หลีซุนจึงว่าซึ่งเจ้าจะกลับไปอยู่บ้านเดิมนั้นเราก็มีความยินดีด้วย แต่บุตรของเราซึ่งยกให้เป็นภรรยาเจ้านั้น วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันดีเราจะแต่งงานเสียให้แล้วเจ้าจะได้พากันไปอยู่บ้านเดิมที่เมืองทึงอิมกุ้ย งักฮุยว่าซึ่งท่านมีความเมตตากรุณาข้าพเจ้านั้น พระเดชพระคุณของท่านนักหนา แต่ขณะนี้ข้าพเจ้ายังขัดสนนัก จะขอผัดไปแต่พอได้ทำราชการมีชื่อเสียงขึ้นแล้วจึงจะกลับมาสนองคุณท่าน หลีซุนว่าทุกวันนี้เราก็ชราแล้ว ซึ่งเจ้าจะของดรอต่อไปอีกนั้นเราหาเป็นที่สบายไม่ อยากจะตบแต่งเสียให้ทันตาเห็น เจ้าจงกลับไปบ้านบอกมารดาเจ้าเถิด เราจะตระเตรียมข้าวของเวลาพรุ่งนี้จะได้ส่งภรรยาเจ้าไปที่บ้าน งักฮุยได้ฟังก็ไม่รู้ที่จะขัดทัดทานด้วยกลัวบิดาภรรยาจะเสียใจ คำนับลากลับมาบ้านแจ้งความกับมารดา มารดาจึงว่าเจ้าจงไปบอกกับท่านเศรษฐีทั้งสามให้ท่านทราบ งักฮุยก็ลามารดาไปหาท่านเศรษฐี เวลานั้นเฮงเหมง เตียตัด ทึงบุนต้องมานั่งพูดปรึกษาด้วยเรื่องงักฮุยจะกลับไปอยู่บ้านเดิม พองักฮุยเข้ามาหาบอกว่าได้ไปลาหลีซุนบิดาภรรยาจะกลับไปอยู่บ้านเดิม หลีซุนว่าเมื่อตัวข้าพเจ้ากับมารดาอยู่ที่บ้านท่านเศรษฐีนั้น ได้อาศัยผู้คนบ่าวไพร่ของท่านเป็นกำลัง จะกลับไปอยู่บ้านเดิมไม่มีที่จะอาศัย ให้ข้าพเจ้าแต่งงานอยู่กับภรรยาเสียก่อนจึงค่อยไป ข้าพเจ้าได้ขอผัดว่ากำลังนี้ยังยากจนอยู่ หลีซุนว่าตัวท่านก็แก่ชราแล้วอยากจะแต่งงานเสียให้ทันตาเห็น ครั้นข้าพเจ้าจะบิดพลิ้วต่อไปก็กลัวจะขัดเคือง ท่านหลีซุนกำหนดไว้ว่าเวลาพรุ่งนี้จะเอาบุตรสาวมาส่งให้อยู่กินกับข้าพเจ้า เฮงเหมง เตียตัด ทึงบุนต้องได้ฟังก็มีความยินดีว่า เจ้าจะทำการมงคลนั้น ข้าวของที่จะใช้สอยนั้นของเรามีอยู่ เจ้าอย่าวิตกเลยไว้เป็นธุระเราเถิด เฮงเหมงก็สั่งบ่าวไพร่ให้จัดแจงแต่งห้องเรือนที่อยู่ให้สะอาด ครั้นเวลารุ่งเช้าหลีซุนก็พาบุตรสาวมา ณ บ้านเฮงเหมง เฮงเหมง เตียตัด ทึงบุนต้อง เศรษฐีทั้งสามกับงักฮุยก็ออกไปรับเชิญเข้ามาในบ้านคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร เฮงเหมงให้แต่งโต๊ะมาเลี้ยงหลีซุนและพวกที่มาส่งบุตรหลีซุนกินโต๊ะพร้อมมูลกันเป็นที่สบาย ให้พรแก่งักฮุยและภรรยาว่าอยู่กินด้วยกันให้มีความเจริญ ครั้นเลิกกินโต๊ะแล้ว หลีซุนก็ลากลับไปบ้าน งักฮุยกับนางลีสีอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ครั้นอยู่มาซือหยินซ่อมแซมบ้านเดิมงักฮุยเสร็จแล้ว