๓๒

ฝ่ายอือฮวยเหลง เอียโฮ้วครั้นตั้งค่ายแล้วชวนกันเข้าไปหางูเกา ได้ยินงูเกาพูดบ่นอยู่กับทหารก็ไม่อาจเข้าไป กลับออกมาปรึกษากันว่าเราจะยกเข้าตีด่านกีจุยก๊วนเอาความชอบให้กับงูเกา งูเกาจะได้หายที่โกรธแค้นเราทั้งสอง พูดกันแล้วก็คุมทหารตรงเข้าไปด่านกีจุยก๊วน

ฝ่ายเตียชองเหลงแจ้งว่ากองทัพพวกงักฮุยยกมาอีก ก็คุมทหารออกจากด่านเข้ารบกับอือฮวยเหลงได้ยี่สิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน อือฮวยเหลงจึงคิดว่านายทหารฮวนคนนี้มีฝีมือเข้มแข็งเรี่ยวแรงนัก จำเราจะล่อให้ไล่จึงจะเอาชัยชนะได้ คิดดังนั้นแล้วอือฮวยเหลงทำเป็นอ่อนกำลังขับม้าหนี เตียชองเหลงขับม้าไล่ตามไป อือฮวยเหลงเห็นได้ทีก็เอาแหลนพุ่งถูกหน้าอกเตียชองเหลงตกม้าลง เอียโฮ้วขับม้าเข้าไปเอากระบี่ตัดศีรษะเตียชองเหลงมาได้ ทหารฮวนเห็นนายตายแล้วก็ตกใจระส่ำระสายไม่เป็นหมวดเป็นหมู่ อือฮวยเหลง เอียโฮ้วก็ขับทหารเข้าไล่บุกบั่นฆ่าฟันทหารฮวนล้มตายลงเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็หนีซุกซ่อนไป อือฮวยเหลง เอียโฮ้ว ก็ยกทหารเข้าตั้งอยู่ในด่านกีจุยก๊วนพอเวลาพลบค่ำ ครั้นรุ่งขึ้นเช้า อือฮวยเหลงกับเอียโฮ้วก็ไปแจ้งความกับงูเกาว่าด่านกีจุยก๊วนนั้นข้าพเจ้าตีได้แล้ว งูเกาจึงตอบว่าท่านทั้งสองตีได้แล้วต้องมาบอกกับเราทำไม คอยงักฮุยแม่ทัพมาถึงจึงเข้าไปแจ้งเสนอความชอบเถิด อือฮวยเหลงกับเอียโฮ้วว่าเวลาวานนี้ข้าพเจ้าทั้งสองเดินเข้ามาหาท่านในค่าย ได้ยินท่านบ่นออดแอดไปมากก็พากันไปตีด่านกีจุยก๊วนได้ ซึ่งความชอบนั้นข้าพเจ้ายกให้แก่ท่าน ขออย่าได้บ่นว่าดังนี้ต่อไปอีกเลย งูเกาจึงว่าท่านทั้งสองจะยกความชอบให้ข้าพเจ้านั้น ถ้างักฮุยแม่ทัพมาท่านจะบอกประการใด อือฮวยเหลง เอียโฮ้วว่าถ้าท่านแม่ทัพมาถึง ข้าพเจ้าทั้งสองก็จะบอกว่าท่านตีหักเอาด่านได้ งูเกาได้ฟังก็ยินดี อือฮวยเหลงเอียโฮ้วเห็นงูเกาหายโกรธแล้วก็ลากลับมาค่ายที่อยู่

ฝ่ายงักฮุยยกกองทัพมาใกล้จะถึงด่าน งูเกา อือฮวยเหลง เอียโฮ้ว ก็พากันออกมาคำนับเชิญงักฮุยเข้าไปในด่าน งักฮุยจึงถามว่าด่านกีจุยก๊วนนี้ผู้ใดตีได้ นายทหารทั้งสามก็นิ่งอยู่มิได้บอกประการใด งักฮุยว่าเหตุไฉนจึงไม่บอกความชอบให้รู้ งูเกาจึงว่าข้าพเจ้าเป็นคนซื่อไม่ปิดบัง ด่านกีจุยก๊วนนี้ อือฮวยเหลงกับเอียโฮ้วตีได้ แต่เขาว่าจะยกความชอบให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่รับท่านจงจัดความชอบให้กับเขาเถิด งักฮุยได้ฟังก็มีความยินดี จึงสั่งให้งูเกาคุมทหารยกล่วงไปช่วยด่านโงวทองก๊วนก่อนแล้วเราจะยกตามไป งูเกาก็คำนับลายกกองทัพตรงไปด่านโงวทองก๊วน งักฮุยจึงจัดนายทหารที่มีสติปัญญาอยู่รักษาด่านกีจุยก๊วน แล้วก็ยกกองทัพออกเดินตรงไปด่านโงวทองก๊วน

ฝ่ายงูเกายกกองทัพมาใกล้จะถึงด่าน ม้าใช้ชาวด่านเห็นก็เอาความไปบอกแก่กิมจัดผู้รักษาด่านว่างักฮุยยกกองทัพมาเกือบจะถึงอยู่แล้ว กิมจัดได้แจ้งก็พานายทหารออกมาคอยรับงักฮุย พองูเกายกกองทัพมาถึง กิมจัดก็คำนับเชิญเข้าไปในด่าน จัดที่ให้พักอยู่ตามสมควรจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงงูเกา

ฝ่ายจำเตียมอลีแม่ทัพของกิมงึดตุด แจ้งว่ากองทัพงักฮุยยกมาช่วยผู้รักษาด่าน จำเตียมอลีก็คุมทหารออกจากค่ายมาร้องท้าชวนรบ ทหารคอยเหตุอยู่หน้าด่านเห็นกองทัพฮวนยกมาก็เข้าไปแจ้งแก่กิมจัด เวลานั้นงูเกากินโต๊ะเสพสุราเมามึนมาก กิมจัดไม่อาจจะบอกแก่งูเกา กลัวว่างูเกาจะยกออกไปรบกับข้าศึกกำลังเมาก็จะเสียท่วงที งูเกาเห็นทหารมาพูดซุบซิบกับกิมจัด จึงถามว่าทหารเข้ามาบอกอะไรกับท่านทำไมจึงไม่ให้เรารู้บ้าง กิมจัดว่าข้าพเจ้าเห็นท่านกินโต๊ะเสพสุรากำลังเมาอยู่จึงไม่อาจจะบอก ด้วยบัดนี้ข้าศึกฮวนยกมาร้องท้าทายชวนรบอยู่ที่หน้าด่าน งูเกาได้ฟังจึงว่าท่านไม่ควรจะปิดความเสียให้ข้าศึกดูหมิ่นประมาทได้ ข้าพเจ้าจะยกออกไปรบเดี๋ยวนี้ สุราที่ยังเหลืออยู่ในป้านนั้นจงเอามาให้เรากินอีกเร็ว ๆ เถิด กิมจัดว่าท่านเมาสุราอยู่แล้ว งูเกาว่ายิ่งเมายิ่งมีกำลังมาก กิมจัดไม่อาจจะขัดด้วยกลัวงูเกาจะโกรธ ก็เอาสุราในป้านนั้นมาให้งูเกากินเข้าไปจนเมามากขึ้นอีก งูเกาสั่งให้ทหารเอาสุราในป้านที่เหลืออยู่ตามออกไปด้วย งูเกาเดินมาขึ้นม้าทรงตัวไม่ตรง ทหารต้องพยุงให้ขึ้นนั่งบนหลังม้าแล้วก็ยกออกจากด่าน กิมจัดมีความวิตกด้วยเห็นงูเกาเมาสุราไม่ใคร่จะได้สติก็ตามมาขึ้นดูบนกำแพงด่าน เห็นงูเกาเมาสุรานั่งไปบนหลังม้าทรงตัวไม่ตรงก็นึกว่างูเกาจะเสียทีแก่ข้าศึก ไม่รู้ที่จะห้ามประการใด

