๘ นิทานเรื่องมาณพเลี้ยงพังพอน

ในอดีตกาลก่อน ยังมีมาณพผัวเมีย บุตรเปนทารกอยู่คน ๑ แลมาณพผัวเมียนั้นเลี้ยงพังพอนตัว ๑ ฝึกสอนไว้เชื่องเปนอันดี ให้อยู่รักษาบุตรในเคหา ส่วนตนไปทำการงาร วัน ๑ ภรรยานั้นไปตลาด ฝ่ายมาณพนั้นให้บุตรทารกนอนหลับแล้วก็ลงไปสู่ท่าอาบน้ำ ยังมีทฤฆชาติงูเห่าตัว ๑ มาตอดกัดทารกนั้นตาย ฝ่ายพังพอนนั้นแลเห็นทฤฆชาติงูเห่า ก็ไล่กัดทฤฆชาตินั้นตาย แล้วก็คาบเข้าไปไว้ใต้ที่นอนแห่งทารกนั้น ครั้นมาณพขึ้นมาจากท่าน้ำเห็นบุตรอาตมาตายอยู่ จึงว่าใช่อื่นเลย ชรอยพังพอนนี้กัดบุตรแห่งเราตาย มาณพโกรธโทโสโมหะมืดมนธ์หนักหนา บมิทันที่จะพิจารณาก็ตีพังพอนนั้นจนตาย แล้วจึงโอบอุ้มทารกนั้นขึ้นจากที่นอน แล้วก็เลิกผ้าแลเสื่อขึ้นก็เห็นทฤฆชาติอันตายอยู่นั้น ก็ได้สติว่า โอ้อกเอ๋ย เราไม่มีพินิจพิจารณา ส่วนบุตรก็ตายแล้วมาฆ่าพังพอนซ้ำอิกเล่าดังนี้ ก็เปนกรรมแห่งเราเอง

พระเจ้าเอฬาราช ครั้นท้าวเธอได้ทรงฟังนิยายอันนายทวารบาลเล่าถวายดังนั้นก็เสด็จคืนมา ครั้นปุนะทิวสะกาลอรุโณทัย พระโองการตรัสสั่งให้หานายทวารบาลทั้ง ๔ ให้ถามแล้วลงพระราชอาญาแก่นายทวารทั้ง ๓ นั้น คน ๑ ซึ่งรักษาทวารทิศอุดร ที่ได้ทูลขัดพระองค่ไว้นั้นก็ให้พระราชทานผ้าสีชมภูผืน ๑ ค่าพันตำลึงทอง นายอุดรทวารบาลนั้น รับผ้ามาแล้วก็บ่มิใช้บริโภคนุ่งห่มพับจีบเก็บไว้ ครั้นถึงปีใหม่นำออกมาจบใส่เศียรเกล้าแล้วเก็บไว้เล่า

ส่วนเจ้าโชติกุมารอยู่จิรังกาลนานมา จึงว่าแก่นางภรรยาว่า เจ้าพี่เอ๋ย พี่จะสัญจรไปเล่นในอรัญประเทศอื่น เจ้าจงอยู่กับพระราชบิดามารดาเถิด นางจึงว่า อันตัวข้าพระราชบิดามารดาสิมอบเวนข้าให้เปนภรรยาขาดแก่ท่านแล้ว แลท่านจะไปประเทศแห่งใด ๆ ข้าจะขอตามไปในประเทศนั้น ๆ ว่าแล้วเจ้าโชติกุมาร ก็เข้าไปถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าเอฬาราชว่า ข้าพระบาทจะจรไปสำนักแห่งญาติมิตรในประเทศที่อื่น ขอฝากพระราชธิดาไว้ ถ้าชีวิตแห่งข้าพระบาทยังจิรังกาลยืนยาวนานไป จะกลับคืนมาเปนข้าทูลลอองธุลีพระบาทต่อไป

สมเด็จพระเจ้าเอฬาราชมีพระโองการประภาษว่า ธิดาแห่งเรา ๆ สิให้เปนบาทบริจาแห่งท่านแล้ว แลนางจะอยู่ก็ตามใจจะไปก็ไม่ว่า นางจึงทูลว่า ข้าพระบาทจะอยู่ในพระราชวัง แสนเสนาแลไพร่ฟ้าประชากรเขาจะไยไพ แม้นชั่วดีได้เปนสามีแล้วลูกจะขอลาไปตามสามีในกาลบัดนี้เถิด

พระราชโองการจึงตรัสอนุญาตว่า เออ ก็ตามใจเจ้าเถิด เจ้าโชติกุมารกับนางก็ถวายบังคมลา แล้วก็ออกจากอาวหะนครจรโดยประตูอุดรทิศ นายทวารบาลเห็นเจ้าทั้ง ๒ จะออกนอกพระนคร จึงถามว่า เจ้าจะไปยังประเทศแห่งใด เจ้าทั้ง ๒ ก็แจ้งความว่า จะจรไปสู่ชนบทคาม นายทวารบาลจึงหยิบเอาผ้าสีชมพูอันได้รับพระราชทานนั้นให้แก่เจ้าทั้ง ๒ แล้วแจ้งว่า ผ้านี้พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ข้าพระเจ้ามิได้นุ่งห่ม เจ้าทั้ง ๒ จงรับไปบริโภคเถิด เจ้าทั้ง ๒ ก็รับเอาผ้านั้นมาวัดได้ ๘ แขน แล้วจึงฉีกปันกันห่มคนละท่อน แล้วก็ไป

