๑๕

ฝ่ายซีฉวน เตียหุน จิวแช กิดแช เลียงเฮง ห้าคนได้สาบานเป็นพี่น้องกัน ซีฉวนเป็นพี่ชายใหญ่ สี่คนนั้นเป็นน้องลำดับกันตามอายุ มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญทั้งห้าคน ได้ทราบความประกาศป่าวร้องให้ไปทดลองฝีมือที่สนามในเมืองเปียนเหลียง ทั้งห้าคนพี่น้องก็เข้าไปเตรียมจะซ้อมฝีมือ ครั้นงักฮุยฆ่าชาเลียงอ๋องตายเกิดความขึ้นเลิกซ้อมฝีมือเสีย คนทั้งห้าก็จะกลับไปบ้านเดิม จึงปรึกษากันว่างักฮุยนี้มีฝีมือเข้มแข็งดีนัก จำเราจะไปเข้าเป็นพวกพ้องงักฮุย แต่ไม่แจ้งว่างักฮุยจะไปพำนักอยู่แห่งใด คนทั้งห้าก็เดินไปถึงเขาอังฬ่อซัว มีโจรพวกหนึ่งตั้งอยู่ที่เขาอังฬ่อซัวคอยตีชิงคนเดินทาง ครั้นเห็นซีฉวนกับพี่น้องทั้งสี่เดินมา พวกโจรก็จะเข้าตีชิงทรัพย์สิ่งของ ซีฉวนกับพี่น้องทั้งสี่คนฆ่าพวกโจรตายทั้งสิ้นแล้วก็เข้าพำนักอยู่ในที่ชุมนุมของโจร ขาดเสบียงอาหารเข้าก็คอยตีชิงคนเดินทางเป็นพวกโจรไปเหมือนกัน ครั้นงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่เดินมาใกล้จะถึงเขาอังฬ่อซัว พบคนเดินทางวิ่งมาพวกหนึ่งร้องบอกกับงักฮุยว่าท่านอย่าไปทางนี้เลยกลับไปเสียโดยเร็วเถิด ทึงฮวยจึงร้องถามไปว่าเป็นเหตุผลอย่างไร คนที่วิ่งมานั้นบอกว่าพวกโจรห้าคนคอยสกัดจะเอาเงินค่าทาง พวกข้าพเจ้าไม่ให้ โจรเข้าแย่งชิงเอาเงินไปแล้วฆ่าพวกข้าพเจ้าตายเสียหลายคน งักฮุยได้ฟังจึงสั่งพี่น้องทั้งสี่ให้จัดแจงเตรียมตัวทุกคนพากันเดินไปถึงเขาอังฬ่อซัว พวกโจรก็ออกมาจะเอาเงินค่าทาง ทึงฮวยไม่ยอมให้ก็เกิดสู้รบกันขึ้น ซีฉวนเข้ารบกับงักฮุยได้ประมาณยี่สิบเพลง ซีฉวนอ่อนกำลังลงเห็นจะสู้งักฮุยไม่ได้ก็ถอยห่างออกไปร้องว่าเราทั้งสองอย่าเพิ่งสู้รบกันก่อน ตัวท่านนี้ชื่อไรไปไหนมา งักฮุยบอกว่าตัวเราชื่องักฮุยมาจากเมืองเปียนเหลียง ซีฉวนได้ฟังก็ลงจากม้าเรียกพี่น้องทั้งสี่เข้ามาคุกเข่าคำนับงักฮุยแล้วว่า ข้าพเจ้าจำท่านไม่ได้ เมื่อไปซ้อมฝีมือที่เมืองเปียนเหลียง ท่านฆ่าชาเลียงอ๋องตายเกิดความขึ้น พวกข้าพเจ้าก็พากันกลับมาคิดจะติดตามไปอยู่ด้วยท่านก็ไม่รู้ว่าพำนักอยู่แห่งใด งักฮุยจึงถามว่าตัวเจ้าชื่อใดคนเหล่านั้นเป็นอะไรกับเจ้า ซีฉวนบอกว่าข้าพเจ้าชื่อซีฉวน ได้ร่วมสาบานกับคนเหล่านี้เป็นพี่น้องกัน ชื่อเตียหุนหนึ่ง จิวแชหนึ่ง กิดแชหนึ่ง เลียงเฮงหนึ่ง ได้ปรึกษาพร้อมกันแต่วันเห็นท่านที่สนามในเมืองเปียนเหลียงจะสมัครไปเป็นพวกพ้องอยู่กับท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้ล่วงเกินสู้รบนั้นขอท่านอย่าได้ถือโทษพวกข้าพเจ้าเลย พูดแล้วก็เชิญงักฮุยกับพี่น้องเข้าไปจัดที่ให้นั่งพักอยู่ในที่ชุมนุม ซีฉวนจึงว่าข้าพเจ้าพี่น้องทั้งห้าคนนี้อยากจะใคร่สาบานร่วมทุกข์สุขกับท่าน งักฮุยได้ฟังก็ยอมสาบานเป็นพี่น้องกันทั้งสิบคน ซีฉวนจัดโต๊ะมาเลี้ยง งักฮุยกินอิ่มเสร็จแล้วก็นอนค้างอยู่ที่ชุมนุมเขาอังฬ่อซัวคืนหนึ่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าซีฉวนก็รวบรวมสิ่งของออกจากเขาอังฬ่อซัวตามไปด้วยงักฮุย ครั้นไปถึงบ้านตำบลทึงอิมกุ้ย งักฮุยก็จัดที่ให้อาศัยอยู่ด้วยกันพรักพร้อมทั้งสิบคน ถึงเวลาก็ออกหัดเพลงอาวุธซ้อมมือกันมิได้ขาด

