๑๑

เมื่อครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก ฌ้ออ๋องเป็นใหญ่อยู่ในเมืองฌ้ออยากจะใคร่หากระบี่ที่วิเศษไว้สำหรับตัว จึงให้ขุนนางเที่ยวสืบหาช่างทำกระบี่ ได้ช่างทำกระบี่คนหนึ่งชื่อเอาเอียงตีเสียงอยู่ที่เขาชิดลีซัวแขวงเมืองฮันก๊ก ฌ้ออ๋องให้ไปเชิญช่างมาแล้วถามว่าจะให้ทำกระบี่สักเล่มหนึ่งจะทำให้ได้หรือไม่ เอาเอียงตีเสียงนายช่างทำกระบี่ว่า ท่านจะให้วิเศษอย่างไรจงบอกให้ทราบ ฌ้ออ๋องว่า เราอยากจะได้กระบี่มีฤทธิ์ใช้ให้ลอยไปฆ่าคนได้ เอาเอียงตีเสียงได้ฟังจึงคิดว่าฌ้ออ๋องนี้ปรารถนาจะหากระบี่ที่วิเศษเกินความรู้เราที่ได้เล่าเรียนมา ครั้นจะไม่รับทำฌ้ออ๋องก็เป็นคนใจเร็วดุร้ายฉุนโกรธขึ้นมาก็จะฆ่าเสีย จำจะต้องรับไปทำ เมื่อต่อไปภายหน้าจึงค่อยถ่ายเทแก้ไขไปให้พ้นภัย จึงว่ากับฌ้ออ๋องว่ากระบี่อย่างท่านอยากได้นั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยทำ แต่ท่านใช้แล้วก็ต้องรับไปทำให้สิ้นสติปัญญาและความรู้เห็นจะได้ดอกกระมัง แต่จะเอาเร็วนักไม่ได้ ด้วยการจะต้องตั้งพลีกรรมบวงสรวงซักฟอกเหล็ก แช่ยาอยู่นานถึงสามปีจึงจะสำเร็จ ฌ้ออ๋องว่าช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร จงทำให้ได้ดีวิเศษเถิด พูดแล้วก็เอาของที่จะใช้สอยมอบให้เอาเอียงตีเสียงเป็นอันนาก เอาเอียงตีเสียงรับเงินทองสิ่งของแล้วก็คำนับลากลับไปบ้าน บอกกับภรรยาว่า ฌ้ออ๋องให้เราไปทำกระบี่วิเศษ เราจะต้องไปทำที่เขาชิดลีซัวสักสามปีจึงจะแล้ว เจ้าจงจัดสิ่งของไปให้เราอย่าให้ขาดได้ สั่งภรรยาแล้วเอาเอียงตีเสียงก็ไปทำกระบี่ตามตำราอยู่ที่เขาชิดลีซัวถึงสามปีได้เนื้อเหล็กตีกระบี่ได้สามเล่ม แต่งตัวคัดอานทำฝักงดงามดีเสร็จแล้วก็กลับมาบ้านสั่งภรรยาว่า กระบี่สามเล่มนี้เราจะเอาที่ชื่อคังโลเกียมฝังดินไว้เล่มหนึ่ง จะเอาเข้าไปให้ฌ้ออ๋องสองเล่ม แต่คิดระแวงอยู่ว่าฌ้ออ๋องเป็นคนใจดุร้าย ถ้าเราเอากระบี่เข้าไปให้เห็นว่าเป็นกระบี่ดีวิเศษแล้ว กลัวเราจะไปทำให้ผู้อื่นอีกก็จะคิดพาลฆ่าเราเสีย บุตรเราที่ในครรภ์นี้ ถ้าเกิดมาเป็นหญิงก็แล้วไป ถ้าเป็นชายเจ้าจงอุตส่าห์เลี้ยงไว้ เติบใหญ่แล้วให้เอากระบี่ที่เราฝังไว้นี้ ไปคิดฆ่าฌ้ออ๋องแก้แค้นแทนเราให้จงได้ เอาเอียงตีเสียงสั่งภรรยาเสร็จแล้วก็เอากระบี่สองเล่มเข้าไปเมืองฌ้อให้กับฌ้ออ๋อง ฌ้ออ๋องเห็นเอาเอียงตีเสียงเอากระบี่มาให้ก็มีความยินดี