ครั้นถึงบ้านแห่งมหาเศรษฐีพี่สาวผู้ใหญ่ นางจึงว่าแก่เจ้าโชติกุมารผู้สวามีว่า ข้าจะลาเข้าไปหาภรรยาเศรษฐีผู้พี่แห่งข้า เจ้าโชติกุมารจึงว่า เรานี้ไซร้ทลิทกเข็ญใจมา เจ้าจะเข้าไปบัดนี้มิชอบก่อนเกลือกท่านจะไม่เรียกหาทักทาย เรานี้เข็ญใจ แลมาจะให้ท่านถึงอัปยศ เราจะอดสูยิ่งนัก นางจึงว่า แม้นเปนประการใดก็ดี ข้าจะเข้าไปจงพบ ได้รู้น้ำใจเขานั้นน่อยหนึ่งเถิด ว่าแล้วนางก็เข้าไป จึงให้หาทาสีคน ๑ ไปแจ้งเหตุแก่นางผู้พี่ว่า เราผู้น้องหญิงจะเข้ามาหาเจ้านางผู้เชษฐาจึงถามทาสีว่า อนุชนางน้องแห่งเราเข้ามายังมีกรรมกรทาสีตามมาบ้างฤๅ ทาสีก็แจ้งว่า เห็นแต่ผู้เดียว นางผู้พี่ก็ลุกลอบออกมาดู ครั้นเห็นก็นิ่งบ่มิจะออกปากทักทาย จึงนางภรรยาเจ้าโชติกุมารนั้นก็เข้าไปวันทนาการแก่พี่ผู้ใหญ่ ๆ จึงว่าไปมาหาอย่างนี้ เขาจะตำหนิติฉินเรา อนึ่งผัวนางนี้ สมเด็จพระบิตุเรศเสด็จออกเลียบพระนครพระองค์ทอดพระเนตรเห็นทรงพระเมตตาเอามาเลี้ยงเปนบุตร สมมุติเรียกว่าเปนพี่น้องกันมิใช่ฤๅ นางจนอนุชฟังนางเชษฐาว่ามีความลอายก็ออกมาเล่าคดีให้สวามีฟัง เจ้าโชติกุมารจึงว่า ชื่อว่าเข็ญใจนี้ไซร้ใครเลยจะดูดี พี่ว่าแก่เจ้าแล้วแต่เดิมที ว่าแล้วก็ออกมาจากที่นั้นไปถึงบ้านแห่งนางผู้เชษฐาผู้พี่กลางนั้นเล่า นางก็ว่าจะเข้าไปหาพี่แห่งข้าคนนี้ดูน่อยหนึ่ง เจ้าโชติกุมารก็ห้ามเหมือนบูรพปางหลัง นางก็มิฟัง เข้าไปหานางผู้เปนมัชฌิมาเชษฐา นางเชษฐาก็กล่าวถ้อยคำดุจนางมหาเชษฐาคนก่อนนั้น แล้วนางจึงอำลามาแจ้งเหตุแก่สวามี เจ้าโชติกุมารจึงว่า อันเข็ญใจไร้ทรัพย์นี้เปนที่เบื่อหน่ายแห่งคณาญาติ ก็สัจจังจริงดุจคำพี่ท่านว่ามาแต่ก่อน ว่าแล้วก็พากันคลาคลาศมาจากสถานที่นั้น มาถึงบรรพตแห่ง ๑ มีนิโครธไม้ไทรต้น ๑ ใหญ่มหิมา มีพฤกษเทพยดารักษาอยู่อาศรัย เจ้าโชติกุมารเห็นนิโครธไม้ไทรนั้นก็ยินดี ว่าสถานที่นี้เปนที่สำราญนำมาซึ่งความสุข เจ้าพี่เอ๋ย เราจะยับยั้งอยู่รักษาอัฐสีลาธิคุณในสถานที่นี้ เจ้าจงนิสีทนาการนั่งอยู่ที่ลานพฤกษไทรข้างโพ้น ตัวพี่นี้จะนิสีทนาการนั่งอยู่สถานพฤกษไทรข้างนี้ จำเดิมแต่นี้ไปได้สัตตะทิวาร ๗ วัน เจ้าโชติกุมารนั้นก็จำเริญอนุสรณาการรฦกในมหาคุณาทิคุณ มีคุณพระศรีรัตนตรัยเปนอาทิอยู่ ๗ วัน แล้วก็บ่มิได้บริโภคอาหารเลย ด้วยเดชอำนาจที่ยินดีเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยนั้น เทวดาอันรักษาโลกทั้งปวงคือ สมเด็จอมรินทราธิราชเจ้า เอาน้ำสุรามฤตย์ แลรัตนมณีจินดากับทิพยโภชนาหาร ลงมาบูชาให้แก่เจ้าโชติกุมาร ครั้นสุริยอุทัยรุ่งเช้า เจ้าโชติกุมารก็เรียกว่า เจ้าพี่เอ๋ย ราตรีกาลคืนนี้ เทพยเจ้าเอาน้ำสุรามฤตย์กับแก้วรัตนจินดามณี แลทิพยโภชนาหารลงมาให้แก่เรา นางจึงว่า ด้วยเดชผลอันท่านประกอบความชอบนั้น ฝูงเทพยอมรย่อมกรุณาแก่เราแล

