๕๓ นิทานเรื่องวานรกับจรเข้

กาลก่อนมีสระอันกว้างยาวได้โยชน์ ๑ ตั้งอยู่ณหิมวันตประเทศแทบใกล้อาศรมพระฤษี แลในเขตรข้างอาศรมนั้นมีพฤกษาอันทรงผลต่าง ๆ ยังมีเศวตชาติวานรตน ๑ มีบริวาร ๕๐๐ อาศรัยอยู่แทบสระนั้น มีกุมภีล์สวามีภรรยาเปนใหญ่กว่ากุมภีล์ทั้งปวง มองคอยจับวานรกินเปนอาหารทุกวัน ๆ ครั้นเศวตชาติวานรเห็นดังนั้น ก็บัญชาสั่งฝูงวานรทั้งปวงว่า ผู้ใดกินผลผลาหารอย่าให้เหลือเศษตกลงให้กุมภีลได้กินเดนได้ ถ้ากุมภีล์ได้กินเดนแล้วก็จะเปนอริแก่วานรทั้งปวง ฝ่ายปรกติวานรไซร้ แม้นว่าเจ้านายบัญชาอย่างไรก็บมิเสียจารีตเลย

อยู่มาวัน ๑ ฝูงวานรได้ผลขนุนมากินแล้ววิ่งชิงกัน เศษขนุนนั้นตกลงกุมภีล์ได้รับประทานกินท่อน ๑ ครั้นกุมภีล์ได้พบรสขนุนแล้วก็เอาไปฝากภรรยาท่อน ๑ ภรรยาจึงถามว่า ท่านได้มาแต่ที่ใด กุมภาสามีจึงบอกว่าวานรทั้งปวงเอามากินตกลง เราเห็นว่ามีรสอร่อยเราจึงเอามาฝาก นางกุมภีล์ก็รำพึงว่า แต่เศษอาหารที่วานรกินแลเราได้กินครั้งเดียวสิยังมีรสยิ่งนัก ถ้าว่าดวงหฤทัยวานรนั้นจะมีรสฉันใด คิดดังนั้นแล้วจึงว่าแก่สามีว่า ไฉนท่านจะเอาหฤทัยวานรมาให้ข้ากินได้ สามีจึงว่า อันวานรนี้ย่อมอยู่ถึงยอดพฤกษา ทำไฉนพี่จึงจะเอามาได้ นางกุมภีล์ภรรยาจึงว่าชายแสนโหดหาปัญญามิได้ วิสัยการทั้งปวงจะปราถนาสิ่งใด ๆ ก็อาศรัยด้วยล่อลวงเปนมิตรไมตรีให้ท่านเชื่อแล้วเราจึงจะสมคิด

ฝ่ายสามีฟังภรรยาว่า ก็มาอ้อนวอนปราไสทำเปนมิตรไมตรีด้วยเศวตชาติวานร แล้วจึงมีวาจาว่า ดูกรสหาย ผู้เปนมหามิตรอันประเสริฐ กาลวัน ๑ เราได้กินเศษขนุนอันวานรทั้งหลายกินแล้วแลตกลงมานั้น เราเห็นว่ากอบไปด้วยรส เราจึงนำไปฝากภรรยา ๆ เราได้กินก็ยินดีนัก แล้วสรรเสริญถึงคุณท่าน แลบัดนี้ภรรยาเราวิงวอนกราบไหว้มาถึงท่านผู้เปนวรสหาย ให้เราพาวรสหายไปแล้วแลจะได้กราบนมัสการให้รู้จักท่านไว้เปนที่พำนักไปภายหน้า เศวตชาติวานรมีจิตต์เปนสุภาพธรรมมิได้คิดว่ากุมภีล์ล่อลวงเลย จึงว่าสหายภรรยาท่านอยู่ถึงอโธภาคข้างโพ้น แลเราจะไปกลใด กุมภาจึงว่า สหายมาขี่หลังเราไปเถิด พญาวานรก็ลงขี่หลังกุมภา ๆ ก็พาว่ายไป ครั้นถึงท่ามกลางคงคา กุมภาก็กระทำจลาจล หวังจะให้วานรนั้นตกลงจากหลัง พระยาวานรจึงถามว่า ดูกรสหาย ท่านมากระทำดังนี้เพื่อเหตุฉันใด ฝ่ายกุมภานั้นจึงบอกตามความจริงว่า บัดนี้ภรรยาเราจะใคร่กินดวงหฤทัยแห่งท่าน เรานี้ลวงมาเพื่อจะเอาดวงหฤทัยท่านเปนภักษาหารแห่งภรรยา

