๕๑

บูเชียงก๋งไปถึงทางลัดที่จะเข้าไปค่ายเอียเอียวยืนพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง เห็นเพลิงไหม้ลุกลามเข้ามารอบ บูเชียงก๋งตกใจ เอียโฮ้ววิ่งเข้ามาบอกว่าที่สะพานนั้นข้าศึกรื้อเสียแล้วจะกลับไปทางเดิมไม่ได้ ขณะนั้นฮั่นเซียงเต็กบุตรฮั่นซีตง ลงเรือกำกับกองทัพฮั่นซีตงมาที่เขาเมาซัว แลเห็นแสงเพลิงติดขึ้นที่ริมฝั่งน้ำก็แจวเรือรีบเข้ามาถึงฝั่ง เห็นบูเชียงก๋งกับทหารสี่นายก็ร้องเชิญให้ลงเรือ บูเชียงก๋งจับอวงจอลงเรือพร้อมกับทหารทั้งสี่นายหนีกลับไปได้ ครั้นไปถึงท่าหน้าเมืองทันจิว บูเชียงก๋งจึงคิดว่าอวงจอคนนี้มาล่อลวงเราจะให้เอียเอียวทำร้ายถึงสองครั้งแล้วเป็นบุญของเราจึงไม่มีอันตราย ครั้นจะฆ่าอวงจอเสียก็ตายเปล่าหาเป็นเกียรติยศไม่ จำจะปล่อยไปให้คนทั้งปวงเห็นว่าเราใจดีไม่ถือความพยาบาทต่อข้าศึก คิดแล้วก็ปล่อยอวงจอไป อวงจอกลับไปถึงค่ายเข้าไปแจ้งความกับเอียเอียวทุกประการ เอียเอียวว่าเราทำกลอุบายได้สมความคิดถึงสองครั้ง บุญของเขาไม่เป็นอันตรายเราเสียใจนัก ขณะนั้น พอทหารม้าใช้เข้ามาแจ้งว่า ซุยเคงคุมทหารยกกองทัพมาช่วยท่าน เอียเอียวมีความยินดีออกมาต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เอียเอียวพูดว่าการศึกครั้งนี้ได้ความอัปยศแก่บูเชียงก๋งนัก ท่านยกมาช่วยก็ดีแล้ว ข้าพเจ้าจะคิดแก้แค้นบูเชียงก๋งให้จงได้ เอียเอียวก็สั่งให้เงาเซียงจี้ยกกองทัพไปตีเมืองทันจิว เงาเซียงจี้ก็คำนับลามาจัดทหารยกกองทัพไปถึงหน้าเมืองทันจิว บูเชียงก๋งแจ้งว่าพวกโจรยกมาก็แต่งตัวขึ้นม้าพาทหารออกมาตั้งรับอยู่นอกเมือง แลเห็นเงาเซียงจี้ขี่ม้ายืนอยู่หน้าทหารดูรูปร่างคมสันเห็นจะมีฝีมีอเข้มแข็ง บูเชียงก๋งนึกอยากจะใคร่ได้ไว้เป็นทหารจึงร้องพูดไปกับเงาเซียงจี้ว่า เราดูรูปร่างลักษณะท่านเป็นคนมีสติปัญญาดีทีเดียว เหตุใดจึงมาอยู่กับพวกโจรดังนี้ไม่สมควร ถ้าจะมาทำราชการหาความชอบให้มีชื่อเสียงปรากฏไว้ในแผ่นดินดีกว่า เงาเซียงจี้ได้ฟังก็โกรธ ว่าท่านอย่าพูดจาเยาะเย้ยไปเลยจงมารบกันให้เห็นฝีมือเสียก่อนเถิด ว่าแล้วก็ขับม้าเข้ารบกับบูเชียงก๋งได้ประมาณห้าสิบเพลง พอเวลาจวนพลบค่ำต่างคนก็เลิกทัพกลับไป เงาเซียงจี้ไปถึงค่ายเข้าหาเอียเอียวบอกว่า