๖๒

ฝ่ายจิวซำอุย พาบุตรภรรยาครอบครัวหนีมาแล้ว จิวซำอุยก็บวชเป็นหลวงจีนเที่ยวไปตามสบาย ครั้นแจ้งความว่าชีนไคว่ให้ เมกคิหู หลออูจิบ เป็นตุลาการคิดอุบายต่าง ๆ ฆ่าบูเชียงก๋งกับบุตรสองคนตายเสียกลางคืนวันตรุษจีนแล้ว จิวซำอุยก็มีความอาลัยร้องไห้ถึงบูเชียงก๋งเป็นอันมาก ด้วยบูเชียงก๋งซื่อตรงต่อแผ่นดิน ขุนนางกังฉินกำจัดเสียดังนี้ไม่ควรเลย บัดนี้ชีนไคว่คิดกำจัดบุตรภรรยาบูเชียงก๋งเสียให้สิ้น จำเราจะไปแจ้งความให้บุตรภรรยาบูเชียงก๋งรู้ จิวซำอุยก็ตรงมายังตำบลทึงอิมกุ้ย ถามว่าบ้านบูเชียงก๋งอยู่ที่ไหนก็มีผู้บอกให้ จิวซำอุยก็ตรงไปบ้านบูเชียงก๋ง ถามถึงนางลีสีฮูหยิน คนใช้ก็เข้าไปแจ้งกับนางลีสีฮูหยินว่าหลวงจีนมาถามหาท่าน นางลีสีฮูหยินก็ให้งักหลุยบุตรออกไปเชิญหลวงจีนเข้ามา แล้วหลวงจีนจิวซำอุยจึงถามงักหลุยว่าท่านนี้ชื่อไรเป็นบุตรของผู้ใด งักหลุยบอกว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรที่สองของบูเชียงก๋ง ซึ่งตัวท่านชื่อไรมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งใด จิวซำอุยว่าเราไม่ใช่คนอื่นดอก ชื่อจิวซำอุย เป็นขุนนางตุลาการใหญ่ในเมืองนิ่มอัน ชีนไคว่ให้ข้าพเจ้าชำระกดขี่บิดาท่านให้รับเป็นสัตย์ตามความเท็จ ข้าพเจ้าไม่ชำระหนีมาบวชเสีย บัดนี้ชีนไคว่ให้เมกคิหู กับหลออูจิบเป็นตุลาการชำระกดขี่บิดาท่านด้วยอาญาต่าง ๆ บิดาท่านก็ไม่รับ แล้วได้ยินข่าวว่าเตียเปาเป็นขุนนางที่จงเปียไปตายเสียที่คุกแล้ว ครั้นถึงวันตรุษจีนแรมสิบสี่ค่ำกลางคืนบิดาของท่านกับพี่ชายทั้งสองเขาก็เอาไปฆ่าตายเสียที่ฮองโปเตงในคืนวันนั้น นางลีสีฮูหยินกับบุตรทั้งหลายและบุตรภรรยาของเตียเปาได้ฟังจิวซำอุยเล่านั้นก็พากันร้องไห้เศร้าโศกอื้ออึงไป จิวซำอุยจึงพูดว่า ท่านอย่าร้องไห้เลย ข้าพเจ้ามาบอกความให้ทราบก็เพราะรักใคร่บูเชียงก๋งสามีท่าน บัดนี้ชีนไคว่ใช้คนถือรับสั่งมาจับตัวท่านกับบุตรไปไม่ให้เหลืออยู่เป็นพืชพันธุ์ ท่านอย่านอนใจเร่งหลีกหนีไปเสียเถิด ข้าพเจ้าจะลาไป นางลีสีฮูหยินได้ฟังก็ตกใจ พากันมาคุกเข่าลงคำนับจิวซำอุย ว่าบุญคุณของท่านหนักหนา อุตส่าห์มาบอกให้รู้ความ จิวซำอุยก็รับคำนับพูดว่า