บัดนี้จะกล่าวถึงพวกฮวนเมืองไตกิมก๊กอยู่ฝ่ายเหนือนอกเขตแดนจีน เจ้าเมืองไตกิมก๊กนั้นชื่อลังจู๊ เป็นเอกราชมีเมืองใหญ่ขึ้นหกหัวเมือง หัวเมืองเล็กน้อยนั้นเป็นอันมาก ในแขวงเมืองไตกิมก๊กมีแม่น้ำใหญ่สามแม่น้ำ ที่ทางอาณาเขตกว้างใหญ่ ไพร่พลทหารก็มาก ลังจู๊เจ้าเมืองไตกิมก๊กมีบุตรชายห้าคน บุตรที่หนึ่งชื่อเจียงก๊วน ที่สองชื่อลัดก๊วน ที่สามชื่อตับก๊วน ที่สี่ชื่อกิมงึดตุด ที่ห้าชื่อเตียดหลี ทั้งห้าคนมีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็ง มีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อคับลิเชียงเป็นผู้สำเร็จราชการ มีกุนซือที่ปรึกษาชื่อคับมิชี กุนซือที่ปรึกษารองอีกคนหนึ่งชื่อฮุดมิไซ มีทหารเอกห้าคนประกอบไปด้วยสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง เป็นแม่ทัพได้ชื่อเจียงมิหุดหนึ่ง ชื่อกามิหุดหนึ่ง ชื่อคิอุนไซตุดจินหนึ่ง ชื่อโอลิโบ๊หนึ่ง ชื่อเฮียลิโบ๊หนึ่ง คนทั้งห้านี้ได้คุมทหารเป็นแม่ทัพทั้งห้าคน เวลาวันหนึ่งลังจู๊เจ้าเมืองไตกิมก๊กออกนั่งที่ว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางนายทหาร จึงพูดปรึกษากับกุนซือและขุนนางนายทหารทั้งปวงว่า ทุกวันนี้บ้านเมืองเราก็บริบูรณ์ นายทหารเอกที่ฝีมือเข้มแข็งก็มีเป็นอันมาก ทหารเลวก็หลายสิบหมื่น แต่หามีเหตุที่จะทำทัพทำศึกไม่ป่วยการอยู่เปล่า เราคิดว่าจะไปตีเมืองเปียนเหลียงกำจัดเจ้าแผ่นดินซ้องเสีย เอาเขตแดนเมืองจีนแผ่นดินซ้องมาเป็นเมืองขึ้นแก่เราแต่ยังคิดไปไม่ตลอด ด้วยไม่รู้การในเมืองเปียนเหลียงจึงยังคาดคะเนการไม่ถูก ถ้าได้ผู้มีสติปัญญาเข้าไปสืบสวนให้รู้เหตุผลในเมืองเปียนเหลียงแล้ว จะคิดการถ่ายเทตีเอาบ้านเมืองให้จงได้ คับมิชีกุนซือใหญ่ได้ฟังลังจู๊ปรารภดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า ท่านได้ชุบเลี้ยงนับถือข้าพเจ้าเป็นกุนซือที่ปรึกษาผู้ใหญ่นั้น ก็ยังไม่ได้ฉลองคุณท่านให้เต็มสติปัญญาเลย ครั้งนี้ข้าพเจ้าขอรับอาสาเข้าไปสืบการในเมืองเปียนเหลียงมาให้ท่านทราบ ลังจู๊ได้ฟังก็มีความยินดีว่า ท่านไปเองแล้วก็เป็นที่ไว้ใจเชื่อฟังได้ คับมิชีก็คำนับลามาจัดบ่าวไพร่สองสามคนออกเดินจากเมืองไตกิมก๊กล่วงทางไปเข้าแดนจีน คับมิชีก็แปลงตัวนุ่งห่มเป็นจีนหัดพูดดัดสำเนียงให้ถูกต้องตามพวกจีนพูดกัน เดินล่วงด่านและหัวเมืองเข้าไปถึงเมืองเปียนเหลียง เข้าพำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเที่ยวประจบประแจงสืบข่าวราชการอยู่ทุกเวลา

