๑๐ นิทานเรื่องเศรษฐีสอนบุตร

ว่ายังมีเศรษฐีผู้ ๑ มีบุตรชายผู้ ๑ แลเศรษฐีนั้นครั้นใกล้ถึงกาลมรณะก็สอนบุตรว่า “คมนํ สาธู ติฎฺโต” กิริยาไปดีกว่าอยู่ หาบดีกว่าคอน นั่งดีกว่านอน จะกินไซร้ให้พิจารณาก่อน พ่อสอนเท่านี้ เจ้าจงมนะสิการจำไว้ เมื่อภายหน้าแม้นจะทลิทกตกไร้ทรัพย์สิ้นสูญ ก็จะรื้อรอดตัวคืนได้ด้วยทำตามอนุศาสน์สอนเท่านี้ เศรษฐีก็ถึงอสัญกรรมล่วงไป ภายหน้าเศรษฐีบุตรก็ทลิทกเข็ญใจ ไปกระทำมิตรสัณฐวะคบกับบุรุษเข็ญใจผู้ ๑ สนิทสังวาสอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ก็ชวนกันไปหาบฟืนมาขาย ชายทลิทกผู้สขาก็ถามว่า ท่านจะเอาฟืนไปมากน้อยเท่าใด เศรษฐีบุตรจึงว่าเราจะเอาไปหาบ ๑ ด้วยคิดว่าบิดาสอนไว้ว่า หาบดีกว่าคอน ชายทลิทกสขาว่า เอาไปมากทำไม ข้าจะเอาไปแต่คอน ๑ เท่านั้น แลชนทั้ง ๒ ก็หาบคอนฟืนมาจำหน่าย ส่วนเศรษฐีบุตรได้เบี้ยมากกว่า ๒ ส่วน ๆ ๑ ซื้ออาหาร ส่วน ๑ เก็บผสมไว้ เพียรอย่างนี้ทุก ๆ วันจนได้เปนค่าผ้านุ่งห่ม ฝ่ายทลิทกสขาได้ฟืนมาส่วน ๑ จึงได้ทรัพย์ส่วนเดียว แบ่งเปนค่าอาหารกึ่ง ๑ ๆ เปนค่าสุรา แต่ผ้าจะนุ่งจะห่มก็หายาก วัน ๑ พากันไปถึงศาลากลางหนทางก็เข้าอาศรัยหยุดนั่ง เศรษฐีบุตรอนุสรคำนึงว่า บิดาสอนว่า ไปดีกว่าอยู่ แลจะนอนกลางหนนี้มิชอบกล คิดแล้วก็ชวนสหายว่า เรามาไปเถิดทลิทกสขานั้นว่า ท่านจงไปก่อนเถิด แล้วข้าจึงจะไปตาม เศรษฐีบุตรก็ไป ชายสขานั้นได้ลมเย็น ๆ ก็เคลิ้มหลับไป แลชนอันไปมาอาศรัยครั้นเห็นคนหลับลเมออยู่ ก็ลอบล้วงลักเอาห่ออาหารไปสิ้น ครั้นชายสขาตื่นเหลียวหาห่ออาหารไม่เห็น แล้วก็ตกประหม่าบ้าใจลุกแล่นไปตามทันเศรษฐีบุตร จึงบอกว่าโจรมาล้วงลักเอาห่ออาหารของข้าไปสิ้นแล้ว เศรษฐีบุตรว่า อาตมะชวนแล้วสิมิมาเล่า อาหารแห่งเรานี้มีมาหุงบริโภคด้วยกันเถิด ครั้นเวลาเศรษฐีบุตรหุงโภชนะชายนั้นก็นอนอยู่ ครั้นสุกแล้วก็เข้ากินด้วยกัน สองสหายปริภุญชาหารกิจแล้วก็พากันไป ครั้นเวลาค่ำย่ำฆ้อง ก็เข้าอาศรัยณศาลาแห่ง ๑ จึงชายทลิทกเตือนว่า สหายเอ๋ย นอนหลับเสียเถิด ว่าแล้วก็ชักผ้าคลุมหัวนอน เศรษฐีบุตรนั้นมิได้ประมาทหมิ่นจากคำสอนของบิดาว่า นั่งดีกว่านอน จึงว่าสหายจะนอนก็นอนเถิดเราจะนั่งอยู่ ครั้นมัชฌิมยามเวลาเที่ยงคืนสงัดมหาโจรพวก ๑ ได้ทองมาชั่ง ๑ จึงพากันมาที่ใกล้ศาลานั้น ฝังทองนั้นไว้แล้วก็ชวนกันไป เศรษฐีบุตรนั้นมิได้นอน นั่งอยู่ก็เห็นสถานที่อันโจรฝังทองก็กำหนดไว้ ครั้นเวลาจะรุ่งรางก็ไปขุดเอาทองนั้น แล้วมาปลุกทลิทกสหายว่า รุ่งแล้วมาเราจะไป ชายนั้นตอบว่า ท่านไปก่อนเถิดเศรษฐีบุตรก็ไปก่อนช้านาน จึงชายทลิทกนั้นก็ค่อยโลเลตามไป ครั้นทันก็เห็นเศรษฐีบุตรตะพายทองห่อนั้น จึงถามว่า ได้อันใดห่อตะพายมา เศรษฐีบุตรบอกว่า เราได้ทองชั่ง ๑ ชายทลิทกจึงว่า เมื่อเราเก็บฟืนขายด้วยกัน ท่านก็ได้ทรัพย์มากกว่าเรา ครั้นเรามานอนอยู่กลางหนด้วยกัน ท่านได้ทองชั่ง ๑ จงแบ่งให้เราบ้าง เศรษฐีบุตรตอบว่า เมื่อไปเก็บฟืนด้วยกันสิท่านเอามาแต่คอน ๑ จึงได้ทรัพย์ค่าฟืนน้อย อาตมะสิเอามาหาบ ๑ จึงได้ทรัพย์มากกว่า แลมาหนทางด้วยกัน ท่านมานอนอยู่ อาตมะมิได้นอนจึงได้ทองชั่ง ๑ ชายทลิทกนั้นก็คิดปองร้ายจะเอาทองนั้นให้ได้ ครั้นเวลาจะหุงโภชนาหาร ก็ขวนขวายหุงเข้าต้มแกงเอง ใช้ให้เศรษฐีบุตรไปหาฟืนหาผัก ครั้นโภชนะสุกแล้วจึงว่าแก่เศรษฐีบุตรว่า ท่านไปอาบน้ำก่อนเถิด เศรษฐบุตรก็ไปทลิทกบุรุษก็คดโภชนะออก เอายาพิษคลุกเคล้ากับโภชนะใส่ภาชนะไว้กับสูปะเพียญชนะ ครั้นเศรษฐีบุตรอาบน้ำแล้วกลับมาชวนเชิญว่า เราจะปริภุญชาหารด้วยกัน ทลิทกบุรุษว่า ท่านจงบริโภคก่อนเถิด ข้าจะไปอาบน้ำเสียก่อน เศรษฐีบุตรก็นั่งคอยท่าอยู่ เห็นช้าก็ผิดปลาดเฉลียวคิดได้ว่า บิดาสอนไว้ว่า จะกินให้พิจารณาก่อน เออสหายอาตมะนี้สิเปนคนเกียจคร้านไม่ช่วยหุงต้มเลย วันนี้ไฉนจึงมาหุงต้มเอง แล้วก็หาบริโภคด้วยเราไม่ วันนี้น่าแปลกใจนัก จึงหยิบโภชนะในหม้อนั้นมาปั้น ๑ ในภาชนะปั้น ๑ ให้กากิน แลโภชนะในภาชนะนั้นกากินก็ตาย โภชนะในหม้อนั้นกากินไม่ตาย ก็เห็นประจักษ์แจ้งทุกสิ่งจึงคดเข้าที่ในหม้อออกกินสินแล้ว ก็กลับเอาโภชนะอันคลุกเคล้ายาพิษในภาชนะนั้นใส่ไว้ในหม้ออย่างเก่า แล้วชักผ้าคลุมเศียรนอนนิ่งอยู่

