๑๘

ฝ่ายจงเล่าซิวเป็นแม่ทัพหน้ายกออกไป ก็คิดถึงงักฮุยซึ่งได้พูดจาสัญญากันไว้แต่ก่อน จึงทำหนังสือให้ม้าใช้ถือไปถึงงักฮุย ให้งักฮุยยกกองทัพมาช่วยสู้รบกับกิมงึดตุดโดยเร็ว

ฝ่ายงักฮุยเมื่อเวลานั้นป่วยอยู่ ได้ทราบหนังสือของจงเล่าซิวแล้วก็ทำหนังสือตอบไปว่า การครั้งนี้ข้าพเจ้าป่วยมาช้านานแล้ว จะคุมกองทัพไปช่วยท่านนั้นยังไปไม่ได้ ถ้าโรคค่อยคลายขึ้นแล้ว ก็จะรีบยกไปช่วยท่าน ทหารม้าใช้รับหนังสือของงักฮุยแล้ว กลับมาแจ้งความกับจงเล่าซิวว่างักฮุยป่วยมาไม่ได้ จงเล่าซิวได้ดูหนังสือรู้ความแล้วก็เสียใจ ครั้นอยู่มาเวลาวันหนึ่งลีกังสั่งให้เตียเปาลงเรือเล็กไปเที่ยวลาดตระเวน ตรวจตราดูตามลำแม่น้ำ ระวังข้าศึกอย่าให้เล็ดลอดเข้ามาสืบสวนเอาข่าวราชการทัพฝ่ายเราไปได้ เตียเปาคำนับลาลงเรือออกไปเที่ยวลาดตระเวนตามลำแม่น้ำอยู่ทุกเวลา เตียเปาจึงคิดแต่ในใจว่า กิมงึดตุดยกกองทัพมาครั้งนี้ มีคำคนพูดกันว่าทหารมากมายหลายสิบหมื่น จำเราจะเล็ดลอดเข้าไปดูให้เห็นจริง คิดดังนั้นแล้วก็ลงเรือเล็กกับทหารเก้าคนสิบคน ข้ามไปถึงฝั่งข้างกองทัพกิมงึดตุดตั้งอยู่ก็จอดเรือเข้าแอบซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ ครั้นเวลาดึกประมาณสามยาม เตียเปาก็เหน็บกระบี่สั้น ถือกระบองเหล็กขึ้นบกเดินไปถึงค่ายพวกฮวน เห็นทหารเลวรักษาค่ายนอนหลับอยู่หน้าค่ายหลายคน เตียเปาก็ตรงเข้าจับรวบรัดเอามือปิดปากอุ้มสะพายมาได้คนหนึ่งปรารถนาจะถามข้อราชการเอาความจริง ครั้นมาใกล้จะถึงเรือก็วางทหารผู้นั้นลง เห็นไม่หายใจก็รู้ว่าทหารผู้นั้นตายเสียด้วยเอามือปิดปากหายใจไม่ออก เตียเปาก็เอาศพทิ้งน้ำเสีย แล้วรีบเดินด้อมเข้าไปเอามาได้อีกคนหนึ่ง จึงถามว่าทหารในกองทัพกิมงึดตุดมีทหารเอกทหารเลวประมาณสักเท่าใดให้บอกไปโดยจริง ถ้าเอาเท็จมากล่าวก็จะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ ทหารผู้นั้นกลัวความตาย ก็บอกว่า ทหารเอกทหารเลวมีหมดด้วยกันประมาณห้าสิบหมื่น เตียเปาได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็เอากระบี่ฟันทหารผู้นั้นตายเอาศพทิ้งน้ำเสีย แล้วเดินไปดูที่โรงตำหรับทำเรือและมัดแพซึ่งจะบรรทุกทหารข้ามฟาก เห็นนายช่างเหล่านั้นนอนหลับอยู่เป็นอันมาก เครื่องมือทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ เตียเปาก็ลอบเข้าไปในโรงชักกระบี่ออกฟันพวกช่างเหล่านั้นล้มตายเจ็บป่วยลงเป็นหลายคน คนเหล่านั้นตื่นขึ้นไม่รู้เหตุผล ก็ตกใจพากันวุ่นวายวิ่งหนีไปสิ้น เตียเปาเอาไฟจุดเผาโรงไม้ลุกโพลงแสงสว่างขึ้นแล้วก็ลอบหนีกลับมาเรือ