เจ้าโชติกุมารก็พานางกลับคืนมาถึงบ้านกุมภการช่างหม้อ เจ้าทั้ง ๒ ก็เข้าอาศรัย แลขอหม้อแก่กุมภการนั้นได้คู่ ๑ ใส่น้ำสุรามฤตย์ใบ ๑ หุงโภชนา ครั้นสำเร็จอาหารกิจกินเข้าแล้ว เจ้าจึงกล่าวแก่นางภรรยาว่า เจ้าจงไปหานางผู้เปนเชษฐาทั้ง ๒ นั้น จึงแจ้งว่า ข้าผู้น้องจะขออาศรัยในบ้านนี้ นางก็เข้าไปหานางผู้เปนเชษฐาทั้ง ๒ ๆ ก็ถามว่านางมาจะต้องประสงค์สิ่งอันใด นางจึงแจ้งว่า ข้าจะขออาศรัยคามสถานบ้านแห่งเจ้ากู นางเชษฐาทั้ง ๒ จึงว่า อันคนจัณฑาลอย่างนี้จะอยู่แห่งใดได้ ในบ้านเรานี้ทาสกรรมกรแห่งเรานี้อยู่เต็มแล้ว นางภรรยาเจ้าโชติกุมารนั้นจึงแจ้งว่า เจ้ากูจงเมตตา ข้าขออยู่แต่นอกรั้วนั้นเถิด นางเชษฐาว่า เออ ท่านไซร้เสมอจัณฑาลแลจะอยู่ในรั้วนี้มิชอบ กลัวเกลือกจะลเล้าลลุม อยู่แต่ภายนอกรั้วเถิด นางก็ขอไม้แลแฝกคามาให้เจ้าโชติกุมาร ๆ ก็ทำเปนกระท่อมที่อยู่นอกรั้วบ้านผู้พี่นั้น ครั้นจิรกาลอยู่มา สวามีแห่งนางเชษฐาทั้ง ๒ นั้นบรรทุกสำเภาคนละ ๓ ลำจะไปค้า เจ้าโชติกุมารก็ไปหาว่า ข้าจะขอโดยสานไปด้วยเศรษฐีทั้ง ๒ ถามว่า พนายจะเอาทรัพย์อันใดไปเปนสินค้า เจ้าโชติกุมารก็แจ้งว่า มีแต่น้ำซ่มพอูมกุมภ ๑ เศรษฐีทั้ง ๒ ว่า ถ้าพนายช่วยเปนคนวิดน้ำได้ จึงไปด้วยเราได้ เจ้าโชติกุมารจึงรับว่า ตามแต่ท่านจะบังคับเถิด ให้ทำสิ่งใด ข้าจะทำตามท่านแล

ครั้นได้เวลายามดี เศรษฐีทั้ง ๒ ก็ใช้ใบสำเภาไปยังเมืองจันทประเทศ ระยะทางแต่ก่อนนั้นไปปี ๑ จึงถึง เดชะบุญเจ้าโชติกุมารนั้นไปด้วยเดือน ๑ ก็ถึง อนึ่งสำเภานั้นจะได้รั่วก็หามิได้ เศรษฐีทั้ง ๒ ดีใจว่าสำเภาเราแต่ก่อนวิดน้ำมิได้ขาด คราวนี้ก็แห้งอยู่ทุกลำ อนึ่งพลันถึงด้วยเล่า ย่านางคราวนี้มีชัยชำนะ ถึงแล้วเศรษฐีก็จำหน่ายสินค้าสำเร็จ แล้วก็จ่ายลงบรรทุกเสร็จสำเร็จทุกลำ ก็ทำขวัญย่านางพลางให้เล่นการมหรศพ ๗ วัน ครั้นแล้วเศรษฐีจึงเตือนเจ้าโชติกุมารว่าจะซื้อจ่ายสินค้าอันใดมาลงก็ตามใจเพราะตูจะพลันไปแล้ว เจ้าโชติกุมารจึงหยิบเอาหม้อน้ำสุรามฤตย์มา คอนขึ้นไปยังเมืองจันทประเทศ ครั้นถึงประตูพระราชวัง นายทวารบาลถามว่าพนายมาแต่ประเทศใด เจ้าโชติกุมารจึงแจ้งว่า เราถือพระราชสาสน์มาแต่กรุงอาวหะนครโพ้น นายทวารบาลก็ห้ามว่า พระมหากษัตริย์เสด็จออกอยู่ณท้องพระโรง หมู่มุขมาตย์มนตรีเข้าเฝ้าพร้อมกันอยู่ แลพนายจะด่วนเข้าไปยังมิชอบ เจ้าโชติกุมารว่า เราถือราชสาสน์ถึงพระมหากษัตริย์ แลพนายเร่งไปทูลให้ทราบลอองธุลีพระบาท นายทวารบาลก็เข้าไปทูล เจ้าโชติกุมารก็ตามไป นายทวารบาลจะห้ามก็บมิฟัง ผลักไสรุนกันไปมา วันนั้นพอท้าวเธอไขสิงหบัญชรช้อยชายพระเนตรไปก็เห็น จึงให้คนออกมาถาม ได้ความมาทูลว่า พนายผู้ ๑ ถือราชสาสน์มาแต่กรุงอาวหะนคร ข้าพระเจ้านายทวารบาลห้ามไว้ว่า จะให้กราบทูลก่อนบมิฟัง แลว่าจะเอาราชสาสน์เข้ามาถวายจงได้ พระท้าวเธอทรงฟังก็ให้เบิกเอาตัวมา เราจะถามเอง เขาก็แล่นไปเบิกเอาเจ้าโชติกุมารเข้ามาถวายบังคม พระท้าวเธอตรัสถามว่า พนายมาแต่ประเทศที่ใด เจ้าโชติกุมารก็ทูลว่า รับสั่งพระเจ้าเอฬาราชใช้ให้ข้าพระบาทนี้ถือราชสาสน์มาถวายแก่พระองค์ แลรับสั่งมาว่า เมื่อใดพระองค์แลพระมเหษีสถิตย์อยู่พร้อมกัน จึงให้ข้าพระบาทนี้เปิดราชสาสน์นี้ออกถวาย พระท้าวเธอให้เบิกเจ้าโชติกุมารเข้าไปในพระราชมณเฑียร เจ้าโชติกุมารจึงทูลว่า ข้าพระบาทรับสั่งมาว่า เมื่อใดพระองค์แลพระมเหษีเสด็จในที่รโหฐาน แลประดับดาษด้วยเพดานม่านวง ตั้งเครื่องสการบูชาแล้วนมัสการเทพยดาอันศักดิ์สิทธิ์แล้วไซร้ จึงให้ข้าพระบาทนี้ไขราชสาสน์ถวายในกาลนั้น สมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้าก็ประพฤติตามทุกประการ