ฝ่ายจำเตียมอลีแม่ทัพฮวนนั้นรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุร้าย ถือกระบองเหล็กหนักร้อยชั่ง เห็นทหารในด่านออกมาก็ขับม้าเข้าไปใกล้ เห็นงูเกาเมาสุราอยู่บนหลังม้าหันไปหันมาก็มีความประมาทว่าคนขี้เมาเช่นนี้จะสู้รบกับใครได้ จึงร้องถามไปว่าเจ้านี้คือผู้ใดกินสุราเมาจะมาหาที่ตายหรือ งูเกากำลังเมาสุราเงยหน้าดูแล้วก็มิได้ร้องโต้ตอบประการใด เรียกให้ทหารเอาสุราที่เหลือมากินเข้าไปอีก งูเกากินสุราเหลือขนาดก็รากพุ่งออกมา จำเตียมอลีเห็นงูเการากพุ่งออกวุ่นวายก็ขับม้าเข้าไปดูประมาทไม่ระวังตัว งูเกานั้นรากออกมาเสียได้ก็ค่อยสร่างเมา ลืมตาขึ้นเห็นจำเตียมอลีเข้ามาใกล้ก็ทะลึ่งตัวเอากระบองตีถูกศีรษะจำเตียมอลีแตกตกม้าลง ก็โดดลงจากม้าเอากระบี่ตัดศีรษะจำเตียมอลีตาย ทหารงูเกาเห็นนายมีชัยแก่ข้าศึกก็โห่ร้องชวนกันเข้าไล่ฆ่าฟันทหารฮวนล้มตายลงเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็หนีกระจัดกระจายไป งูเกาคุมทหารไล่ติดตามฆ่าฟันพวกฮวนไปทางประมาณยี่สิบลี้แล้วก็กลับมาค่าย สั่งทหารให้เก็บรวบรวมเครื่องศาสตราวุธและเสื้อเกราะของพวกฮวนที่ฆ่าตายนั้นเอามามอบให้กิมจัดเป็นอันมาก กิมจัดจึงพูดสรรเสริญงูเกาว่า ท่านนี้ทำศึกเหมือนเทพยดาได้ชัยชนะแก่ข้าศึกง่าย ๆ นัก งูเกาว่าถ้าได้สุรามากินอีกที่ไหนพวกฮวนจะหนีพ้นไปได้คงจะตายอยู่หน้าด่านทั้งสิ้น ครั้นพูดแล้วงูเกาก็เข้าไปพักอยู่ในค่าย กิมจัดก็กลับไปที่อยู่เล่าความให้นางชิดสีภรรยาฟังว่า งูเกาแม่ทัพของงักฮุยคนนี้จะทำการงานสิ่งใดก็ไม่ถูกต้อง แต่เป็นคนมีบุญมีวาสนา ยกกองทัพไปครั้งใดก็ได้ชัยชนะแก่ข้าศึกง่าย ๆ ทุกครั้ง เวลาวันนี้งูเกาฆ่าแม่ทัพและนายทหารพวกฮวนตายลงเป็นอันมาก นางชิดสีจึงว่าซึ่งมีคนอย่างนี้มาเป็นทหารก็เป็นบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินจะได้สืบเชื้อวงศ์ต่อไป

ฝ่ายนางไซเง๊กเป็นน้องของนางชิดสียังไม่มีสามีอยู่ด้วยกันกับนางชิดสี เวลากลางคืนวันนั้น นางไซเง็กนิมิตฝันว่ามีเสือดำตัวหนึ่งโตใหญ่ตรงเข้ามาในห้องเข้าปล้ำจะกัด นางไซเง็กก็ตกใจตื่นกำลังกลัวตัวสั่นวิ่งออกมาร้องบอกนางชิดสีพี่สาวให้ช่วย เวลานั้นยังไม่สว่างนางชิดสีนอนหลับกำลังฝันว่าเสือดำโตใหญ่เข้ามาในบ้าน ก็พอได้ยินเสียงนางไซเง๊กน้องสาวร้องเรียกให้ช่วย ก็ตกใจตื่นเปิดประตูออกมาถามว่าเจ้าตกใจอะไรจึงได้มาร้องเรียกเราเสียงลั่นดังนี้ นางไซเง๊กก็เล่าความฝันให้นางชิดสีพี่สาวฟังทุกประการ นางชิดสีว่าเราก็ฝันเห็นเสือดำเข้ามาในบ้านเหมือนกัน นางทั้งสองพูดกันอยู่จนรุ่งสว่าง พอกิมจัดตื่นจากที่นอนล้างหน้าแล้ว นางชิดสี