ฝ่ายกังจินจื้อซึ่งตั้งโรงเตี๊ยมอยู่ที่เมืองเซียงจิวแต่ก่อนนั้น ได้เคยให้งักฮุยพำนักอาศัยรู้จักคุ้นเคยกัน กังจินจื้อเลิกบ้านจากเมืองเซียงจิว เข้ามาตั้งตึกค้าขายอยู่ในเมืองเปียนเหลียง นั่งอยู่หน้าตึกแลเห็นงักฮุยเดินมาก็จำได้เรียกออกชื่องักฮุย งักฮุยเหลียวมาดูเห็นกังจินจื้อจึงแวะเข้ามาถามว่า ท่านมาอยู่ในเมืองเปียนเหลียงนี้แต่เมื่อใด เหตุผลอย่างไรจึงได้ทิ้งที่เมืองเซียงจิวเสีย กังจินจื้อว่าซึ่งต้องทิ้งที่เมืองเซียงจิวมาอยู่เมืองเปียนเหลียงนี้ ก็เพราะท่านไปพำนักอาศัย ความจะยืดยาวอยู่ เชิญท่านกับพี่น้องทั้งสี่คนเข้าไปนั่งในตึกเถิดจึงจะเล่าให้ฟัง งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ก็เข้าไปในตึกกังจินจื้อ กังจินจื้อจัดที่สมควรให้ห้านายนั่ง แล้วให้คนใช้ยกน้ำชามาเลี้ยงกัน กังจินจื้อจึงเล่าว่าเดิมท่านกับพี่น้องทั้งสี่ไปพำนักอยู่ที่ในโรงข้าพเจ้าในเมืองเซียงจิว แล้วลองฝีมือกับฮองเซียนซึ่งเป็นตงกุนขุนนางนายทหาร ฮองเซียนสู้ท่านไม่ได้ เล่าโต๊ะอี้โกรธถอดฮองเซียนออกเสียจากที่ตงกุน ฮองเซียนได้ความอัปยศมีความเจ็บแค้นท่านนัก ครั้นท่านไปได้สองวัน ฮองเซียนมาถามข้าพเจ้าว่า ตัวท่านกับพี่น้องทั้งสี่คนอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าบอกว่ากลับไปเมืองไลยอึ้งกุ้ยเสียแล้ว ฮองเซียนโกรธว่าข้าพเจ้าให้พำนักอาศัยจึงรื้อทำลายโรงไล่ข้าพเจ้าไม่ให้อยู่ในเมืองเซียงจิว ข้าพเจ้าจึงได้อพยพพาครอบครัวมาซื้อที่ข้างตึกค้าขายอยู่ในเมืองเปียนเหลียงนี้ งักฮุยจึงว่าเมื่อเรามาจากเมืองไลยอึ้งกุ้ยจะมาทึงอิมกุ้ยนั้นมาพำนักอยู่ที่ศาลเจ้ากลางทาง เวลากลางคืนมีโจรเข้าตีปล้นเราจำตัวนายได้ว่าฮองเซียนกับบุตรสองคน เราได้ฆ่าตายเสียแล้วทั้งสามคนพ่อลูก ครั้นมาที่เมืองเซียงจิวก็ไม่พบปะฮองเซียน โจรที่เข้ามาตีปล้นเราฆ่าตายนั้น เห็นจะเป็นฮองเซียนเป็นแน่ กังจินจื้อว่ามันตายเสียก็ดี หาไม่ก็จะคิดพยาบาทท่านไม่เแล้ว กังจินจื้อก็สั่งให้คนใช้ยกโต๊ะมาเลี้ยงงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่กินเสร็จแล้ว กังจินจื้อจึงว่าท่านจะเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงนี้จงอยู่ที่ตึกข้าพเจ้าเถิดที่ทางกว้างขวาง อย่าต้องไปเช่าที่คนอื่นเขาอยู่เลย