ก็มีหนังสือให้คนใช้มาบอกงักฮุย งักฮุยจึงไปแจ้งกับเฮงเหมง ทึงบุนต้อง เตียตัด เศรษฐีบิดาทั้งสามครั้นได้วันฤกษ์ดี เฮงเหมง ทึงบุนต้อง เตียตัด งักฮุย ก็พาครอบครัวบ่าวไพร่ยกออกจากเมืองไลยอึ้งกุ้ย จะไปอยู่ ณ เมืองทึงอิมทุ้ย ตำบลบ้านเฮาตีเฮีย ครั้นเดินทางมาถึงตำบลเอียเงียว ซึ่งเป็นชายป่าไม่มีบ้านเรือนผู้คน เวลาจวนเย็นลงงักฮุยจึงพูดว่าเราเดินทางมานี้หาที่พักก็ไม่มีบ้านเรือนผู้ใด เป็นป่าเปลี่ยว ครั้นจะหยุดนอนอยู่ที่นี่ก็ไม่ชอบกล เตียเฮียน ทึงฮวยจึงว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจะรีบไปข้างหน้าหาที่พำนักดูก่อน เตียเฮียน ทึงฮวยก็ขับม้ารีบไปทางประมาณห้าลี้ ถึงศาลเจ้าแห่งหนึ่ง เป็นศาลเก่าหักพังเสียบ้าง ครั้นจะเที่ยวหาต่อไปอีกเวลาก็จวนค่ำ จึงพากันขับม้ารีบกลับมาแจ้งแก่งักฮุย งักฮุยก็เร่งให้ครอบครัวเดินไปถึงศาลเจ้าเข้าพักอยู่ พอพลบค่ำหุงข้าวต้มกินเสร็จแล้ว งักฮุยจึงสั่งแก่คนเหล่านั้นว่า ที่นี้เป็นที่เปลี่ยวไม่มีบ้านเรือนผู้คน อย่าเห็นแก่หลับนอนนักระวังโจรผู้ร้าย งูเกาได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เราพี่น้องห้าคนนี้แต่ล้วนมีฝีมือเข้มแข็ง ถึงการศึกสงครามใหญ่โตมาก็ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้าม ที่อันนี้โดยจะมีศัตรูมาก็เป็นแต่โจรผู้ร้ายเล็กน้อยจะกลัวอะไร เชิญท่านทั้งปวงนอนให้สบายเถิด ข้าพเจ้าจะดูแลตรวจตราระวังรักษาภัยอันตรายเอง คนเหล่านั้นเดินเหนื่อยมาก็พากันนอนหลับ แต่งักฮุยนอนยังหาหลับไม่ ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษได้ยินเสียงคนโห่ร้องอึงมาล้อมศาลเจ้าเข้าไว้ งักฮุยแต่งตัวฉวยอาวุธขึ้นม้าออกมายืนอยู่หน้าศาล ได้ยินเสียงคนพวกที่มาล้อมอยู่นั้นร้องสั่งกันว่า ให้จับตัวงักฮุยไว้อย่าให้หนีไปได้ งักฮุยแลไปเห็นจำได้ถนัดว่าฮองเซียน ขี่ม้าถืออาวุธเป็นนายใหญ่คุมพวกโจรเหล่านั้นมา งักฮุยจึงคิดว่าฮองเซียนนี้เห็นจะมีใจอาฆาตเมื่อครั้งลองฝีมือกับเรา จึงได้คุมพวกยกมาสกัดจะทำร้าย เราจะรักษามั่นไว้จนเวลาสว่าง พวกโจรก็พากันหนีไปเอง

ฝ่ายงูเกานอนหลับสนิท ได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงก็ตกใจตื่น ฉวยอาวุธขึ้นม้าแล้วคิดว่า งักฮุยนี้มีสติปัญญาพูดตักเตือนเราไว้เมื่อหัวค่ำว่าให้ระวังโจรผู้ร้าย บัดนี้ก็มีโจรผู้ร้ายมาจริงไม่ผิดคาดหมายเลย งูเกาก็ขับม้าเข้าไล่ฆ่าฟันพวกโจรตายลงหลายคน เฮงกุ้ยขับม้าเข้ารบกับฮองเซียน