ท่านจงจัดให้บุตรชายหลบหลีกไปเสียโดยเร็วสักคนหนึ่งเถิด จะได้สืบเชื้อวงศ์ต่อไป เซ่นไหว้บิดามารดาตามธรรมเนียม พูดแล้วจิวซำอุยหลวงจีนก็ลาไป นางลีสีฮูหยินก็ให้บุตรสะใภ้ไปเอาบัญชีที่เขากู้เงินทองนั้นมาเผาไฟเสียแล้วจึงบอกกับพวกทหารที่สาบานเป็นพี่น้องกับบูเชียงก๋ง และบุตรภรรยาของทหารอยู่ด้วยกันเป็นอันมากว่า บัดนี้บูเชียงก๋งก็ตายเสียแล้ว ข้าหลวงก็จะมาเอาตัวเรากับบุตรไป ท่านทั้งหลายจงพาบุตรภรรยาครอบครัวกลับไปบ้านเสียเถิด ถ้าอยู่ที่นี้ก็จะพากันได้ความลำบาก บุตรชายบุตรสาวบุตรสะใภ้กับทหารและคนใช้ได้ฟังก็พากันร้องไห้ไม่คิดที่จะกลับไปบ้าน จะติดตามนางลีสีฮูหยินไปเมืองหลวงทั้งสิ้น งักอัน งักเสง งักเตง งักเปา สี่คนนี้เป็นคนใช้สอยมาแต่ก่อน จึงพูดว่าข้าพเจ้าทั้งสี่จะขอตามท่านไปกว่าจะตายด้วยกัน ขอท่านจงจัดให้บุตรชายหลบหลีกไปเสียโดยเร็วเถิด นางลีสีฮูหยินจึงถามว่าจะให้บุตรเราไปอาศัยอยู่ที่ไหนดี

งักอันว่าบูเชียงก๋งมีเพื่อนฝูงถมไป ท่านจงเขียนหนังสือให้ไปใบหนึ่งก็คงมีที่พักอาศัย นางลีสีฮูหยินได้ฟังก็เรียกงักหลุยมาบอกว่า เจ้าจงอุตส่าห์ทนลำบากหนีไปเถิด งักหลุยว่ามารดาให้น้องไปเถิดข้าพเจ้าจะตามมารดาไป งักอันว่าท่านมารดาให้ไปไม่ควรจะขัดขืน ถ้ากระนั้นก็เหมือนไม่กตัญญูต่อบิดามารดา พูดแล้วก็บอกนางลีสีฮูหยินว่า ขอเชิญท่านเขียนหนังสือเถิด ข้าพเจ้าจะจัดเงินทองเสบียงอาหารไว้ นางลีสีฮูหยินก็เขียนหนังสือมาส่งให้งักหลุย แล้วว่าเจ้าเอาหนังสือนี้ไปให้จงเล่าซิวที่เมืองเล่งแฮ จงเล่าซิวกับบิดาเจ้าก็รักใคร่กันคงอุปถัมภ์เจ้าต่อไป อย่าได้วิตกถึงมารดาเลยจงเอาตัวรอดเถิด งักหลุยได้ฟังก็จนใจ ครั้นจะไม่ไปก็ไม่ได้ รับหนังสือที่มารดาคำนับลาพี่น้องแล้ว งักอันก็เอาเงินทองเสบียงอาหารส่งให้งักหลุยกับของออกจากบ้านไป นางลีสีฮูหยินก็ปลดปล่อยให้บ่าวไพร่และคนใช้ไปตามใจ ที่รักใคร่บูเชียงก๋งกับนางลีสีฮูหยินก็ไปอยู่ด้วยนางลีสีฮูหยินเป็นอันมาก