ฝ่ายพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ครองราชสมบัติมาช้านานจนทรงพระชราลง ก็มอบเวนราชสมบัติให้ไทจือพระราชบุตรครอบครอง ทรงพระนามพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ยกพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้พระราชบิดาขึ้นเป็นไทเซียงฮองที่พระราชบิดากษัตริย์ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้นั้นพระทัยก็เลือนเลอะคล้ายคลึงกับพระราชบิดา ไม่ใคร่จะเอาใจใส่ในราชการใหญ่น้อย ทรงเชื่อถือแต่เตียปังเชียงว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ร่วมแซ่เดียวกัน เตียปังเชียงจะเพ็ดทูลข้อความสิ่งใดก็ทรงพยักพเยิดเชื่อถือไปทุกอย่าง ราชการบ้านเมืองก็แปรปรวนไปต่าง ๆ คนที่มีใจซื่อตรงกตัญญูต่อแผ่นดินก็ตกอับ จะพูดจาเพ็ดทูลสิ่งใดก็ไม่ขึ้น รุ่งเรืองจำเริญอยู่แต่พวกขุนนางกังฉินขุนนางผู้น้อย และไพร่บ้านพลเมืองเห็นพระเจ้าแผ่นดินโปรดปรานเชื่อถือพวกขุนนางกังฉิน ก็พลอยประพฤติโลเลประจบประแจงหันเหียนไปด้วยกันทั้งสิ้น ราษฎรหัวเมืองใหญ่น้อยที่มีสติปัญญาและฝีมือก็คบหากันเป็นพวกเป็นเหล่า เกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นทุกบ้านทุกเมือง

คับมิชีสืบสวนได้ความในเมืองเปียนเหลียง รู้อัธยาศัยพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางถี่ถ้วนแจ่มแจ้งแก่ใจแล้วก็กลับมาเมืองไตกิมก๊ก เล่าความเมืองเปียนเหลียงให้ลังจู๊เจ้าเมืองไตกิมก๊กฟังตามได้รู้ได้เห็นมาทุกประการ ลังจู๊ได้ฟังก็มีความยินดี จึงว่าถ้าเจ้าแผ่นดินซ้องและขุนนางผู้ใหญ่ประพฤติการดังนั้นแล้ว เห็นเราจะตีเอาเมืองเปียนเหลียงได้ คับมิชีว่าการขณะนี้เป็นทีนักหนา ขอท่านจงคิดโดยเร็วก็คงจะสมความปรารถนา ลังจู๊จึงให้หาขุนนางนายทหารมาประชุมพร้อมกัน ให้เก็บคัดเลือกสรรเอาพวกราษฎรที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปเพียงสามสิบลงมาให้ได้จงมาก มาฝึกหัดซักซ้อมเพลงอาวุธกระบวนรบให้ชำนิชำนาญ เมืองใหญ่ทั้งหกนั้นก็ให้มีสนามซ้อมหัดทุก ๆ เมือง ขุนนางนายทหารก็ไปเก็บราษฎรมาเป็นทหารซ้อมฝีมือในสนามเป็นอันมากทุก ๆ หัวเมือง ลังจู๊ก็ออกไปที่สนามดูซ้อมหัดทุกวัน ครั้นเห็นทหารซ้อมฝีมือชำนิชำนาญแล้ว ลังจู๊คิดจะหาแม่ทัพใหญ่ที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งเรี่ยวแรงให้ยิ่งกว่าคนทั้งปวง จึงพูดว่าเรามีกรงเหล็กอยู่ใบหนึ่งหนักได้พันชั่ง ถ้าผู้ใดยกกรงเหล็กใบนี้ขึ้นได้เราจะตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่บรรดาขุนนางนายทหารทั้งปวงก็ผลัดเปลี่ยนกันเข้ายกกรงเหล็กก็หาขึ้นไม่