เศวตวานรก็รำพึงว่า สัตว์ทั้งหลายในคงคา แลจะอาธรรมเหมือนกุมภานี้มิได้เลย จำอาตมะจะคิดกลให้ซ้อนกลกุมภาเถิด

ครั้นรำพึงแล้วจึงว่า ดูกรสหาย ๆ นี่กระไรมาโฉดเฉานักหนาดังนี้ เมื่อภรรยาสหายจะปราถนาดังนั้น ไฉนท่านจึงมิบอกแก่เราเล่า ท่านมาว่าเดี๋ยวนี้ที่ไหนจะได้ดวงหฤทัยเราเล่า ด้วยเรามิได้เอาดวงใจเรามาด้วย กุมภาก็ถามว่าดวงหฤทัยท่านอยู่ที่ไหนล่า วานรก็บอกว่าหฤทัยเราอยู่ยอดพฤกษาโน้น ฝ่ายกุมภาโฉดหาปัญญามิได้ ก็รำพึงว่าวานรทั้งหลายมีจิตต์หฤทัยอยู่ปลายพฤกษาเจียวหนอ เออกระนั้นเขาจึงวิ่งไปวิ่งมามิได้พลั้งพลาดเลย คิดแล้วจึงถามว่า สหายยังจะเอาดวงหฤทัยมาให้แก่เราได้แลฤๅ เศวตชาติวานรจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจงพาเรากลับไปก่อน เราจะเอาดวงหฤทัยมาให้แก่ท่าน กุมภาก็พาวานรเข้ามาส่งถึงฝั่ง แล้ววานรก็วิ่งขึ้นไปบนพฤกษา ก็หักเอาผลชมภู่พวง ๑ มาทิ้งให้กุมภาแล้วร้องว่านี่แลหฤทัยแห่งเรา กุมภาก็คาบเอาไปให้แก่ภรรยา ๆ ก็กินผลชมภู่เปนอาหารแล

สังวทันต์ว่า อันวิสัยสัตว์ทั้งปวงนี้ ครั้นว่ากาลจะมาถึงแล้วย่อมขวนขวายเอาตัวรอด ผู้ใดหามีวิริยไม่แล้ว แลจะเอาดังนั้นมิเปนประโยชน์เลย

นนทุกราชจึงว่า อันเรานี้มิอาจจะคิดหนีความมรณะภัยให้พ้นได้เลย

สังวทันต์สนทนากับด้วยนนทุกราชแล้ว ก็ลาออกมาจำนรรจาด้วยวายุภักษ์ว่า ดูกรสหาย เราไปชวนชักทำเนียบจำนรรจาว่ากล่าวด้วยอเนกปริยายต่าง ๆ นนทุกราชก็ไม่เชื่อฟังเรานี้บ้างเลย

วายุภักษ์จึงว่า สหายเอ๋ย อย่าร้อนใจเลยไว้ธุระเราเองเถิด อันเล่ห์กะเท่ห์ที่เขาจะผิดกันนั้นเราเห็นมีอยู่แล้ว ครั้นแล้ววายุภักษ์ก็เข้าไปเฝ้านนทุกราชแล้วจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามาเห็นเล่ห์สหายของท่านประพฤติทุกวันนี้ผิดกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้านี้คิดถึงท่านจึงช่วยบอกให้รู้ตัว