ฝ่ายทหารพวกช่างหนีไฟไปแจ้งความแก่โอก๊กเหลง โอก๊กเฮา ผู้เป็นนายกองทำการว่า ข้าศึกลอบเข้ามาฆ่าคนที่ในโรงทำเรือตายเป็นหลายคน แล้วเอาไฟเผาโรงขึ้น โอก๊กเหลงโอก๊กเฮาก็เอาความไปแจ้งแก่กิมงึดตุด กิมงึดตุดให้ทหารออกเที่ยวค้นคว้าหาจับตัวข้าศึกก็ไม่ได้ จึงโกรธคาดโทษโอก๊กเหลง โอก๊กเฮา ว่าตัวเป็นนายกองไม่ระวังรักษาให้เกิดเหตุขึ้นดังนี้โทษถึงตาย จงเร่งไปทำเรือมัดแพเข้าให้ครบจำนวนในสิบวัน ถ้าไม่แล้วก็จะเอาโทษทิ้งนายทิ้งไพร่ตามอาญาศึก โอก๊กเหลง โอก๊กเฮาก็คำนับลาไป

ฝ่ายเตียเปาหนีข้ามฟากมาถึงค่ายพอเวลารุ่งสว่าง ก็เข้าไปเล่าความให้ลีกังฟังตามซึ่งได้ไปกระทำกับข้าศึกทุกประการ ลีกังได้ฟังก็โกรธว่า เราไม่ได้สั่งให้ไปทำการเช่นนี้เลย เหตุใดจึงได้ละเมิดไปทำเอาแต่อำเภอใจ คราวนี้จะยกโทษไว้ครั้งหนึ่ง ต่อไปภายหน้าอย่าทำการละเมิดเช่นนี้อีกเป็นอันขาด เตียเปาได้ฟังก็เสียใจคิดว่าเราจะเอาชีวิตเข้าไปสู้คมอาวุธข้าศึก หมายว่าจะได้ความชอบกลับมาเป็นผิดไปเสียแล้ว ก็คำนับลากลับมาลงเรือลาดตระเวนอยู่ตามเดิม

ฝ่ายกิมงึดตุดให้ทหารเร่งทำเรือทำแพอยู่ทุกเวลาเกือบจะแล้วเสร็จพอเกิดลมพัดกล้ามืดมัวกลุ้มเป็นหมอก มิได้เห็นดวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ทั้งกลางวันกลางคืน ทหารในกองทัพหนาวยิ่งนัก กิมงึดตุดจึงพูดกับคับมิชีว่าฤดูนี้ยังไม่ถึงหน้าหนาว เหตุใดจึงได้หนาวนักหนา คับมิชีว่าซึ่งเกิดลมหนาวพัดกล้ามืดคลุ้มไปดังนี้ ข้าพเจ้าตรึกตรองการคิดเห็นว่าจะเป็นบุญวาสนาของท่าน กิมงึดตุดว่า เมื่อหนาวจัดดังนี้ไม่มีความสุขทั้งไพร่ทั้งนาย เหตุใดท่านจึงว่าเป็นบุญวาสนาเราไม่เห็นด้วย คับมิชีจึงว่าข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านฟัง เมื่อครั้งแผ่นดินหงอโต้ ก๊วยอุยยกกองทัพไปตีเมืองฮั่นเป็นเดือนแปดใช่เทศกาลหนาวก็มาเกิดลมหนาวขึ้นเหมือนดังนี้ น้ำในแม่น้ำแข็งทหารเดินข้ามไปได้โดยสะดวกเข้าตีเมืองฮั่นได้ ครั้งนี้ท่านยกกองทัพมาถึงแม่น้ำอึ้งโหกีดกั้นขวางหน้าอยู่ มาเกิดลมหนาวขึ้น น้ำในแม่น้ำอึ้งโหก็คงจะแข็งเหมือนเมื่อครั้งก๊วยอุยตีเมืองฮั่น กิมงึดตุดจึงใช้ให้ทหารไปดูที่แม่น้ำอึ้งโห เห็นน้ำแข็งพอจะเดินทหารข้ามไปได้ดังคำคับมิชีกล่าวก็มีความยินดียิ่งนัก สั่งให้นายทัพนายกองจัดทหารเตรียมพร้อม กิมงึดตุดก็แต่งตัวออกเดินหน้านำทหารกองทัพข้ามแม่น้ำไปถึงฝั่งได้ ลมหนาวที่มีดกลุ้มนั้นก็เลิกหายเห็นดวงพระอาทิตย์แสงแดดล่องน้ำในแม่น้ำนั้นก็คืนเหลวไป ทหารในกองทัพกิมงึดตุดข้ามยังไม่หมด กิมงึดตุดก็สั่งให้โอก๊กเหลงเอาเรือเอาแพบรรทุกทหารข้ามฟากมาถึงได้พร้อมกันสิ้น

