๕๐ นิทานเรื่องท้าวทศกระวีราชหนีพระกาล

กาลก่อนมีพระมหากษัตริย์พระองค์ ๑ ทรงพระนามท้าวทศกระวีราช เสวยราชสมบัติอยู่ณเมืองทวาราวดี ประกอบด้วยเสนางค์โยธีทวยหาญโหราราชพฤฒาจารย์ นางเถ้าชาวสนมกรมฝ่ายหน้าฝ่ายในทั้งปวงเปนอันมาก แลบรมกษัตริย์พระองค์นั้นมีอนุชาธิราชพระองค์ ๑ ทรงพระนามพระพลเทพให้เปนที่อุปราช แลพระบรมกษัตริย์ ๒ พระองค์นั้น ทรงทศพิธราชธรรมเปนประธานแก่ท้าวพญาในสากลชมพูทวีป ครั้นจิรกาลนานมาเมื่อกาลวิบัติจะมาถึงนั้น พระโหรเถ้าทำฎีกาทูลถวายว่า ยังอิก ๗ วันเบื้องหน้านี้ พระกาลจะมาถึงพระองค์เจ้าแล้ว สมเด็จท้าวทศกระวีราชทรงทราบ แล้วมีพระโองการสั่งพระพลเทพผู้เปนพระอนุชาธิราชว่าจำเดิมแต่นี้ไป ๗ วัน ท่านจงรักษาพระนครแลพระทวารทั้งปวง ห้ามอย่าให้ใครเข้าออกได้ พระพลเทพรับพระโองการแล้วมาทำตามรับสั่งนั้นทุกประการ ครั้นครบ ๗ วันพระกาลก็มาจะเข้าเมืองนั้นมิได้ ก็นิรมิตเปนโคโปดกแล้วก็แล่นร้องหามารดาอยู่นอกพระนครนั้น สมเด็จท้าวทศกระวีราชพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นทรงพระกรุณาเปนกำลัง จึงตรัสสั่งพระพลเทพให้เปิดพระทวารให้โคโปดกนั้นเข้ามา ครั้นรุ่งขึ้นเปนคำรบอัฐวาร เธอก็ตรัสถามพระโหรว่า บัดนี้พระกาลอยู่ที่ใดเล่า พระโหรทูลว่าพระกาลเปนโคโปดกเข้ามาในเมืองได้แล้ว พระองค์จึงสั่งให้จับโคโปดกทั้งหลายในเมืองนั้นไปฆ่าเสีย แล้วถามพระโหรว่า พระกาลอยู่ที่ใดเล่า พระโหรทูลว่าพระกาลไปเปนมหิงษโปดกแล้ว พระองค์ให้จับหมู่มหิงษโปดกนั้นไปฆ่าเสีย แล้าถามพระโหรต่อไป โหรก็ทูลว่าพระกาลไปเปนอัศวโปดกอยู่ในเมืองนี้ พระองค์ก็ให้จับอัศวโปดกนั้นไปฆ่าเสีย แล้วถามพระโหรอิกเล่า พระโหรทูลว่า บัดนี้พระกาลนิรมิตเปนเสาตลุงเหล็กอันปักในหน้าพระลานชัยนี้ พระองค์ก็สั่งพระพลเทพให้หาช่างเหล็กมาทำลายเจียรไนเสาตลุงนั้นเสียให้สิ้น แลช่างเหล็กนั้นก็เจียรไนไปจนบาง เหลืออยู่ประมาณเท่าเมล็ดผลแตง พ้นที่จะจับกุมเจียรไนได้ จึงเอาไปทอดเสียในกลางพระสมุทร ขณะนั้นมีมัจฉาตัว ๑ มาพบเหล็กนั้นก็กลืนกินแล้วก็เที่ยวไป มีนายประมงค์ผู้ ๑ ได้มัจฉาตัวนั้นมาขาย จึงนางภรรยานายเนสาทผู้ ๑ ซื้อได้มัจฉาตัวนั้นมาแล้วจะทำต้มแกง จึงเอามีดมาแหวะอุทรมัจฉานั้นก็ได้เหล็ก นางก็เอาเหล็กนั้นมายื่นให้แก่สามี ๆ ก็มาใส่ปลายปืนไว้ ครั้นอยู่มาสมเด็จท้าวทศกระวีราชเสด็จณที่รัตนบัลลังก์ทรงพระอนุสรรำพึงว่า สิริราชโภไคศูรศฤงคารทั้งปวงนี้จะได้ติดตามอาตมาไปในปรโลกด้วยนั้นก็หามิได้ แต่กองการส่วนกุศลสิ่งเดียวดอก หากจะติดตามอาตมาไปในปรโลกได้ เมื่อพระองค์เห็นแจ้งในอนิจจลักษณะดังนี้แล้ว ก็มอบเวรเศวตฉัตรราชาภิเษกพระพลเทพอนุชาธิราชให้เสวยไอสุริยสมบัติ แล้วพระองค์ก็นิรมิตเปนสุวรรณโคธา คือจังกวดทองออกไปทรงศีลอยู่ป่าจันทวนาดอน อันเปนจังหวัดแว่นแคว้นพระหิมพานต์ เข้าสถิตอยู่แทบกิ่งพระนิโครธไทรใหญ่ต้น ๑

ในกาลนั้นนายเนสาทที่ได้เหล็กในอุทรมัจฉาแลใส่ไว้ในปลายปืนนั้นจึงแบกปืนอันนั้นไปในป่าก็ได้เห็นสุวรรณโคธาอันขึ้นจำศีลอยู่เหนือกิ่งรุกขพระไทรนั้น จึงรำพึงว่าแต่อาตมาเที่ยวป่ามาแต่หนุ่มจนเฒ่าถึงเพึยงนี้ พึ่งได้เห็นสุวรรณโคธาปานดังนี้ ถ้าจะนำเอาคดีไปเล่า คนทั้งหลายไหนเล่าเขาจะเชื่ออาตมา อย่าเลยจำจะเอาสุวรรณโคธาตัวนี้ให้ได้เถิด จะได้ไปถวายบรมกษัตริย์เจ้า นายเนสาทคิดแล้วก็ประทับปืนส่องขึ้นไป ลั่นปืนนั้นไปต้องกัณฐพญาสุวรรณโคธา คือพระบรมกษัตริย์ถึงชีพตักษัยพินาศ

นนทุกราชจึงว่า ดูกรสังวทันต์ ธรรมเนียมมีอยู่ดังนี้ เราจึงว่าจะหนีกาลบห่อนจะรอด จนถึงพระองค์ท้าวทศกระวีราชอันกอปด้วยพระปัญญามหาประเสริฐวิเศษแล้ว ยังหนีพระกาลมิรอดได้เลย

สังวทันต์ว่า ตูข้าพเจ้าเห็นฉนี้ว่า ถ้าผู้มีปัญญารู้ว่ากาลจะมาถึงแล้ว แลจะหนีรอดนั้นก็มีเยี่ยงอย่างอยู่ดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