งักฮุยก็ว่าขอบใจท่านแล้ว แต่เรายังมีธุระอยู่อีกหน่อยหนึ่ง ด้วยเล่าโต๊ะอี้ฝากหนังสือมาถึงจงเล่าซิว จะต้องเอาไปให้เสียก่อน ท่านยังรู้ว่าบ้านจงเล่าซิวขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารอยู่ที่ไหน กังจินจื้อบอกว่าอยู่พ้นโรงข้าพเจ้าไปข้างซ้ายมือทางประมาณห้าลี้ มียี่ห้อที่ประตูบ้านเป็นสำคัญท่านจงไปเถิด งักฮุยจึงว่ากับพี่น้องทั้งสี่ว่าเจ้าจงอยู่ที่นี่ก่อน เราจะเอาหนังสือไปให้จงเล่าซิวสักครู่หนึ่งจะกลับมา คนทั้งสี่ว่าข้าพเจ้าไม่เคยเข้ามาในเมืองหลวง พี่ไปไหนจะไปด้วยจะได้ดูบ้านเมืองให้รู้จักหนทางไว้ งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ก็ออกเดินไปตามคำกังจินจื้อบอก ถึงบ้านใหญ่มียี่ห้อที่ประตูเป็นสำคัญก็รู้ว่าบ้านจงเล่าซิว จึงเข้าไปถามนายประตูว่าท่านจงเล่าซิวอยู่หรือไม่ข้าพเจ้ามีธุระจะเข้าไปหา นายประตูบอกว่าท่านเข้าไปในวังยังไม่กลับมา งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ก็นั่งคอยอยู่ที่หน้าบ้าน

ฝ่ายจงเล่าซิวเมื่อแต่ก่อนได้รับหนังสือของเล่าโต๊ะอี้ใจความว่ามีชายผู้หนึ่งชื่องักฮุย มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง ถ้าแม้นงักฮุยมาถึงท่านแล้วขอจงได้เมตตาชุบเลี้ยงไว้เถิด จงเล่าซิวได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงคิดว่าชะรอยเล่าโต๊ะอี้จะได้สินบนของงักฮุยไว้มากจึงได้มีหนังสือมาดังนี้ จงเล่าซิวจึงสั่งนายประตูว่า ถ้ามีคนชื่องักฮุยมาหาเราแล้วให้พาตัวเข้ามาเถิด อย่าต้องมาบอกให้เรารู้ก่อนเลย ครั้นจงเล่าซิวเข้าไปในวังเสร็จราชการแล้วก็กลับมาบ้าน นายประตูจึงพาตัวงักฮุยตามเข้าไปหาจงเล่าซิว จงเล่าซิวมาถึงบ้านนั่งอยู่ที่ตึกรับแขก ขุนนางหัวเมืองเอาหนังสือเข้าไปส่งให้หลายฉบับ ด้วยจงเล่าซิวเป็นขุนนางผู้ใหญ่มีหัวเมืองขึ้นมาก ครั้นอ่านหนังสือหัวเมืองเสร็จแล้ว งักฮุยก็เข้าไปคำนับส่งหนังสือของเล่าโต๊ะอี้ให้จงเล่าซิว จงเล่าซิวรับมาอ่านมีความว่า ซึ่งงักฮุยเป็นคนมีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งนั้น ข้าพเจ้าได้มีหนังสือมาขอฝากท่านได้ชุบเลี้ยงไว้ด้วยเถิด จงเล่าซิวอ่านหนังสือแจ้งความแล้วแลดูรูปร่างงักฮุยเห็นมีลักษณะดีเครื่องที่นุ่งห่มมาก็สะอาด