ฝ่ายกิมงึดตุดบุตรที่สี่ของลังจู๊คือมังกรหนวดแดงมาเกิด กิมงึดตุดนั้นตั้งแต่เล็กมาเรียนหนังสือและฝึกหัดเพลงอาวุธก็ได้รวดเร็วคล่องแคล่ว มีสติปัญญาว่องไวกำลังก็แข็งแรง กิมงึดตุดจะนุ่งห่มที่อยู่กินและธรรมเนียมก็ประพฤติอย่างจีน ลังจู๊ผู้บิดาเห็นกิมงึดตุดประพฤติการไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมฮวนก็มีใจเกลียดชังหารักใคร่เหมือนบุตรอื่น ๆ ไม่ เมื่อเวลานายทหารเข้ายกกรงเหล็กไม่ขึ้น กิมงึดตุดจึงเข้าไปพูดกับลังจู๊ผู้บิดาว่า ข้าพเจ้าจะขอเข้ายกกรงเหล็กให้เหมือนนายทหารทั้งปวงบ้าง ลังจู๊ได้ฟังก็โกรธร้องตวาดว่า ทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งก็ไม่มีใครยกขึ้นได้ เจ้านี้มีใจกำเริบอวดดีนัก เลี้ยงไว้ก็จะเป็นศัตรูขึ้น สั่งให้ทหารจับเอาตัวไปฆ่าเสีย ทหารก็ตรูกันเข้าจับกิมงึดตุดมัดไว้ คับมิชีเห็นก็ตกใจเข้าห้ามทหารว่าอย่าเพิ่งฆ่า เราจะเข้าไปพูดจากับลังจู๊เสียก่อน คับมิชีก็เข้าไปคำนับลังจู๊แล้วพูดว่า ซึ่งท่านจะให้ฆ่ากิมงึดตุดเสียนั้นไม่ควร ด้วยกิมงึดตุดนั้นยังไม่มีความผิด กิมงึดตุดว่าจะยกกรงเหล็กให้ขึ้นก็ขอให้ยกลองดู ถ้ายกไม่ขึ้นก็จัดเอาว่าเป็นคนกำเริบจะฆ่าเสียก็ควร ลังจู๊ได้ฟังก็เห็นชอบจึงให้เอาตัวกิมงึดตุดกลับเข้ามา ลังจู๊จึงว่าเจ้าอวดอ้างว่าจะยกกรงเหล็กให้ขึ้นก็จงยกเถิดเราจะดู กิมงึดตุดก็ออกมาที่กรงเหล็กตั้งอยู่ คุกเข่าลงคำนับเทพยดาอธิษฐานว่า ตัวข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กมาได้ร่ำเรียนวิชาการฝึกหัดเพลงอาวุธตั้งใจหมายจะตีเอาเมืองเปียนเหลียง กำจัดเจ้าแผ่นดินซ้องเสีย ถ้าครั้งนี้ข้าพเจ้าจะได้เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเปียนเหลียง กำจัดเจ้าแผ่นดินซ้องสมความปรารถนามาแต่เดิมแล้ว ก็ขอให้ยกกรงเหล็กขึ้นได้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ถ้าตีเมืองเปียนเหลียงไม่ได้ก็อย่าให้ยกขึ้น ครั้นอธิษฐานแล้วกิมงึดตุดก็เข้ายกกรงเหล็กขึ้นได้ถึงสามครั้ง แต่บรรดาขุนนางและนายทหารทั้งปวงเห็นก็พากันร้องสรรเสริญว่า บุตรของเจ้านายเรามีกำลังสมควรจะเป็นแม่ทัพใหญ่ได้แล้ว เราท่านทั้งหลายจะได้พึ่งบุญบารมีสืบต่อไป ลังจู๊เห็นบุตรยกกรงเหล็กขึ้นได้และได้ฟังคำสรรเสริญของขุนนางนายทหารทั้งปวงก็มีความยินดียิ่งนัก ตั้งให้กิมงึดตุดเป็นที่เชียงเพงอ๋องเล่าหนำไท้ง่วนโซ่ย แม่ทัพใหญ่ได้บังคับบัญชาขุนนางนายทหารในเมืองและหัวเมืองทั้งสิ้น แล้วจัดให้คับลิเชียง คับมิชี สองนายเป็นกุนซือที่ปรึกษาแม่ทัพ นายทหารเอกห้าคน และนายทหารหัวเมืองเป็นอันมาก ทหารเลวห้าสิบหมื่น ให้ยกไปตีเมืองเปียนเหลียง มอบธงชื่อจินจู๊โปฮุนกี๋เป็นธงวิเศษไปสำหรับทัพ กิมงึดตุดและนายทหารทั้งปวงเหล่านั้นได้คำสั่งลังจู๊แล้วก็คำนับลาไปจัดทหาร คุมเสบียงผ่อนไปตั้งยุงฉางไว้ตามระยะทางพร้อมเสร็จแล้ว ครั้งถึงวันฤกษ์ดีกิมงึดตุดตั้งโต๊ะเครื่องบูชาเซ่นธงจินจู๊โปฮุนกี๋แล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองไตกิมก๊ก เดินกองทัพไปได้ยี่สิบวันเข้าแดนแผ่นดินซ้อง ใกล้จะถึงเมืองลูอันจิวซึ่งเป็นหน้าด่านชั้นนอกต้นทางเมืองเปียนเหลียง กิมงึดตุดก็ให้ตั้งค่ายห่างเมืองประมาณเก้าสิบลี้

ฝ่ายเล็กเต็ง ผู้รักษาเมืองลูอันจิว ภรรยาชื่อนางเจียสีมีบุตรชายคนหนึ่งอายุสามขวบ เล็กเต็งคนนี้มีสติปัญญา ฝีมือการศึกสงครามก็เข้มแข็ง ใจโอบอ้อมอารีรักราษฎร พวกราษฎรสรรเสริญเรียกเล็กเต็งว่าขงเบ้งน้อย ครั้นอยู่มาเวลาวันนั้นทหารกองตระเวนเข้ามาแจ้งความว่า พวกฮวนเมืองไตกิมก๊กยกกองทัพมาคนหลายสิบหมื่น ตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองประมาณเก้าสิบลี้ เล็กเต็งได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจ ให้ทหารออกไปเที่ยวป่าวร้องราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงเมือง ให้กวาดต้อนอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองทั้งสิ้น เล็กเต็งให้ทหารเอาโอ่งน้ำขึ้นไปตั้งไว้บนช่องเสมากำแพงเมืองทุกช่องจนรอบเมือง ให้เกณฑ์ทหารรักษาบนเชิงเทินกำแพงช่องเสมาละห้าคน มีกะทะเคี่ยวยาใบหนึ่ง กระบอกฉีดห้าอัน สัญญาว่าถ้าข้าศึกเข้ามาชิดกำแพงแล้ว ให้เอากระบอกฉีดสูบน้ำฉีดลงไปให้ถูกข้าศึกก็คงตาย เล็กเต็งจัดการรักษาบ้านเมืองพร้อมแล้ว ก็เกณฑ์ราษฎรที่เป็นช่างให้ทำเครื่องศาสตราวุธต่าง ๆ ที่ไม่เป็นช่างก็ให้เสี้ยมแหลนหลาวทำขวากหนามไว้เป็นอันมาก เล็กเต็งทำหนังสือบอกข้อราชการข่าวศึกฮวนเมืองไตกิมก๊กเข้าไป ณ เมืองเปียนเหลียงฉบับหนึ่ง ไปถึงผู้รักษาเมืองเลียงลังก๊วนฉบับหนึ่ง ถึงผู้รักษาเมืองฮอกันฮู้ฉบับหนึ่ง ครั้นทำหนังสือแล้วก็มอบให้ขุนนางถือเข้าไปเมืองหลวง สองฉบับนั้นให้ม้าใช้ถือแยกทางกันไป

ฝ่ายกิมงึดตุดยกกองทัพมาตั้งค่ายมั่นเสร็จแล้ว ก็ให้ทหารกองหน้ายกขยับเข้าไปตั้งค่ายห่างเมืองประมาณสี่สิบลี้ ม้าใช้คอยเหตุก็เอาความเข้ามาแจ้งแก่เล็กเต็งว่าข้าศึกเดินทัพตั้งค่ายชิดเมืองเข้ามาแล้ว เล็กเต็งพูดปรึกษากับขุนนางนายทหารว่า ท่านทั้งปวงจะมีสติปัญญาคิดประการใดบ้าง นายทหารก็รับอาสาว่าจะขอยกออกไปสู้รบกับข้าศึกนอกเมืองให้เห็นฝีมือและกำลังสักครั้งหนึ่งก่อน เล็กเต็งว่าข้าศึกยกมากำลังกล้า ซึ่งจะออกไปสู้รบนอกเมืองนั้นเห็นจะต้านทานไม่ได้ จะต้องรักษาเมืองมั่นไว้ดีกว่า เมื่อข้าศึกหักหาญเข้ามาจึงค่อยสู้รบ นายทหารทั้งปวงได้ฟังก็เห็นชอบ