ประชุมขุนนางนายทหารพร้อมกันที่สนามเอากระบี่คู่นั้นออกลองฟันเหล็กและไม้และสิ่งของโตใหญ่ก็ขาดกระเด็นออกไปได้ แต่จะใช้สอยไปฆ่าคนเหมือนฌ้ออ๋องปรารถนานั้นไม่ได้ ฌ้ออ๋องได้กระบี่วิเศษก็มีความยินดี จึงคิดว่าเอาเอียงตีเสียงนี้เป็นช่างทำกระบี่ดีจริง ถ้าจะละไว้ก็จะไปทำให้ผู้อื่นอีก จำจะพาลฆ่าเสีย วิชาทำกระบี่จะได้สาบสูญ คิดแล้วจึงว่าเดิมเจ้ารับกับเราว่าจะทำกระบี่ให้ลอยไปฆ่าคนได้ เราจึงได้เสียข้าวของเงินทองให้เป็นอันมาก เจ้าหลอกลวงเรามีโทษผิดมาก พูดดังนั้นแล้วสั่งให้ทหารเอาตัวเอาเอียงตีเสียงไปฆ่าเสีย

ฝ่ายภรรยาเอาเอียงตีเสียงแจ้งว่า ฌ้ออ๋องฆ่าเอาเอียงตีเสียงสามีเสียก็ร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมาก ครั้นครรภ์ถ้วนกำหนดคลอดบุตรออกมาเป็นชาย นางอุตส่าห์เลี้ยงจนจำเริญวัยใหญ่ขึ้น ให้ไปเรียนหนังสืออยู่กับซินแส มีเพื่อนศิษย์หลายคน ครั้นวิวาททุ่มเถียงกันศิษย์เหล่านั้นก็กล่าวคำหยาบว่าอ้ายไม่มีพ่อ เด็กนั้นจึงกลับมาบ้านบอกมารดาว่าเพื่อนศิษย์เหล่านั้นด่าข้าพเจ้าว่าอ้ายลูกไม่มีพ่อ พ่อข้าพเจ้าคือผู้ใดไปไหนเสีย มารดาได้ฟังบุตรมาถามก็ร้องไห้ เล่าความแต่หลังให้ฟังทุกประการ บุตรนั้นก็มีความโกรธแค้นต่อฌ้ออ๋องยิ่งนัก จึงไปขุดเอากระบี่ที่ฝังไว้นั้นมาเหน็บติดตัว ลามารดาจะไปฆ่าฌ้ออ๋อง มารดาห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟังแค้นใจขึ้นมาก็ผูกคอตายเสีย บุตรนั้นเห็นมารดาตายแล้วก็เอาไฟเผาเรือนให้ไหม้เสียทั้งศพมารดา เดินออกจากบ้านไปถึงเขาชิดลีซัวที่บิดาทำกระบี่ คิดถึงบิดามารดาก็นั่งร้องไห้อยู่ที่เขาชิดลีซัว ถึงสามวันจนน้ำตาไหลออกมาเป็นโลหิต ยังมีหลวงจีนองค์หนึ่งมาเห็นเด็กนั่งร้องไห้จึงถามเด็กนั้น เด็กนั้นก็เล่าความตามมารดาบอกมา จนตัวจะเอากระบี่ไปฆ่าฌ้ออ๋องให้หลวงจีนฟังทุกประการ หลวงจีนจึงว่า ตัวเจ้ายังเด็กนักที่ไหนจะแก้แค้นแทนบิดาได้ เราจะไปแก้แค้นแทนให้จะยอมหรือไม่ เด็กนั้นได้ฟังก็มีความยินดีว่า ท่านไปแก้แค้นแทนบิดาข้าพเจ้าได้แล้ว ถึงข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต หลวงจีนว่าเราจะต้องขอของรักเจ้าสักสิ่งหนึ่ง เด็กว่าถึงท่านจะตัดเอาศีรษะข้าพเจ้าไปก็จะยอมให้ พูดแล้วเด็กก็คุกเข่าลงคำนับสามทีชักกระบี่ออกเชือดคอตายต่อหน้าหลวงจีน หลวงจีนเอากระบี่ตัดศีรษะเด็กนั้นห่อผ้ากระบี่เหน็บซ่อนเข้าในเสื้อ แล้วก็ลงจากเขาชิดลีซัว ตรงมาเมืองฌ้อถึงประตูหน้าวังฌ้ออ๋อง ก็หัวเราะสามครั้งแล้วร้องไห้สามครั้ง