ฝ่ายทลิทกบุรุษอาบน้ำแล้วกลับมาเห็น ก็สำคัญว่าถึงแก่กาลมรณะแล้ว จึงคิดว่าโภชนะในหม้อสิว่าอาตมะเก็บไว้เองก็คดออกกิน ๆ แล้วก็หยิบเอาห่อทองนั้นไป พิษยาซาบซ่านหฤทัย ให้กลัดกลุ้มก็ตายอยู่ณกลางหนทาง เศรษฐีบุตรสกดรอยตามไป ก็พบสัตรี ๑ ยังไม่มีสวามี สัตรีนั้นบอกว่า “ภาติก” ข้าแต่พี่ ชาย ๑ เดิรมาดี ๆ แล้ว ล้มลงตายณทางที่โพ้น เศรษฐีบุตรว่า “ภคินิ” น้องหญิงเอ๋ย เจ้าจงนำพี่ไป พี่จะให้ลาภแก่เจ้าบ้าง นางนั้นก็นำไป ครั้นพบแลได้ทองนั้นแล้ว เศรษฐีบุตรก็แบ่งปันให้นางนั้นกึ่ง ๑ นางจึงว่าพี่ให้ทองแก่ข้า ๆ ก็จะรับไว้ แต่ตัวข้าไซร้ไม่มีสวามี ที่ข้าจะพาทองไปก็ยาก เศรษฐีบุตรจึงตอบว่า ตัวพี่ก็นิรทาระสันโดษอยู่แต่ผู้เดียว ทองเท่านี้เราช่วยกันรักษาไว้เลี้ยงกันเถิด แลเศรษฐีบุตรก็พานางนั้นไปเลี้ยงเปนคู่ครองในกาลนั้น

เหล่าพฤฒิสัตรีแลนารีพระสนมกำนัล ครั้นได้ฟังนางตันไตรยก็สรรเสริญสาธุการว่า เจ้าช่างเล่าไพเราะหนักหนา นางตันไตรยจึงว่า “เสฺว” วันพรุ่งนี้ ถ้าข้าได้มาเฝ้าฝ่าพระบาทอิก ข้าจะเล่าให้เพราะกว่านี้

สมเด็จพระเจ้าไอสุริยพาหราช เสด็จบรรทมมิได้หลับทรงฟังนิทาน ครั้นรุ่งเช้าเสนาเข้าเฝ้าสพรั้งพร้อม พระท้าวเธอสั่งแก่วิจิตรวิจารณามหามนตรีว่า จงส่งแต่นางตันไตรยนี้เข้ามาเถิด มหามนตรีก็ส่งตามรับสั่ง ครั้นสมัยกาลราตรีเสด็จเข้าที่ นางตันไตรยรับราชกิจตามประเวณี แล้วก็มาอยู่เฝ้าตามเคย หมู่นางกำนัลนารีทั้งปวงก็เตือนเชิญว่า เจ้าเล่านิยายไปเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอฟัง นางประนมกรถวายบังคมพระมหากษัตริย์แล้วเล่าอดีตนิยายดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