ฝ่ายเตียเปาลาดตระเวนอยู่ในแม่น้ำอึ้งโห เมื่อเวลานั้นเรือติดน้ำแข็งออกลาดตระเวนไม่ได้ ครั้นสิ้นหนาวแสงแดดส่องน้ำในแม่น้ำนั้นเหลว เตียเปาออกลาดตระเวนเห็นกองทัพกิมงึดตุดข้ามฟากมาได้สิ้นแล้ว ก็ตกใจรีบเอาความไปแจ้งกับลีกังแม่ทัพทุกประการ ลีกังจึงปรึกษากับจงเล่าซิวว่า ฤดูนี้ก็ใช่เทศกาลหนาว บังเกิดลมหนาวนัก น้ำในแม่น้ำอึ้งโหแข็งข้าศึกข้ามมาได้แล้ว ทหารในกองทัพเราทนหนาวไม่ได้พากันหลบหนีไปเสียสักครึ่งหนึ่ง เมื่อการเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นดังนี้ไม่รู้ที่จะคิดประการใดเลย จงเล่าซิวจึงว่าข้าพเจ้าคิดตรึกตรองไปก็เสียใจ เห็นว่าการอันเป็นบุญวาสนาของกิมงึดตุด ซึ่งจะได้ชัยชนะแก่เจ้านายเราเป็นมั่นคง ซึ่งเราจะดื้อดึงต่อสู้ข้าศึกนั้นเห็นจะต้านทานไม่อยู่ ด้วยทหารมีตัวอยู่น้อยนัก เห็นจะเหลือกำลังจำจะต้องถอยกองทัพกลับเข้าไปเมืองเปียนเหลียง รวบรวมทหารให้ได้มากแล้วจึงค่อยคิดออกมาต่อสู้แก่ข้าศึก ลีกังได้ฟังก็เห็นชอบด้วยจึงสั่งให้ทหารตระเตรียมตัวถอยทัพกลับไปเมืองเปียนเหลียง

กิมงึดตุดแจ้งว่า ลีกังถอยทัพกลับไปก็คุมทหารรีบตามติดไปทัน เข้าโจมตีทัพลีกังแตกกระจาย ไล่ฆ่าฟันทหารกองทัพลีกังตายสามส่วน หนีรอดไปได้ส่วนหนึ่ง

ฝ่ายลีกัง จงเล่าซิว หนีกองทัพกิมงึดตุดพ้นมาได้ไม่มีความสบาย กลับจะต้องโทษ

ฝ่ายม้าใช้คอยเหตุเมืองเปียนเหลียง ครั้นเห็นกองทัพกิมงึดตุดข้ามแม่น้ำอึ้งโหมาได้ตีกองทัพลีกัง จงเล่าซิว แตกก็รีบกลับมาเอาความเข้าไปแจ้งแก่เจ้าพนักงาน ให้นำขึ้นกราบทูล พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ทราบความว่าข้าศึกยกข้ามแม่น้ำอึ้งโหมาได้ก็ทรงขัดเคืองลีกัง จงเล่าซิวเป็นอันมาก สั่งให้ทำหนังสือรับสั่งให้ถอดลีกังกับจงเล่าซิวออกเสีย จากที่ขุนนางให้เป็นไพร่ เจ้าพนักงานทำหนังสือมอบให้ข้าหลวงไป

ฝ่ายลีกัง จงเล่าซิว มาใกล้จะถึงเมืองเปียนเหลียงพบข้าหลวงเชิญหนังสือรับสั่งมาให้ลีกัง จงเล่าซิว ก็คำนับรับหนังสือรับสั่งเปิดผนึกออกอ่านมีความว่า พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้รับสั่งให้ลีกังกับจงเล่าซิว คุมทหารยกกองทัพไปรักษาแม่น้ำอึ้งโหไม่ให้กองทัพกิมงึดตุดยกล่วงข้ามมาได้ ลีกัง จงเล่าซิวไม่เป็นใจด้วยราชการละเลยให้กองทัพกิมงึดตุดยกข้ามแม่น้ำมาได้ โทษลีกังจงเล่าซิวผิดถึงที่ตาย แต่ทรงพระเมตตาว่าเป็นคนเก่ามีความชอบต่อแผ่นดินมา จึงพระราชทานโทษซึ่งจะประหารชีวิตนั้นเสีย ให้ถอดลีกัง จงเล่าซิว ออกเป็นไพร่ ลีกัง จงเล่าซิว ได้แจ้งหนังสือรับสั่งแล้ว ก็เอาตราสำหรับยศคืนให้ข้าหลวงไปถวายพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ ลีกังจึงพูดกับจงเล่าซิวว่า เราทั้งสองยกกองทัพไปครั้งนี้ ก็ตั้งใจซื่อสัตย์กตัญญูต่อแผ่นดินโดยสุจริต แต่การศึกเหลือกำลังก็ย่อมทราบอยู่แล้ว เจ้านายของเราเชื่อคำคนที่พูดจายุยง จึงได้ถอดเราเสียจากราชการก็ไม่มีความโทมนัส แต่อยู่ในเมืองเปียนเหลียงนี้เห็นจะไม่พ้นภัยอันตราย จะต้องพาบุตรภรรยาครอบครัวอพยพไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นคอยฟังราชการไปก่อน เมื่อมีท่วงทีก็คงจะได้ทำราชการอาสาแผ่นดินต่อไปอีก พูดแล้วก็พากันเข้ามาในเมืองเปียนเหลียงรวบรวมทรัพย์สิ่งของ อพยพครอบครัวบุตรภรรยาออกจากเมืองไป

