๕๑ นิทานเรื่องนกยางลวงปลา

ในพุทธกาลก่อนนั้น มีสกุณตัว ๑ ชื่อกาลพโกนกยางไปเที่ยวหาอาหาร เห็นมหาสระ ๑ มีหมู่มัจฉาอาศรัยอยู่เปนอันมาก จึงรำพึงว่าอาตมะจะทำกิริยาเปนมายาลวงกินปลานี้ให้จงได้ คิดแล้วก็ลงไปยืนทำกิริยาง่วงเหงาเซาหลับตาอยู่ริมฝั่งสระนั้น ถึงมาทหมู่มัจฉาทั้งหลายจะเข้าใกล้ตัวก็ดี ก็ทำอุบายอาการดุจรักใคร่มิได้ทำอันตรายเลย แต่เพียรพยายามอยู่ดังนั้นประมาณ ๒ วัน ๓ วัน

ฝ่ายหมู่มิจฉาทั้งหลายเห็นอาการกาลพโกทำกิริยาดังนั้นก็รำพึงว่า อันธรรมดานกยางทั้งหลายนี้ย่อมเปนอริภัยแก่ฝูงเรา เหตุไฉนเล่านกยางเถ้าตัวนี้จึงมิได้เบียดเบียนฝูงปลาทั้งหลายเล่า รำพึงดังนี้แล้วจึงหมู่มัจฉาทั้งปวงก็เข้ามาใกล้แล้วถามว่า ข้าแต่ท่านลุง เหตุไฉนจึงมาทำกิริยาง่วงเหงาเปนทีทุกข์โศกอยู่ดังนี้ กาลพโกจึงตอบว่า ดูกรลูกหลานเหลนทั้งปวงเอ๋ย เราทุกข์โศกอยู่ฉนี้ก็เพราะมีความเมตตาท่านลูกหลานทั้งหลาย หมู่มัจฉาถามว่า ซึ่งลุงเมตตาฝูงข้าทั้งหลายนี้ด้วยเหตุฉันใด กาลพโกจึงว่าหลานเอ๋ย ลุงนี้เห็นชาวชนบทประเทศทั้งปวงนั้น เขาจัดแจงอวนแหสุ่มซ่อมช้อนชนาง แล้วเจรจากันว่าจะมาเอาหมู่มัจฉาในสระนี้ ลุงสงสารลูกหลานทั้งหลายจะถึงแก่ความตายเสียหมดสิ้น ลุงจึงทุกข์โศกด้วยเหตุฉนี้ นี่แน่ลูกหลานทั้งปวงเอ๋ย ลุงไปเห็นมหาสระอัน ๑ ใหญ่โตแสนสนุกรโหฐาน แต่ว่าสถิตอยู่เหนือยอดบรรพตโพ้น ถึงว่าพรานเนื้อแลพรานปลาก็มิได้ไปมาได้เลย ลุงคิดว่าจะพาเอาลูกหลานทั้งหลายไปไว้ในสระนั้นให้เปนสุขให้พ้นฝูงคนเบียดเบียน ลุงนี้กลัวแต่ว่าลูกหลานทั้งปวงจะมิเชื่อเรา ถ้าจะใคร่เห็นความจริงไซร้ จงให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปด้วยเรา ๆ จะพาไปให้เห็นประจักษ์แก่ท่านทั้งปวง มัจฉาทั้งปวงได้ฟังกาลพโกว่าฉนั้น ต่างสดุ้งตกใจด้วยสำคัญว่าจริง จึงปฤกษากันว่าชาวเราจะประพฤติฉันใดดีจึงจะพ้นภัยแห่งมนุษย์ได้ ซึ่งถ้อยคำนกยางว่าสระใหญ่มีอยู่บนยอดบรรพตโน้นยังจะจริงฤๅ จำเราทั้งหลายจะไปสืบดูให้แจ้งก่อน คิดแล้วหมู่มัจฉาทั้งปวงก็แต่งให้แพทย์มัจฉาตัว ๑ จึงพามาสู่นกยาง แลแพทย์มัจฉาจึงว่า ข้าแต่ท่านลุง จงพาหลานนี้ไปดูให้เห็นประจักษ์แจ้งก่อนเถิด

ฝ่ายว่ากาลพโกนั้นจึงอ้าปากคาบมัจฉาแต่ค่อย ๆ แล้วก็บินไป ครั้นถึงแล้วก็วางลงในสระยอดบรรพตนั้น แพทย์มัจฉานั้นครั้นเห็นมหาสระอันเปนที่เกษมสุขดังนั้น ก็เพลิดเพลินเจริญใจมิใคร่จะมาเลย กาลพโกจึงปลอบว่า หลานเอ๋ยมาไปเถิด สงสารฝูงญาติอยู่ภายหลังจะหลงคอยฟังข่าวอยู่หลานอย่าร้อนใจว่าจะมิได้มา ลุงจะอุส่าห์พามาให้สิ้นทั้งสระนั้น แพทย์มัจฉาจึงมาหากาลพโกนั้น ๆ ก็ค่อยถนอมพาบินมาถึงที่อยู่แล้วก็วางลง แล้วแพทย์มัจฉานั้นก็บอกเล่าตามซึ่งตนไปเห็นนั้น แลว่าทีนี้เราทั้งหลายจะพ้นพวกมนุษย์เบียดเบียนและอยู่เย็นเปนสุขครั้งนี้แล้ว

