๒๕ นิทานเรื่องนางกะเชอรั่ว

นนทุกราชว่า แต่กาลก่อนนั้นมีบรมกษัตริย์ทรงพระนามชื่อวินทุกกัลยาณตราปราช เสวยสวรรยาภิรมย์ณกรุงโรมวิสัย บริบูรณ์ด้วยโภไคศวรรย์มโหฬารอเนกนิกรอนันต์แสนสกลกำนัลแลสาวสุรางค์นารี

ครั้งนั้นมีพรานมัจฉาเข็ญใจ ไปสุ่มช้อนปลากับภรรยา ๆ นั้นเปนกาฬกิณี กระเดียดกระเชอรั่วไปตามสวามี ๆ ได้มัจฉามาใส่ในกระเชอ ฝ่ายว่าภรรยาก็ไม่พิจารณา มัจฉาก็ลอดลงยังน้ำสิ้น แต่สวามีหลงละเลิง ช้อนปลามาใส่ลง ๆ ปลาก็ลอดไปไม่เหลือแต่สักตัว มีนาง ๑ ประกอบด้วยกิริยาวรศุภลักษณ์เปนทาระบริจาของนายสำเภา สถิตอยู่สถานท้ายสำเภา เห็นกิริยานางกระเชอชั่ว ผัวช้อนปลามาใส่ลงก็ลอดหลีกลงน้ำสิ้น นางนั้นก็กลั้นสรวลมิได้ ก็ยิ้มแย้มสำรวลสรวลเล่น นายสำเภาผู้ภรรดาเห็นก็โกรธปริภาษว่า นางพอใจนายประมงค์ฤๅจึงแย้มยิ้มสำรวล ควรเราจะเปลี่ยนไปให้เปนทาระถือกระเชอตามเขา นางจึงกล่าวว่า ข้าสิเปนบาทบริจาริกาของท่าน ๆ จะประพฤติประการใด ๆ ข้าไซร้อาจขืนได้ฤๅ นายสำเภาสิเปนกาฬกิณี ฟังนางกล่าววาทีก็โกรธา ประหนึ่งพญานาคต้องประหาร จึงเรียกพรานมัจฉามาเปลี่ยนภรรยากัน รับนางกระเชอรั่วนั้นมาไว้แก่ตน ส่งนางนิรมลมีศรีโสภายุพินพึงชมนั้นไปให้เปนภรรยาแก่นายพรานมัจฉา นางก็ก้มกรานกราบบาทาสวามีแล้วลาไปถือกระเชอเล่าไซร้ ส่วนพรานช้อนปลาได้ส่งมา นางยื่นตะกร้ารับฝาหับปิดลง ปลาสพงแลแมงภู่ก็อยู่หมด ได้มาเปนประโยชน์แก่อาตมา

ครั้นอยู่มาหลายทิวานางจึงว่าแก่พรานว่า ท่านอย่าทำปาณาติบาตเปนหนักหนาเลย หาอื่นเลี้ยงชีพอันชอบธรรมเถิดจึงจะเกิดลาภเกิดผล ๒ คนก็ตัดฟืนขาย ขวนขวายไปถึงป่าใหญ่เปนดงไม้กฤษณา พรานหาบมาไว้แต่ว่าไม่รู้จัก นางผู้มีนรลักษณ์รู้จักรสกลิ่น จึงกล่าวว่าไม้นี้มีประเทศใดท่านจงหาบมาไว้ให้จงหลายขายได้ราคา พรานผู้เดียวขวนขวายไปเที่ยวหา นางอยู่แต่บ้านได้พร้าแลขวานก็แล่งลิดเอาแต่แก่น แต่ขายขนเอาสุวรรณรชฏะไว้ได้เปนอันมาก

อยู่มาจิรกาลนางกล่าวแก่พรานว่า แต่วันนี้ไปเมื่อหน้าเวลาเช้า ๆ ท่านจงฝึกหัดแล่นลู่ไปให้สิ้นมรรคาคาพยุต ๑ แล้วจึงกลับมาบริภุญชาหาร พรานก็ประพฤติตามคำนางทุกสิ่ง หัดวิ่งเวลาเช้าๆ ไซร้ จนไกลได้ ๓ โยชน์ แล้วจึงนิวัตนกลับมาบริโภคอาหาร พรานประพฤติครุ่นๆ จนกำลังอยู่