ส่วนเจ้าโชติกุมารก็ประดิษฐานเหนือบวรอาสน์ แล้วจึงเอาผะอบทองมารองรับน้ำสุรามฤตย์นั้นถวายให้เสวย พระเจ้าแผ่นดินนั้นทรงพระชรา พระชนมายุได้ ๘๘ พรรษาแล้ว ครั้นพระองค็ได้เสวยน้ำสุรามฤตย์นั้น พระองค์ก็กลับกลายพระโฉมเฉิดฉายพรรณรังสีพรายเพราพริ้งพร้อม ศรีสุนทรบวรนงเยาว์อย่างบุรุษอายุได้ ๑๖ ขวบ แล้วเจ้าโชติกุมารน้อมนำเอาสุรามฤตย์นั้นไปถวายพระอรรคมเหษีเสวย ในทันทีนั้นนางก็มีพระโฉมนี้เพริดเพรา พระเยาวแน่งน้อยนวลลออง เล่ห์ประหนึ่งแสงสุวรรณทาบทา เปรียบกลว่าสัตรีดรุณ ๑๕ ขวบ แล้วเจ้าโชติกุมารจึงหยิบเอาดวงแก้วมณีมโนห์จินดามาถวาย แล้วพระท้าวเธอก็รับวางเหนือพื้นพระหัดถา ทรงพระโสมนัสแช่มชื่นหนักหนา แล้วก็เสด็จออกสู่พระที่นั่งท้องพระโรง หมู่มุขมาตย์มนตรีแสนเสนีทั้งปวงเข้าเฝ้าเห็นก็แปลกพระองค์ ด้วยเห็นว่าทรงพระเยาว์ดรุณหนุ่มน้อยโสภา ก็คิดสนเท่ห์ว่า ชะรอยทูตที่มานั้นประหารพระองค์เสียแล้วแลเปนพระยาเอง แลพระมหากษัตริย์จึงตรัสว่า ฝูงท่านทั้งปวงอย่าได้สงสัย เราใช่ผู้อื่นดอก นายโชติกุมารผู้นี้นำเอาน้ำสุรามฤตย์มาให้เราเสวย ท่านทั้งปวงเอ๋ย อาตมกับนางมเหษีก็เปนดรุณหนุ่มกุมารี เพราะเจ้าโชติกุมารบุตรแห่งเรานี้ มหามนตรีทั้ง ๔ จึงอ้อนวอนว่าแก่เจ้าโชติกุมาร ขอท่านจงได้เมตตาตูข้าทั้งนี้บ้าง เจ้าจึงว่าอย่าได้ร้อนใจ แล้วทูลว่า ขอพระองค์จงให้มหามนตรีตีค่าพิกัดรัตนมณีจินดาดวงนี้ ท้าวเธอจึงส่งแก้วนั้นมาให้แก่มหาเสนาภิมุขมนตรีพิกัดค่ามนตรีผู้ ๑ ทูลว่า รัตนมณีดวงนี้ควรค่าเมือง ๑ ผู้ ๑ ว่า ๒ ค่าเมืองผู้ ๑ ว่า ๓ ค่าเมือง ผู้ ๑ มีปรีชาแหลมฦกกว่ามนตรีทั้งปวงทูลว่ามณีดวงนี้ประเสริฐมหันต์ยิ่งนัก แลควรพระองค์จะสนองค่าแก้วมณีด้วยสำเภาเงิน ๕๐๐ สำเภาทอง ๕๐๐ แล้วให้เต็มไปด้วยพัสดุทรัพย์ทั้งปวง พื้นสิ่งละ ๕๐๐ ให้แก่เจ้าโชติกุมารนี้เห็นก็ยังมิควรแก่ค่าแก้วนี้ เจ้าโชติกุมารเห็นว่าแสนสกลมนตรีทั้งปวง ยังมิรู้คุณแห่งแก้วอันประเสริฐ เจ้าจึงหยิบเอาดวงแก้วนั้นมาสรงน้ำ แล้วจึงเอาน้ำนั้นมาให้จัตุมนตรีทั้ง ๔ คนนั้นชำระศรีรกาย แลสกลกายแห่งมนตรีนั้นก็ประวัติดรุณหนุ่มน้อย ๆ โสภา ปรากฎแก่ตาแสนเสนาทั้งหลายสิ้น สมเด็จพระมหากษัตริย์เธอก็ให้ตกแต่งสำเภาเงิน ๕๐๐ สำเภาทอง ๕๐๐ บรรทุกสรรพทรัพย์สิ่งละ ๕๐๐ คนประจำลำละ ๕๐๐ สำเภาทอง ๕๐๐ บรรทุกสรรพสิ่งละ ๕๐๐ คนประจำคนละ ๕๐๐ ให้แก่เจ้าโชติกุมารบุตรเรา ให้ทันใน ๑๐ วันในกาลบัดนี้