จึงคิดว่างักฮุยคนนี้ เห็นจะมีเงินทองให้สินบนกับเล่าโต๊ะอี้ เล่าโต๊ะอี้จึงได้มีหนังสือสรรเสริญมาฝากฝังเราเนือง ๆ ดังนี้ คิดแล้วก็ถามงักฮุยว่า เจ้าเอาเงินทองให้เล่าโต๊ะอี้มากน้อยเท่าไร จงบอกเราไปแต่ตามจริง งักฮุยว่าข้าพเจ้าเป็นคนอนาถาไม่มีทรัพย์สมบัติสิ่งใด ซึ่งเล่าโต๊ะอี้มีความเมตตาเอ็นดูข้าพเจ้านั้น เพราะเห็นฝีมือซ้อมสอบสวนเพลงอาวุธให้ดู งักฮุยก็เล่าความเดิมตั้งแต่บิดาตายซัดเซยากจนมาได้เป็นบุตรเลี้ยงซินแสจิวถอง ซินแสจิวถองสั่งสอนหนังสือและเพลงอาวุธให้ จนลาเล่าโต๊ะอี้จะเข้ามาเมืองเปียนเหลียง เล่าโต๊ะอี้ให้เงินหกตำลึงมาเป็นค่าซื้อเสบียงอาหารกินตามทาง จงเล่าซิวได้ฟังงักฮุยว่าเป็นบุตรเลี้ยงซินแสจิวถอง จึงคิดว่าซินแสจิวถองนี้รู้เพลงอาวุธชำนิชำนาญฝีมือเข้มแข็ง พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จะหาตัวมาแต่งตั้งให้เป็นขุนนางนายทหารก็หลบหลีกเสียหายอมไม่ งักฮุยเป็นบุตรเลี้ยงซินแสจิวถองแล้วเห็นจะมีฝีมือเข้มแข็งจริง จึงพูดกับงักฮุยว่า เล่าโต๊ะอี้สรรเสริญเจ้านัก เจ้าจงลองฝีมือให้เราดูสักหน่อยเถิด จงเล่าซิวก็พางักฮุยไปที่สนามในบ้าน ว่าแก่งักฮุยว่า เกาทัณฑ์ของเราวางอยู่เป็นอันมาก เจ้าจงเลือกเอาสักอันหนึ่งยิงเป้าให้เราดู งักฮุยก็เลือกเกาทัณฑ์ยกขึ้นน้าวสายลองดูคันอ่อนยิงไม่ได้ บอกกับจงเล่าซิวว่าคันเกาทัณฑ์อ่อนนัก จงเล่าซิวถามว่าเจ้าเคยยิงเกาทัณฑ์ประมาณแรงสักเท่าใด งักฮุยว่าประมาณแรงสักสองร้อยชั่งเศษจึงจะพอกำลังยิงได้ จงเล่าซิวจึงให้คนใช้ไปเอาเกาทัณฑ์มีชื่อซินปิเกง กำลังแรงถึงสามร้อยชั่งมาให้งักฮุย งักฮุยรับเกาทัณฑ์มาขึ้นสายยิงเป้าถูกใจดำทั้งสามครั้ง จงเล่าซิวเห็นก็ชมฝีมือว่าเข้มแข็งแม่นเกาทัณฑ์ดีนัก แล้วถามงักฮุยว่าเจ้าถือเครื่องอาวุธสิ่งใดเป็นสำหรับมือ งักฮุยจึงว่าเคยใช้ทวน จงเล่าซิวก็ให้ไปเอาทวนมา งักฮุยรับทวนมารำเพลงยักย้ายท่าทางไปต่าง ๆ ให้จงเล่าซิวดู จงเล่าซิวเห็นจึงพูดว่า มิเสียแรงเจ้าได้ฝึกหัดเพลงอาวุธคล่องแคล่วนักหนาสมเหมือนคำเล่าโต๊ะอี้สรรเสริญ แต่สติปัญญาที่จะเป็นแม่ทัพนายกองนั้นยังไม่ประจักษ์ เราจะขอถามเจ้าว่า ถ้าจะเป็นแม่ทัพนายกองนั้นจะประพฤติประการใดบ้างเจ้าเข้าใจอยู่หรือ งักฮุยจึงพูดเป็นคำโคลงว่า ข้อ ๑ ถ้าผู้จะเป็นแม่ทัพนายกองแล้ว มีอาญาสิทธิ์ให้เด็ดขาดแข็งแรง คิดการรอบคอบแล้วจึงสั่ง พูดจาสิ่งใดอย่าถอยหน้าถอยหลัง ข้อ ๒ จะยกทัพไปในทิศใด ๆ ต้องหัดให้เป็นกระบวนปีกซ้ายปีกขวากองหน้าหลังให้พร้อมมูล ถึงข้าศึกเข้ากลางทางก็สู้รบได้ทันท่วงทีไม่กระจัดกระจายกัน ข้อ ๓ ให้พิจารณาดูนายทัพนายกองให้รู้จักว่าฝีมือผู้นั้นเข้มแข็งเพียงนั้น ๆ ประมาณสติปัญญานายทหารให้รู้ จะใช้ไปสู้ข้าศึกแห่งใดตำบลใด ให้ประมาณการพอควรแก่ฝีมือและสติปัญญาที่จะทำได้ ข้อ ๔ ถ้าจะยกกองทัพไปตั้งค่ายลงที่ตำบลใด ๆ ให้รู้ภูมิประเทศดูทางจะหนีทีจะไล่ให้ชัดเจน ตั้งค่ายที่สูงให้ระวังที่ต่ำ ตั้งค่ายที่ต่ำให้ระวังของสูง ตั้งให้เป็นกระบวน อย่าให้ข้าศึกประมาณได้ว่ามีทหารมากและน้อย ข้อ ๕ ถ้าเป็นนายทัพนายกอง ให้รักทแกล้วทหารให้เสมอหน้ากัน อย่าเลือกที่รักมักที่ชัง ถ้าผู้ใดมีความชอบก็ให้บำเหน็จรางวัล ถ้าผู้ใดกระทำผิดก็ลงโทษตามอาญา อย่าได้ปิดบังความชอบของผู้อื่น อย่าได้ลดหย่อนต่อผู้มีความผิดจะเสียประเพณีเป็นเยี่ยงอย่างสืบไป ข้อ ๖ อย่าให้มีความโลภเห็นแก่สินจ้างสินบน และทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น ให้มีใจโอบอ้อมอารีรักทแกล้วทหารเลี้ยงดูทำนุบำรุงไปตามการ คราวขัดสนและคราวบริบูรณ์อย่าเกลียดกันหาความสุขและผลประโยชน์แต่ตัวผู้เดียว ข้อ ๗ จะใช้ให้ทแกล้วทหารหรือนายทัพนายกองทำการสิ่งใด ๆ ให้เอาปัญญาสอดส่องให้เห็นการตลอด อย่าไว้ใจแก่ผู้อื่น ข้อ ๘ จะไปทัพศึกในสถานที่ใด ถึงได้ชัยชนะแก่ข้าศึกก็อย่ามีใจกำเริบ คิดประทุษร้ายต่อเจ้านายผู้มีคุณ ให้มั่นอยู่ในความกตัญญู ถ้าประพฤติได้ดังนี้แล้ว ก็ควรจะเป็นแม่ทัพนายกองกระทำการศึกสงครามอาสาแผ่นดินได้ จงเล่าซิวได้ฟังจึงคิดว่า งักฮุยคนนี้มีสติปัญญาควรจะเป็นนายทหารผู้ใหญ่ได้ จึงถามงักฮุยต่อไปอีกว่าถ้ามีศึกสงครามสิ่งใดมาจะคิดตั้งค่ายสู้รบประการใด จึงจะเอาชัยชนะแก่ข้าศึกได้ งักฮุยว่าสุดแต่ภูมิประเทศต้องคิดตั้งไปตามการ กระบวนที่จะสู้ศึกสงครามนั้น ต้องดูให้รู้จักภูมิภาค แล้วคิดการที่จะเสียจะได้ให้รอบคอบก่อน จึงค่อยคิดเอาชนะต่อภายหลัง จงเล่าซิวได้ฟังก็มีความยินดีเป็นอันมาก พูดว่าเจ้านี้มีตำรับตำราพิชัยสงครามชัดเจนทุกอย่าง เสียดายนักถ้ามาเร็วก็จะได้ที่จอหงวน