ครั้นกาลวัน ๑ มีหมายรับสั่งบรมกษัตริย์วินทุกกัลยาณตราปราช มาป่าวให้พรานทั้งหลายไปตามเสด็จออกประพาสมฤคณราวป่า นางผู้ภรรยาก็แต่งเสบียงใส่ไถ้ให้คาดไว้กับตัวจงมั่นคง นางสั่งว่าท่านจงแล่นตามเสด็จให้ทันม้าพระที่นั่ง ถ้ามีพระโองการถามว่าชื่อไรไซร้ ท่านจงทูลว่าชื่ออาวกู พรานรับคำแล้วก็ไปตามเสด็จพระราชดำเนิร ไปพบมฤคยานป่าใหญ่ ท้าวเธอทรงม้าพระที่นั่งไล่พลัดพลทั้งปวงไปแต่พระองค์เดียว พรานก็แล่นตามไป ๆ ทันม้าพระที่นั่ง ท้าวเธอเสด็จลงจากหลังอาชานัย เสด็จนั่งใต้ร่มพฤกษนิโครธไทรสาขา พรานก็นำอุทกสินธุน้อมเข้ามาถวาย ท้าวเธอตรัสอภิปรายถามว่า ท่านยังได้โภชนะสิ่งไรมาบ้างฤๅ พรานรับพระโองการว่าได้มา จึงนำโภชนะอันระคนปนด้วยมธุรสนพณิตนมเนยน้อมเข้ามาถวาย ท้าวเธอทรงเสวยสำราญแล้วตรัสถามว่า นามแห่งท่านกลใด พรานทูลว่าชื่ออาวกู ท้าวเธอก็เอนเอียงพระองค์ลงไสยาสน์จึงประกาศตรัสว่า เราจะเล่านิยายให้อาวกูฟังหนา ตรัสแล้วเสด็จประทับประทมหลับไปในกาลนั้น