มนตรีรับสั่งไปแต่งตามพระราชโองการ เจ้าโชติกุมารก็ทูลลาลงมาสู่สำเภา เศรษฐีทั้ง ๒ จึงถามว่า พนายไปอยู่แห่งใดเปนเนิ่นนานหลายวัน เจ้าโชติกุมารจึงตอบว่า ไปขายน้ำซ่มพอูน แลท่านทั้ง ๒ จะยาตราสำเภาลีลาเมื่อใด เศรษฐีจึงว่า จะไปพรุ่งนี้แล้วเจ้าจึงว่า ขอท่านได้ยับยั้งท่าข้าแต่ใน ๑๐ ราตรีเถิด เศรษฐีถามว่าท่านจะประสงค์สิ่งอันใดจึงจะช้าอยู่ เจ้าจึงแจ้งว่า พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นพิภพนี้ จะให้สำเภาเงินสำเภาทองสิ่งละ ๕๐๐ แก่ข้า ๆ จะอยู่ท่าก่อน เศรษฐีทั้ง ๒ ก็ตบมือร้องสรวลเยาะไยไพว่า เจ้านี้โฉดฤๅเปนพิกลจริต แลเอามุสาเท็จมาอวดดังนี้ เจ้าจึงว่า อันคำข้านี้เปนสัตย์นัก ขอท่านได้อยู่ท่าเถิด เศรษฐีว่า เออ ถ้าท่านได้สำเภาสิ่งละ ๕๐๐ ดุจคำว่านั้นจริง เราทั้ง ๒ ไซร้จะเสียสำเภาทั้ง ๖ ลำ กับตัวเราลงเปนทาสแห่งท่าน ถ้ามิได้มาไซร้ เราจะให้ท่านเปนทาสแห่งเรา เราจะรุมแรงกันใช้ เจ้าโชติกุมารจึงว่า คำท่านทั้ง ๒ ว่านั้นยังจะสัจจังจริงแลฤๅ เศรษฐีจึงว่า คำเราเปนสัตย์แล้ว แลต่างก็ให้สัตย์สัญญาแก่กัน แล้วรออยู่ประมาณ ๑๐ ราตรี

ส่วนพระมหากษัตริย์เจ้า ก็ให้ชักสำเภาเงินสำเภาทองทั้ง ๑,๐๐๐ ลำนั้นมาให้เจ้าโชติกุมาร เศรษฐีทั้ง ๒ นั้นแพ้แก่สัญญา ก็ยอมเปนทาสแก่เจ้าโชติกุมาร และยอมให้สำเภาทั้ง ๖ ลำ เจ้าโชติกุมารก็ขึ้นไปถวายบังคมลาพระมหากษัตริย์เจ้า แล้วก็ใช้สำเภาทั้งปวงมายังเมืองอาวหะนครในกาลนั้น