ถ้ามาช้าก็จะได้ที่จอหงวน งักฮุยจึงถามว่าเหตุใดประการใดท่านจึงพูดดังนี้ จงเล่าซิวบอกว่า ปีนี้ถึงคราวจะซักซ้อมทดลองเพลงอาวุธเลือกหาคนที่จะเป็นจอหงวน พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสี่เป็นผู้กำกับ แต่ที่จอหงวนในคราวนั้น ชาเลียงอ๋องเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาชิจงทูลขอเสียแล้ว พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็โปรดให้แต่ยังหาได้ซักซ้อมดูฝีมือไม่ เราจึงได้พูดดังนี้ ถ้าเจ้ามาแต่ก่อนชาเลียงอ๋องทูลขอก็คงจะได้ที่จอหงวน ถ้ามาช้าไปถึงคราวหลังก็คงจะได้ที่จอหงวน แต่ในกาลนี้เป็นอันจนใจเสียแล้ว ด้วยที่จอหงวนนั้นชาเลียงอ๋องทูลขอไว้ งักฮุยได้ฟังแล้วก็นิ่งอยู่ จงเล่าซิวเสียดายฝีมือและความคิดสติปัญญางักฮุยยิ่งนัก จึงพูดว่าเจ้าอย่าเพิ่งเสียใจไปก่อน ดูเมื่อเวลาชาเลียงอ๋องจะซ้อมฝีมือเอาที่จอหงวน เจ้าจงกลับไปอยู่ที่สำนักก่อนเถิด เราอยากจะให้เจ้าอยู่ที่บ้านเราพูดจาสนทนากัน แต่จนใจกลัวอยู่ด้วยความนินทา เราจะว่าเราเอาเจ้ามาไว้คอยแย่งที่จอหงวน เราจะช่วยทำนุบำรุงให้แข็งแรงก็จะขัดอยู่ งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนก็คำนับลาจงเล่าซิวกลับไปอยู่ที่บ้านกังจินจื้อตามเดิม จงเล่าซิวจึงคิดว่างักฮุยคนนี้มีฝีมือเข้มแข็งมีสติปัญญาอัชฌาสัย จะพูดจาถ้อยคำก็หลักแหลมลักษณะรูปร่างตัวก็ดีบริบูรณ์พร้อม นานไปจะมีวาสนาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จะต้องผูกไมตรีให้รักใคร่สนิทไว้จึงจะดี มีการงานต่อไปภายหน้าจะได้พึ่งเขา คิดแล้วก็สั่งให้คนใช้จัดโต๊ะห้าที่ ยกไปให้งักฮุยที่ตึกกังจินจื้อ

งักฮุยได้รับโต๊ะของเลี้ยงแล้วก็มีความยินดี จึงชวนพี่น้องทั้งสี่คนกับกังจินจื้อ กินโต๊ะเสพสุราพูดจากันเป็นที่สบาย ครั้นเวลาค่ำเมาสุราแล้วต่างคนก็เข้านอน แต่งูเกานั้นเห็นเดือนหงายแจ่มแจ้ง จึงคิดว่าเรามาถึงเมืองหลวงแล้วก็ไม่ได้ไปดูสิ่งใดเล่นเลย ครั้นจะไปเที่ยวพี่น้องทั้งสี่คนก็ห้ามไว้ เวลานี้พี่น้องทั้งสี่เมาสุรานอนหลับ เราจะไปเที่ยวดูอะไรเล่นให้สบาย คิดแล้วจึงบอกกับกังจินจื้อเจ้าของตึกว่าจะออกไปที่หน้าตึกสักประเดี๋ยวจึงจะกลับมา งูเกาก็เอากระบี่เหน็บซ่อนเข้าในเสื้อออกเดินไปตามถนน ครั้นถึงทางแยกไม่รู้ว่าจะไปทางไหน พอเห็นคนเดินมาสองคน คนหนึ่งหน้าแดงใส่เสื้อแดง คนหนึ่งหน้าขาวใส่เสื้อขาวเดินพูดกันมาว่าเวลานี้ที่วัดเซียงก๊กยี่เขามีงิ้วมีหนังและการเล่นต่าง ๆ เราสองคนชวนกันไปดูเล่นให้สบาย