ฝ่ายกิมงึดตุดให้ทหารเข้าไปสืบดูว่าผู้รักษาเมืองลูอันจิวจะจัดแจงการสู้รบอย่างไรบ้าง ทหารเข้าไปสืบได้ความกลับมาแจ้งกับกิมงึดตุดว่า แต่บรรดาบ้านเรือนที่นอกเมืองนั้นไม่มีผู้คน บนหน้าที่เชิงเทินมีทหารประจำรักษาอยู่แน่นหนา กิมงึดตุดจึงถามคับมิชีว่าเมืองลูอันจิวนี้ผู้ใดเป็นเจ้าเมือง คับมิชีบอกว่าเจ้าเมืองนั้นชื่อเล็งเต็ง เป็นขุนนางที่เจียดโตไซ มีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งใจสัตย์ซื่อมั่นคง ราษฎรสรรเสริญตั้งชื่อเรียกว่าขงเบ้งน้อย กิมงึดตุดได้ฟังจึงว่าเราอยากจะใคร่พบกับเล็กเต็ง พูดจาดูสติปัญญาถ้อยคำจะเป็นประการใด ท่านกับเรามาไปด้วยกัน กิมงึดตุดกับคับมิชีก็แต่งตัวขึ้นม้าคุมทหารพันหนึ่งยกไปถึงหน้าเมืองร้องเรียกให้เล็กเต็งออกมาพูดจากัน เล็กเต็งก็ขึ้นม้าถืออาวุธคุมทหารเปิดประตูเมืองออกไป กิมงึดตุดขับม้าเข้ามาใกล้ร้องถามว่าท่านนี้หรือชื่อเล็กเต็ง เล็กเต็งจึงตอบว่าตัวข้าพเจ้านี้แหละชื่อเล็กเต็ง ผู้รักษาเมืองลูอันจิว ตัวท่านชื่อไร อยู่ ณ เมืองไหนจึงได้ยกกองทัพล่วงแดนเข้ามาด้วยเหตุอันใด กิมงึดตุดจึงบอกว่าเราชื่อกิมงึดตุด เป็นบุตรที่สี่ของเจ้าเมืองไตกิมก๊ก บิดาตั้งให้เป็นเซียงเพงอ๋องเล่าหนำไท้ง่วนโซ่ยแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพมาจะตีเอาเมืองเปียนเหลียง ด้วยพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม เชื่อถือแต่ขุนนางประจบประแจงยุยงไม่ซื่อสัตย์ ทำให้เสียราชประเพณีไปต่าง ๆ ราษฎรไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อน เรายกกองทัพมาหมายจะชิงเอาราชสมบัติ ตั้งทำนุบำรุงราษฎรให้มีความสุข ตัวท่านนี้คนทั้งปวงก็สรรเสริญว่ามีสติปัญญาสัตย์ซื่อเมตตาแก่คนทั้งหลาย ซึ่งจะมาตั้งรักษาเมืองแข็งแรงป้องกันเจ้านายซึ่งไม่เป็นยุติธรรมอยู่ดังนี้ไม่ควร จงมาสามิภักดิ์กับเราเสียเถิด จะได้ตั้งอยู่ในยศยืนยาวไปชั่วบุตรและหลาน เล็กเต็งได้ฟังก็โกรธจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่าเจ้าของเราไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม เชื่อขุนนางซึ่งเป็นอาสัตย์นั้นก็มิใช่การของท่าน เมืองเปียนเหลียงกับเมืองไตกิมก๊กนั้นก็คนละอาณาจักร เขตแดนบ้านเมืองก็มิได้คาบเกี่ยวกันทางห่างไกลกันมากนัก ซึ่งท่านจะมาเจ็บร้อนแทนราษฎรนั้นไม่ควรเลย ต่างเมืองก็ต่างรักษาเขตแดนแว่นแคว้น ซึ่งท่านจะให้เราสามิภักดิ์แก่ท่านเป็นคนต่างชาติต่างภาษานั้นอย่าหมายเลย กิมงึดตุดจึงว่าธรรมเนียมแต่โบราณมา เมื่อผู้ใดประกอบไปด้วยสติปัญญา มีทแกล้วทหารมากก็แย่งชิงสมบัติกันอยู่เนือง ๆ ตัวท่านจะดื้อดึงแข็งขัดอยู่ดังนี้จะสู้ฝีมือทหารไพร่พลของเราได้แล้วหรือ จะพาให้ราษฎรไพร่บ้านพลเมืองยับเยินฉิบหายเสียสิ้นดอกกระมัง ท่านจงคิดประมาณการดูให้ดี อย่าถือทิฐิมานะนัก เล็กเต็งได้ฟังก็โกรธจึงตอบว่าท่านอย่าพูดมากไปเลยเราไม่ขอฟัง แล้วขับม้าเข้าไปเอาทวนแทงกิมงึดตุดสู้รบกันได้สามสิบเพลง เล็กเต็งทานกำลังกิมงึดตุดไม่ได้ก็ชักม้าพาทหารกลับหนีเข้าเมืองปิดประตูลั่นกลอนลงเขื่อนไว้แน่นหนา กิมงึดตุดเห็นเล็กเต็งหนีกลับเข้าเมืองแล้วก็พาทหารกลับมาค่าย เล็กเต็งเข้าไปถึงในเมืองแล้วพูดกับนายทหารทั้งปวงว่า กิมงึดตุดนี้มีฝีมือเข้มแข็งนัก ท่านทั้งหลายจงรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคงอย่ามีความประมาท