ฝ่ายกิมงึดตุดข้ามแม่น้ำอึ้งโหมาได้พร้อมมูลกันแล้วจัดให้เฮกฮอกเกาคุมทหารเป็นทัพหน้า ให้โอก๊กเหลง โอก๊กเฮาเป็นทัพหนุน กิมงึดตุดเป็นแม่ทัพหลวง ยกเดินกองทัพเข้าไปเมืองเปียนเหลียง ครั้นใกล้กำแพงเมืองประมาณยี่สิบลี้ ก็สั่งให้กองทัพหน้าหยุดตั้งค่ายลงไว้ กองทัพหนุน กองทัพหลวงก็ตั้งราย ๆ กันออกมา

ฝ่ายม้าใช้เห็นกองทัพกิมงึดตุดยกเข้ามาใกล้เมืองแล้วก็เอาข่าวเข้าไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานให้กราบทูลพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ทรงทราบ ก็รับสั่งให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้ามาพร้อมกันตรัสปรึกษาว่า กิมงึดตุดยกกองทัพล่วงเข้ามาตั้งอยู่ใกล้กำแพงเมืองแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เตียปังเชียงจึงกราบทูลว่าข้าพเจ้าได้มีหนังสือไปเกณฑ์กองทัพหัวเมืองให้ยกมาช่วยก็ยังไม่มาถึง บัดนี้กิมงึดตุดยกข้ามแม่น้ำอึ้งโหมาได้แล้ว ทหารซึ่งจะรักษาเมืองก็มีอยู่น้อยตัวเห็นจะสู้รบต้านทานไม่ได้ ขอให้จัดสิ่งของทองเงินออกไปให้กำนัลกิมงึดตุดพูดจาขอเป็นทางไมตรีให้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำอึ้งโหไปเสีย แต่พอกองทัพหัวเมืองมาถึงพร้อมกันแล้ว จึงค่อยคิดราชการต่อไปก็คงจะได้ชัยชนะ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าเมืองเราเป็นใหญ่หัวเมืองใหญ่น้อยที่ขึ้นก็มีเป็นอันมาก ซึ่งจะจัดสิ่งของออกไปอ่อนน้อมพูดจาเป็นไมตรีกับกิมงึดตุดพวกฮวนนอกประเทศนั้น เรายังไม่เห็นด้วยในเมืองเรานี้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็มีอยู่เป็นอันมาก จะไม่มีผู้ใดคิดต่อสู้ต้านทานกิมงึดตุดได้แล้วหรือ เตียปังเชียงทูลว่าซึ่งจัดสิ่งของออกไปให้กิมงึดตุดขอเป็นทางไมตรีนั้นก็พอจะให้สงบศึกสงคราม ถ้าไม่คิดดังนี้ขืนจะสู้รบข้าพเจ้าเห็นว่า กิมงึดตุดยกมาทหารมีฝีมือก็มาก จะเข้าตีหักหาญเอาฝ่ายเราเหลือกำลังที่จะรักษาเมืองไว้ได้ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ก็สิ้นพระปัญญาที่จะโต้แย้ง ยอมเห็นด้วยตามคำเตียปังเชียงว่าทุกประการ เตียปังเชียงจึงกราบทูลอีกว่าซึ่งจะไปพูดจากับกิมงึดตุดครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปเอง แต่จะรับพระราชทานสิ่งของทองคำหนักหาบหนึ่งเงินห้าหมื่นตำลึง แพรสีต่างๆ กันพันม้วนหญิงสาวรูปงามห้าสิบคน หญิงมโหรีขับร้องห้าสิบคน ของกินกระบือแพะเป็ดไก่เอาไปให้เขาพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดสิ่งของมอบให้เตียปังเชียงตามซึ่งกราบทูล เตียปังเชียงได้สิ่งของและหญิงรูปงามครบจำนวนแล้ว ก็บรรทุกเกวียนออกจากเมืองหลวงไปถึงค่ายเฮกฮองเกาซึ่งเป็นนายกองทัพหน้า แจ้งกับผู้รักษาประตูว่าตัวเราชื่อเตียปังเชียง เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองเปียนเหลียง จะขอเข้าไปหาท่านแม่ทัพนายประตูก็เข้าไปแจ้งความกับเฮกฮองเกา เฮกฮองเกาให้นายทหารรองออกมาพาตัวเตียปังเชียงเข้าไปในค่าย ต่างคนคำนับกัน เฮกฮองเกาถามว่าท่านออกมาด้วยกิจธุระสิ่งใด เตียปังเชียงบอกว่า พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ใช้ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกมาให้กิมงึดตุดแม่ทัพใหญ่ กับมีข้อความจะพูดจาเป็นทางราชไมตรี ขอท่านได้กรุณานำข้าพเจ้าไปให้พบกิมงึดตุดแม่ทัพใหญ่ด้วย เฮกฮองเกาได้ฟังก็โกรธว่า สิ่งของทั้งปวงนี้ให้กับเราไม่ได้หรือ เราก็มีอาญาสิทธิ์ฆ่าคนได้เหมือนกัน ว่าดังนั้นแล้วก็ทั้งให้ทหารจับตัวเตียปังเชียงไปฆ่าเสีย เตียปังเชียงเห็นทหารตรูกันเข้ามาจะจับตัวก็ตกใจ จึงร้องว่าท่านอย่าเพิ่งโกรธข้าพเจ้าก่อนซึ่งจะขอพบกิมงึดตุดนั้น ก็เพราะจะพูดด้วยราชการแผ่นดิน เฮกฮองเกาว่าจะพูดด้วยราชการสิ่งใด ๆ พูดกับเราไม่ได้หรือ จำเพาะจะข้ามหน้าไปพูดกับกิมงึดตุดก่อน ตัวมีความประมาทดูถูกเรานัก เตียปังเชียงว่าข้าพเจ้าออกมาครั้งนี้ ก็เป็นการดีหมายใจจะช่วยกิมงึดตุดให้ได้เมืองเปียนเหลียงโดยง่าย เมื่อจะใช้ข้าพเจ้าประการใดก็จะปฏิบัติตาม เฮกฮองเกาว่าการสิ่งใดเราจะเอาเป็นธุระให้สิ้น หาต้องไปถึงกิมงึดตุดไม่ ท่านจงเอาของซึ่งพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ส่งออกมานั้นมอบให้แก่เราเถิด เตียปังเชียงได้ฟังจึงคิดว่า เฮกฮองเกานี้เป็นคนโลภเราตกเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือก็เสียทีแล้ว ครั้นจะขัดขืนก็คงจะฆ่าเสียจำจะต้องยอมให้ ถ่ายชีวิตรอดไปก่อนจึงค่อยเข้าไปขู่พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ เอาของออกมาให้กิมงึดตุดอีกคิดดังนั้นแล้วก็ว่าซึ่งท่านรับเป็นธุระนั้นข้าพเจ้าก็มีความยินดี จึงทั้งให้ทหารที่มาด้วยขนของเข้าไปให้เฮกฮองเกาทั้งสิ้นแล้ว ก็คำนับ ลากลับมาเมืองเปียนเหลียง เฮกฮองเกาไต้สิ่งของมากมายก็มีความยินดี จึงคิดว่ายกกองทัพมาด้วยกิมงึดตุดครั้งนี้ก็หมายจะหาผลประโยชน์ บัดนี้ก็ได้สมประสงค์แล้ว ไม่ต้องการที่จะอยู่ให้เหนื่อยยากลำบากตัวไป ยกทัพกลับไปบ้านเมืองเราให้เป็นสุขเสียดีกว่า คิดดังนั้นแล้วก็สั่งให้ทหารรวบรวมสิ่งของบรรทุกเกวียนกับหญิงสาวและหญิงมโหรีร้อยคนไว้พร้อมเสร็จ ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเฮกฮองเกาก็ยกทัพแยกทางกลับไปเมืองม้าธีก๊ก ครั้นเวลารุ่งเช้าทหารกองทัพกิมงึดตุดไปที่ค่ายกองทัพหน้าไม่เห็นมีผู้คนก็เอาความมาแจ้งแก่กิมงึดตุด กิมงึดตุดได้ฟังก็ตกใจพูดกับนายทหารทั้งปวงว่าเหตุใดหนอ เฮกฮองเกาจึงได้ทิ้งเราเสียเลิกทหารหนีไป ท่านทั้งปวงยังรู้ความสิ่งใดบ้างหรือไม่ นายทหารเหล่านั้นก็ว่าไม่ทราบความสิ่งใดเลย กิมงึดตุดว่าคงจะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่จึงได้เลิกทัพหนีกลับไปเสีย ครั้นจะให้ติดตามไปเอาตัวก็คงจะเกิดรบฆ่าฟันกันขึ้นเป็นสองธุระไปช่างเขาเถิด แต่ทหารเราอยู่เท่านี้ก็พอจะตีเอาเมืองเปียนเหลียงได้ พูดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้โอก๊กเหลง โอก๊กเฮา คุมทหารเป็นทัพหน้าไปตั้งอยู่ที่ค่ายเฮกฮองเกา

ฝ่ายเตียปังเชียงออกจากค่ายเฮกฮองเกาไป ครั้นเวลาเช้าก็ได้ข่าวว่าเฮกฮองเกาเลิกกองทัพไปสิ้นแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ว่าข้าพเจ้าเอาของพระราชทานไปให้กับแม่ทัพฮวนก็รับถ้อยคำว่าจะเลิกทัพกลับไป ครั้นเวลาเช้ากองทัพที่มาตั้งประชิดอยู่นั้นเลิกกลับไปสิ้นแล้ว พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ได้ทราบความก็มีพระทัยยินดีนัก สิ้นพระราชวิตกเสด็จขึ้นข้างใน

