้ยงเจ้าไว้ต่างตาต่างใจ นางจึงอยู่ดูตกแต่งปฏิบัติบำเรอตักน้ำต้มหุงผดุงผดา สองชราก็ค่อยสบายคลายคลี่ มีใจเสนหาราวกับบุตรในอุทร เจ้าชั่งตกแต่งหุงหาอาหารมีรสมิให้อนาทรใจตายายเลย เจ้าคอยเลียบเล็มรับจ้างปักผ้า ค่อยได้ค่าจ้างหลายเหลือกิน จึงประกอบสดึงตั้งปักขยายมามิได้ขาด ปักเปนเจียรบาดบัวผุดแลปักครุฑยุดนาคหลาก ๆ หลายพรรณ ปักเปนพระจันทร์หนีอสุรินทราหูเข้าอยู่ในกลีบเมฆ แลปักเปนกระหนก นกการเวรบินร่อนกินลม บ้างปักเปนพรหมสี่หน้า พระหัดถ์ซ้ายขวาชูดอกบุษบา นางปักนา ๆ ต่าง ๆ ขายได้ค่ามาไถ่คนด้วยวรรณจำเริญศรี มีมหันตทาสีทาสาขึ้นมากหลาย ตายายมีผ้านุ่งห่มแต่ล้วนปักล้วนกรอง มหาชนที่รู้จักจึงทักถามว่าผู้ใดมาอยู่ด้วยหม่อมลุงหม่อมป้า กะไรดูหน้ารัก ช่างปักผ้าตละเปน ข้าเห็นพอใจ ขันหมากข้าจะให้สัก ๕๐๐ หอข้าจะปลูกไม่น้อยสัก ๗ ห้อง ทองจะมาสัก ๗ ชั่ง เงินตราตั้งดุลคุณป้ารับเงินมั่นไว้เถิด ต่างคนต่างก็มาขอนี้มากหลาย ตายายจึงว่าอันข้าจะว่าไปก็ไม่ได้ ถ้าท่านมีจิตต์พอใจแล้ว ท่านไซร้พากันไปว่ากล่าวแก่หล่อนเองเถิด

ฝูงชนทั้งหลายก็เกลื่อนกล่นกันมา ปราถนาจะใคร่ได้นางนั้นเปนมากหลาย ด้วยนางมีจริตแลกิริยานั้นก็งาม ชนทั้งหลายก็พากันไปปราไสจำนรรจา นางจึงตอบว่า ข้าแต่พี่สวามีข้ามีอยู่

ในวาระวัน ๑ พระเจ้าพรหมทัตเสด็จมาประพาสอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นนางเฉลิมบวรโฉม เธอชอบพระหฤทัย จึงรับสั่งให้หาตายายแลนางเข้ามาเฝ้า แล้วมีพระโองการตรัสถามตามเหตุซึ่งมีพระราชประสงค์

นางจึงกราบทูลว่า ขอพระฤทธิ์พระเดชมาปกเกล้า ข้าพระบาทนี้มีชาติตระกูลพงศ์พันธุ์เปนปจันตคาม มิควรจะอยู่ในพระราชวัง อนึ่งพระองค์ก็เสวยบรมสุขแล้ว จะมาเสวยอบายทุกข์เยียใดเล่า แลข้าพระพุทธเจ้านี้มีสวามีแล้ว สามีข้าพระบาทเจ้าไปค้าสำเภายังมิกลับมา

พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า ถ้าสามีของนางมาถึงเมื่อใดนางจงพาสามีมาหาเราเถิด แล้วท้าวเธอก็เสด็จกลับยังพระนคร

ฝ่ายนางอุทุมพรราช ก็รีบปักผ้าขายได้ทรัพย์มากหลาย ไถ่ข้าหญิงชายมามหันตคณนา แล้วนางสร้างศาลาไว้แห่ง ๑ นอกบ้าน สำหรับชนไปมาได้อาศรัย แลนางให้อาหารเปนทานมิได้ขาด