บูเชียงก๋งนั้นฝีมือเพลงอาวุธเข้มแข็งนักเห็นจะเอาชัยชนะโดยยาก ข้าพเจ้าคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง เอียเอียวถามว่าอุบายของท่านนั้นจะทำประการใด เงาเซียงจี้ว่าขอให้ท่านจัดเอากระบือมาให้สักสามร้อยตัว ข้าพเจ้าจะเอาเชื้อไฟประสมเปลือกไม้ผูกพันหางกระบือเข้าไว้ ที่เขากระบือนั้นจะเอาอาวุธยาวที่มีคมผูกขวางเข้าไว้ให้ครบทุกตัว ถ้าบูเชียงก๋งคุมทหารยกมาได้ทีก็จะเอาเพลิงจุดหางกระบือเข้า กระบือได้ความร้อนก็จะวิ่งแตกตื่นไปโดยแรง ทหารในกองทัพบูเชียงก๋งหลบไม่ทันก็คงถูกอาวุธที่เขากระบือตาย เอียเอียวได้ฟังก็เห็นชอบจึงสั่งให้ไปจัดเอากระบือสามร้อยตัวมามอบให้ เงาเซียงจี้สั่งให้ทหารแต่งกระบือตามซึ่งคิดไว้ครบทุกตัวเตรียมไว้แล้วเสร็จ

ฝ่ายบูเชียงก๋งได้รบกับเงาเซียงจี้เห็นฝีมือคล่องแคล่วก็คิดจะทรมานเกลี้ยกล่อมไว้เป็นทหาร จึงยกกองทัพมาที่หน้าค่ายร้องชวนเงาเซียงจี้ออกรบ เงาเซียงจี้ก็คุมทหารออกไปรบกับบูเชียงก๋งพอเป็นทีหน่อยหนึ่ง แล้วก็ขับม้าพาทหารกลับเข้าค่าย บูเชียงก๋งรบรุกไล่เข้าไป เงาเซียงจี้เห็นได้ทีก็เอาไฟจุดหางกระบือเข้าพร้อมกัน เปิดประตูค่าย กระบือถูกไฟร้อนก็วิ่งตื่นไปด้วยกำลัง ทหารบูเชียงก๋งหลบไม่ทันถูกอาวุธและกระบือเหยียบเจ็บป่วยเป็นอันมาก ที่ตายก็มี เงาเซียงจี้เห็นกองทัพบูเชียงก๋งเสียกระบวนก็แต่งทหารยกกองทัพออกโจมตีซ้ำเติมเอา บูเชียงก๋งเห็นทหารตื่นกระบือไม่เป็นกระบวนก็ตกใจถอยกองทัพกลับมาเมืองทันจิว

ฝ่ายเงาเซียงจี้ได้ชัยชนะแก่บูเชียงก๋งแล้ว ครั้นเวลารุ่งเช้าก็คุมทหารยกกองทัพมาถึงหน้าเมืองทันจิว ร้องชวนบูเชียงก๋งออกรบ บูเชียงก๋งก็ให้ปิดประตูเมืองรักษามั่นไว้ไม่ยกออกไปรบ เงาเซียงจี้คอยอยู่จนสิ้นเวลา ไม่เห็นบูเชียงก๋งยกออกมาก็เลิกกลับไปถึงค่ายแจ้งความแก่เอียเอียวตามซึ่งได้ชัยชนะแก่บูเชียงก๋ง เอียเอียวว่าบูเชียงก๋งไม่ยกออกมารบนั้นเห็นจะเข็ดสติปัญญาและฝีมือท่านแล้ว ครั้งนี้ท่านมีความชอบเป็นอันมาก เราไม่มีสิ่งใดซึ่งจะตอบแทนให้สมควรกับบำเหน็จความชอบ มีบุตรเลี้ยงเป็นหญิงสาวอยู่คนหนึ่งหน้าตาหมดจดพอจะเป็นคนปฏิบัติท่านได้ เราจะยกให้ท่านจะเห็นประการใด เงาเซียงจี้ได้ฟังก็มีความยินดีคำนับแล้วพูดว่าซึ่งท่านมีความกรุณาเมตตาข้าพเจ้านั้นพระคุณท่านนักหนา