ฝ่ายม้าใช้คอยเหตุเห็นกองทัพฮวนยกมาตั้งลงที่ค่ายประชิดแน่นหนาขึ้นอีก ก็รีบเอาความเข้าไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานให้นำขึ้นกราบทูล พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็ตกพระทัย จึงรับสั่งให้หาเตียปังเชียงเข้าไปเฝ้าตรัสว่า ท่านบอกเราว่าแม่ทัพฮวนรับของไว้และเลิกทัพกลับไปสิ้นแล้ว บัดนี้ทำไมจึงมีกองทัพมาตั้งแน่นหนาขึ้นอีกเล่า เตียปังเชียงทูลว่าข้าพเจ้าได้ออกไปพูดจาไมตรีกับกิมงึดตุดรับแน่นอนว่าจะเลิกทัพกลับไป ครั้นเวลาเช้าก็เห็นกองทัพเลิกกลับไปสิ้นแล้ว ซึ่งมีกองทัพยกมาตั้งประชิดเข้าอีกนั้น เห็นทีกิมงึดตุดจะคิดว่าสิ่งของซึ่งพระราชทานออกไปนั้นน้อย ไม่พอจะแจกให้นายทัพนายกองจึงได้ยกกลับมา ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งของตามบัญชีของก่อนให้อีก ข้าพเจ้าจะออกไปต่อว่าให้กิมงึดตุดเลิกทัพกลับไปจงได้ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ได้ฟังเตียปังเชียงกราบทูลก็ยอมพระราชทานของให้ตามบัญชีครั้งก่อน เตียปังเชียงได้รับสิ่งของแล้วก็ถวายบังคมลารีบออกไปถึงค่ายกองทัพหน้าแล้วเห็นโอก๊กเหลง โอก๊กเฮา ออกมาเดินตรวจทหารอยู่หน้าค่ายก็ตรงเข้าไปคุกเข่าลงคำนับ โอก๊กเหลงจึงถามว่าท่านคุมสิ่งของออกมานี้จะให้กิมงึดตุดหรือตัวเรา เราเป็นนายทหารแม่ทัพหน้ามิใช่กิมงึดตุด เรารู้อยู่ว่าเมื่อครั้งก่อนท่านคุมสิ่งของออกมาให้กิมงึดตุด เฮกฮองเการับไว้ไม่เอาไปให้กิมงึดตุด เฮกฮองเกาเอาไว้เสียเองแล้วเลิกกองทัพกลับไปบ้าน กิมงึดตุดหาได้สิ่งของไม่ ครั้งนี้ตัวเราจะรับนำสิ่งของไปให้กิมงึดตุดเอง เมื่อท่านมีธุระสิ่งใดจะพูดกับกิมงึดตุดก็สั่งไว้เถิด เราจะไปบอกกิมงึดตุดให้ทราบ แต่เวลานี้กิมงึดตุดยังมีธุระกังวลมาก ท่านจงกลับไปก่อนอีกสักสองสามวันจึงค่อยกลับมา ซึ่งท่านจะขอเป็นไมตรีให้กิมงึดตุดเลิกกองทัพกลับไปนั้น เราจะเป็นธุระช่วยสงเคราะห์ให้สำเร็จจงได้ เตียปังเชียงได้ฟังก็มีความยินดีเอาสิ่งของซึ่งคุมออกไปนั้นมอบให้กับโอก๊กเหลง โอก๊กเฮาแล้วก็คำนับลาเข้าเมืองเปียนเหลียง โอก๊กเหลง โอก๊กเฮาเห็นเตียปังเชียงกลับไปไกลแล้ว ก็ปรึกษากันว่าครั้งก่อนเตียปังเชียงคุมสิ่งของมา เฮกฮองเกาก็รวบรวมไว้เสียเองสิ้น แล้วเลิกทัพกลับไปบ้านเมืองก็ไม่เห็นมีถ้อยความสิ่งใด ครั้งนี้เตียปังเชียงเอาสิ่งของออกมาอีก เราพูดหลอกลวงเอาไว้ได้สิ้น เราจะยกกองทัพกลับไปบ้านเมืองให้เหมือนเฮกฮองเกาดีกว่าอยู่ทำศึกสงครามต่อไป ครั้นปรึกษาตกลงพร้อมใจกันแล้วเวลาดึกประมาณสองยาม โอก๊กเหลง โอก๊กเฮาก็รวบรวมสิ่งของพาทหารของตัวเลิกกองทัพไปเมืองเอียนจือก๊ก

