๑๒ นิทานเรื่องเศรษฐีบุตร ๔ คน

ว่าอาทิกาลก่อนมีเศรษฐี ๔ คน เปนมิตรสหายแก่กันสถิตอยู่ณแว่นแคว้นกบิลราฐนคร อยู่มาเศรษฐีบุตรทั้ง ๔ นั้น ก็ชวนกันสัญจรเที่ยวหาภรรยาไปถึงปจันตคามแห่ง ๑ แลปจันตคามนั้นมีนารีกฎุมพีบุตรี ๔ คน เที่ยวไปแสวงหาสวามีอันมีปัญญา มาก็พบเศรษฐีบุตรทั้ง ๔ คน ๆ ก็มีจิตต์ประดิพัทธในนางทั้ง ๔ คนนั้น ก็เดิรกรายเข้าไปใกล้ปราไสว่า เจ้าทั้ง ๔ นี้สถิตอยู่สถานแห่งใด นางทั้ง ๔ ก็บอกนัยปฤษณาหวังจะลองปรีชา ดังนี้ นาง ๑ เอามือลูบผม นาง ๑ ลูบถันแห่งตน นาง ๑ ลูบคิ้ว นาง ๑ ลูบผ้า แล้วว่าท่านทั้ง ๔ ไปยังบ้านตูข้าเถิด

ครั้นรัติกาลราตรี เศรษฐีบุตรทั้ง ๔ ก็เที่ยวหานางในสกลปจันตคามมิได้พบก็ฉงนจนจิตต์ จึงประชุมกันตริตรึกปฤษณาที่นางทำนั้นอยู่ใกล้โจรผู้ ๑ อันต้องโทษเสียบเปนไว้ โจรนั้นก็ถามว่า ท่านทั้ง ๔ จรไป ๆ มา ๆ แล้วมาประชุมกันพาทีด้วยเหตุสิ่งใด เศรษฐีบุตรทั้ง ๔ ก็แจ้งคดีโดยปฤษณาของนางทั้ง ๔ โจรจึงว่า ท่านทั้ง ๔ ขอน้ำให้ข้าพเจ้ากินเถิด ข้าพเจ้าจะบอกอุบายแก้ปฤษณาให้ไปหานางจงพบ เศรษฐีบุตรทั้ง ๔ ตักน้ำมาให้แก่โจร ๆ ก็แก้ปฤษณาให้ ว่านางซึ่งลูบผมนั้นหน้าบ้านของนางมีสกัดน้ำมัน นางซึ่งลูบถันนั้น หน้าบ้านของนางมีร้านน้ำเต้า นางที่ลูบคิ้วนั้น หน้าบ้านของนางมีต้นถั่วคิ้วนาง นางที่ลูบผ้าห่มนั้น หน้าบ้านของนางมีกี่ทอหูก เศรษฐีบุตรทั้ง ๔ ไปตามคำโจรก็พบนางทั้ง ๔ ๆ ก็ถามว่า ท่านมาหาพบตูข้านี้ด้วยปัญญาของท่านเองฤๅมีผู้บอกแก่ท่าน เศรษฐีบุตรก็บอกตามจริงว่า พี่เที่ยวหาเจ้าช้านานไม่พบ ได้พบโจรผู้ ๑ เขาเสียบเปนไว้ โจรนั้นแก้ปฤษณาให้จึงได้มาพบเจ้า นางทั้ง ๔ จึงว่า ข้าพเจ้าคิดว่าท่านมีปรีชาคิดได้เองเล่า มีผู้อื่นบอกให้ดอกฤๅ พี่ทั้ง ๔ จงพาข้าพเจ้าไปให้ถึงโจรนักโทษแล้วเราจึงกลับคืนมาด้วยกัน เศรษฐีบุตรทั้ง ๔ ก็นำนางทั้ง ๔ นั้นไปถึงโจรนักโทษ นางทั้ง ๔ จึงว่า ท่านทั้ง ๔ นี้ไซร้ หาปัญญามิได้ เชิญท่านไปที่อื่นเถิด นางทั้ง ๔ ก็ช่วยกันยกโจรลงจากไม้เสียบแล้วหามมายังเคหาวาสของตน

นาง ๑ รับตักน้ำหุงโภชนาหารเลี้ยง นาง ๑ ซื้อจ่าย นาง ๑ รับหาโอสถมาพยาบาล นาง ๑ รับปฏิบัติฟักฟูมพยุงลุกพยุงนั่ง ครั้นโจรหายแล้วนางทั้ง ๔ ก็ชิงกันเปนภรรยาใหญ่

นางม่านเอ๋ย เจ้าเห็นว่านางใดจะสมควรเปนใหญ่

นางม่านทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นว่านางที่ตักน้ำหุงโภชนะนั้นสมควรจะได้เปนใหญ่

พระราชกุมารก็ทรงพระสรวลไยไพว่า นางม่านอวดว่าตัวเปนข้าสนิทพระเจ้าน้องท้าวเธอ แลรู้ฉบับธรรมเนียมแล้วแต่แก้ปฤษณาเท่านี้ก็ให้ผิดไม่อายพระเจ้าน้องเลย

พระราชเทวีทรงฟังม่านแก้ปฤษณาผิด เธอก็ทรงพระโกรธประหารฉีกม่านเสียแล้วปริภาษว่า ม่านขี้ร้ายอะไรนี่ มามีจิตต์มีใจรู้จำนรรจาแล้วมากล่าวเท็จฉนี้เล่า ชอบแต่นางที่ฟูมฟักรักษานั้นสิจะได้เปนใหญ่

ฝ่ายพวกพนักงารอภิบาลวังนั่งยามอยู่ ได้ฟังพระสุรเสียงแจ้ว ๆ ที่พระนางตรัสจำนรรจา จึงประโคมเบ็ญจดุริยางคดนตรีแตรสังข์กังสดาลได้ยินถึงพระกรรณพระบิตุเรศ พระท้าวเธอก็ดีพระไทยว่าเอะชรอยพระธิดาเราจำนรรจาแล้ว

ครั้นล่วงเข้าทุติยยาม พระราชกุมารตรัสแก่พี่เลี้ยงว่าดูกรพี่แต่ปฐมยามโพ้นไซร้ นางม่านแก้ปฤษณาผิดต้องรับพระราชอาชญายับแล้ว นิยายยังมีจะเล่าอิก เออใครจะแก้ปฤษณาเล่า พี่เลี้ยงก็ถอดจิตต์ปราณเข้าอยู่ในชวาลาทองทูลว่า ข้าพระบาทนี้อิงแอบองค์พระท้าวน้องเปนสนิทเสนหายิ่งนัก พระองค์จงตรัสเล่าแก่ข้าพระบาทเถิด

พระราชกุมารตรัสถามว่า นั่นใครชวาลาฤๅ เราจะเล่านิยายให้ฟัง ข้อใดท่านเห็นแจ้งจริงจึงว่า ถ้าว่ามิจริงจะต้องรับพระราชอาชญา ชวาลาตอบสนองว่า ขอเชิญพระองค์ตรัสเล่าเถิด ข้าพระบาทจะขอแก้ตามรู้

พระราชกุมารจึงตรัสเล่านิยายดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