นางไซเง๊กก็เข้าไปเล่าความฝันให้กิมจัดฟังทั้งสองคน กิมจัดได้ฟังแล้วก็ว่าเราก็ฝันเห็นเสือดำเหมือนกัน ซึ่งความฝันร่วมเหตุกันทั้งสามคนดังนี้เป็นอัศจรรย์นัก เราคิดเห็นว่าน้องสาวของเจ้าจะได้คู่ที่มีวาสนา นางชิดสีจึงถามว่าท่านเห็นอย่างไรจึงว่าดังนี้ กิมจัดจึงว่าฝันว่าเสือดำนั้นเห็นจะเป็นงูเกาแม่ทัพหน้านายทหารของงักฮุย ด้วยงูเกาเป็นคนมีกิริยามุทะลุเหมือนเสือนานไปจะมีวาสนา เราคิดจะยกน้องสาวเจ้าให้เป็นภรรยางูเกาจึงจะสมกับความฝันเจ้าจะเห็นเป็นประการใด นางชิดสีว่าข้าพเจ้าพี่น้องทั้งสองนี้ก็หมายเอาท่านเป็นที่พึ่ง เมื่อท่านเห็นควรประการใดแล้วก็ตามแต่ใจเถิด กิมจัดเห็นภรรยายอมแล้วก็ใช้คนสนิทไปสืบฟังดูที่ทหารของงูเกาว่างูเกามีภรรยาแล้วหรือยัง ทหารไปสืบได้ความกลับมาบอกว่างูเกายังหามีภรรยาไม่ กิมจัดได้ฟังก็มีความยินดีส่งบ่าวให้จัดการมงคลไว้ให้พรักพร้อมด้วยงูเกาเป็นคนมุทะลุไม่รู้จักการ ครั้นจะบอกให้รู้ก่อนก็กลัวงูเกาจะไม่รับ ครั้นจัดการเสร็จแล้วก็เอาเสื้อกางเกงหมวกสำรับหนึ่งมอบให้คนใช้ที่สนิทไปให้งูเกาแล้วบอกว่า กิมจัดให้เชิญท่านไปกินโต๊ะเสพสุราที่บ้าน งูเกาจึงถามว่า มาเชิญไปกินโต๊ะแล้วทำไมจึงเอาเสื้อกางเกงมาให้ดังนี้ด้วยเล่า คนใช้ว่าไม่ทราบ งูเกาก็รับเอาเสื้อกางเกงมาผลัดใส่หมวกแล้วออกเดินตรงมาบ้านกิมจัด กิมจัดกับขุนนางกรมการออกไปรับงูเกาเข้ามาในตึก งูเกาเห็นจัดการไว้โตใหญ่จึงคิดว่ากิมจัดจะทำการสิ่งใดจึงได้เชิญเรามาดังนี้ งูเกาจึงถามกิมจัดว่านี่ท่านทำการอะไรจัดแจงบ้านช่องครึกครื้นนักหนา กิมจัดบอกว่าเวลาวันนี้เป็นวันดีข้าพเจ้าทราบว่าท่านยังไม่มีภรรยา ข้าพเจ้ามีน้องสาวอยู่คนหนึ่งจะยกให้เป็นภรรยาท่านจึงได้จัดการมงคล จะให้ท่านอยู่เป็นสามีภรรยากัน งูเกาได้ฟังก็โกรธว่าท่านทำการดังนี้ ไม่บอกให้เรารู้ก่อนนั้นไม่ควรเลย พูดแล้วก็เดินออกมาขึ้นม้ากลับไปค่าย กิมจัดทำการไม่สมคิดได้ความอัปยศก็เข้าไปบอกนางชิดสีภรรยาว่า งูเกามาถึงนี่แล้วแจ้งความก็โกรธกลับไปค่าย ครั้นเราจะตามไปพูดจาอ้อนวอนก็ไม่ควร นางชิดสีจึงว่าท่านทำการไม่ถูกให้ได้ความอายแก่คนทั้งหลายจะคิดแก้ไขประการใด กิมจัดว่างูเกาเป็นทหารของงักฮุย ถ้างักฮุยมาแล้วเราจะไปว่ากล่าวกับงักฮุยก็เห็นงูเกาจะยอม พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งม้าใช้เข้ามาบอกว่างักฮุยแม่ทัพยกมาถึงแล้ว