ฝ่ายนางไซเง็กภรรยางูเกามีบุตรคนหนึ่งชื่องูทอง รูปร่างโตใหญ่ ผมเหลืองหน้าดำ อายุได้สิบห้ามีฝีมือเข้มแข็งอยู่กับนางไซเง็กมารดาที่ด่านโง่วทองก๊วน คนที่ตำบลนั้นเรียกงูทองว่ากิมหมอไหส่วย ครั้น ณ วันเดือนสามขึ้นสิบค่ำเป็นวันแซยิดของกิมจัดขุนนางนายทหารที่จงเปีย นางไซเง็กกับงูทองบุตรก็มาคำนับกันตามธรรมเนียมจีน กิมจัดก็จัดโต๊ะมาเลี้ยงนางไซเง็กกับงูทอง สามคนนั่งกินโต๊ะอยู่ด้วยกัน กิมจัดจึงพูดว่างูทองหลานเราฝีมือเข้มแข็ง เมื่อบูเชียงก๋งเข้าไปเมืองหลวงมอบตราแม่ทัพกับธงอาญาสิทธิ์ให้งูเกาบิดาเจ้าว่ากล่าว เจ้าจงไปที่ค่ายเยี่ยมบิดาเจ้า จะได้เข้าช่วยทำราชการเป็นขุนนางต่อไป แต่เมื่อวันก่อนนี้เราได้ยินข่าวเขาเล่าลือมาว่า บูเชียงก๋งเข้าไปเมืองหลวง ชีนไคว่คิดอุบายแอบรับสั่งทำโทษบูเชียงก๋งกับงักฮุน เตียเหียนตายเสียเมื่อเดือนยี่แรมสิบสี่ค่ำวันตรุษจีนเวลากลางคืนนั้นแล้ว การอันนี้จะจริงเท็จประการใดก็ยังไม่รู้ เราได้ให้คนไปสืบข่าวยังหากลับมาไม่ นางไซเง็กได้ฟังก็ตกใจว่าถ้าการจริงดังนั้น โทษก็คงจะมาถึงบุตรภรรยาของบูเชียงก๋งทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจะให้งูทองไปเมืองเชียงจิวรับบุตรชายบูเชียงก๋งมาทำนุบำรุงไว้สักคนหนึ่ง นานไปภายหน้าจะได้สืบตระกูลต่อไป ท่านจะเห็นประการใด กิมจัดว่าเจ้าพูดนี้ถูกต้องแล้ว เราคิดว่าจะรอฟังคนที่ไปสืบข่าวกลับมาให้รู้ความแน่ก่อน จึงจะงูทองไป นางไซเง็กว่าทางเมืองเซียงจิวกับที่ด่านไกลถึงเก้าร้อยลี้เศษ ถ้าการจริงก็คงจะรับสั่งให้จับบุตรภรรยาบูเชียงก๋งไปเสียก่อน ที่ไหนงูทองจะไปทัน งูทองจึงพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้าคิดจะลาท่านตาไปตำบลทึงอิมกุ้ยในเวลาค่ำวันนี้ ถ้ามีเหตุการณ์จริงดังเขาว่า ข้าพเจ้าจะรับบุตรบูเชียงก๋งมาคนหนึ่งให้ได้ กิมจัดกับนางไซเง็กก็ยอมอนุญาตให้งูทองไป งูทองมาจัดเงินทองบ่าวไพร่พอไปซื้อเสบียงอาหารกิน แล้วก็แต่งตัวถือกระบองเป็นอาวุธสำหรับมือขึ้นม้าออกจากด่านโง่วทองก๊วนไปแต่ในเวลากลางคืน ครั้นถึงตำบลทึงอิมกุ้ยบ้านบูเชียงก๋ง งูทองตรงเข้าไปบ้าน เห็นนางลีสีฮูหยินกับบุตรทั้งหลายพากันนั่งร้องไห้ งูทองก็คุกเข่าลงคำนับนางลีสีฮูหยินแล้วบอกว่าข้าพเจ้าชื่องูทองเป็นบุตรงูเกา มารดาใช้ให้ข้าพเจ้ามาฟังข่าวที่เขาลือจะจริงเท็จประการใด นางลีสีฮูหยินจึงร้องไห้บอกว่าบูเชียงก๋งกับงักฮุน