นนทุกราชจึงตอบว่า สหายเราประพฤติฉันใด

วายุกักษจึงบอกว่า แต่ก่อนสหายท่านไปหาอาหารนั้นก็ย่อมไปโดยสุภาพธรรม จำเดิมแต่ท่านมาอยู่ด้วยนี้ ครั้นจะออกไปหาอาหารก็ย่อมอ้ามุขทันต์เข้ามาแต่ไกล แต่กระทำดังนี้มิได้ขาด ถ้าว่าท่านมิเชื่อก็เชิญท่านไปลอบดูเถิด แต่สัตว์ทั้ง ๒ ทำเพียรพยายามยุยงไปมาดังนั้นไซร้ นนทุกราชก็ลดลงหน่อยหนึ่ง จึงมีวาจาว่าทั้งนี้ก็เพราะเพื่อผลกรรมแห่งเราเอง

วายุภักษ์ได้ฟังนนทุกราชว่าดังนั้น ก็แจ้งว่านนทุกราชมีใจลดลง แล้วก็ลานนทุกราชออกมา จึงบอกแก่สังวทันต์ แล้วสังวทันต์กับวายุภักษ์ก็พากันไปเฝ้าพญาราชสีห์ แล้วก็ทูลว่าข้าพเจ้านี้เปนข้าพระองค์มา พระองค์เจ้าประดิษฐานไว้ในที่เปนมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ต่างพระเนตรพระกรรณ แลได้ทราบเนื้อคดีอันใดผิดแลชอบไซร้ ก็ควรจะทูลตักเตือนพระองค์ให้เปนประโยชน์ด้วยความสาพิภักดิ์โดยแท้ แลเมื่อพระองค์มิเชื่อฟังคำข้าพเจ้าทั้ง ๒ นี้มิควรเลย อนึ่งข้าพเจ้าได้ทราบเนื้อคดีอันใด ๆ แล้วมิมากราบทูลให้พระองค์เจ้าทราบด้วย นานไปภายหน้าเล่าเกลือกว่าจะมีอันตราย ก็จะมีคำครหาล่วงเข้ามาติเตืยนตำเนียนได้ แลข้าพเจ้าเห็นสหายท่านย่อมสำแดงสิงหนาท ทั้งประพฤติเปนอุบายต่าง ๆ ปลาดหนักหนา อ้าโอษฐ์แล้วร้องก้องโกญจนาทโก่งหางขึ้นปกเศียรไว้แล้วก็แล่นระเห็จไปๆ มาๆ ขวิดแผ่นพสุธาขวักไขว่แล้วทำลายบรรพตลง เอาศิลาลับเขาอยู่เปนนิตย์ทุกวันมิได้ขาด ถ้าผิดประการใดก็ดี ข้าพเจ้าทั้งปวงได้กราบทูลพระองค์ ถ้าพระองค์มิเชื่อ ขอเชิญพระองค์ลอบไปดูเถิด ก็จะเห็นจริงทุกประการแล เมื่อสังวทันต์แลวายุภักษ์แกล้งกล่าวยุยงดังนั้น พญาสิงหราชก็รำพึงคิดว่า เขาทั้ง ๒ นี้สิเราก็ได้ตั้งไว้ในที่มหาเสนาผู้ใหญ่เพื่อจะให้ตักเตือนผิดแลชอบทั้งปวง แลเมื่อเขาทั้ง ๒ มาว่ากล่าวดังนี้ จำจะไปลอบดูให้รู้เท็จแลจริงเถิด พญาราชสีห์ก็ไปแฝงกายลอบดูอยู่ที่ข้างภูมิแห่ง ๑ นั้น

ฝ่ายนนทุกราช ครั้นเวลาสายัณห์บริภุญชาหารเสร็จแล้วก็กลับมาถึงสถานที่เคยเล่นนั้นแล้วก็แล่นลองเชิงเล่น โก่งหางขึ้นปกเศียรไว้ วิ่งระเห็จไปมาโดดโผนโจนแล้วก้มลงขวิดพื้นพสุธาผงคลีฟุ้งตลบขจัดขจาย แล้วก็ร้องด้วยสำเนียงอันดังพิฦกสนั่นยิ่งนัก เมื่อพญาราชสีห์ได้ทัศนาเห็นนนทุกราชประพฤติดังนัน ก็รำพึงว่าเขาทั้ง ๒ มาว่ากล่าวดังนี้เปนความจริงโดยแท้