นายประตูเห็นประหลาดก็เอาความเข้าไปแจ้งแก่ฌ้ออ๋อง ฌ้ออ๋องให้พาหลวงจีนเข้าไปถามว่า ท่านมายืนหัวเราะร้องไห้อยู่นั้นด้วยเหตุอันใด หลวงจีนว่าซึ่งหัวเราะนั้น ด้วยข้าพเจ้ามีวิชาวิเศษอยู่คนทั้งปวงหารู้ไม่ ร้องไห้นั้นด้วยข้าพเจ้ามียาอายุวัฒนะอยู่ขนานหนึ่ง ถ้าผู้ใดกินแล้วก็ไม่ตาย แก่แล้วก็กลับหนุ่มได้ ไม่มีใครรู้จึงได้ร้องไห้เสียดายยา ฌ้ออ๋องว่าท่านมียาสิ่งใดมา หลวงจีนนั้นก็แก้ห่อศีรษะเด็กออกให้ดู ฌ้ออ๋องเห็นก็โกรธพูดว่าเราสำคัญว่ามียาของวิเศษ นี่ไปเอาศีรษะเด็กมาแต่ไหน หลวงจีนว่าศีรษะเด็กนี้จะทำเป็นยา ขอให้ท่านเอากระทะใส่น้ำมันมาตั้งเคี่ยวขึ้นเถิด ศีรษะเด็กนั้นก็จะกลับกลายเป็นหลายอย่าง จนเป็นต้นบัวงอกขึ้นเป็นดอกเป็นใบเป็นฝัก เก็บเอาผลเมล็ดบัวนั้นมากินเข้าไปก็เป็นยาอายุวัฒนะ ณ้ออ๋องจึงให้เอากระทะมาตั้งเคี่ยวน้ำมันขึ้นเอาศีรษะเด็กใส่ลงในกระทะเคี่ยวไป แล้วยกศีรษะเด็กขึ้นตั้งบนโต๊ะ ศีรษะเด็กนั้นเรียกชื่อขุนนางและคนอยู่ที่นั้นถูกชื่อทุกคน แล้วเอาศีรษะเด็กกลับเคี่ยวใหม่งอกขึ้นเป็นต้นบัว มีดอก มีใบ มีฝัก ตามคำหลวงจีนกล่าวไว้แต่ก่อนทุกประการ ฌ้ออ๋องและขุนนางเหล่านั้นเห็นก็มีความยินดี หลวงจีนเชิญให้ฌ้ออ๋องเข้าไปเก็บฝักบัวมากิน ฌ้ออ๋องลุกจากที่นั่งเข้าริมกระทะพอเอื้อมมือจะเก็บฝักบัว หลวงจีนชักเอากระบี่ที่เหน็บซ่อนไว้ในเสื้อฟันฌ้ออ๋องศีรษะขาดตกลงในกระทะ ขุนนางและนายทหารเหล่านั้นเห็นก็ตกใจวิ่งกรูกันเข้ามาจะจับหลวงจีน หลวงจีนเอากระบี่ตัดศีรษะของตัวโยนลงไปในกระทะศีรษะทั้งสามนั้นก็กลายเป็นศีรษะฌ้ออ๋องเหมือนกันทั้งสามศีรษะ ขุนนางเหล่านั้นไม่มีที่สังเกตก็เอาศีรษะฌ้ออ๋องมาต่อศพไปฝังเสีย เอาศีรษะทั้งสองนั้นใส่หีบไปฝังไว้ด้วยกัน อาจารย์เราเล่าให้ฟังมาดังนี้ ว่าหลวงจีนนั้นคือปิศาจเอาเอียงตีเสียงแปลงมาเป็นหลวงจีน กระบี่เล่มนั้นครั้งแผ่นดินถังตกมาอยู่กับซิยิ่นกุ้ยได้เป็นแม่ทัพไปปราบปรามข้าศึก ต่อมาจะไปอยู่แห่งใดหาทราบไม่ ซึ่งเล่าความกำเนิดกระบี่เล่มนี้ให้ท่านฟังจะถูกต้องตามปู่และบิดาท่านเล่าไว้ให้ฟังแต่ก่อนหรือไม่ จิวซำอุยเจ้าของกระบี่ได้ฟังงักฮุยเล่าถูกต้องตามความซึ่งบิดาบอกไว้ทุกประการก็มีความยินดี พูดกับงักฮุยว่าท่านนี้รู้กำเนิดกระบี่โดยแท้ไม่ผิดเพี้ยนกับบิดาข้าพเจ้าเล่าเลย ปู่และบิดาข้าพเจ้าได้สั่งไว้ว่าถ้าผู้ใดรู้กำเนิดกระบี่นี้แล้ว ผู้นั้นควรจะถือไปปราบศัตรูแผ่นดิน