กิมจัดก็พาขุนนางกรมการออกไปคำนับรับงักฮุย งักฮุยเห็นกิมจัดผู้รักษาด่านออกมารับ ไม่เห็นงูเกาออกมาก็คิดแต่ในใจว่าเห็นงูเกาจะเสียทีกับข้าศึกจึงไม่ออกมารับเรา งักฮุยถามกิมจัดว่า งูเกาไปอยู่ไหนจึงไม่ออกมาด้วย กิมจัดก็เล่าความซึ่งเสพสุราเมาไปรบกับข้าศึกมีชัยชนะแล้ว ข้าพเจ้าและภรรยา น้องสาวนิมิตฝันคิดจะยกน้องภรรยาข้าพเจ้าให้งูเกา งูเกาโกรธกลับไปค่ายเสียขอท่านจงได้โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าได้ความอับอายแก่ขุนนางกรมการและราษฎรทั้งหลายเลย งักฮุยได้ฟังว่างูเกามีชัยชนะแก่ข้าศึกกิมจัดจะยกน้องภรรยาให้งูเกา ก็ยินดีพูดว่าเราจะจัดแจงให้อยู่กินด้วยกันท่านอย่าวิตกเลย กิมจัดก็มีความยินดีคำนับลางักฮุยกลับมาบ้านเล่าความให้ภรรยาฟังทุกประการ

ฝ่ายงักฮุยให้ทหารตั้งค่ายเสร็จแล้วก็ให้ทึงฮวยไปหาตัวงูเกามา ทึงฮวยไปถึงที่อยู่งูเกา เห็นงูเกาใส่เสื้อกางเกงใหม่ ทึงฮวยก็บอกว่างักฮุยให้หา งูเกาว่าจะไปผลัดเสื้อกางเกงเสียก่อน ทึงฮวยว่าอย่าผลัดเลยไม่เป็นไรดอก สองนายก็พากันมาหางักฮุย งูเกาเข้าไปคุกเข่าลงคำนับ งักฮุยจึงว่า การผัวเมียนี้ก็เป็นการดี เหตุไฉนเจ้าจึงมาทำบิดพลิ้วเสียให้เขาได้ความอับอาย วันนี้เป็นวันดีแล้วเราจะพาเจ้าไปทำการมงคล ให้อยู่กินเป็นสามีภริยากันกับน้องภรรยากิมจัด ท่านอย่าบิดพลิ้วผัดเพี้ยนไปเลย งูเกาได้ฟังงักฮุยว่าก็ไม่อาจขัดขืนตามงักฮุยไปถึงบ้านกิมจัด กิมจัดกับขุนนางกรมการก็พากันออกมารับงักฮุย งูเกาเข้าไป งักฮุยทำการมงคลให้งูเกากับนางไซเง๊กอยู่กินด้วยกันแล้วก็กลับมาค่าย ประกาศสั่งแก่นายทหารทั้งปวงว่าตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าผู้ใดจะยกบุตรสาวและญาติพี่น้องให้ในกำลังทำการศึกสงครามท่านทั้งปวงอย่าได้รับ ถ้าแม้นว่าการศึกสงครามแล้วถ้าผู้ใดจะยกบุตรสาวญาติพี่น้องให้เป็นภรรยาชอบใจแล้วก็จงรับเอาเถิด อย่ากลัวเกรงบอกกล่าวเราให้รู้ก่อนเลยเราให้อนุญาตแล้ว

ฝ่ายเล่าอือตั้งแต่ไปสามิภักดิ์อยู่ด้วยกิมงึดตุด กิมงึดตุดตั้งให้เป็นที่ลูอ๋องไปอยู่รักษาเมืองซัวตั๋ง เล่าอือมีบุตรคนหนึ่งชื่อเล่าหงีมีสันดานหยาบช้าและกดขี่ข่มเหงราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนต่างๆ ครั้นอยู่มาเวลาวันหนึ่ง เล่าหงีกับบ่าวไพร่ประมาณสามร้อยคน พากันไปเที่ยวที่บ้านเม่งเกจึง