งูเกาได้ยินคนทั้งสองเดินพูดกันมาดังนี้ ก็เดินตามไปจนถึงวัดเซียงก๊กยี่ เห็นเขามีการเล่นต่าง ๆ คนทั้งสองไปยืนฟังเขาเล่านิยาย งูเกาก็ตามไปด้วย เล่าไปถึงพวกแซ่หลอคือฬ่อเสงครั้งแผ่นดินถังว่ามีฝีมือเข้มแข็ง แล้วเล่าถึงแซ่เอียคือเอียเลงก๋งว่ามีฝีมือเข้มแข็งใจคอก็สัตย์ซื่อโอบอ้อมอารี ลูกชายลูกหญิงก็เป็นทหารอาสาแผ่นดินทั้งสิ้น คนทั้งสองที่ไปยืนฟังอยู่นั้น เป็นแซ่หลอคนหนึ่งหน้าขาวชื่อเอียนเค่งแซ่เอียคนหนึ่งหน้าแดงชื่อใจเฮง พูดกันว่าฬ่อเสงกับเอียเลงก๋ง ใครจะดีกว่ากัน ข้างแซ่หลอก็ว่าฬ่อเสงมีฝีมือกล้าแข็งรูปร่างก็งาม คนข้างแซ่เอียก็ว่าเอียเลงก๋งมีฝีมือกล้าหาญใจคอสัตย์ซื่อมั่นคง ต่างคนเถียงชิงดีกันหาตกลงไม่ เอียใจเฮงจึงว่าเราทั้งสองอย่าเถียงกันเลย ไปเอาเครื่องมือมาซักซ้อมดูฝีมือกันที่สนาม ถ้าใครดีกว่าก็คงจะได้ที่จอหงวน งูเกาเป็นคนโง่ได้ยินคนทั้งสองพูดกันดังนั้นจึงคิดว่างักฮุยพี่เราเข้ามาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ปรารถนาจะเอาที่จอหงวน คนทั้งสองว่าจะไปซักซ้อมลองฝีมือแย่งชิงเอาที่จอหงวนของพี่เราไปเสียแล้ว จำเราจะไปเอาเครื่องมือกับม้าไปที่สนาม ชิงเอาที่จอหงวนไว้ให้งักฮุยพี่เราจงได้ คิดแล้วงูเกาก็กลับมาที่อยู่ ไปหยิบเอาอาวุธจูงม้าออกมาผูกเครื่อง กังจินจื้อเจ้าของที่ถามว่าจะเอาม้าไปไหน งูเกาบอกว่าจะเอาไปกินน้ำที่หน้าท่า จูงมาพ้นตึกแล้ว งูเกาก็ขึ้นหลังม้าขับม้าจะไปที่สนามหารู้จักทางไม่ พบตาแก่คนหนึ่งจึงถามว่า ที่สนามซ้อมหัดเพลงอาวุธอยู่ที่ไหน ตาแก่ก็ชี้มือบอกหนทางให้ งูเกาก็ขับม้าไปถึงสนาม เห็นคนทั้งสองรำเพลงอาวุธซ้อมมือกันอยู่ งูเกาก็ขับม้าขวางเข้าไปร้องว่า เจ้าอย่าแย่งชิงเอาที่จอหงวนของพี่เราไป งูเกาก็ขับม้าตรงเข้าจะรบกับคนทั้งสอง ฬ่อเอียนเค่ง เอียใจเฮงพูดกันว่า เราอย่าลองฝีมือกันเองเลย ช่วยกันสู้รบกับคนผู้นี้ดูฝีมือสักพักหนึ่ง ฬ่อเอียนเค่ง เอียใจเฮงก็ขับม้ารำอาวุธเข้ารบกับงูเกา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