ให้ข้าพเจ้ามอบกระบี่เล่มนี้ให้เป็นสิทธิ์แก่ผู้นั้นเถิด บัดนี้ข้าพเจ้ายอมยกกระบี่เล่มนี้ให้แก่ท่านตามถ้อยคำบิดาสั่ง มิได้คิดเอาราคา ท่านจงเอาไว้เป็นสิทธิ์เถิด งักฮุยว่ากระบี่เป็นของเก่าสืบมาแต่ปู่และบิดาท่าน ข้าพเจ้ามีความเกรงใจนักหาอาจจะรับเอาไม่ จิวซำอุยว่าถึงข้าพเจ้าจะหวงเก็บกระบี่เล่มนี้ไว้ก็หาประโยชน์ไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านประกอบไปด้วยลักษณะและสติปัญญาฝีมือเข้มแข็ง ควรจะถือกระบี่เล่มนี้ปราบข้าศึกศัตรูให้มีชื่อเสียง ข้าพเจ้าก็คงจะได้พลอยดีใจด้วย ท่านอย่าได้รังเกียจเลย งักฮุยเห็นเจ้าของกระบี่ยอมให้จริงไม่มีมารยาและเสียดายแล้วก็คำนับรับเอากระบี่นั้นมา พูดจาสนทนาเป็นเพื่อนฝูงรักใคร่สนิทกัน แล้วก็ชวนพี่น้องทั้งสี่ลาจิวซำอุยกลับมาเที่ยวซื้อหากระบี่ได้อีกสามเล่มพอครบมือกันก็กลับมาที่สำนัก ตั้งแต่งักฮุยเข้ามาอยู่เมืองหลวงช้านานหลายวัน จนถึงกำหนดนัดคราวซักซ้อมลองฝีมือเพลงอาวุธในท้องสนาม งักฮุยจึงพูดกับกังจินจื้อเจ้าของที่สำนักว่า ข้าพเจ้ากับพี่น้องมาอยู่กับท่าน ท่านทำนุบำรุงเลี้ยงดูเป็นอันดีข้าพเจ้าขอบใจนัก เวลาพรุ่งนี้ถึงคราวนัดจะซ้อมเพลงอาวุธ พวกข้าพเจ้าจะต้องกินอาหารแต่เช้าไปให้ทันเวลา กังจินจื้อก็กำชับสั่งพวกครัวหาอาหารให้ทันเวลา ครั้นรุ่งขึ้นเช้างักฮุยกับคนทั้งสี่กินอาหารแล้ว ก็แต่งตัวถือเครื่องอาวุธขึ้นม้าเข้าไปที่สนามซ้อมหัด แต่บรรดาพวกที่มีชื่อในบัญชีซึ่งจะมาสอบสวนเพลงอาวุธแต่หัวเมืองต่าง ๆ ก็เข้ามาประชุมพร้อมกันทั้งสิ้น

ฝ่ายเตียปังเชียง เฮงตัด เตียจุน จงเล่าซิว ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้รับสั่งให้เป็นแม่กองกำกับซ้อมเพลงอาวุธ ก็มาพร้อมกันที่สนาม เตียปังเชียง เฮงตัด เตียจุน สามคนได้รับของกำนัลของชาเลียงอ๋องไว้ อยากจะใคร่ให้ที่จอหงวนกับชาเลียงอ๋องมิให้ต้องลองซ้อมฝีมือกับผู้อื่น เตียปังเชียงนั้นเป็นคนสืบสวนอยากรู้อยากเห็น ได้ความว่างักฮุยเป็นคนมีฝีมือเข้มแข็งมาฝากตัวอยู่กับจงเล่าซิว จงเล่าซิวก็รักใคร่จัดโต๊ะไปเลี้ยงดูงักฮุยเนือง ๆ เตียปังเชียงจึงพูดกับจงเล่าซิวว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเขาเล่าลือว่าท่านมีทหารผู้หนึ่งมาแต่เมืองทึงอิมกุ้ยชื่องักฮุยมีฝีมือเข้มแข็งนัก อย่าต้องให้งักฮุยซ้อมเพลงอาวุธเลย ที่จอหงวนนั้นให้กับงักฮุยเถิด จงเล่าซิวได้ฟังก็นึกขัดใจจึงตอบไปว่า