นางเอียวสีนั้นเมื่อยังเด็กได้เล่าเรียนหนังสือรู้มาก เห็นว่างักฮุยผู้บุตรไปเรียนหนังสืออยู่ที่ซินแสกับบุตรเศรษฐีสามคนนั้น บุตรเศรษฐีโหยกเหยกแชเชือนหาเป็นอันเล่าเรียนไม่ นางเอียวสีจึงสอนหนังสืองักฮุยเอง ไม่ได้ไปเรียนกับซินแส เด็กบุตรเศรษฐีสามคนที่เรียนอยู่กับซินแสนั้นเชือนแชไม่เล่าเรียน ซินแสจะว่ากล่าวก็ล้อเลียนพาลวิวาททุบตี ซินแสทนไม่ได้ก็ไปเสีย เฮงเหมงไปหาซินแสมาสอนอีกหลายคน ก็ว่ากล่าวสั่งสอนเด็กสามคนไม่ได้ เศรษฐีบิดาเด็กทั้งสามมาประชุมพูดกันว่าลูกเราสามคนนี้ใจดื้อดึงนัก ทำให้เสียเงินค่าจ้างซินแสเนือง ๆ ไม่เป็นอันเล่าเรียน เมื่อขณะนั่งพูดกันอยู่นั้น พอซินแสจิวถองเดินมาหา เศรษฐีทั้งสามก็ดีใจด้วยซินแสจิวถองเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน เศรษฐีทั้งสามก็ออกต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียม ซินแสจิวถองเห็นเศรษฐีทั้งสามนั่งบ่นโกรธบุตรอยู่ด้วยกันดังนั้น จึงถามว่าบุตรท่านนี้ดูรูปร่างก็แข็งแรง อายุก็ควรที่จะเล่าเรียนหนังสืออยู่แล้ว เศรษฐีทั้งสามจึงบอกว่าข้าพเจ้าทั้งสามนี้มีบุตรคนละคนได้หาซินแสมาสอนหลายคนแล้ว ก็สอนไม่ได้ว่ายากนักไม่กลัวเกรงครูบาอาจารย์เลย ซินแสจิวถองจึงว่าถ้าดังนั้นบุตรท่านทั้งสามไว้เป็นพนักงานข้าพเจ้าจะสอนเอง จะปราบปรามให้อยู่มือจงได้ท่านอย่าวิตกเลย เศรษฐีทั้งสามได้ฟังก็มีความยินดี มอบบุตรทั้งสามให้ซินแสว่าดื้อดึงประการใดตามแต่ท่านจะทำโทษเถิด เฮงเหมงเศรษฐีเจ้าของบ้านจึงให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเศรษฐีทั้งสองกับซินแส กินอาหารเสพสุราพูดจากันเป็นที่สบายแล้วเศรษฐีทั้งสองก็ลากลับไปบ้าน ซินแสจิวถองนั้นอยู่สอนหนังสือเด็กที่บ้านเฮงเหมง เด็กทั้งสามเคยล้อเลียนข่มขี่ซินแสครูมาแต่ก่อน ๆ ก็สัญญากันเตรียมไม้กระบองเครื่องมือไว้ ถ้าซินแสขู่หรือดุดันเอาเมื่อไร ก็จะชวนกันพร้อมมือเข้าตีซินแสเหมือนทำมาแต่ก่อน ๆ ครั้นอยู่วันหนึ่งเด็กศิษย์ทั้งสามก็เกียจคร้านไม่เล่าเรียนซินแสโกรธจะตี เด็กทั้งสามฉวยกระบองเข้าตี ซินแสจิวถองเป็นคนชำนาญในเพลงอาวุธก็ป้องปัดแย่งชิงเอากระบองเด็กศิษย์ทั้งสามได้ จับมัดมือเข้าตีเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาเด็กศิษย์ทั้งสามก็กลัวเกรงซินแสจิวถองยิ่งนักไม่อาจดื้อดึงดุดันต่อไป ซินแสจิวถองก็สอนให้เรียนหนังสืออยู่ทุกวันทุกเวลา