เล่าหงีให้บ่าวปล่อยนกไปเที่ยว นกนั้นถ้าบินขึ้นไปเห็นมีสัตว์สิ่งใด นกนั้นก็ร้องขึ้น สุนัขของเล่าหงีก็ตามไปกัดสัตว์นั้นตาย นกเล่าหงีปล่อยบินขึ้นไปไม่เห็นสัตว์สิ่งใดก็ลงไปจับอยู่ที่นา ยังมีชายหนุ่มเป็นบ่าวของเม่งไทก๋งไปอยู่นานั้น เห็นนกบินมาจับอยู่ตรงหน้าก็เดินเข้าไปเอาไม้ตีนกนั้นตาย เอานกกลับมาบ้าน บ่าวของเล่าหงีตามนกไปเห็นชายหนุ่มผู้นั้นเดินหิ้วนกมาก็จำได้ จึงถามว่าเจ้านี้ชื่อไรมาแต่ไหนจึงได้ตีนกของนายเราตาย ชายนั้นว่านกบินมาจับที่นาเราก็ตีตาย จะเอาไปทำต้มแกงกิน ตัวเราเป็นบ่าวของเม่งไทก๋งเศรษฐี บ่าวเล่าหงีได้ฟังก็เข้าตีชายผู้นั้นตาย พากันกลับมาบอกกับเล่าหงีว่า ข้าพเจ้าตามนกไปเห็นชายผู้หนึ่งตีนกตายหิ้วมา ข้าพเจ้าจะเอาตัวชายผู้นั้นมาให้ท่าน ชายนั้นทุ่มเถียงด่าว่าท้าทายมาถึงท่านเป็นอันมากว่าตัวเป็นบ่าวของไทก๋งเศรษฐีหากลัวใครไม่ ข้าพเจ้าจึงได้ตีชายผู้นั้นตายเสียแล้ว เล่าหงีจึงว่า ชายผู้นั้นมันพูดจาหยาบช้าตีตายเสียแล้วก็สมน้ำหน้า แต่เราจะเอานกใช้กับเม่งไทก๋งผู้นายให้จงได้ พูดแล้วเล่าหงีก็พาบ่าวไพร่ไปที่บ้านเม่งไทก๋ง ร้องบอกว่าพวกบ่าวตีนกของเราตายจงเอาเงินทองเป็นค่านกมาใช้ให้เรา เมงไทก๋งได้ฟังก็โกรธว่านกบินมาอยู่กลางนาบ่าวเราสำคัญว่าเป็นของป่าก็ตีตาย แล้วบ่าวท่านตีบ่าวเราตายทำการเกินเหตุ แล้วมิหนำซ้ำจะมาเอาเงินใช้ค่านกอีกด้วยเล่าทำข่มเหงนัก เล่าหงีได้ฟังก็โกรธขับม้าขยับเข้าไปจะตี เมงไทก๋งตกใจหันตัวกลับจะวิ่งหนีก็ล้มลง เมงไทก๋งเป็นคนชราศีรษะฟาดไปถูกศิลาแตกโลหิตไหล บ่าวเม่งไทก๋งเห็นนายศีรษะแตก ก็วิ่งมาอุ้มเอาเม่งไทก๋งพาเข้าไปในบ้านแล้วไปบอกเม่งปังเกียด บุตรเมงไทก๋ง เม่งปังเกียดได้แจ้งก็วิ่งมาโดยเร็ว เห็นบิดาศีรษะแตกก็ตกใจถามว่า ทำไมศีรษะจึงแตกดังนี้ เมงไทก๋งบอกว่า เล่าหงีเขากระทำข่มเหงเหลือเกินนักจะเข้าตีเอาบิดา บิดาหลบได้ล้มลง ศีรษะถูกก้อนศิลาแตก เมื่อขณะพูดกันอยู่นั้น แผลที่ศีรษะเม่งไทก๋งโลหิตไหลไม่หยุด เม่งไทก๋งก็ถึงแก่ความตาย เม่งปังเกียดเห็นบิดาตายก็ร้องไห้ มีความโกรธแค้นเล่าหงียิ่งนัก ขณะนั้นเล่าหงียังยืนอยู่ที่หน้าบ้าน ร้องทวงจะเอาเงินค่านกให้ได้ ว่าถ้าไม่ใช้เงิน ก็จะฆ่าเสียให้หมดทั้งบ้าน เม่งปังเกียดได้ยินก็เข้าไปหยิบเอาอาวุธที่ในเรือนมาขึ้นม้าออกไปหน้าบ้าน เห็นเล่าหงีขี่ม้ายืนอยู่จึงร้องว่า อ้ายพ่อลูกสองคนนี้เป็นกบฏต่อพระเจ้าซ้องเกาจง