เตียเหียนนั้น ชีนไคว่เขาฆ่าตายเสียแล้ว ยังแต่เรากับบุตรเขาก็จะมาเอาตัวไป งูทองว่าบุตรท่านคนใหญ่ตายเสียแล้ว บุตรท่านคนที่สองก็ยังอยู่ มารดาข้าพเจ้าให้มารับไปอยู่ด้วยกัน ถ้าช้าไปมีรับสั่งมาถึงแล้วก็จะพากันลำบาก นางลีสีฮูหยินบอกว่างักหลุยบุตรที่สองของเรานั้นไปหาจงเล่าซิว ณ เมืองเล่งแฮแต่เวลาเช้าแล้ว งูทองว่าไม่ควรจะไปหาจงเล่าซิวเลย หนทางก็ไกลไว้ใจไม่ได้ ให้ไปอยู่กับข้าพเจ้าที่ด่านโงวทองก๊วนก็จะดีกว่า ข้าพเจ้าจะลาท่านตามงักหลุยไปเดี๋ยวนี้ก็คงจะทัน ถ้าพบแล้วก็จะชวนไปด่านโง่วทองก๊วน ไม่กลับมาทางนี้อีก แต่งักหลุยนั้นไปทางไหน พวกคนใช้ของนางลีสีฮูหยินบอกว่าไปทางตะวันออก งูทองก็คำนับลาออกมาขึ้นม้ารีบตามงักหลุยไปโดยเร็ว

ฝ่ายปังตง ปังเฮา ข้าหลวงคุมทหารถือหนังสือชีนไคว่ปลอมรับสั่งมาถึงตำบลทึงอิมกุ้ย ก็ให้ทหารเข้าล้อมบ้านบูเชียงก๋งไว้ งักอันคนใช้ของนางลีสีฮูหยินเห็นก็ตกใจ เข้าไปแจ้งความว่าข้าหลวงล้อมบ้านไว้แน่นหนาแล้ว นางลีสีฮูหยินได้แจ้งก็จะออกมารับหนังสือรับสั่ง

ฝ่ายเตียเองบุตรเตียเปา มีอายุได้สิบสี่ปีรูปร่างสูงใหญ่เข็มแข็งเรี่ยวแรงใจกล้าหาญ คนในตำบลนั้นเรียกชื่อว่าอวยปันเสียปา เตียเอง เห็นทหารข้าหลวงมาล้อมบ้านก็ตรงเข้าไปคำนับบอกนางลีสีฮูหยินว่า ท่านอย่าเพิ่งออกไปรับเขาก่อน ข้าพเจ้าจะไปถามดูให้ได้ความ เตียเองก็วิ่งออกมาที่ประตู เห็นทหารพวกข้าหลวงจะหักพังประตูเข้ามา จึงร้องตวาดออกไปด้วยเสียงอันดังว่า พวกท่านเหล่านี้มาแต่ข้างไหนจึงทำการเหลือเกินนัก ปังตง ปังเฮาตอบว่ามีรับสั่งมาให้เอาตัวบุตรภรรยาบูเชียงก๋งเข้าไปเมืองหลวง ท่านนี้เป็นอะไรจึงได้มากีดขวางกางกั้นไว้ เตียเองบอกว่าบิดาเราชื่อเตียเปาเป็นทหารหน้าม้าของบูเชียงก๋ง ตัวเราชื่อเตียเอง ท่านอย่าถือว่ามามากสามสี่ร้อยคนเท่านี้ ถึงจะมากสักสามสี่พัน ข่มเหงกันดังนี้แล้วเราก็ไม่ฟังท่าน ถ้าถือรับสั่งมาบอกกันแต่โดยดีไม่ได้หรือ ท่านจงจัดเกวียนไว้เถิด นายเราก็คงจะไปตามรับสั่ง ถ้าขืนจะบุกรุกพังบ้านเข้ามาดังนี้แล้ว ตัวท่านกับทหารก็คงจะตายลงที่นี้ ปังตง ปังเฮาได้ฟังเตียเองพูดแข็งแรงดังนั้น ก็ห้ามพวกทหารให้สงบไว้ นางลีสีฮูหยินเห็นเตียเองทุ่มเถียงกับพวกข้าหลวงก็ตกใจ กลัวจะเกิดความใหญ่ขึ้นอีก ก็ออกมาคุกเข่าลงคำนับข้าหลวงแล้วเชิญไปในบ้าน ปังตงจึงอ่านหนังสือรับสั่งให้นางลีสีฮูหยินฟังว่า พระเจ้าซ้องเกาจงมีรับสั่งใช้ให้ปังตง ปังเฮา เป็นข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งมาเอาตัวบุตรภรรยาบูเชียงก๋งกับผู้คนบ่าวไพร่เข้าไปเมืองหลวงทั้งสิ้น นางลีสีฮูหยินได้ฟังหนังสือรับสั่งแล้วก็จัดรวบรวมทรัพย์สิ่งของบุตรชายหญิงผู้คนบ่าวไพร่มารวมไว้พร้อมกันประมาณสามร้อยคนเศษ ปังตง ปังเฮาก็จัดเตรียมเกวียนให้นางลีสีฮูหยินกับบุตรขึ้นนั่งพร้อมกันแล้ว พูดกับนางลีสีฮูหยินว่า ตัวท่านกับบุตรมีกตัญญูต่อบูเชียงก๋งผู้สามี ข้าพเจ้าไม่จำจองแล้ว ท่านจงไปด้วยกันโดยดีเถิด บ้านเรือนของนางลีสีฮูหยินนั้นมอบให้กรมการรักษาไว้ ปังตง ปังเฮาก็คุมเกวียนออกจากตำบลทึงอิมกุ้ยตรงไปทางเมืองนิ่มอัน ราษฎรชาวบ้านเหล่านั้นเห็นข้าหลวงมาเอาตัวบุตรภรรยาบูเชียงก๋งไปก็พากันร้องไห้สงสารอื้ออึงทุกบ้านทุกเรือนเรียดทางมา

ฝ่ายงักหลุยเดินทางไปได้สองวันถึงตำบลซิดโป้วติ้นก็อ่อนล้าแวะเข้าไปซื้อกินที่โรงเตี๊ยม ครั้นกินอิ่มแล้วก็หยิบถุงเงินออกมาวางลงพูดกับเจ้าของร้านว่า ราคาของกินของท่านเท่าไรก็จงหยิบเอาเงินในถุงนี้เถิด งักหลุยนั้นไม่เคยออกไปเที่ยวข้างไหน ไม่เข้าใจในการซื้อขาย เจ้าของโรงเตี๊ยมเห็นงักหลุยเอาถุงเงินมาวางไว้ดูท่วงทีกิริยางักหลุยเป็นลูกผู้ดี ก็หยิบเอาเงินในถุงไว้เป็นราคาของกินพอสมควรแล้วส่งถุงเงินคืนให้งักหลุย

ฝ่ายฮันคิเหลงเป็นเศรษฐีมั่งมีเงินอยู่ในแขวงบ้านนั้นเดินมาเห็นงักหลุยนั่งซื้อของกินอยู่ที่ร้าน เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาคมสันท่วงทีเป็นลูกผู้ดีก็คิดสงสาร กลัวว่าผู้ร้ายเห็นว่ามีเงินทองติดตัวมาจะตามไปแย่งชิงเอาแล้วก็จะฆ่าเสีย ฮันคิเหลงจึงแวะเข้าไปที่โรงเตี๊ยมถามว่าท่านนี้มาแต่ไหน ท่วงทีคมสันเราเห็นน่ารักก็อยากจะใคร่เชิญไปสนทนากันเล่นที่บ้าน งักหลุยเห็นชายผู้นั้นหน้าแดงเหมือนแสงไฟรูปร่างสูงใหญ่เขี้ยวยาวหนวดบางท่วงทีนุ่งห่มก็สะอาด จึงพูดว่าข้าพเจ้ามีธุระจะด่วนไป