ส่วนนางผู้เปนภรรยาเจ้าโชติกุมารนั้น เปนเทพยสิงให้นฤมิตรฝันว่าเทพยเจ้ามาบอกว่า เจ้าโชติกุมารได้สำเภาเงินสำเภาทอง แลทรัพย์ทั้งปวงสิ่งละ ๕๐๐ ผวาตื่นขึ้นก็ดีใจหนักหนา แล้วไปเล่าแก่นางผู้เชษฐาทั้ง ๒ ฟังว่า ข้าพเจ้าฝันว่าเจ้าโชติกุมารนี้ได้สำเภาเงินสำเภาทองสิ่งละ ๕๐๐ แลสรรพทรัพย์พื้นสิ่งละ ๕๐๐ มาท่ามกลางหนทางแล้ว นางเชษฐาทั้ง ๒ ได้ฟังก็ปริภาษนาการว่า คนจัณฑาลอย่าเอาเท็จมา มุสา มาอวดอุตริดังนี้ใครจะเชื่อ นางว่าคำข้าสัจจังจริงนะพี่ นางเชษฐาทั้ง ๒ ก็สรวลไยไพแล้วว่า ถ้าสวามีแห่งท่านแลได้สำเภาดุจฝัน เราไซร้จะเสียทรัพย์ค่าคนแลตัวเราทั้ง ๒ ลงเปนทาสแห่งท่าน ถ้ามิได้ เราจะให้ท่านลงเปนทาสกรรมกรแห่งเราแล ต่างคนก็ต่างให้สัตย์ปฏิญญาต่อกัน ครั้นอยู่ประมาณ ๓ ราตรีสำเภาก็เข้ามาถึงท่า นางเชษฐาทั้ง ๒ ก็คมนาการต้อนรับสวามี แลสวามีแห่งอาตมานั้นลงท้ายเรือชักสำเภาเข้ามา นางก็สดุ้งตกใจเล่ห์ประหนึ่งอุระจะทำลาย ครั้นถึงเข้าสวามีก็เล่าทูลคดีนั้นให้ฟัง นางภรรยาก็เล่าคดีซึ่งให้สัตย์สัญญาอันพนันกันนั้นให้สวามีฟัง แลสวามีภรรยาก็เศร้าโศกรักกันอยู่ในกาลนั้น เจ้าโชติกุมารก็ขึ้นมารับนางภรรยาลงไปด้วยยศบริวาร แล้วเจ้าทั้ง ๒ ก็ภิรมย์ร่วมรักกันแล้วก็ตกแต่งเครื่องบรรณาการขึ้นไปถวายบังคมพระราชบิดามารดา ครั้นถวายบังคมสมเด็จพระราชบิดาแล้ว ฝ่ายสมเด็จนาง อินทกัลยาณีผู้เปนชนนีก็เสด็จมาปัจจุคมนาการต้อนรับเจ้าทั้ง ๒ สมเด็จพระเจ้าเอฬาราชเธอตรัสว่า เมื่อแรกเรากระทำการวิวาหมงคลเจ้าโชติกุมารกับราชธิดาไซร้ เจ้ามาขึ้งเคียดแก่พี่ เออก็บัดนี้เจ้ารับเจ้าโชติกุมารด้วยเหตุใดเล่า ดูกรเจ้าผู้เปนบุตร เจ้าอย่าถวายบังคมแก่นาง มารดาเลย เจ้าโชติกุมารจึงทูลสนองว่า ขอเดชะฝ่าพระบาทมาปกเกล้า ขอพระองค์จงรงับดับพระโกรธ งดโทษานุโทษแห่งพระมารดาแต่ครั้งเดียวนี้เถิด ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ ขอลาไปบังคมพระมารดา พระท้าวเธอตรัสว่า เออ ตามใจเจ้าทั้ง ๒ เถิด เจ้าโชติกุมารแลนางภรรยา จึงให้นางเชษฐาทั้ง ๒ นั้นแบกบรรณาการตามไปถวายพระมารดา ๆ ก็ขอนางทั้ง ๒ กับสวามีให้เปนไทยคืนไว้ในที่เปนเชษฐาดุจก่อน เจ้าทั้ง ๒ ก็ ถวาย แล้วทูลว่าข้าพระบาทกระทำทั้งนี้เพื่อเหตุจะให้พี่ทั้ง ๒ เห็นโทษแห่งตนเท่านั้น แล้วเจ้าโชติกุมารก็ยอมมอบเวนสำเภาทั้ง ๖ ลำนั้น ให้คืนคงแก่พี่นางทั้ง ๒ ในกาลนั้น

คดีอรรถนิทานวิประกฤษพราหมณ์นั้นเล่าให้นางศรีวิสุทธรัตนลัดาเทวีฟังว่า เหตุนางภรรยาแห่งเจ้าโชติกุมารครองความสัตย์แห่งพระบิดาดังนี้ นางจึงเกิดสุขสถาพรเมื่อภายหลัง แล้วจึงว่า “ภคินิ” ดูกรน้องหญิง เจ้าครองสัตยานุสัตย์ดังนี้ เจ้าจะเถิดสุขสถาพรเมื่อภายหลัง เจาจงนิวัตนาการกลับไปปรนนิบัติพราหมณ์ผู้เปนสวามีแห่งเจ้าเถิด

นางศรีวิสุทธรัตนลัดาเทวี ก็ลาวิประกฤษนั้นกลับคืนมาจนบรรลุถึงที่สำนักแห่งนายโจร นางก็แจ้งยุบลเหตุทั้งปวงแก่โจร ๆ คิดว่านางนี้มีสัตย์วจีมั่นคงแก่ความสัตย์นักหนา มิควรจะทำอันตรายแก่นางเลย โจรจึงว่า นางจงไปปรนนิบัติแก่สวามีของนางเถิด

นางก็มาจนถึงพยัคฆ์ แจ้งคดีทั้งปวงแก่พยัคฆ์ ๆ ฟังนางเล่าคดีนั้นแล้วจึงว่า นางนี้มีความสัตย์เปนอันยิ่ง เรานี้มิควรจะกระทำให้นางเปนอันตรายเลย นางจงไปปรนนิบัติสวามีเปนผาสุกสวัสดีเถิด

นางก็มาถึงสวามีแจ้งเหตุคดีทั้งปวงนั้นแก่สวามีถ้วนถี่ทุกประการ

เมื่อคดีอรรถทั้งนี้ บุตรีขุนเมืองเล่าให้พาณิชทั้ง ๔ ฟัง แล้วจึงถามว่า บุรุษโสดผู้เปนสวามีของนางก็ดี โจรก็ดี พยัคฆ์ก็ดี วิประกฤษก็ดี คนทั้ง ๔ นี้ผู้ใดจะประเสริฐ