แล้วมิหนำซ้ำมาข่มเหงชาวบ้านให้ได้ความเดือดร้อน กูจะฆ่ามึงเสียให้ได้ ว่าแล้วก็ขับม้าเข้าไล่ฟันเล่าหงี ทหารเล่าหงีซึ่งตามออกมาสู้รบป้องกันนาย ถูกเม่งปังเกียดฆ่าตายเป็นหลายคน เล่าหงีเห็นฝีมือเม่งปังเกียดเข้มแข็ง จะสู้ไม่ได้ขับม้าหนี เม่งปังเกียดไล่ตามไปไม่ทันก็กลับมาบ้าน เอาศพบิดาใส่หีบไปฝังตามธรรมเนียม แล้วพูดกับชาวบ้านเหล่านั้นว่า เล่าหงีหนีไปคงจะเอาอำนาจของบิดา คุมทหารมากระทำร้ายแก่พวกเราอีกเป็นมั่นคง ท่านทั้งปวงจงพากันอพยพหนีไปเสียให้พ้นภัยเถิด ตัวเราก็จะพาครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ชาวบ้านในตำบลนั้นได้ฟังถ้อยคำเม่งปังเกียดว่าก็ตกใจต่างคนไปรวบรวมข้าวของ พาครอบครัวบุตรภรรยาบ่าวไพร่อพยพหนีไปจากตำบลบ้านนั้นทั้งสิ้น

ฝ่ายเล่าหงีมาถึงบ้าน ก็เล่าความซึ่งวิวาทกับเม่งปังเกียดให้เล่าอือผู้บิดาฟังทุกประการเล่าอือก็โกรธจึงว่าอ้ายพวกชาวบ้านเหล่านี้กำเริบอาจหาญนัก จะต้องเอาตัวมาทำโทษเสียให้เข็ดหลาบ ก็สั่งให้เล่าหงีคุมทหารห้าร้อยยกไปว่าถ้ามันสู้รบแล้วก็ให้ฆ่าเสียให้สิ้นตำบลบ้านนั้น ขณะนั้นเล่าหลิมบุตรที่สองน้องเล่าหงี ออกห้ามว่า บิดาอย่าเพิ่งวุ่นวายไปก่อน พวกเราตกมาอยู่กับกิมงึดตุดนี้ก็ไม่สุจริต คนทั้งปวงพากันครหานินทาติเตียนว่าอกตัญญูต่อเจ้า ประการหนึ่งก็พึ่งจะมาเป็นเจ้าเมืองใหม่ ๆ ยังไม่มีคุณสิ่งใดต่อราษฎร ซึ่งจะทำการดุร้ายพลอยโกรธไปกับเล่าหงีนั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่ชอบ เล่าอือได้ฟังก็โกรธ ร้องตวาดด่าเล่าหลิมด้วยคำหยาบช้าว่า ตัวเองเป็นลูก ไม่ควรมาสั่งสอน อย่าพูดอวดสติปัญญาไปดังนี้อีก ถ้ามิฟังจะทำโทษให้จงหนัก เล่าหลิมเห็นบิดาโกรธไม่เชื่อถ้อยคำก็คิดน้อยใจว่า ข้าพเจ้าพูดทั้งนี้ก็ปรารถนาจะให้มีความดีต่อบิดา มาเป็นผิดไปเสียดังนี้ ก็ไม่ขออยู่ทำราชการด้วย ว่าแล้วก็เอาศีรษะฟาดเข้ากับกำแพงแตกตายในทันใดนั้น เล่าอือกำลังโกรธมิได้มีความอาลัยต่อบุตร สั่งให้คนใช้เอาศพไปฝังเสีย

ฝ่ายเล่าหงี คุมทหารไปถึงตำบลบ้านเม่งปังเกียด ไม่เห็นมีราษฎรชาวบ้านพากันอพยพไปสิ้น เล่าหงีเข้าไปในบ้านเม่งปังเกียด เที่ยวค้นดู ไม่พบปะผู้คน ก็ให้ทหารเอาไฟเผาบ้านเม่งปังเกียดและราษฎรเหล่านั้นเสียสิ้นทั้งตำบล แล้วก็พาทหารกลับไปบ้าน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