ซึ่งท่านมีความเมตตาข้าพเจ้านั้นขอบใจนักหนาแล้ว เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงบอกกับงักหลุยว่า ท่านคนนี้มั่งมีเงินทองใจคอก็โอบอ้อมอารี ชาวบ้านตำบลนี้นับถือมาก เชิญท่านไปสักหน่อยเถิดอย่าขัดขืนเลย งักหลุยก็ยอมไป ฮันคิเหลงพางักหลุยมาถึงบ้านจัดที่ให้นั่งเป็นอันดี แล้วถามว่าท่านมาแต่ข้างไหนแซ่ไรชื่อใดจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบ งักหลุยได้ฟังจึงคิดว่า ซึ่งเศรษฐีมาถามชื่อและแซ่เราดังนี้ ครั้นจะบอกตามจริงก็ไม่แจ้งว่าจะดีหรือร้าย จึงแกล้งบอกว่า ข้าพเจ้าแซ่เตียชื่อเหลงอยู่ตำบลบ้านทึงอิมกุย จะไปหาพี่น้องที่เมืองเล่งแฮ ฮันคิเหลงจึงว่าตัวข้าพเจ้าชื่อฮันคิเหลง เห็นท่านเดินทางมามีเงินทองมากก็วิตกกลัวโจรจะทำร้ายแก่ท่าน จึงได้เชิญท่านมาพูดจาบอกให้รู้ความ ท่านอยู่ที่ตำบลทิมอึงกุ้ยรู้เรื่องความบูเชียงก๋งบ้างหรือไม่ งักหลุยได้ฟังถามถึงบิดาก็แกล้งบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนยากจนเที่ยวทำมาหากิน ไม่ทราบว่าเรื่องความบูเชียงก๋งจะร้ายดีประการใด ท่านมีธุระอะไรหรือจึงถามบูเชียงก๋ง ฮันคิเหลงว่าเดิมบิดาข้าพเจ้าเป็นทหารของจงเล่าซิว บิดาข้าพเจ้ามีความผิดจงเล่าซิวจะฆ่าเสีย บูเชียงก๋งได้อ้อนวอนขอไว้จึงได้รอดชีวิต เมื่อบิดาข้าพเจ้าจะตายนั้นสั่งไว้ว่า บูเชียงก๋งมีคุณมากให้เขียนชื่อบูเชียงก๋งไว้เซ่นบูชา ครั้นบิดาตายแล้วข้าพเจ้าก็ได้เซ่นไหว้บูเชียงก๋งฉลองคุณมาทุกวันมิได้ขาด ที่บูชาบูเชียงก๋งอยู่ที่นั้นท่านจงไปดูเถิด งักหลุยได้ฟังพูดถึงบูเชียงก๋งบิดา น้ำตาก็ไหลอาบหน้าลงมา ฮันคิเหลงเห็นก็สงสัย พูดว่าท่านนี้ทีจะเป็นพวกพ้องของบูเชียงก๋งดอกกระมังจงบอกตามจริงเถิด งักหลุยว่า ข้าพเจ้าจะขอดูที่บูชาให้เห็นก่อนจึงจะแจ้งความแก่ท่าน ฮันคิเหลงก็พางักหลุยเข้าไปดูที่บูชา งักหลุยเห็นชื่อบิดาเขาเขียนไว้เซ่นไหว้ก็คุกเข่าลงคำนับ ก้มหน้าร้องไห้แล้วพูดว่า ท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย ตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรที่สองของบูเชียงก๋งชื่องักหลุย