ฝ่ายทหารกิมงึดตุด ซึ่งเข้ากระบวนทัพมาด้วยโอก๊กเหลง โอก๊กเฮา เห็นโอก๊กเหลง โอก๊กเฮา พาทหารพวกพ้องหนีไปแต่ในเวลากลางคืนสิ้นแล้ว ครั้นเวลาเช้าก็เอาความไปแจ้งแก่กิมงึดตุด กิมงึดตุดรู้เหตุดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับนายทหารทั้งปวงว่ากองทัพหน้าให้ไปตั้งไม่ติดเลย เฮกฮองเกาก็เลิกทัพหนีไป ครั้นให้โอก๊กเหลง โอก๊กเฮาไปตั้งอยู่แทนไม่ช้านานสักเท่าใดก็เลิกกองทัพหนีไปอีก เห็นชะรอยชาวเมืองจะออกมาให้สินบาดคาดสินบนได้สมคิดแล้วก็เลิกทัพกลับไป ทำศึกบอกขอแรงกันมาช่วยดังนี้ได้ความเจ็บช้ำน้ำใจนัก ครั้นจะให้ไปติดตามก็คงจะเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นจะต้องนิ่งทนงดไปก่อน ตั้งหน้าตีเอาเมืองเปียนเหลียงเสียให้ได้แล้วจึงค่อยคิดแก้แค้นคนเหล่านี้ที่หมิ่นประมาทเราต่อไป กิมงึดตุดจึงสั่งให้ทหารเตรียมพร้อมแล้วก็ยกไปตั้งอยู่ที่ค่ายกองทัพหน้า ฝ่ายทหารสอดแนมคอยฟังเหตุการณ์เห็นทหารข้าศึกเลิกกลับไปแล้วยกมาตั้งอีกเหมือนอย่างแต่ก่อน ก็รีบเอาความเข้ามาแจ้งแก่เจ้าพนักงานให้นำขึ้นกราบทูล พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ทรงทราบดังนั้นก็ไม่มีความสบาย จึงรับสั่งให้หาเตียปังเชียงเข้ามาเฝ้าตรัสว่า เราให้คุมสิ่งของออกไปให้กิมงึดตุดถึงสองครั้ง เหตุใดเลิกไปแล้วก็กลับมาตั้งลงอีก เลิกไปแล้วกลับมาตั้งลงอีกดังนี้ท่านจะคิดประการใด เตียปังเชียงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกไปสองครั้งนั้นไม่ได้พบกับตัวกิมงึดตุด พบแต่แม่ทัพหน้า ข้าพเจ้าจะให้พาไปหากิมงึดตุดก็ไม่พาไป ว่าจะรับของไปให้กิมงึดตุด ช่วยพูดจาแก้ไขให้เลิกทัพกลับไปจงได้ ข้าพเจ้าจึงได้มอบสิ่งของให้ไว้ บัดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าจะขอพระราชทานของไปอีกสักครั้งหนึ่งให้พบตัวกิมงึดตุดเอง จะพูดจาต่อปากต่อคำให้เลิกทัพกลับไปจงได้ พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าท่านนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่เราก็มีความนับถือ พูดจาไม่แน่นอนกลับกลอกว่าพบกับกิมงึดตุด แล้วบัดนี้ว่าไม่ได้พบกิมงึดตุดจะรู้ที่เชื่อฟังอย่างไรได้ มากะเกณฑ์เอาสิ่งของบ่อย ๆ ดังนี้จะมีที่ไหนให้นักหนา เตียปังเชียงจึงกราบทูลว่าสิ่งของทั้งปวงหาได้โดยง่าย สิริราชสมบัติได้โดยยากนัก พระองค์จะมารักสิ่งของทั้งปวงมากกว่าสิริราชสมบัตินั้นเห็นไม่ควร พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็ไม่รู้ที่จะตรัสโต้ตอบประการใด ก็พระราชทานสิ่งของและหญิงรูปงามให้ไปตามจำนวนครั้งก่อนอีก เตียปังเชียงรับสิ่งของเสร็จแล้วก็กราบถวายบังคมลาออกไปถึงค่ายกองทัพหน้า บอกนายประตูให้เข้าไปแจ้งแก่กิมงึดตุด กิมงึดตุดแจ้งว่าขุนนางเปียนเหลียงคุมสิ่งของออกมา ก็ให้นายทหารออกมารับพาตัวเข้าไปในค่าย เตียปังเชียงเข้าไปถึงก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ใช้ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกมาเป็นบรรณาการขอเป็นทางไมตรี อย่าให้ท่านคิดทำศึกสงครามต่อไป และสิ่งของข้าพเจ้าคุมออกมาแต่ก่อนสองครั้งแล้วให้ไว้กับเฮกฮองเกาครั้งหนึ่ง ให้กับโอก๊กเหลง โอก๊กเฮาครั้งหนึ่งจะขอให้พาไปพบท่าน นายทหารทั้งสองก็ไม่พาไป ข้าพเจ้าคุมออกมาอีกครั้งนี้เป็นคำรบสามได้พบท่านเป็นบุญของข้าพเจ้านักหนา