ฝ่ายสุริยวาณิชไปสำเภา ๆ ก็เสียในท้องมหาสมุทร เสียทรัพย์สินผู้คนก็ตายสิ้น เหลือแต่ตนผู้เดียวเที่ยวเซซังมาถึงบ้านนางอุทุมพรราช ทาสของนางเห็นกิริยาสุริยวาณิชแปลกปลาดกว่าวณิพกทั้งปวง จึงไปแจ้งแก่นาง ๆ ก็ให้จัดแจงอาหารอย่างดีไปให้แก่สุริยวาณิช แล้วนางเผยหน้าต่างดูหมู่วณิพก ก็เห็นสุริยวาณิช ๆ ครั้นเห็นนางก็จำได้ ว่าเปนภรรยาของตน มีความลอายเปนอันมาก ได้อาหารแล้วก็รีบออกมาอาศรัยณศาลาหน้าบ้านของนางนั้น ครั้นรัติกาลนางอุทุมพรราชคิดว่า นายสุริยวาณิชนี้ไม่มีสัตย์ซื่อต่อเราผู้ภรรยาจึงอุปัติเหตุให้ยากจนไป เรานี้หากมีน้ำใจซื่อตรงจึงค่อยวัฒนาเจริญมั่งมีบริบูรณ์ขึ้น ทุกขโตทุกขฐานัง ท่านไม่ผิดคิดให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นก็หันมาหาตัว คิดแล้วก็จัดหาผ้านุ่งห่มสำรับ ๑ กับเงินตรา ๕ ตำลึง แล้วลอบออกไปหาสวามี แล้วนางว่า ท่านมิได้ซื่อตรงต่อข้าพเจ้าจึงตกไร้ ข้าพเจ้าไซร้ซื่อสัตย์ต่อท่านจึงไม่ยากจน ถ้าข้าพเจ้าไม่สัตย์ซื่อต่อท่าน จะหาสวามีใหม่ก็จะได้ดีกว่าท่าน แต่หากเกรงทุกข์ในอบาย เชิญท่านนุ่งห่มผ้านี้เถิด แล้วข้าจะให้บ่าวไพร่มาอภิวาทไหว้ท่าน ๆ จงเอาเงินนี้ไว้แจกแก่พวกทาสที่จะมาหาท่านเถิด แล้วนางก็กลับมายังเคหะสถาน

ครั้นเวลารุ่งเช้า นางอุทุมพรราชจึงบอกแก่ทาสาทาสีทั้งปวงว่า สามีเรามาถึงแล้ว ชรอยสำเภาจะเสียสูญไปในมหาสมุทรจึงมาแต่ผู้เดียวเข้าอาศรัยอยู่ณศาลา สูทั้งหลายจงไปไหว้ แล้วเชิญท่านมายังเคหะสถานแห่งเรา ทาสกรรมกรทั้งหลายก็ทำดุจนางสั่งทุกประการ

ฝ่ายสุริยวาณิช ก็แจกเงินให้แก่ทาสที่มานั้นทั่วทุกคนแล้วก็มาสถานนางอุทุมพรราชผู้เปนภรรยา ๆ ก็จัดหาเครื่องราชบรรณาการ แล้วก็พาสุริยวาณิชเข้าไปเฝ้าถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าพรหมทัต

นางจึงกราบทูลว่า นายสุริยวาณิชนี้เปนสามีข้าพระบาท ไปค้าสำเภาเอาเครื่องบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวาย

สมเด็จพระเจ้าพรหมทัตดีพระทัย จึงโปรดตั้งสุริยวาณิชให้เปนที่เศรษฐีอยู่ณเมืองนั้นแล

นางเถ้าแก่กำนัลสุรางคนิกร ก็ชื่นชมให้สาธุการแก่นางตันไตรย ๆ ก็กล่าวดุจหนหลังดังได้ว่ามาแล้วนั้นทุกประการ

ครั้นปุนะทิวสะกาลรุ่งสาย พระเจ้าไอสุริยพาหราชเธอก็สั่งแสนเสนาภิมุขทุกกระทรวง ทั้งโหราพราหมณาพฤฒาจารย์ ให้เข้ามาพร้อมกันอภิเษกนางตันไตรยเหนือสัตตพิธรัตนราศี ให้เปนเอกองคบริจาราชมเหษี มีพระยศอันใหญ่ยิ่ง เปนนางแก้วกอปด้วยเบญจกัลยาณี นางจึงทูลถวายอดีตนิยายนี้ต่อไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