แล้วก็เล่าความซึ่งบูเชียงก๋งผู้บิดาและงักฮุนเตียเหียนผู้พี่ที่ตายในพระราชวังเพราะความคิดชีนไคว่ บัดนี้มีรับสั่งมาให้จับมารดากับญาติพี่น้องของข้าพเจ้าไปให้สิ้น มารดาสั่งให้ข้าพเจ้าหนีไปอยู่ด้วยจงเล่าซิวที่เมืองเล่งแฮ ข้าพเจ้าจึงได้เดินมาทางนี้ ฮันคิเหลงได้ฟังก็คิดสงสารเวทนางักหลุยยิ่งนัก พูดว่าบิดาของท่านมีคุณแก่บิดาข้าพเจ้าเป็นอันมาก ยังไม่ได้ฉลองคุณ วันนี้ท่านมาถึงบ้านข้าพเจ้าแล้ว จงอยู่ด้วยกันก่อนเถิด อย่าเพิ่งไปหาจงเล่าซิวที่เมืองเล่งแฮเลย คอยฟังข่าวคราวมารดากับญาติพี่น้องของท่านให้รู้ความเสียก่อนว่าจะดีร้ายเป็นประการใด ภายหลังจึงค่อยคิดการต่อไป งักหลุยจึงว่าข้าพเจ้าเป็นคนมีทุกข์จะมากวนท่านให้ได้ความลำบากนั้นไม่ควร ฮันคิเหลงว่าข้อนั้นไม่เป็นไร ท่านกับเรามาสาบานเป็นพี่น้องเสียจะยอมหรือไม่ งักหลุยว่าถ้าท่านเมตตาจริงแล้วข้าพเจ้าก็ยอม ฮันคิเหลงกับงักหลุยก็ชวนกันเข้าไปหน้าโต๊ะบูชาชื่อบูเชียงก๋ง คุกเข่าลงคำนับทั้งสองคนแล้วทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องกัน ฮันคิเหลงก็ให้คนใช้ยกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงงักหลุยจัดที่ให้อยู่กินหลับนอนเป็นสุขสบาย คอยฟังข่าวมารดาและพี่น้องอยู่ที่ตำบลซิดโป้วติ้นทุกวันทุกเวลามิได้ขาด

ฝ่ายงูทองตามงักหลุยมาสามวันก็ไม่พบ ครั้นถึงตำบลซิดโป้วติ้นเห็นมีโรงเตี๊ยม งูทองแสบท้องก็แวะเข้าไปซื้อของกิน เจ้าของโรงเตี๊ยมจัดกับข้าวของกินมาตั้งให้ที่โต๊ะตามเคยที่คนมาซื้อกินแต่ก่อน งูทองเข้านั่งกินประเดี๋ยวใจของที่โต๊ะก็หมดสิ้นเรียกเติมอีก เจ้าของร้านหามาเติมสักเท่าไรก็ไม่พอ จึงนึกว่าคนนี้กินจุเกินประมาณ หรือจะเป็นฝีปิศาจปลอมมาดอกกระมัง ก็นิ่งเฉยเสียหาเอาของมาเติมให้อีกไม่ งูทองเห็นเจ้าของไม่เต็มใจก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม เจ้าของร้านก็กั้นไว้ว่าท่านกินของแล้วเงินค่าสิ่งของยังไม่ได้ให้ จะไปไหนจงเอาเงินมาคิดราคาของให้เสียก่อนจึงจะให้ไป งูทองว่าเรามาตามพี่น้องเป็นการด่วนไม่ได้เอาเงินมา ท่านจงจดบัญชีไว้เถิด แล้วเราจึงจะเอาเงินมาใช้ให้ เจ้าของร้านว่าเรากับท่านไม่รู้จักตำบลหนแห่งว่าอยู่ที่ไหน