เอียเอียวว่าวันนี้เป็นวันฤกษ์ดี เราจะจัดทำการมงคลส่งตัวนางเอียวสีไปให้ เงาเซียงจี้ก็คำนับลากลับไปที่อยู่ ครั้นเวลาค่ำเอียเอียวให้คนสนิทกับหญิงเถ้าแก่พานางเอียวสีไปส่งเงาเซียงจี้ตามธรรมเนียมการบ่าวสาว เงาเซียงจี้เห็นนางเอียวสีหน้าตาเศร้าหมองจึงคิดว่านางเอียวสีนี้เป็นหญิงสาวเห็นจะมีความอายเรา เงาเซียงจี้ก็ขยับเข้าไปนั่งใกล้เห็นนางเอียวสีถือกระบี่สั้นทำอาการกิริยาเหมือนจะสู้รบ เงาเซียงจี้ก็ตกใจพูดจาเล้าโลมด้วยคำเป็นอันดีต่าง ๆ หวังจะให้นางเอียวสีรักใคร่ นางเอียวสีได้ฟังก็โกรธร้องตวาดพูดว่าซึ่งเอียเอียวจะยกเราให้เป็นภรรยานั้นเราไม่ยอม ถ้าพี่เราอนุญาตให้เมื่อไรเราจึงจะยอม เงาเซียงจี้จึงถามว่าพี่เจ้านั้นคือผู้ใดเล่า นางเอียวสีว่าพี่เรานั้นชื่องักฮุยเป็นที่บูเชียงก๋ง เงาเซียงจี้จึงว่าเราสงสัยอยู่ด้วยเอียเอียวกับบูเชียงก๋งเป็นข้าศึกกัน ทำไมเจ้าจึงได้มาเป็นบุตรเลี้ยงเอียเอียวเล่า นางเอียวสีจึงเล่าความให้ฟังว่า เดิมบิดาข้าพเจ้าชื่อเอียวเพงเจียงเป็นเจ้าเมืองเมืองขึ้นของเมืองทันจิว เอียเอียวยกทัพไปตีได้ก็ฆ่าเอียวเพงเจียงบิดาข้าพเจ้าเสียข้าพเจ้ายังเด็กอยู่ เอียเอียวจึงเอามาเลี้ยงเป็นบุตรเลี้ยง ซึ่งข้าพเจ้านับบูเชียงก๋งเป็นพี่นั้น ก็เพราะบิดาข้าพเจ้าเป็นน้องของมารดาบูเชียงก๋ง ข้าพเจ้าเจ็บแค้นอยู่ด้วยเอียเอียวฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสีย ถ้าท่านรักใคร่ข้าพเจ้าโดยสุจริตแล้ว จงไปยอมเข้าสามิภักดิ์อยู่กับบูเชียงก๋งช่วยปราบปรามพวกโจรซึ่งเป็นศัตรูแผ่นดินเสียให้ราษฎรได้มีความสุข ดังนั้นแหละข้าพเจ้าจึงจะยอมเป็นภรรยาท่าน เงาเซียงจี้จึงว่าความข้อนี้เราจะขอตรึกตรองดูก่อน นางเอียวสีกับเงาเซียงจี้ก็ยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน

ฝ่ายเอียเอียวเวลาออกว่าราชการปรึกษากับนายทหารทั้งปวงว่า บูเชียงก๋งปิดประตูเมืองเสียไม่ยกทหารออกรบดังนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เงาเซียงจี้จึงว่าเมืองทันจิวนั้นมั่นคงกำแพงก็สูง คูก็ลึก ไพร่พลเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ทุกสิ่งยากที่จะคิดหักเอาได้ ขอท่านจงจัดผู้มีสติปัญญาไปพูดจาชักโยงให้เป็นไมตรีกันไว้ก่อน