เราทำราชการแผ่นดินโดยสุจริตไม่เห็นแก่ลาภสักการของผู้ใด เหตุใดจึงจะมีพวกพ้อง ที่จอหงวนนั้นใครจะนึกให้กับใครก็ไม่ได้ สุดแต่กำลังและฝีมือที่จะมาซ้อม เมื่อใครดีเป็นเอกยิ่งกว่าคนทั้งหลายก็ได้ที่จอหงวน เตียปังเชียงจึงว่างักฮุยนั้นมิใช่พวกพ้องคนรักของท่านหรือ จงเล่าซิวตอบว่ามีรับสั่งให้มาเป็นแม่กองด้วยกันทั้งสี่ ท่านจะมาสงสัยกระนั้นไม่ควร ถ้ายังมีความกินแหนงอยู่ก็จงมาตั้งสัตย์สาบานกัน อย่าให้คิดเข้ากับผู้ใด ๆ จงเล่าซิวพูดดังนั้นแล้วก็สาบานว่า ถ้าข้าพเจ้าเข้าด้วยผู้ใดใจไม่เที่ยงธรรมแล้ว ขออย่าได้แคล้วคมอาวุธต่าง ๆ เลย เตียปังเชียงว่า การแต่เพียงเท่านี้หาควรจะต้องสาบานไม่ จงเล่าซิวว่าต้องสาบานเสียด้วยกันจึงจะได้ ถ้าผู้ใดขัดขืนก็ไม่ฟัง เตียปังเชียงจึงสาบานว่าถ้าข้าพเจ้าไม่ซื่อตรงเห็นแก่ผู้ใดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้าไปตายที่เมืองฮวน เกิดเป็นสุกรให้เขาฆ่าเถิด เฮงตัดสาบานว่าถ้าข้าพเจ้าเห็นแก่ผู้ใดใจไม่สุจริตเป็นกลางแล้ว ก็ขอให้ไปตายที่เมืองฮวนเกิดเป็นแพะให้เขาฆ่าเถิด เตียจุนสาบานว่าถ้าข้าพเจ้าคิดลำเอียงไม่เที่ยงธรรมก็ขอให้ตายด้วยปากคนร้อยคนพันแช่งเถิด จงเล่าซิวได้ฟังคนทั้งสามสาบานแล้ว ใจก็คิดว่าขุนนางสามคนนี้ได้สินบนจากชาเลียงอ๋องแล้ว ถึงปากสาบานก็โดยขัดไม่ได้หาจริงใจไม่ ชาเลียงอ๋องนี้ก็เป็นถึงเจ้าต่างกรมเชื้อวงศ์เจ้านายแผ่นดินมาแต่ก่อนมียศใหญ่อยู่แล้ว หาควรที่จะมาปรารถนามาตรหมายเอาที่จอหงวนขุนนางนายทหารไม่ คิดดังนั้นแล้วจึงให้คนใช้ไปเชิญชาเลียงอ๋องมา

ฝ่ายชาเลียงอ๋องนั้นเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าชาชิจง ครั้งแผ่นดินอ้าวจิวก่อนแผ่นดินซ้อง เมื่อเตียคังเอี๋ยน เตียคังหงีได้มาเป็นเจ้าแผ่นดิน คิดถึงพระเดชพระคุณพระเจ้าชาชิจึงซึ่งได้ชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนทั้งได้เป็นเพื่อนน้ำสบถกัน จึงได้สั่งพระราชบุตรพระราชนัดดาซึ่งจะได้ครอบครองแผ่นดินต่อ ๆ มา ให้ทำนุบำรุงเชื้อวงศ์ของพระเจ้าชาชิจง ให้มียศเป็นเจ้าสืบ ๆ มาจนถึงชาเลียงอ๋อง เป็นเจ้าครองเมืองนำเนงเอี๋ยง สามปีเข้ามาเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ครั้งหนึ่ง ครั้นถึงกำหนดปีใหม่ ชาเลียงอ๋องเข้ามาเฝ้าก็ออกจากเมืองเดินมาทางเขาไทฮังซัว ยังมีนายโจรผู้หนึ่งชื่อเฮงเสียง ตั้งเกลี้ยกล่อมไพร่พลอยู่ที่เขาไทฮังซัว มีกุนซือที่ปรึกษาอยู่สองคนชื่อเตงบู๊หนึ่งชันขีหนึ่ง