จดบัญชีไว้จะไปทวงเอาแก่ใคร จงเอามาให้เสียเดี๋ยวนี้ งูทองว่าไม่มีจะเอาที่ไหนมาให้ เจ้าของร้านโกรธเข้าทุบตีเอางูทอง งูทองก็หัวเราะพูดว่า เราเดินมาเหนื่อยท่านช่วยทุบให้หายเมื่อยก็ดีอยู่ เจ้าของร้านได้ฟังก็โกรธแค้นนัก เรียกลูกจ้างมาช่วยทุบตีงูทองจนเจ็บมือ งูทองว่าทุบตีเสียเร็ว ๆ ให้แล้วเถิดเราจะรีบไป

ฝ่ายฮันคิหองน้องฮันคิเหลง เดินเที่ยวเล่นกับบ่าวไพร่สิบสี่สิบห้าคนมาทางนั้น เจ้าของโรงเตี๊ยมเห็นฮันคิหองเดินมาก็ออกไปบอกความว่า มีชายผู้หนึ่งเข้ามาซื้อของกินแล้วจะลุกไปเสียข้าพเจ้าทวงเงินก็ไม่ให้ จึงได้พูดทุ่มเถียงกัน ขอท่านจงได้ช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วย ฮันคิหองได้ฟังก็ตรงเข้าไปถามงูทองว่า เจ้าคนนี้มาแต่ไหน ซื้อของเขากินแล้วทำไมจึงไม่ให้เงินเขา จงเอาเงินมาให้เขาเสียโดยเร็ว งูทองว่าเราซื้อของกินที่ร้านต่างหาก มิใช่การของท่าน ฮันคิหองได้ฟังก็โกรธสั่งให้บ่าวไพร่เข้าทุบตีงูทอง งูทองเอามือผลักคนเหล่านั้นล้มลง ฮันคิหองเห็นก็ยิ่งโกรธมากขึ้นตรงเข้าไปจะตีงูทอง งูทองจับตัวฮันคิหองโยนออกไปกลางถนน ฮันคิหองได้ความอับอายแก่คนเหล่านั้นก็กลับไปเรียกพวกพ้องมาอีกจะจับตัวงูทองให้ได้ งูทองเห็นพวกเหล่านั้นกลับก็จะเดินทางต่อไป เจ้าของโรงเตี๊ยมคิดจะเข้าจับไว้ ก็สู้งูทองไม่ได้ไม่รู้ที่จะทำประการใดก็ต้องปล่อยให้ไป งูทองเดินพ้นโรงเตี๊ยมมาประมาณสามสิบโรง พอฮันคิหองไปเรียกบ่าวไพร่และทหารถือเครื่องมือไล่ตามมาทันก็เข้าล้อมงูทองไว้ แล้วให้ชาวตลาดเอาไม้และม้าขวางทางกั้นเสียอย่าให้หนีไปได้ งูทองเดินทางมาหลายวันเมื่อยล้าอาหารก็กินไม่อิ่ม ต้านทานพวกฮันคิหองไม่ได้เสียทีล้มลง ทหารและบ่าวไพร่ของฮันคิหองก็จับตัวได้เอาไปมัดไว้ที่เสาในบ้าน ฮันคิหองให้บ่าวเอาหวายมาเฆี่ยนงูทอง งูทองก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า พวกเจ้าเฆี่ยนเราไม่รู้เจ็บ เฆี่ยนเร็ว ๆ เข้าเถิด มัดไว้เช่นนี้ลำบากนัก ฮันคิหองก็โกรธให้บ่าวไพร่เฆี่ยนขนาบไป งูทองก็ไม่รู้จักเจ็บ ด้วยงูทองคนนี้มีดาวประจำตัวเทพยดารักษาถูกทุบตีจึงไม่เจ็บ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