ภายหลังจึงค่อยคิดการต่อไป อือเชียงบุ๋นจึงพูดขึ้นว่าซึ่งเงาเซียงจี้ว่านี้ไม่ชอบ ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งจะเอาเมืองทันจิวไห้ได้ เอียเอียวว่าท่านจะคิดประการใด อือเชียงบุ๋นว่าข้าพเจ้าได้เรียนวิชามีมนตร์คาถาเรียกปิศาจมาใช้ให้ไปทำอันตรายแก่ผู้ที่เป็นข้าศึกได้ ขอท่านจงให้ทหารปลูกศาลสำหรับเซ่นปิศาจที่บนเขาชิดแชซัว ข้าพเจ้าจะไปร่ายมนตร์เรียกปิศาจให้ไปตัดศีรษะบูเชียงก๋งมาให้ท่าน เอียเอียวได้ฟังก็มีความยินดีสั่งให้ทหารไปทำการตามคำอือเชียงบุ๋นว่าทุกประการ

ฝ่ายงูเกาตั้งแต่ไปอยู่ด้วยหลวงจีนก็มีความสุข อยู่มาวันหนึ่งงูเกาเดินลงไปเที่ยวเล่นตามเชิงเขา เห็นกระบือมีอาวุธผูกติดปลายเขาหางไหม้ไฟเที่ยวเดินกินหญ้าอยู่ริมเชิงเขานั้นตัวหนึ่ง จึงตรงเข้าไปจับเอากระบือตัวนั้นมาดูเห็นรอยไฟไหม้ปอกยับเยิน จึงคิดว่าไฉนหนอกระบือตัวนี้จึงได้มีอาวุธผูกติดเขามาได้ความลำบากดังนี้จำเราจะฆ่ากระบือกินเสียเถิดด้วยอดเนื้อสัตว์มานานแล้ว งูเกาก็แก้เอาอาวุธที่เขากระบือออก แทงคอกระบือตัวนั้นตาย เชือดเนื้อเผาไฟกินจนอิ่ม หลวงจีนศิษย์ของอาจารย์มาเห็นก็เอาความไปบอกกับเปาฮวงหลวงจีนอาจารย์ อาจารย์ก็ให้หางูเกามาแล้วว่า เดิมเมื่อเจ้าจะมาอยู่ด้วยเรานั้น ก็ได้สัญญาไว้ว่าไม่กินเนื้อสัตว์ เหตุใดจึงมาฆ่ากระบือกินดังนี้ เจ้าประพฤติการผิดเสียแล้วจะอยู่ด้วยกันไปไม่ได้ จงไปอยู่กับบูเชียงก๋งตามเดิมเถิด งูเกาได้ฟังก็เสียใจนึกว่าตัวเรานี้ไปอยู่ที่ไหนก็ทำแต่ความผิด ต้องขับต้องไล่เนือง ๆ งูเกาจึงพูดอ้อนวอนแก่หลวงจีนว่า เมื่อข้าพเจ้ามาก็ขี่ม้ามีเสื้อเกราะถืออาวุธพร้อมมาทั้งสิ้น ท่านให้ทิ้งเสียหมดแล้ว บัดนี้จะขับไล่ข้าพเจ้าไปนั้นจะเดินไปที่ไหนได้ ขอท่านจงเอ็นดูด้วยเถิด หลวงจีนเปาฮวงว่าข้อนั้นไม่เป็นไร มาไปด้วยกัน หลวงจีนก็พางูเกามาที่บ่อน้ำ ซึ่งทิ้งอาวุธกับเสื้อเกราะลงไว้แต่ก่อนนั้น นั่งสำรวมร่ายมนตร์อยู่ประมาณครู่หนึ่ง ก็มีมังกรดำหอบเอาเสื้อเกราะและอาวุธขึ้นมาให้แล้วก็หายไป หลวงจีนร่ายมนตร์เรียกม้าซึ่งปล่อยไปนั้น ม้าก็วิ่งมาหาโดยเร็ว หลวงจีนจึงเอาเสื้อเกราะกับอาวุธและม้ามอบให้ งูเกาคุกเข่าลงคำนับรับเอาม้ากับอาวุธและเสื้อเกราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยท่านนี้ ก็ไม่ได้คิดว่าจะจากไปอยู่ที่อื่นเลย เป็นคราวเคราะห์ทำการให้ผิดบัญญัติ ท่านจะขับไล่เสียให้ไปอยู่กับบูเชียงก๋งตามเดิมนั้น บูเชียงก๋งก็คงใช้ให้ทำศึกสงครามต่อไป ท่านจงได้เมตตาขอของวิเศษไปสำหรับป้องกันรักษาตัวบ้าง หลวงจีนเปาฮวงจึงหยิบเอาลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง รองเท้าทำด้วยป่านคู่หนึ่ง ยาสองเม็ดส่งให้งูเกาแล้วบอกว่า ลูกเกาทัณฑ์นี้สำหรับปราบภูตผีปิศาจ ถ้าข้าศึกใช้เวทมนตร์ปิศาจมาแล้ว จงเอาลูกเกาทัณฑ์นี้พุ่งไปก็อาจจะต่อสู้ได้ รองเท้าคู่นี้เรียกว่าพัวลังลีใส่เท้าเข้าแล้วอาจจะเดินไปได้บนหลังน้ำ ยาสองเม็ดนี้ท่านจงเอาไว้สำหรับตัวเม็ดหนึ่ง ให้บูเชียงก๋งไว้เม็ดหนึ่ง ถ้าถูกเกาทัณฑ์เจือไปด้วยยาพิษแล้วเอายานี้ฝนกินก็แก้ได้ งูเกาคุกเข่าลงคำนับกราบอาจารย์แล้วรับเอาของสามสิ่ง ว่าหนทางซึ่งข้าพเจ้ามานั้นเดี๋ยวนี้ก็ลืมไปเสียแล้ว หลวงจีนว่าเจ้าจงขึ้นม้าเถิดเราจะให้ม้าพาไปหาบูเชียงก๋ง งูเกาก็ขึ้นขี่ม้า หลวงจีนเปาฮวงอ่านมนตร์เป่าลงที่ม้า ม้านั้นก็วิ่งไปตามทางประเดี๋ยวหนึ่งถึงเขาชิดแชซัว งูเกาเห็นมีศาลทำใหม่พร้อมด้วยเครื่องบวงสรวงคนนั่งบริกรรมอยู่หน้าศาลคนหนึ่ง งูเกาก็ตรงเข้าไปดู อือเชียงบุ๋นลืมตาออกจากบริกรรมแลเห็นงูเการูปร่างโตใหญ่สีหน้าดำสำคัญว่าเป็นปิศาจซึ่งตัวอ่านคาถาเรียกนั้นมาถึง ก็ร้องพูดว่าปิศาจทหารเรามาแล้วหรือ จงรีบไปตัดศีรษะบูเชียงก๋งมาให้เราโดยเร็วเถิด งูเกาได้ฟังก็ทำเป็นยอบตัวกลัวเกรง เดินเข้าไปใกล้เอากระบองเหล็กตีถูกศีรษะอือเชียงบุ๋นแตกตาย แล้วตัดเอาศีรษะผูกกับอานม้ารีบมาเมืองทันจิวเข้าไปหาบูเชียงก๋ง บูเชียงก๋งเห็นงูเกากลับมาก็มีความยินดีวิ่งออกมารับเรียกเข้าไปนั่งไต่ถามว่า ตั้งแต่เราขับไล่เจ้าไปนั้นไปพำนักอยู่ที่ไหน งูเกาก็เล่าความตั้งแต่หลังจนมาพบอือเชียงบุ๋น แล้วตัดเอาศีรษะมา เล่าให้บูเชียงก๋งฟังทุกประการ บูเชียงก๋งได้ฟังก็ยังคิดแคลงใจ ด้วยเมื่องูเกาจะไปนั้นกำลังโทโสกลัวว่าจะผูกเวรพยาบาทเป็นอุบาย จึงว่ากับงูเกาว่าท่านจงไปอยู่กับฮั่นซีตงก่อนเถิด เมื่อมีราชการแล้วจึงจะไปเรียกมา บูเชียงก๋งก็เขียนหนังสือมอบให้งูเกาฉบับหนึ่งไปถึงฮั่นซีตง งูเการับหนังสือคำนับลาไปถึงฮั่นซีตงก็คำนับส่งหนังสือให้ ฮั่นซีตงรับมาเปิดผนึกออกอ่านมีความว่า บูเชียงก๋งขับงูเกาไปเสียจากกองทัพช้านานแล้ว บัดนี้กลับมาเอาศีรษะอือเชียงบุ๋นมาให้ ข้าพเจ้ายังคิดแคลงใจอยู่ ขอให้ท่านรับเอางูเกาใช้ไล่เลียงซักไซ้ให้ได้ความจริง ฮั่นซีตงแจ้งความแล้วก็สั่งให้คนใช้แต่งโต๊ะมาเชิญงูเกากิน พูดจาไล่เลียงไต่ถามข้อความต่าง ๆ งูเกาก็เล่าความแต่ต้นเดิมมาให้ฮั่นซีตงฟังทุกประการ ฮั่นซีตงว่าของวิเศษที่ท่านอวดอ้างนั้นทดลองแล้วหรือ ทำอย่างไรเราจะเห็นจริงด้วย งูเกาก็เอารองเท้าใส่เข้าแล้วก็เดินไปบนหลังน้ำกลับไปกลับมาเป็นหลายเที่ยว ฮั่นซีตงเห็นก็มีความยินดียิ่งนัก ตั้งแต่นั้นมาก็นับถืองูเกาว่าเป็นคนวิเศษ งูเกาจึงพูดกับฮั่นซีตงว่าข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยท่านนี้ก็ยังไม่ได้ฉลองคุณท่านให้ถึงขนาดเลย ข้าพเจ้าจะขอเรือสักลำหนึ่งไปเที่ยวตรวจตราเป็นกองตระเวน ฮั่นซีตงก็จัดเรือให้ลำหนึ่งทหารสำหรับเรือพร้อม งูเกาลงเรือเที่ยวลาดตระเวนพบกอเลาเหลงนายทหารของเอียเอียวคุมเรือมาเที่ยวตระเวนอยู่ งูเกาหยุดเรือเข้าแล้วเอารองเท้าใส่ลงเดินบนหลังน้ำไปที่เรือกองตระเวนของเอียเอียว กอเลาเหลงแลเห็นก็ดีใจคิดว่าเจ้าปิศาจออกมาคำนับร้องบอกกันว่า เทพารักษ์เจ้าของเรามาแล้ว งูเกาก็เดินตรงเข้าไปถึงเรือกอเลาเหลง งูเกาเอากระบองเหล็กตีถูกกอเลาเหลงตาย แล้วไล่ตีทหารในเรือตระเวนเหล่านั้นตายหลายคน ตัดเอาศีรษะกอเลาเหลงลงเรือกลับมาหาฮั่นซีตง เล่าความให้ฟังทุกประการ ฮั่นซีตงมีความยินดีทำหนังสือบอกความชอบไปถึงบูเชียงก๋ง บูเชียงก๋งแจ้งดังนั้นก็ดีใจ มีหนังสือไปให้หาตัวงูเกากลับมาเมืองทันจิว

ฝ่ายกองตระเวนเอียเอียวซึ่งงูเกาฆ่ากอเลาเหลงผู้เป็นนายตายเสียแล้วก็กลับไปแจ้งความแก่เอียเอียว เอียเอียวตกใจปรึกษากันกับนายทหารว่า ในกองทัพบูเชียงก๋งมีผู้วิเศษขึ้นดังนี้ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด อือเชียงเค่งจึงว่าซึ่งมีผู้วิเศษขึ้นในกองทัพบูเชียงก๋งนั้น ท่านอย่าวิตก ตัวข้าพเจ้าก็ได้ร่ำเรียนวิชารู้วิเศษอยู่บ้าง จะขออาสาท่านไปบนอากาศไม่ให้ผู้ใดเห็น จะตัดเอาศีรษะบูเชียงก๋งมาให้ท่านจงได้ เอียเอียวได้ฟังก็มีความยินดีว่าเราไม่แลยว่าท่านเป็นผู้วิเศษ ถ้ารู้แต่ก่อนแล้ว ที่ไหนการจะยากลำบากถึงเพียงนี้ อือเชียงเค่งก็แต่งตัวให้มั่นคงแล้วเอาผ้าแพรวิเศษมาปูลงบนพื้นแผ่นดินตรงหน้าเอียเอียว อือเชียงเค่งขึ้นนั่งบนแพรภาวนาบริกรรมไป แพรนั้นก็หอบเอาอือเชียงเค่งลอยขึ้นบนอากาศตรงไปเมืองทันจิว เอียเอียวและนายทหารทั้งปวงก็พากันสรรเสริญชมวิชาอือเชียงเค่งว่าอัศจรรย์วิเศษยิ่งนัก ขณะนั้นบูเชียงก๋งออกนั่งว่าราชการอยู่ที่กลางแจ้ง แลขึ้นไปบนอากาศเห็นเป็นเมฆมืดเป็นหย่อมลอยย้อยลงมาแล้วกลับสูงขึ้นไป บูเชียงก๋งเห็นอัศจรรย์ดังนั้นก็บอกให้นายทหารทั้งปวงดู งูเกาจึงพูดขึ้นว่าซึ่งการเป็นดังนี้เห็นจะมิใช่เมฆ ชะรอยผู้วิเศษจะกระทำวิชามาเป็นมั่นคง งูเกาพูดดังนั้นก็รีบเดินไปที่อยู่ หยิบเอาลูกเกาทัณฑ์มาพอขี้เมฆย้อยลงมางูเกาก็เอาเกาทัณฑ์พุ่งขึ้นไป ขี้เมฆก็เคลื่อนสูญหายไปทันที เห็นอือเชียงเค่งพลัดตกลงมาที่พื้นแผ่นดิน งูเกาก็ตรงเข้าจับเอาตัวมาซักถามได้ความว่า ชื่ออือเชียงเค่ง เป็นทหารเอียเอียว รับอาสาทำวิชามาจะฆ่าบูเชียงก๋ง บูเชียงก๋งได้ฟังก็โกรธ สั่งให้เอาตัวอือเชียงเค่งไปตัดศีรษะเสียบประจานไว้หน้าเมือง

ฝ่ายม้าใช้กองสอดแนมของเอียเอียว เห็นทหารบูเชียงก๋งเอาศีรษะอือเชียงเค่งมาเสียบประจานไว้ ก็กลับไปแจ้งความแก่เอียเอียว เอียเอียวเสียใจนักปรึกษากับนายทหารทั้งปวงว่า อือเชียงเค่งอาสาไปก็ไม่สมแค้น ข้าศึกจับได้ฆ่าเสียแล้ว การต่อไปนั้นท่านทั้งปวงจะคิดทำอย่างไรดี คุดงวนเกงจึงว่า อันจะสู้รบกับข้าศึกด้วยกลอุบายและความรู้วิชาการนั้นเห็นไม่ได้ ด้วยบูเชียงก๋งชำนิชำนาญในการกลอุบายเคยทำศึกสงครามมาก ทั้งผู้รู้วิชาจะแก้ของวิเศษก็มีในกองทัพ จำจะต้องอาศัยกำลังรี้พลให้มาก ตั้งสู้รบขับเคี่ยวกันไปจึงจะได้ชัยชนะ ขอท่านจงมีหนังสือไปถึงฬอเอียนเก่งเจ้าเมืองเชียงชาอ๋อง ให้ยกกองทัพมาช่วยเป็นกำลังขึ้นอีกก็เห็นพอจะสู้ข้าศึกได้ เอียเฉียวได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงทำหนังสือใช้ทหารให้ถือไปถึงฬอเอียนเก่ง ณ เมืองเชียงชาอ๋อง ทหารที่ในกองทัพเอียเฉียวนั้นก็ให้คุดงวนเกงตั้งกระบวนค่ายฝึกหัดไว้ชำนิชำนาญ