ฝ่ายกิมงึดตุดครั้นเวลารุ่งเช้าก็คุมทหารเข้าไปร้องชวนเล็กเต็งให้ออกรบอีก เล็กเต็งก็รักษาเมืองนิ่งเฉยอยู่หาออกรบนอกเมืองไม่ กิมงึดตุดเข้าไปยั่วเย้าชวนรบอยู่หลายวัน เล็กเต็งก็ไม่ออกรบ จึงปรึกษากับคับมิชีว่าเล็กเต็งนิ่งรักษาเมืองมั่นอยู่ดังนี้เราจะคิดประการใดดี คับมิชีว่าต้องทำบันไดพาดปีนกำแพงเข้าไป กิมงึดตุดก็เห็นด้วย สั่งให้โอก๊กเหล็ง โอก๊กเฮาตัดไม้มาทำบันไดและทำสะพานเรือกมีล้อสำหรับเสือกข้ามคูเมือง โอก๊กเหล็ง โอก๊กเฮา ก็ออกมาเกณฑ์กันทำการไว้พร้อมเสร็จ กิมงึดตุดสั่งให้คิอุนไซตุดจินนายทหารใหญ่คุมทหารที่มีฝีมือเข้าเอาบันไดพาดปีนกำแพงเมือง คิอุนไซตุดจินก็ออกมาจัดทหารเป็นพวกเป็นเหล่าสำหรับจะปีนกำแพงพร้อมเสร็จแล้ว ครั้นเวลาเช้า กิมงึดตุดก็สั่งให้คิอุนไซตุดจินคุมทหารล่วงหน้าไปก่อน กิมงึดตุดกับคับมิชีก็ยกหนุนตามไป ทหารกองหน้าเอาสะพานเรือกมีล้อเสือกข้ามคูเข้าไปเอาบันไดพาดปีนกำแพงพร้อมกันทุกด้าน ทหารหน้าที่เชิงเทินอยู่บนกำแพงทุกช่องเสมาก็เอากระบอกฉีดสูบน้ำยาที่เคี่ยวไว้ฉีดสาดลงมาถูกทหารกิมงึดตุด มีพิษแสบร้อนที่ถูกมากก็ตายทันที ที่ถูกน้อยก็ป่วยเจ็บเหลือทนปีนขึ้นไปไม่ได้ถอยออกมา ทหารเจ้าหน้าที่ก็เอาเกาทัณฑ์ยิงสาดลงมาดังห่าฝน ทหารกิมงึดตุดซึ่งเข้าไปปีนกำแพงเมืองนั้นตายลงหน้ากำแพงเมืองและในคูเป็นอันมาก ที่เหลือกลับไปได้นั้นน้อย กิมงึดตุดเห็นก็ตกใจถามคับมิชีว่า น้ำยาสิ่งอันใดจึงได้มีพิษร้ายกาจดังนี้ท่านรู้หรือไม่ คับมิชีว่าเล็กเต็งนี้มีสติปัญญามากจะประสมยาอย่างไรนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ กิมงึดตุดก็พาทหารที่เหลือตายกลับมาค่ายปรึกษากับคับมิชีว่า เราจะคิดประการใดต่อไปอีกจึงจะเข้าเมืองได้ คับมิชีว่าซึ่งยกไปหักเอาเมืองคราวนี้เป็นเวลากลางวัน ทหารบนหน้าที่เชิงเทินเห็นชัดจึงได้ทำการถนัดมือคราวนี้ จะเข้าหักเอาเมืองอีกก็ต้องเข้าเวลากลางคืน กิมงึดตุดได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ทหารเตรียมบันไดไว้ให้พร้อมจะยกเข้าปล้นเมืองเวลากลางคืนอีก

ฝ่ายเล็กเต็ง ครั้นเห็นข้าศึกล้มตายถอยหนีกลับไปค่ายสิ้นแล้ว จึงคิดว่าซึ่งข้าศึกมาตีปล้นเมืองเวลากลางวันนี้ผิดกระบวนอยู่ คราวหลังเห็นจะมาตีปล้นเมืองในเวลากลางคืนอีกเป็นแน่ จะต้องคิดอุบายไว้รับจึงจะได้ คิดแล้วก็สั่งให้ทหารเอาร่างแหมาขึงไว้ในกำแหงเมืองโดยรอบ เตรียมขอเหล็กเสี้ยมแหลมเป็นเบ็ดราวผูกติดไว้กับร่างแหโดยมาก แล้วกำชับทหารว่าถ้าข้าศึกมาปีนปล้นเมืองแล้วให้นิ่งเสียอย่าเพิ่งต่อสู้ ต่อติดร่างแหกระเทือนขึ้นแล้วจึงให้ช่วยกันฟันแทงเสียให้สิ้น นายทหารเจ้าหน้าที่ก็ไปจัดการเตรียมไว้ตามสั่งทุกหน้าที่โดยรอบกำแพง