ฝ่ายงักฮุยนั้นมารดาสอนหนังสือให้ ก็อุตส่าห์พากเพียรเล่าเรียนทั้งกลางคืนกลางวัน มิได้คิดไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กอื่น ๆ ปัญญาดีจำได้มาก

ฝ่ายอึงเล่าชิด ซึ่งเป็นศิษย์ซินแสจิวถองมาแต่ก่อน ครั้นแจ้งว่าซินแสจิวถองมาสอนหนังสือเด็กอยู่ที่บ้านเฮงเหมงก็ตามมาหา ซินแสจิวถองเห็นอึงเล่าชิดมาก็เรียกให้นั่งที่สมควร แล้วถามว่าเจ้ามาหาเรานี้ด้วยกิจธุระสิ่งใดหรือ อึงเล่าชิดจึงบอกว่าข้าพเจ้าทำนาไว้ต้นข้าวในนานั้นต้นเดียวออกรวงหลายก้าน รวงไม่เหมือนต้นข้าวที่ทำมาแต่ก่อนเป็นอัศจรรย์นัก อยากจะเชิญท่านไปพิจารณาดู ซินแสจิวถองได้ฟังจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเห็นจะเกิดผู้มีวาสนาเกิดขึ้นในบ้านนี้ ครั้นพูดกันแล้ว ซินแสจิวถองก็เขียนคำกระทู้โคลงไว้สามฉบับส่งให้ศิษย์ทั้งสามคนละฉบับว่าเราจะมีธุระไป เจ้าอยู่จงคิดต่อกระทู้ความนี้ให้ได้ ถ้าต่อไม่ได้เรากลับมาจะทำโทษ ครั้นสั่งศิษย์แล้ว ซินแสจิวถองกับอึงเล่าชิดก็พากันไป ศิษย์ทั้งสามคนนั้นรับกระทู้ของซินแสไว้แล้วก็ปรึกษากันว่าถ้าเราแก้กระทู้ไม่ได้ ซินแสกลับมาก็จะตี เฮงกุ้ยบุตรเฮงเหมงจึงพูดว่า งักฮุยเพื่อนข้าพเจ้าเขาเล่าเรียนรู้มาก เราจะไปวานเขาทำเขาก็คงจะไม่ขัด พูดกันแล้วก็ไปเรียกงักฮุยมาอ้อนวอนวานให้ช่วยทำแก้กระทู้ งักฮุยก็รับทำ เด็กทั้งสามส่งหนังสือให้คนละฉบับแล้วก็ไปเที่ยวเล่นตามสบาย งักฮุยรับกระทู้ไว้ก็เอาออกอ่านดู ทำคำเขียนตอบกระทู้ทั้งสามฉบับแล้วเสร็จจึงคิดว่าถ้าเราจะมาเป็นศิษย์ซินแสจิวถอง ก็คงจะเล่าเรียนรู้หนังสือลึกซึ้งมาก งักฮุยจึงเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาห้องเรียนหนังสือใจความว่า ตัวข้าพเจ้านี้ใจก็กว้างขวางอยากจะเรียนรู้วิชาทุกสิ่ง แต่ยังยากจนนักหารู้ที่จะคิดประการใดไม่ ต้องทนไปกว่าเทวดาฟ้าดินจะโปรด ครั้นเขียนคำโคลงเสร็จแล้วก็นั่งคอยเพื่อนทั้งสามอยู่ ศิษย์ทั้งสามคนนั้นไปเที่ยว ครั้นเวลาบ่ายจวนซินแสจะกลับก็พากันมา เห็นงักฮุยทำคำตอบกระทู้ให้แล้วเสร็จก็ดีใจรับไว้คนละฉบับ งักฮุยก็ลากลับไปที่อยู่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