ฝ่ายนนทุกราชเหลือบเห็นพญาราชสีห์ มีสังวทันต์แลวายุภักษ์แห่มาซ้ายขวาดังนั้น นนทุกราชก็รำพึงว่ากาลจะมาถึงเราครั้งนี้แล้ว แลอาตมะเกิดมาเปนชาติบุรุษ แลจะหนีสมรภูมิ์นั้นมิควรเลย คิดแล้วก็ยืนแฝงคอยดูพญาราชสีห์อยู่ในที่นั้น

ฝ่ายพญาราชสีห์เห็นดังนั้นมีความโกรธเปนกำลัง ก็วิ่งโผนจับนนทุกราช ๆ ก็สัปยุทธด้วยพญาราชสีห์เสียงสนั่นบันฦๅลั่นนฤนาท อากาศกลุ้มเปนควันตลบตลอดปลาดยิ่งนักหนา

นนทุกราชมีกำลังยิ่งกว่าราชสีห์ ๑๐ เท่า ขณะเมื่อยุทธนาการนั้น นนทุกราชก้มศีร์ษะลงต่อหัดถบาทแห่งพญาราชสีห์ กำลังนนทุกราชจึงถอยลงเสมอกำลังราชสีห์

ครั้งนั้นเอิกเกรกโกลาหล ป่าพระหิมพานต์สท้านสเทือนเพียงพินาศสนั่นไปได้โยชน์ ๑ สรรพสัตว์ทั้งปวงก็มีโสตประสาทอันแตกทำลายตายสิ้น แลเมื่อ ๒ พญาสัตว์สู้กันนั้นกลอกกลับว่องไวดุจภมรอันผันไปมา ถ้ามิดังนั้นดังจักรแลกังหันทั้งหลายอันพิฦกยิ่งนักหนา

ขณะนั้นนนทุกราชก็เผ่นโผนโจนขึ้นสูงประมาณ ๑๘ ศอกแล้วก็โถมเข้าปะทะพญาราชสีห์ ก้มศีร์ษะลงขวิดต้องทรวงอกด้วยปลายเขาอันแหลมนั้น ก็ทลุตลอดถึงดวงหฤทัยพญาราชสีห์ ๆ ก็แหงนหงาย ๒ หัดถ์ตะกายด้วยนขาอันคมคายดังขอแก้ว แล้วก็ลอดสอดจับจิกเอาซอกกัณฐา หัดถ์เบื้องขวาก็หยิกยุดอุระนนทุกราช ดูเกลียวกลมกันพัลวันวัดเหวี่ยงว่องไว ต่างคนต่างต้องบาดเจ็บเปนสาหัส สองพญาสัตว์สิ้นกำลังแล้วก็ล้มลงปลงชีพชีวาลัยในสมรภูมิ์พร้อมกันในขณะนั้นแล

ฝ่ายฝูงเทพยเจ้าซึ่งสถิตอยู่ณทิพยวิมานสวรรค์ ก็นำเอาบุษบกวิมานลอยลงมารับพญาสัตว์ทั้ง ๒ ขึ้นไปเสวยสมบัติในสวรรค์เทวโลก

สังวทันต์แลวายุภักษ์กับบริวารทั้งปวง ก็มีโสตประสาทแตกทำลายตายด้วยเสียงพญาราชสีห์ ไม่หลอเหลือด้วยผลบาปอันตนฤษยายุยงท่านให้ผูกเวรานุเวรกันนั้น ก็นำตนไปทนทุกขเวทนาอยู่ในอบายภูมิ์ทั้ง ๔ มีมหานรกเปนต้น ได้เสวยวิบากแสนสาหัสยิ่งนักหนา

นี่และสาธุสัปรุษเราท่านทั้งปวง ได้สดับตำนานนิทานนี้แล้ว จงมนะสิการไว้แล้วก็กระทำน้ำจิตต์ให้บริสุทธิ์ผ่องใสสิ้นราคี เบื้องหน้าก็จะมีความสุข คือสุขในพระอมตมหานครนฤพานนั้นแล ฯ

จบนนทุก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