ขณะเมื่อตรัสว่าจะเล่านิยายนั้น หมู่อมรเทพยดาโสมนัสสาการยินดีมีจิตต์จำนงจะฟังนิยาย ครั้นเห็นหายด้วยท้าวเธอประทมหลับแล้วหมู่อมรก็ดิ้นเดือดว่า พระมหากษัตริย์ตรัสมุสา เทพยดาผู้ใหญ่มหันต์มหิทธิศักดาใหญ่กว่าทั้งนั้นก็ว่า ทีนี้เมื่อมหากษัติย์จะออกจากที่สถานพฤกษ์เราจะยิงสาขาให้หักทับ ถ้ามิทันก็เมื่อเธอเข้าประตูพระนครไซร้ เราจะให้โขลนทวารทำลายลงทับทีหนึ่งอิกเล่า ถ้าเรากระทำมิทันทีเมื่อเธอเข้าที่บรรทมหลับสนิท เราจะเปนอสรพิษแผ่พังพานใหญ่ยาวหย่อนลงตอดประหารชีพเธอให้บรรลัย เปนกษัตริย์ไม่สัจจวาที อาวกูได้ฟังอยู่ถี่ถ้วน ครั้นท้าวเธอปพุชนาการตื่นจากบรรทม อาวกูก็ทูลไปทันทีว่าสาขาพฤกษานี้พิรุธนักจะหักลงขอเชิญเสด็จจงพลัน ท้าวเธอเสด็จเหนืออาสน์อาชาให้สัญญาด้วยซ่นพระบาทม้าก็ผาดโผนพ้นฉายา สาขาก็หักแทบจะถูกศีร์ษะเฉียดพระองค์ลงสดุ้งพระทัยหวาด ม้าก็ผาดโผนแล่นพักเดียวก็ถึงทวารพระนคร อาวกูแล่นตามเสด็จก็ทูลสารว่าโขลนทวารจะทำลายลง ขอเชิญเสด็จจงฉับพลัน ท้าวเธอก็จับสายสนั่นหันแซ่สัญญาด้วยซ่นพระบาท ม้าก็ผาดโผนด้วยฉับเฉียว โขลนทวารทำลายลงบัดเดี๋ยวนั้นทันที พอท้าวเธอจรลีล่วงโดยถนนหลวง แล่นจนถึงพระราชมณเฑียรทอง เธอเสด็จสู่ท้องพระโรงชัย อาวกูก็ตามบำรุงบำเรอราชเฝ้าชิดพระบาทจนราตรี ท้าวเธอเสด็จเข้าที่บรรทมเหนือแท่นกับพระอัครมเหษี จึงส่งพระแสงดาพให้อาวกูอยู่รักษาทวารห้องพระบรรทมนั้น ครั้นเวลาเที่ยงคืนสงัดอมรเทพยดาก็ปริวัติเปนอสรพิษแผ่พงพานพ่นพิษบนเพดาน ยาวยานหย่อนลงมาตรงพระมหากษัตริย์อ้าปากรอมร่อต่อจะกัด อาวกูถือดาพอยู่วู่วางเข้ามาตัดทฤฆชาติขาด ๒ ท่อน ตกลงแทบพระแท่นทอง อาวกูเก็บมากองไว้ใต้ที่พระบรรทมโลหิตทฤฆชาติอันขาดกระเซ็นไปตกต้องพระถันยุคลพระอัครมเหษี อาวกูก็คิดว่าควรเราจะบำรุงยิ่งนัก ด้วยทรงพระอธิการาธิคุณจะชำระด้วยมือเราก็มิควร อย่านะเราจะลิ้มเลียโลหิตเถิดจึงจะควร คิดแล้วก็ยอหัดถ์ประนมก้มลงเลียโลหิตอันติดเต้าพระถันนั้น นางท้าวเธอตื่นก็ตกพระทัย ทูลพระมหากษัตริย์ทันทีว่า อาวกูจุมพิตถันแห่งข้าพระบาท บรมกษัตริย์เธอฉุนเฉียวทรงพระโกรธ ให้พิฆาฎนายอาวกูให้สิ้นชีพ อาวกูก็ทูลเหตุตั้งแต่เดิมได้ฟังเทพกถานั้น ท้าวเธอให้ค้นหาก็ได้ทรากทฤฆชาติใต้แท่นทิพไสยาสมคำก็ดีพระทัย ครั้นรุ่งเวลาขุนนางเฝ้าตรัสสั่งมหามนตรีพฤฒิพราหมณ์ปโรหิตให้มาสันนิบาตประชุมพร้อมแล้ว ท้าวเธอตรัสสรรเสริญอาวกูอันมีวิริยมาสวามิภักดิ์รักษาพระองค์ ในท่ามกลางแสนเสนาภิมุข แล้วก็พระราชทานฐานันดรตั้งไว้ในสถานเสนาบดีในกาลนั้น ครั้นสมเด็จพระเจ้าวินทุกัลยาณตราปบพิตรราช เสด็จสวรรคตแล้วก็สิ้นเชื้อพระวงศ์ พระราชบุตรราชธิดาหามิได้เลย หมู่มาตย์มนตรีประชุมชวนกันอภิเษกเสนาบดีอาวกูให้เสวยไอศวรรยสมบัติณกรุงโรมนคร

ดูกรสหายสัญชีพเอ๋ย ผู้ใดมีวิริยขวนขวายในกิจจานุกิจทั้งปวงก็ย่อมได้เสวยสุขาภิรมย์เมื่อปัจฉิมกาล

สัญชีพจึงตอบวจนะกถาไปว่า แม้นมีจารีตประเพณีอย่างนั้นก็ดี ข้านี้ก็ยังมิลงใจเลยเพราะเห็นเศรษฐีเปนอธิบดีแก่เรา ควรเราจะคิดความสุขสวัสดิ์ถึงเศรษฐี จึงจะชอบด้วยสุจริตธรรม ซึ่งเศรษฐีจะมีจิตต์ฉะเพาะกรุณาแก่เรา ครั้นเราจะคิดคดทรยศไซร้ ก็จะบันดาลจิตต์เศรษฐีให้บังเกิดประทุษทารุณขึ้นบ้าง

นนทุกราชกล่าวว่า อ้นสหายกล่าวนั้นเว้นไว้แต่บุทคลผู้มีกฤตาภินิหาร จึงจะยังใจสรรพสัตว์ให้ประพฤติเปนไปได้ อันเศรษฐีไซร้เปนบุรุษปุถุชนอยู่ หากมีอุตสาหกระทำกินแล้วแลผลบุญซึ่งได้ให้ทานบ้างสักน้อยจึงมีทรัพย์ทั้งนี้

สัญชีพว่า สหายเอ๋ย เปรียบประหนึ่งชนบทกฎุมพียังจะเอาใจทาสกรรมกรได้

นนทุกราชว่า เออ ชนบทกฎุมพีไฉน สหายจงสำแดงเราจะขอฟัง

สัญชีพกล่าวเล่านิยายดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