ฝ่ายฮองบู๊ ฮองปุนเห็นเฮงกุ้ยเข้ารบกับฮองเซียนผู้บิดาก็ขับม้าเข้าช่วยรบ งักฮุยเห็นงูเกากับเฮงกุ้ยออกไปสู้รบกับพวกโจร งักฮุยก็ขับม้าเข้าช่วย เตียเฮียนถลันออกหน้าเข้าช่วยงูเกา ทึงฮวย งักฮุย ก็หยุดยืนอยู่ ในเวลานั้นงูเกา ทึงฮวย เตียเฮียน เฮงกุ้ย เข้ารบกับฮองเซียน ฮองบู๊ ฮองปุน เป็นสามารถ ฮองปุนทานฝีมือเฮงกุ้ยไม่ได้ เฮงกุ้ยเอาง้าวฟันถูกฮองปุนพลัดตกจากม้าตาย ฮองบู๊เห็นฮองปุนเสียที ฮองบู๊ก็ขับม้ารำทวนเข้ามาจะรบกับเฮงกุ้ย งูเกาขับม้าตามมาข้างหลังเอากระบองเหล็กตีถูกฮองบู๊ศีรษะแตกตาย ฮองเซียนเห็นบุตรทั้งสองเสียทีแก่ข้าศึก ก็ตกใจชักม้ากลับหนี เตียเฮียน ทึงฮวยไล่ติดตามไปกระชั้นตัวฮองเซียนเข้า เตียเฮียนเอาทวนแทงไปถูกฮองเซียนพลัดตกจากม้าตาย ทึงฮวยก็เข้าตัดเอาศีรษะฮองเซียนไว้ ขณะนั้นพวกฮองเซียนเห็นนายตายทั้งสามคน ก็ตกใจแตกตื่นวิ่งหนี เฮงกุ้ย งูเกา เตียเฮียน ไล่ติดตามไปฆ่าฟันพวกโจรล้มตายลงเป็นอันมาก งักฮุยร้องห้ามไปก็ไม่หยุด งักฮุยจึงแกล้งร้องเป็นอุบายไปว่าพวกโจรยกตลบหลังมาล้อมศาลเจ้าเข้าไว้อีกแล้ว ท่านทั้งปวงจงเร่งกลับมาช่วยกันโดยเร็ว เฮงกุ้ย งูเกา เตียเฮียนก็รีบกลับมาศาลเจ้า ขณะนั้นเฮงเหมงกับคนที่พำนักอยู่ในศาลเจ้านั้นเห็นงักฮุยกับคนทั้งสี่ออกไปรบกับพวกโจรไม่แจ้งว่าดีร้ายประการใด ก็พากันนั่งเป็นทุกข์คอยท่าอยู่ ครั้นงักฮุยกับคนทั้งสี่กลับมาบอกว่า พวกโจรแตกหนีไปสิ้นแล้วก็มีความยินดี งักฮุยจึงพูดกับงูเกา ทึงฮวยว่าพวกโจรซึ่งมาทำร้ายเราครั้งนี้เป็นด้วยฮองเซียนกับบุตรทั้งสอง พรรคพวกเหล่านั้นอยู่ในบังคับฮองเซียน บัดนี้ฮองเซียนกับบุตรทั้งสองเราฆ่าตายเสียแล้ว หาควรที่จะไล่ติดตามไปฆ่าฟันคนเหล่านั้นไม่ ฮองเซียนกับบุตรทั้งสองนั้นก็เป็นขุนนาง ซึ่งเราฆ่าตายเสียกับพวกพ้องเป็นอันมากดังนี้ ถ้าเวลารุ่งเช้ารู้ถึงนายบ้านนายอำเภอก็จะมีเหตุต่าง ๆ ทึงฮวยจึงว่าเราเร่งยกไปเสียจากที่นี้แต่เวลากลางคืนอย่าให้ทันสว่าง เวลาเช้านายบ้านนายอำเภอรู้ความว่าฆ่าฟันกันตายก็จะเอาแก่ผู้ใด งักฮุยว่าศพที่เราฆ่าเสียนั้นเกลื่อนกลาดอยู่หน้าศาลเจ้าเป็นอันมาก นายบ้านนายอำเภอเห็นก็คงจะสืบเสาะเอาความจงได้ งูเกาจึงว่าท่านทั้งปวงอย่าวิตก จงช่วยกันไปหามเอาศพมากองไว้ที่หลังศาลเจ้า แล้วไปเก็บไม้ฟืนแห้งตามชายป่า มากองเข้าเผาเสียให้สิ้น ความก็คงจะสูญหาย งักฮุยกับคนทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย จึงให้คนเหล่านั้นไปเที่ยวเก็บฟืนมายกศพไปกองเผาเสียที่หลังศาลเจ้า ครั้นเผาแล้วพอเวลารุ่งสว่าง งักฮุยกับคนทั้งปวงก็ยกออกเดินไปถึงเขตแขวงเมืองเซียงจิว หาที่พักครอบครัวเป็นปรกติพร้อมกันแล้ว งักฮุย งูเกา เฮงกุ้ย ทึงฮวย เตียเฮียน ก็พากันเข้าไปเมืองทึงอิมกุ้ยถึงหน้าบ้านซือหยิน บอกกับคนรักษาประตูให้เข้าไปแจ้งความกับซือหยิน ซือหยินแจ้งว่างักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนมาก็ออกมารับเข้าไปในบ้าน

งักฮุยกับคนทั้งสี่กระทำคำนับซือหยินแล้ว จึงบอกว่าหลีซุนผู้เป็นบิดาภรรยาข้าพเจ้าทราบว่า ข้าพเจ้าจะยกมาอยู่บ้านเดิม ก็ให้ข้าพเจ้าแต่งงานกินอยู่กับบุตรสาวเสร็จแล้วข้าพเจ้ากับเฮงเหมงบิดาเฮงกุ้ย ทึงบุนต้องบิดาทึงฮวย เตียตัดบิดาเตียเฮียน ก็พากันมาอยู่กับข้าพเจ้าที่บ้านเดิมด้วย ข้าพเจ้าจะพาท่านเศรษฐีทั้งสามมาคำนับท่าน ซือหยินผู้รักษาเมืองทึงอิมกุ้ยได้ฟังก็มีความยินดีว่าบ้านเดิมของเจ้านั้นเราได้จัดแจงตกแต่งซ่อมแซมดีแล้ว เราจะไปมอบบ้านเรือนให้เจ้าจึงจะควร พูดดังนั้นแล้วซือหยินกับงักฮุยก็พากันมาที่สำนัก เฮงเหมง ทึงบุนต้อง เตียตัด รู้ว่าซือหยินผู้รักษาเมืองทึงอิมกุ้ยมากับงักฮุย ก็มีความยินดีพากันออกไปคำนับเชิญเข้ามานั่งที่สมควร ซือหยินจึงว่ากับเศรษฐีทั้งสามว่า บ้านเดิมของงักฮุยข้าพเจ้าจัดแจงไว้พร้อมเสร็จ ที่ทางกว้างขวางเชิญท่านไปอยู่ให้สบายด้วยกันเถิด งักฮุยก็พาครอบครัวยกออกจากที่สำนักไปถึงบ้านแล้ว ก็ตั้งเครื่องเซ่นคำนับเทวดาอารักษ์และบิดาปู่ย่าต้นแซ่มาแต่ก่อน ๆ เสร็จแล้วก็ทำของกินตั้งโต๊ะเลี้ยงซือหยินกับท่านเศรษฐีทั้งสาม พี่น้องทั้งห้ากินพร้อมกันเป็นการมงคลเสร็จแล้ว ซือหยินก็มอบบ้านที่ทางเหล่านั้นให้งักฮุย ซือหยินก็ลากลับมาบ้าน งักฮุยกับท่านเศรษฐีทั้งสามมีที่อยู่เป็นปรกติแล้ว ครั้นมาอีกสองสามวัน งักฮุยจึงชวนทึงฮวย เฮงกุ้ย เตียเฮียน งูเกาไปหาซือหยิน ขอให้พาไปคำนับเล่าโต๊ะอี้เจ้าเมืองเซียงจิว ซือหยินก็พางักฮุยกับคนทั้งสี่ไปถึงบ้านเล่าโต๊ะอี้ บอกนายประตูให้เข้าไปแจ้งความกับเล่าโต๊ะอี้ เล่าโต๊ะอี้ก็ให้ออกมารับซือหยินกับงักฮุยและคนทั้งสี่เข้าไป งักฮุยกับคนทั้งสี่เข้าไปถึงก็คุกเข่าลงคำนับแล้ว งักฮุยจึงพูดว่าซึ่งข้าพเจ้าได้มาอยู่บ้านเดิมครั้งนี้ ก็เพราะท่านมีความเมตตากรุณาพระคุณหาที่สุดไม่ เมื่อข้าพเจ้าจะมานั้นท่านเฮงเหมงบิดาเฮงกุ้ย ทึงบุนต้องบิดาทึงฮวย เตียตัดบิดาเตียเฮียน ตามข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยกัน

ฝ่ายเล่าโต๊ะอี้จึงว่าซึ่งท่านทั้งปวงมีใจรักใคร่ติดตามกันมานั้นเรามีความยินดีด้วยนัก ขอเชิญท่านกลับไปอยู่บ้านให้สบายเถิด ข้าพเจ้าจะสนทนากับงักฮุยให้สบายสักเวลาหนึ่ง ซือหยินกับคนเหล่านั้นก็คำนับลาเล่าโต๊ะอี้กลับไป เล่าโต๊ะอี้จึงพูดกับงักฮุยว่า เจ้าจะเข้าไปเมืองเปียนเหลียงเมื่อใด งักฮุยว่าข้าพเจ้าพึ่งมาจัดแจงบ้านเรือนอยู่ยังไม่เรียบร้อย ถ้าเป็นปรกติแล้วก็จะไป เล่าโต๊ะอี้ว่า เมื่อแต่ก่อนเราก็ได้มีหนังสือบอกไปถึงจงเล่าซิว ผู้เป็นแม่กองกำกับซ้อมหัดทหาร แต่จงเล่าซิวนั้นมีราชการมากยังหาตอบมาไม่ บัดนี้เราจะให้หนังสือสำหรับตัวเจ้าไปถึงจงเล่าซิวอีกฉบับหนึ่ง ด้วยจงเล่าซิวนั้นเป็นคนชอบอัชฌาสัยกับเรา ถ้าเจ้าไปอยู่เมืองเปียนเหลียง มีธุระสิ่งใดก็จงไปหาจงเล่าซิวเถิดเขาคงจะช่วยธุระ

เล่าโต๊ะอี้ก็เข้าไปในห้องเขียนหนังสือไปถึงจงเล่าซิวฉบับหนึ่ง แล้วหยิบเงินหกตำลึงส่งให้งักฮุยว่า เจ้าจงเอาไปซื้อเสบียงอาหารกินตามทางเถิด งักฮุยก็คำนับรับเงินกับหนังสือเล่าโต๊ะอี้แล้วลากลับมาบ้าน ครั้นอยู่มาเวลาวันหนึ่งงักฮุยเห็นการบ้านช่องเรียบร้อยดีแล้ว ก็ชวนงูเกา ทึงฮวย เตียเฮียน เฮงกุ้ยจัดทรัพย์สิ่งของพอสมควรกับเครื่องศาสตราวุธสำหรับมือพร้อมกันทั้งห้าคน เข้าไปลานางเอียวสีมารดากับเฮงเหมง ทึงบุนต้อง เตียตัด จะเขาไปเมืองเปียนเหลียง นางเอียวสีกับท่านเศรษฐีทั้งสามก็อวยพรให้แก่บุตรว่า เจ้าจงไปปราศจากภัยอันตรายมีความเจริญเถิด งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ก็คำนับลาไปบ้านซือหยิน ซือหยินเห็นงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนมาลาจะเข้าไปเมืองหลวง ก็มีความยินดีพูดว่า เจ้าพี่น้องทั้งห้าจะเข้าไปทำราชการ ณ เมืองหลวง บิดามารดาของเจ้าอยู่ที่บ้านนั้นเป็นธุระเราจะช่วยทำนุบำรุงอย่าได้มีความวิตกเลย งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ได้ฟังก็มีความยินดี คำนับลาซือหยินผู้รักษาเมืองทึงอิมทุ้ยออกเดินไปเมืองเปียนเหลียง ครั้นมาถึงหน้าเมืองงักฮุยพูดกับงูเกาว่า เรามาถึงเมืองหลวงแล้ว จะพูดจาทำการสิ่งไรจงระมัดระวังตัวให้ดี อย่าเลินเล่อประมาทเหมือนอยู่บ้านนอก ด้วยเจ้านายและขุนนางในเมืองหลวงนั้นนับถือยศศักดิ์มากอย่าให้มีความผิดขึ้นได้ พูดกำชับกำชากันแล้วก็เดินเข้าไปในเมืองเปียนเหลียง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