พาณิชผู้ ๑ ว่า บุรุษโสดพราหมณ์อันมากระทำวิวาหได้วันเดียวแลละให้นางไป ผู้นั้นแลประเสริฐ ผู้ ๑ ว่าโจรประเสริฐ เพราะว่าอยู่ในกำมือแล้วสละให้นางมาเสียเล่า ผู้ ๑ ว่าพยัคฆ์ประเสริฐ เพราะอาหารจะเข้าปากอยู่แล้วแลสละเสียได้ ผู้ ๑ ว่าวิประกฤษซึ่งให้สัญญาแก่นางแล้วแลมิได้มาดังสัญญา ครั้นมาเมื่อภายหลังนางมาเองแล้วแลไม่เอาไว้ ผู้นั้นแลประเสริฐ ครั้นจัตุรพาณิชทั้ง ๔ เฉลยปฤษณาแห่งนางแล้วก็ไปยังสถานที่อาศรัยแห่งอาตมา

ส่วนนางดรุณาบุตรีขุนเมืองดำริห์ว่าพาณิชทั้ง ๔ นี้ มีกำหนัดต่าง ๆ กัน ซึ่งว่าบุรุษโสดผู้เปนผัวแห่งนางประเสริฐนั้น เหตุใจแห่งอาตมะกำหนัดด้วยกามคุณ ผู้ว่าพยัคฆ์ประเสริฐนั้น เหตุใจแห่งอาตมะกำหนัดด้วยอาหาร ผู้ว่าโจรประเสริฐนั้น เหตุใจแห่งอาตมะกำหนัดด้วยคิดร้ายทรัพย์แห่งท่านผู้อื่น ผู้ว่าวิประกฤษประเสริฐนั้นเหตุใจเปนคนพาลแลบมิได้กลัวแก่บาป คิดแต่จะกระทำปรทาระกรรมด้วยภรรยาท่านผู้อื่น นางเห็นแจ้งอย่างนี้ แล้วนางก็แต่งของกินให้พี่เลี้ยงเอาไปให้แก่พาณิชผู้ว่าโจรประเสริฐนั้น พี่เลี้ยงจึงว่า เจ้าให้ไปนี้มิชอบ เกลือกจะมีผู้รู้เห็นจะเสียความแก่ข้าด้วย นางก็ว่า ซึ่งพี่ว่ามานี้ชอบนักหนา แลข้านี้คิดเปนเล่ห์เปนกลมากนัก พี่เอ๋ย ถ้าพาณิชรับรองของกินนี้ไว้แล้ว พี่จึงบอกว่า นางบุตรีขุนเมืองประสงค์เสนหาแก่เจ้ากูยิ่งนัก จึงให้มาแก่เจ้ากูบัดนี้ นางพี่เลี้ยงก็ไปให้ของกินแล้วแจ้งคดีโดยนางสั่ง พาณิชได้ฟังก็โสมนัสสาการยิ่งนัก แลรับของกินไว้แล้วว่า ทำกลใดจะพบปากนาง นางพี่เลี้ยงว่าอย่าร้อนใจ เราจะชักนางมาให้ท่านพบปากในวันนี้ นางพี่เลี้ยงก็นิวัตกลับมาแจ้งแก่นาง แล้วพานางมาเจรจาด้วยพาณิชผู้นั้น ๆ ก็ประโลมนางด้วยประดิพัทธผูกพันโดยทางสวามีภรรยา นางจึงว่า ทั้งนี้เพราะเหตุผลบุญเราเคยบุพเพสันนิวาสมาแต่ชาติก่อน แลข้ายังคิดกลัวไปภายหน้าโพ้น เกลือกจะมีความยาก ท่านจะสละข้าเสีย พาณิชว่าอย่าร้อนใจเลย ทรัพย์อันพี่สะสมไว้แต่ก่อนมีอยู่แล้ว เจ้าอย่ากลัวยากเลย นางจึงว่า ถ้าท่านมีเสนหาแก่ข้าไซร้ ขอท่านให้ข้าได้เห็นทรัพย์แล้ว แลท่านจะพาข้าไปแห่งใด ๆ ก็ตามแต่ท่านเถิด พาณิชนั้นว่า พรุ่งนี้พี่จะนำเจ้าไปให้เห็นทรัพย์นั้น นางรับคำว่าดีแล้วก็กลับมายังเคหสถาน ครั้นรุ่งขึ้นนางจึงให้พี่เลี้ยงไปหาพาณิชนั้นมา แล้วนางก็ถือถุงเข้าสารไปตามพาณิช นางกล่าวเปนคำสนิทเสนหาไปพลาง พาณิชก็ถามว่า เจ้าเอาสิ่งใดมา นางว่าห่อของกิน ครั้นไปถึงต้นไทรที่ฝังทองนั้นจึงขุดคุ้ยดินที่กลบนั้นออกให้นางเห็นทอง นางจึงว่า ทีนี้ข้าเห็นใจจริงแห่งท่านแล้ว จงกลบปิดไว้อย่างเก่าเถิด นางก็ชวนพาณิชกลับคืนมา นางก็ฉีกถุงเข้าสารนั้นให้รั่วเรียดตามทางมรรคามาจนถึงสถานเคหาแห่งนาง นางจึงว่า เชิญท่านขึ้นอยู่ท่าที่ชานเรือนนี้ ข้าจะไปอาบน้ำแล้วก็จะกลับไปบัดนี้ นางก็ไปแจ้งแก่ขุนเมืองผู้บิดาว่า ข้าได้โจรอันลักทรัพย์แห่งพาณิชนั้นแล้ว บิดาจงให้คนตามรอยเข้าสารไปจนสุดสิ้นเข้าสารที่ใด ก็ขุดเอาทองในที่นั้นเถิด ขุนเมืองก็แต่งคนไปขุดเอาทองนั้นมาแล้วก็ให้กุมเอาตัวพาณิชผู้ร้ายนั้นไว้ แล้วก็ไปทูลแก่พระมหากษัตริย์ ๆ ตรัสสั่งให้ขุนเมืองส่งทองล้วนพาณิชทั้ง ๓ นั้นให้ ส่วนทองของผู้ร้ายให้ส่งเข้าพระคลังเปนทองหลวง