ฝ่ายฝูงมัจฉาทั้งหลายฟังแพทย์มัจฉาบอกเหตุดังนั้น ก็ชื่นชมโสมนัสสำคัญว่านกยางจะกรุณาจริง แล้วก็ชิงกันกล่นเกลื่อนเข้ามาห้อมล้อมหน้าหลัง แล้วก็วิงวอนแก่นกยางว่าข้าแต่ท่านลุง จงกรุณาชักพาข้าพเจ้านี้ไปก่อนเถิด กาลพโกจึงว่า ลูกหลานทั้งหลายอย่าร้อนใจเลย ลุงจะอุส่าห์พาไปให้จงสิ้นด้วยกัน แต่นั้นมากาลพโกก็คาบบินไปถึงข้าคบไม้ต้น ๑ อันมีอยู่แทบเชิงเขาแล้วก็กินปลาเปนอาหารสิ้นกาลทุกวันจนหมดสิ้นมัจฉาในสระนั้น

กาลนั้นมีปูตัว ๑ มีปรีชาฉลาดหลักแหลมแลมาพิจารณาดูก็รู้ว่ากาลพโกนี้ลวงเอาฝูงปลากินเปนมั่นคง ครั้นอยู่มามิช้ามินาน กาลพโกก็มาสู่สระนั้น แล้วจึงมีวาจาว่า ดูกรหลานเอ๋ย ฝูงปลาผู้เปนเพื่อนพวกพ้องของหลาน ลุงก็พาไปให้อยู่เปนสุขสิ้นสระแล้ว แลยังเหลืออยู่แต่หลานนี้จะคิดประการใด ปูจึงมีวาจาตอบว่า ข้าแต่ท่านลุง ข้านี้มิรู้ที่จะคิดฉันใดเลยนะลุงเอ๋ย กาลพโกก็ว่าอย่าร้อนใจ เราจะทำบุญแล้วก็จะทำให้ทั่วกัน เราจะอุส่าห์คาบเอาท่านไปให้รอดเปนสุขแล ปูจึงว่าถ้าลุงกรุณาดังนั้นก็ดีแล้ว แต่ทว่าข้านี้มีกายเปนกระดองแขง คาบจะยากด้วยเหตุว่าจงอยปากท่านสิแขงนัก แม้นว่าพลาดพลัดไพล่ลงมาจะมรณาเสียเปล่า ๆ แม้นลุงเอ็นดูหลานแล้ว หลานจะขอเอาก้ามคาบคอด้วยพอช่วยแรงท่านนั่นและหลานจึงจะเต็มใจ ฝ่ายกาลพโกนั้นโลภหลงเล็งเห็นแต่จะได้ลาภ อนึ่งเพื่อผลบาปที่ตนล่อลวงให้ท่านหลงแลปลงชีพท่านเสียนั้นมาทันเข้า ก็ป้องกันปัญญาไว้มิได้คิดจ่าภัยจะถึงตนเลย ก็ยอมให้ปูเอาก้ามคาบคอแล้วบินไป ครั้นถึงต้นพฤกษาใหญ่ที่เคยอาศรัยกินปลานั้น ก็จับลงเพื่อจะกินปูเปนอาหาร ฝ่ายปูรู้อาการกาลพโกดังนั้นแล้ว แลเห็นกองอัฐิมัจฉาทั้งหลาย อันถึงแก่ความตายแต่กาลก่อนนั้นแน่แก่ใจ จึงมีวาจาว่า ดูกรนกยางผู้โมหะหลงโลภใจทมิฬบาปหยาบช้าปดโป้ว่าศรัทธาทำกุศล ดังฤๅจึงลวงล่อหมู่มัจฉามากินเล่น แล้วมิหนำซ้ำจะลวงกินเราด้วยเล่า อย่าหมายเลยที่ว่าจะกินเราได้ ด้วยก้ามเราคีบคอท่านไว้แน่นถนัดดังนี้ ถ้าท่านมิพาเราไปส่งในสระดังเก่า เราจะหนีบคอออเจ้าให้ขาดตายในกาลบัดนี้ ครั้งนั้นกาลพโกก็สุดคิดด้วยว่าปูคีบคอหนักเข้า จึงอ้อนวอนขอโทษว่า ท่านจงคลายก้ามออกเสียสักหน่อยก่อนเถิด เราจะพาท่านไปส่งในสระดังเก่า ฝ่ายปูคิดว่าจะคีบให้ตายบัดนี้ น่าที่อาตมาก็จะค้างอยู่ป่านี้ จำจะลวงให้มันพาไปส่งเสียก่อน แล้วจะทำให้มันตายเมื่อภายหลัง คิดแล้วก็คลายก้ามออกหน่อยหนึ่ง แล้วก็ค่อยคีบแต่เบาๆ

ฝ่ายนกยางเถ้าก็บินมาพลางทางคิดว่า ถ้ากูพาไปถึงสระแลก้ามมันวางจากคอกูแล้ว กูจะสับจิกด้วยจงอยปากให้กระดองมันแตกตายแล้วกูจะกินให้หนำใจ ครั้นบินมาถึงสระแล้วนกจึงว่า ท่านจงวางคอเถิด ปูจึงตอบว่า ท่านพาเราไปวางให้ถึงที่น้ำลึกก่อน นกยางก็พาไปวางถึงน้ำลึกแล้ว ปูเห็นทีจะไปได้ก็คีบต้นคอนกให้ขาดตายวายชีพณกาลครั้งนั้น

สังวทันต์ว่า ซึ่งข้าพเจ้าว่าผู้มีปัญญาก็เอาตัวรอดได้ ก็ดุจดังปูเอาชีวิตรอดได้นั้น

นนทุกราชจึงว่า อันกาละมาถึงแล้วบห่อนจะหนีพ้นก็มีธรรมเนียมดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