มีทหารเอกฝีมือกล้าแข็งอยู่สามคนชื่อม้าเปาหนึ่ง ฮอลักหนึ่ง ฮอชิดหนึ่ง มีทหารเลวประมาณห้าหมื่นเศษ ไพร่พลบริวารเหล่านั้นเรียกเฮงเสียงว่ากิมตอตั้วอ๋อง กิมตอตั้วอ๋องมีใจกำเริบมักใหญ่ใฝ่สูงจะแย่งชิงสมบัติพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ แต่ยังหามีผู้ร่วมคิดเป็นไส้ศึกขึ้นในเมืองหลวงไม่ ครั้นแจ้งว่าชาเลียงอ๋องเดินมาทางเขาไทฮังซัวจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ ณ เมืองเปียนเหลียง จึงให้นายทหารออกไปคอยสกัดเชิญชาเลียงอ๋องเข้ามาพูดจาสนทนากัน ครั้นชาเลียงอ๋องมาถึงนายทหารก็เข้าไปคำนับชาเลียงอ๋องบอกว่า กิมตอตั้วอ๋อง ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในเขานี้ให้เชิญท่านเข้าไปพักสนทนากันสักเวลาหนึ่ง ชาเลียงอ๋องได้ฟังก็คิดว่า นายโจรผู้นี้มีทแกล้วทหารมาก ครั้นจะไม่เข้าไปก็กลัวจะเป็นศัตรูทำร้ายขึ้น จึงแวะเข้าไปหากิมตอตั้วอ๋อง คำนับกันแล้วกิมตอตั้วอ๋องเชิญให้ชาเลียงอ๋องนั่งที่สมควร จึงถามชาเลียงอ๋องว่าท่านจะเข้าไปเมืองเปียนเหลียงนั้นด้วยเหตุผลประการใด ชาเลียงอ๋องบอกว่าข้าพเจ้าเคยเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้สามปีครั้งหนึ่งเสมอมิได้ขาด กิมตอตั้วอ๋องว่าตัวท่านก็เป็นเชื้อวงศ์กษัตริย์มาแต่ก่อน หาควรจะอ่อนน้อมพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์เตียคังเอี๋ยนซึ่งเป็นพระเจ้าซ้องไทโจ๋ไม่ เมื่อแต่ก่อนเตียคังเอี๋ยนก็เป็นขุนนางทำราชการอยู่ในพระเจ้าชาชิจงฮ่องเต้ต้นวงศ์ของท่าน ซึ่งราชสมบัตินี้ควรท่านจะคิดกลับคืนเอาให้มีชื่อเสียงว่าได้ทำนุบำรุงราชการตระกูลสืบต่อไป ซึ่งท่านมานิ่งยอมเป็นผู้น้อยอยู่ดังนี้หาควรไม่เลย ถ้าแม้นท่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่สืบเชื้อวงศ์ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจะช่วยคิดการให้ ชาเลียงอ๋องได้ฟังจึงว่าข้าพเจ้าก็คิดอยู่ แต่ไม่มีไพร่พลพาหนะที่จะอุปถัมภ์ ถ้าแม้นท่านจะทำนุบำรุงแล้วข้าพเจ้าหาลืมคุณไม่ กิมตอตั้วอ๋องว่าไพร่พลทหารที่ข้าพเจ้าคุมอยู่นี้ก็มีมากพอจะใช้การอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีไส้ศึกที่จะคิดการภายในเมืองหลวง ท่านเข้าไปครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีอยู่แล้ว ถึงคราวซักซ้อมฝีมือผู้มีกำลังกล้าแข็งซึ่งจะเป็นที่จอหงวน ถ้าท่านคิดอ่านติดสอยบนบานเอาด้วยอุบายความคิดได้ที่จอหงวนเป็นขุนนางนายทหารแล้ว ก็จะได้บังคับบัญชาว่ากล่าวนายทหารถึงร้อยหกสิบคน ทหารเลวในเมืองเปียนเหลียงก็อยู่ในบังคับทั้งสิ้น ท่านจงเกลี้ยกล่อมขุนนางนายทหารซึ่งอยู่ในบังคับจอหงวนนั้น ให้เป็นพวกพ้องสนิทเรียบร้อยแล้วจึงมีหนังสือลับมา ข้าพเจ้าก็จะยกกองทัพเข้าไป คงจะได้เมืองเป็นเจ้าแผ่นดินสมความปรารถนา ชาเลียงอ๋องได้ฟังก็เห็นชอบ ครั้นพูดจากำหนดนัดกันแน่นอนแล้ว ชาเลียงอ๋องก็ลาเข้ามาเมืองเปียนเหลียงเข้าเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ ทูลขอซักซ้อมฝีมือจะเอาที่จอหงวน พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็ยอมให้ ชาเลียงอ๋องจึงจัดของที่อย่างดีเป็นอันมากไปให้กำนัลขุนนางผู้ใหญ่ผู้กำกับทั้งสี่ ติดสอยให้ช่วยทำนุบำรุงจะเอาที่จอหงวน ขุนนางทั้งสามนั้นรับของกำนัลคิดช่วยชาเลียงอ๋อง แต่จงเล่าซิวนั้นไม่รับว่าผู้ใดมีฝีมือเข้มแข็งก็ต้องให้แก่ผู้นั้น ครั้นถึงเวลาซ้อมทดลองฝีมือ ชาเลียงอ๋องก็มาที่สนามหาคำนับผู้กำกับไม่ ยืนนิ่งอยู่ จงเล่าซิวจึงว่าตัวท่านเป็นเจ้า ถ้าอยู่ตามยศเจ้าข้าพเจ้าก็ต้องคำนับ นี่ท่านอยากจะเอาที่จอหงวนตามเข้ามาในสนามก็เหมือนคนธรรมดาทั้งปวง ควรต้องคำนับข้าพเจ้าจึงจะชอบ ชาเลียงอ๋องได้ฟังก็นั่งลง จงเล่าซิวจึงว่าท่านนี้เป็นถึงเจ้าครองเมืองใหญ่แล้ว หาควรจะมาทะเยอทะยานปรารถนาเอาที่จอหงวนไม่ ที่จอหงวนนี้ต้องซักซ้อมฝีมือ ถ้าผู้ใดเข้มแข็งเป็นเอกจึงจะได้ ท่านจะมาซักซ้อมกับคนที่มีฝีมือซึ่งส่งมาตามหัวเมืองนั้น ถ้าฉวยเพลี่ยงพล้ำสู้เขาไม่ได้ จะมิได้ความอัปยศแก่คนเป็นอันมากหรือ ขอท่านอย่าได้เชื่อคนโกงซึ่งเขาจะยุยงล่อเอาผลประโยชน์เลย ตัวท่านเป็นใหญ่จะมาหาที่เล็กนั้นไม่ควร ชาเลียงอ๋องได้ฟังมิได้ตอบประการใด เตียปังเชียงได้ฟังจงเล่าซิวพูดกับชาเลียงอ๋องดังนั้นจึงนึกว่า จงเล่าซิวนี้เห็นจะหารู้ว่าชาเลียงอ๋องเป็นพรรคพวกของเราไม่ จึงได้พูดเพ้อไปดังนี้ จำเราจะหาตัวงักฮุยพวกของจงเล่าซิวมากล่าวล้อเล่นบ้าง จึงให้เรียกงักฮุยเข้ามาแล้ว เตียปังเชียงจึงพูดว่า เจ้านี้หรือชื่องักฮุย เราเห็นหน้าตาตื่นเร่อร่าอยู่ดังนี้จะมีฝีมือสักเพียงไร จะมาแย่งชิงที่จอหงวนกับเขาด้วยเล่า งักฮุยว่าคนกล้าแข็งตามบรรดาหัวเมืองเขาก็เข้ามาซ้อมทดลองฝีมือจะเอาที่จอหงวน ข้าพเจ้าก็นึกว่าฝีมือพอจะแย่งชิงเอาที่จอหงวนจึงได้เข้ามา เตียปังเชียงได้ฟังงักฮุยพูดฮึกหาญก็คิดขัดใจ หาช่องจะไล่งักฮุยเสียให้ได้ จึงว่าเราจะให้เจ้ากับชาเลียงอ๋องทดลองฝีมือกัน เจ้ากับชาเลียงอ๋องถืออาวุธสิ่งใดเป็นสำหรับมือ ชาเลียงอ๋องบอกว่าใช้ง้าว งักฮุยบอกว่าใช้ทวน เตียปังเชียงจึงคิดว่าชาเลียงอ๋องเป็นเชื้อเจ้า คงจะได้ร่ำเรียนหนังสือมากกว่างักฮุย จึงว่าท่านชาเลียงอ๋องจงทำคำโคลงว่าด้วยลักษณะง้าว งักฮุยทำด้วยลักษณะทวนให้เราดูคนละฉบับ พูดแล้วก็ส่งกระดาษกับพู่กันให้ชาเลียงอ๋องกับงักฮุย ชาเลียงอ๋องกับงักฮุยรับกระดาษมาเขียนคำโคลง ชาเลียงอ๋องนั้นไม่สู้เข้าใจ เขียนไม่ถูกลบใหม่เขียนเล่าหลายหน งักฮุยเขียนคำโคลงพักเดียวก็จบส่งให้ เตียปังเชียงรับทั้งสองฉบับ เตียปังเชียงเห็นคำโคลงของชาเลียงอ๋องทำไม่ถูกต้องก็เอาซ่อนเสีย เอาคำโคลงของงักฮุยมาดูก็แจ้งว่างักฮุยมีสติปัญญาดีกว่าชาเลียงอ๋อง การไม่สมคิดก็โกรธพูดว่า งักฮุยคนนี้รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ จะมาแย่งที่จอหงวนกับเขาด้วย แต่ทำคำโคลงก็ไม่ถูก เอาคำโคลงของงักฮุยทิ้งเสียสั่งให้ทหารไล่งักฮุยไปให้พ้นสนาม ทหารก็เข้าไล่งักฮุย จงเล่าซิวเข้าห้ามไว้ไม่ให้ไล่ หยิบเอาคำโคลงของงักฮุยมาดูก็เห็นว่ามีสติปัญญาจริง จึงพูดกับงักฮุยว่า เจ้าไม่รู้หรือว่าครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก โซจิ๋นกับบุนเท่งกูนนั้น โซจิ๋นมีสติปัญญาเข้าไปเมืองจิ้นจะทำราชการ เซียงเอี๋ยงรู้ว่าโซจิ๋นมีสติปัญญากว่าตัวก็อิจฉา เจ้าเมืองจิ้นให้โซจิ๋นทำคำโคลง เซียงเอี๋ยงก็แกล้งติเตียนปิดบังเสีย จนโซจิ๋นต้องไปอยู่เมืองอื่น บุนเท่งกูนนั้นเข้าไปอยู่ในเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นเห็นดอกไม้ในถังนั้นงดงามนัก จึงถามฮวนบุ่นขุนนางว่าจะทำคำโคลงชมดอกไม้นี้ได้หรือไม่ ฮวนบุ่นก็รับว่าทำได้ ครั้นฮวนบุ่นกลับมาบ้านจึงมาวานบุนเท่งกูนทำคำโคลงชมดอกไม้ บุนเท่งกูนก็ทำให้แล้วฮวนบุ่นก็เอาเข้าไปให้เจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นชมสติปัญญาว่าเพราะดีนัก ฮวนบุ่นกลับบ้าน จึงคิดว่าบุนเท่งกูนมีสติปัญญาดีกว่าเรา ครั้นจะละไว้บุนเท่งกูนก็จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่เกินเราไป จึงเอาสุราปนยาพิษมาให้บุนเท่งกูนกินตาย ความโซจิ๋นกับบุนเท่งกูนมีอยู่ดังนี้ ขุนนางผู้ใหญ่ไม่ซื่อสัตย์อิจฉาผู้น้อยแล้วอันตรายก็คงจะมีมาถึง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