ฝ่ายอวงจอคิดรักบูเชียงก๋งว่ามีคุณไม่ถือโทษพยาบาท คิดจะเข้าสามิภักดิ์อยู่ด้วยบูเชียงก๋ง อยู่วันหนึ่งอวงจอไปหาเงียมขีตามธรรมเนียมที่คุ้นเคยกันแล้วพูดว่า ข้าพเจ้ามีธุระจะมาหารือท่านก็กลัวว่าท่านจะไม่เห็นด้วย เงียมขีว่ามีธุระแล้วมาเกรงใจไม่บอกดังนี้จะสำเร็จไปได้แล้วหรือ อวงจอจึงว่าทุกวันนี้เอียเอียวนายเราประพฤติการเป็นโจรทำให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน เป็นที่ติเตียนนินทาแก่คนทั้งหลายเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีความเจริญ ตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่ได้ เราท่านอุตส่าห์ทำราชการอาบเหงื่อต่างน้ำก็เห็นจะเหนื่อยเปล่าไม่เป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าเห็นว่าบูเชียงก๋งประกอบไปด้วยสติปัญญาใจก็โอบอ้อมอารี ปลูกเลี้ยงทแกล้วทหารก็สมควรแก่คุณวิชา ถ้ากระไรท่านกับข้าพเจ้าไปยอมสามิภักดิ์ทำราชการอยู่กับบูเชียงก๋ง ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินด้วยกันเถิด จะได้มีชื่อเสียงปรากฏสืบบุตรและหลานต่อไป ซึ่งจะดื้อดึงอยู่กับเจ้านายไม่เป็นยุติธรรมดังนี้ ภัยอันตรายก็คงจะมาถึงตัวและบุตรภรรยาครอบครัวเป็นแน่ เงียมขีได้ฟังก็ยินดีจึงพูดว่า ข้าพเจ้าก็คิดอยู่นานแล้วเหมือนหนึ่งถ้อยคำของท่าน แต่ไม่มีที่ปรึกษาเป็นคู่คิดก็ต้องนิ่งอยู่ ขณะนั้นเงียมเชงฮองบุตรเงียมขีจึงพูดขึ้นว่า ซึ่งบิดาปรึกษากันจะไปเข้าสามิภักดิ์อยู่กับบูเชียงก๋งนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วย ธรรมดาผู้เป็นข้าศึกแก่กันถ้าทำใจง่ายไปเข้าสามิภักดิ์อยู่ด้วยเร็ว ๆ นั้น ผู้ที่จะรับไว้ก็มีความประมาท ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์เขาเล่าลือว่า งักฮุนบุตรบูเชียงก๋งนั้นมีฝีมือเข้มแข็งนัก ข้าพเจ้าอยากจะใคร่สู้รบดูฝีมือให้เห็นเท็จและจริงก่อน ถ้าเขาดีกว่าแล้วก็ตามแต่ความคิดของบิดาเถิด เงียมขี อวงจอได้ฟังก็เห็นชอบตัวย อวงจอลากลับไปค่าย อยู่มาวันหนึ่ง อวงจอไปหาบูเชียงก๋ง งูเกาเห็นอวงจอมายืนอยู่ที่ประตูก็เข้าไปบอกแก่บูเชียงก๋งว่า เดี๋ยวนี้อวงจอมาหาท่านคงจะมีอุบายสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาคิดล่อลวงอีกเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะออกไปฆ่าเสีย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