ฝ่ายกิมงึดตุด จัดการทำบันไดหกที่จะปีนปล้นเอาเมืองพร้อมแล้ว ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษ ก็สั่งให้นายทหารคุมทหารเลวเป็นอันมากยกเข้าไปทุกด้าน ครั้นถึงคูก็ข้ามสะพานเรือก เอาบันไดหกเข้าพาดกำแพง เห็นคนบนกำแพงเงียบสงัดก็คิดว่านอนหลับ เห็นได้ทีก็ให้ทหารหนุนเนื่องปีนกำแพงขึ้นไปได้ ถึงเชิงเทินจะโดดลงพื้นแผ่นดินเปิดประตูรับพวกกัน ก็ติดร่างแหกระเทือนขอเหล็กเกี่ยวติดเสื้อกางเกงไว้ดิ้นไม่หลุด ทหารในเมืองก็จุดประทัดสัญญาณจบคบเพลิงสว่าง เร่งกันเข้าฟันแทงข้าศึกซึ่งปีนกำแพงเข้าไปนั้นตายทั้งสิ้น

ฝ่ายกิมงึดตุด ยืนอยู่หน้าเมืองเห็นทหารปีนกำแพงเข้าไปได้ เสียงในเมืองอื้ออึงขึ้นก็คิดว่าสมคะเนแล้ว ครั้นแสงไฟบนหน้าเชิงเทินสว่างขึ้นเห็นคนบนกำแพงโยนศีรษะทหารของตัวลงมาเป็นอันมากก็เสียใจยิ่งนัก ถามคับมิชีว่าเหตุใดการจึงเป็นดังนี้ คับมิชีว่าจะเป็นอุบายทำไว้ประการใดหาทราบไม่ กิมงึดตุดก็พาทหารที่เหลือตายกลับมาค่าย พูดกับคับมิชีว่าแต่เรามาตั้งล้อมเมืองลูอันจิวอยู่นี้ถึงสี่สิบวันแล้วก็ยังหาได้เมืองไม่ ไพร่พลทหารก็ล้มตายลงเป็นอันมาก ท่านจะคิดประการใดต่อไปอีกเล่า คับมิชีว่าจะต้องรอหาอุบายไปดูอีกก่อน ท่านอย่าเพิ่งเศร้าโศกเสียใจ

ฝ่ายขุนนางผู้ถือหนังสือบอกของเล็กเต็งไปถึงเมืองหลวง ก็เอาหนังสือส่งให้เจ้าพนักงานนำขึ้นถวาย พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ทรงทราบว่ากองทัพฮวนยกมาตีเมืองลูอันจิวก็รับสั่งตั้งให้ซึงเฮาขุนนางนายทหารเป็นแม่ทัพ คุมทหารห้าหมื่นยกไปช่วยเมืองลูอันจิว ซึงเฮาถวายบังคมลาออกมาจัดทหารเข้ากระบวนทัพเสร็จแล้วยกออกจากเมืองเปียนเหลียงไป

ฝ่ายม้าใช้ซึ่งถือหนังสือของเล็กเต็ง ไปถึงเมืองฮอกันฮู้ เมืองเลียงลังก๊วน ก็เอาหนังสือข่าวราชการส่งให้ผู้รักษาเมือง ผู้รักษาเมืองทั้งสองแจ้งว่ากองทัพฮวนยกมาตีเมืองลูอันจิว ก็เกณฑ์ทหารตระเตรียมฝึกหัดทหารไว้พรักพร้อม ฮั่นซีตงผู้รักษาเมืองเลียงลังก๊วนได้แจ้งว่าพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ซึงเฮาคุมทหารห้าหมื่นยกกองทัพไปช่วยเมืองลูอันจิว ก็คิดวิตกกลัวว่าเล็กเต็งจะยกทหารออกบรรจบซึงเฮาแม่ทัพหลวงออกสู้รบข้าศึกนอกเมืองกลัวจะเสียที ด้วยกองทัพฮวนมากกว่าหลายเท่าหลายส่วน จึงมีหนังสือกำชับไปถึงเล็กเต็งว่าให้รักษาเมืองมั่นไว้ อย่าให้ออกรบกับข้าศึกนอกกำแพงเมือง ครั้นทำหนังสือแล้วก็เข้าผนึกเอาขี้ผึ้งปั้นกลมให้เหมือนกับห่อยากันเปียกน้ำได้ มอบให้เตียเต็กซิมคนใช้สนิทถือไปเมืองลูอันจิว

ฝ่ายกิมงึดตุด ตั้งแต่ยกทหารเข้าหักเอาเมืองลูอันจิวสองครั้งไม่ได้เสียไพร่พลทหารมากก็ไม่มีความสบาย จึงชวนคับมิชีไปเที่ยวเล่นที่ชายป่าริมทางเมืองลูอันจิว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