นางตันไตรยเล่านิยายให้บิดาฟังแล้วจึงว่าแก่บิดา แต่นางผู้นั้นยังช่วยให้บิดารอดได้ ด้วยกลอุบายดังนี้แล ข้าพเจ้าไซร้อายุได้ ๙ ขวบแล้ว แลจะช่วยบิดาให้รอดมิได้นี้ฉันใด วิจิตรวิจารณามหามนตรีก็จินตนาการรำพึงว่า บุตรืเรานี้เฉลียวฉลาดได้อย่างธรรมเนียมไว้ดังนี้ อย่านะเราจะแต่งไปถวายเถิด ตรึกการแล้วก็อาบน้ำแลปริภุญชาหาร ครั้นถึงกาลเวลาแล้วก็ให้ชำระสระสรงนางตันไตรย ให้นุ่งห่มผ้าพรรณพื้นขาวบริสุทธิ์ แลเครื่องวิภูษิตรัตนบวรรังสีกาญจนประเพรา แลให้สถิตสถานศรีวิกากาญจน์กลิ้งกลดกลากลาด ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์กังสดาลดุริยางค์ดนตรีหน้าหลังดาดาษด้วยคณานิกรนารีสระพรึบพร้อม โห่หามแห่ห้อมล้อมแลไสวเข้าไปถวายพระเจ้าไอสุริยพาหราช

ครั้นถึงประตูพระราชวังก็บอกให้ส่งนางเข้าไป นางจึงว่าแก่นายทวารบาลว่า ดูกรท่าน ข้านี้มาอยู่เปนข้าทูลลอองพระบาทพระเจ้าอยู่หัวแล้ว แลจะเข้าออกนอกเวลาในเวลา แม้นจะผิดพลั้งหนักเบาประการใดก็ดี ผิแม้นแลผู้คนอลหม่านอยู่ด้วยข้านี้ ถ้าเข้าออกรับส่งข้า พี่เอื้อยพี่อ้ายหญิงแลชายทั้งนี้ พี่จงช่วยอวยพรว่ากล่าวสั่งสอนด้วยข้าเปนชาวประเทศบ้านนอก ว่าแล้วนางก็ลาไป

ฝ่ายหญิงชายนายทวารบาลทั้งนอกใน ก็สรรเสริญชมว่า อันนางเข้ามาก่อน ๆ นั้นจะได้พาทีปราไสอันหนึ่งอันใดไม่มีเลย แลนางคนนี้มาพาทีมีวาจาไพเราะอ่อนหวานจับจิตต์จับใจ นางคนนี้จะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อยู่

ครั้นนางมาถึงท้องพระโรงณเรือนหลวง นางก็สถิตสถานที่สมควร แล้วปราไสด้วยมหัลลิกานารีนางเฒ่านางแก่ว่า ข้าแต่ท่านยาย ป้า น้า ที่ข้าน้อยมาเปนข้าทูลลอองธุลีพระบาทแล้ว แม้นจะเจรจาพลั้งพลาดในพระราชอาชญากฤษฎีกาคำหนักเบาประการใด ขอท่านได้เอ็นดูช่วยตักเตือนสั่งสอนข้าเจ้าด้วยเถิด

บรรดานารีมหัลลิกาดรุณหนุ่มแก่อันประชุมกันอยู่ที่นั้นก็สรรเสริญชมว่า นางคนนี้ช่างพาทีเฉลียวฉลาดนัก วาจาก็ไพเราะ นางจะมีบุญพาสนา เราทั้งหลายจะได้พึ่ง

ครั้นถึงเวลาสายัณหกาล สมเด็จพระเจ้าไอสุริยพาหราช ท้าวเธอเสด็จยังที่อันเปนที่ตั้งการวิวาหมงคลด้วยนางตันไตรย จำเดิมแต่นั้นมานางตันไตรยก็อยู่บำเรอรักษาเฝ้าแหนพระมหากษัตริย์เจ้า ด้วยนางพระสนมสกลกระสัตรีนารีกำนัลทั้งหลายในที่นั้น นางตันไตรยจึงเจรจาปราไสว่า เจ้าข้าทั้งปวงมาอยู่บำเรอฝ่าพระบาทนิ่งมิควรแล เจ้าข้าทั้งนี้รู้โบราณจารีตนิยายอย่างธรรมเนียมบ้างฤๅ ขอเชิญเจ้าข้าจงกล่าวเล่าไป บุตรีพนิดาทั้งนี้จะขอฟังไว้เปนประโยชน์ มหัลลิกานารีเถ้าแก่ก็กล่าวว่า “อัมม” แน่ะแม่เอ๋ย เรามิได้รู้ ถ้าเจ้ารู้ราวเรื่องอดีตนิทานอย่างไรบ้าง ที่จะเปนประโยชน์เชิญเจ้าจงเล่า เราจะขอฟัง

วันนั้นพระเจ้าไอสุริยพาหราชเสด็จบรรทมนิ่งฟังอยู่ นางตันไตรยจึงเล่านิยายโบราณดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