ตัวข้าพเจ้าก็จะสมัครเข้าทำราชการอยู่ในท่านตามแต่ท่านจะใช้สอย ขออาสาไปให้สำเร็จความปรารถนาท่านจงได้ กิมงึดตุดจึงว่ากองทัพหน้าทั้งสองได้รับของกำนัลของท่านเป็นผลประโยชน์แล้วก็พากันหนีเราไป ซึ่งท่านว่าจะอาสาเราให้สำเร็จความปรารถนานั้นท่านจะคิดประการใด เตียปังเชียงจึงว่าข้าพเจ้าคิดตรึกตรองเห็นการว่าเมืองเปียนเหลียงก็สิ้นกำลังแล้ว ข้าพเจ้าจะกลับไปเฝ้าขอพระราชอนุชาพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้มาให้ท่านไว้เป็นจำนำองค์หนึ่ง เมืองเปียนเหลียงก็คงจะตกอยู่ในอำนาจท่าน เมื่อการต่อไปภายหน้าท่านจะคิดอีกประการใดก็คงจะไม่ยาก กิมงึดตุดได้ฟังก็คิดแต่ในใจว่า เตียปังเชียงคนนี้สันดานชั่วนักไม่มีความกตัญญูต่อเจ้านายเลย คนอย่างนี้ไม่ควรจะเลี้ยงไว้ให้หนักแผ่นดิน แต่การครั้งนี้จำจะต้องคบหาคนสันดานชั่วเป็นไส้ศึกจึงจะสำเร็จความปรารถนา คิดดังนั้นแล้วทำเป็นยินดี ชมว่าท่านนี้มีสติปัญญาดีนักสมควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ คิดผ่อนปรนบำบัดความเดือดร้อนของราษฎรไม่ให้ยับเยินระส่ำระสายด้วยกำลังทแกล้วทหารของเรานั้นชอบแล้ว สมควรที่เป็นผู้สำเร็จราชการทำนุบำรุงราษฎรไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจริง ๆ ซึ่งท่านจะกลับเข้าไปนั้นเราจะให้คับมิกัง คับมิเชียง สองนายกำกับเข้าไปด้วย เตียปังเชียงได้ฟังกิมงึดตุดสรรเสริญชมเชยยกยอดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงเอาบัญชีรายสิ่งของเข้าไปส่งให้กิมงึดตุด กิมงึดตุดรับมาอ่านดูแล้วว่าสิ่งของทั้งปวงเราก็จะรับไว้ แต่หญิงรูปงามและหญิงมโหรีนั้นท่านจงเอากลับคืนไปเสียเถิดเราไม่ต้องการ เตียปังเชียงได้ฟังก็คำนับลาพาคับมิกัง คับมิเชียง กับหญิงกลับไปเมืองเปียนเหลียง ครั้นเวลาพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้เสด็จออก เตียปังเชียงก็เข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า ข้าพเจ้าคุมสิ่งของออกไปพบกิมงึดตุด ได้พูดจาตกลงยอมจะถอยทัพกลับไป แต่จะขอพระราชอนุชาของพระองค์ไปไว้เป็นจำนำองค์หนึ่ง ของซึ่งพระราชทานไปนั้นรับไว้สิ้น แต่หญิงรูปงามนั้นไม่รับให้คืนกลับมา แล้วทูลต่อไปว่า ซึ่งกิมงึดตุดขอรับพระราชทานพระอนุชาไปเป็นจำนำนั้นควรอยู่แล้ว กิมงึดตุดจะได้เป็นที่ไว้ใจ ถ้าขัดขืนไม่ยอมให้ก็คงจะไม่สิ้นศึกสงคราม ด้วยกิมงึดตุดยกมาครั้งนี้นายทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งก็มาก ทหารเลวก็ถึงห้าสิบหมื่น เหลือกำลังเราที่จะคิดสู้รบรักษาบ้านเมือง ขอพระองค์จงทรงพระเมตตาแก่อาณาประชาราษฎรไพร่บ้านเมืองอย่าให้ได้ความเดือดร้อนยับเยินเสียเลย พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ได้ฟังเตียปังเชียงเอาอำนาจกิมงึดตุดมาข่มขี่ดังนั้นก็อัดอั้นพระทัยไม่รู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงตรัสว่าท่านจงพาคับมิกัง คับมิเชียง ไปพักอยู่ที่ตึกรับแขกเมืองก่อนเถิด เราจะเข้าไปทูลปรึกษาพระราชบิดาดูก่อน เตียปังเชียงก็กราบถวายบังคมลาพาคับมิกัง คับมิเชียง ไปอยู่ที่ตึกรับแขกเมือง พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ก็เข้าไปเฝ้าพระราชบิดา ทูลความตามซึ่งเตียปังเชียงกล่าวนั้นทุกประการ ไทเซียงฮองได้ทราบก็ทรงพระกันแสงตรัสว่าการเกิดขึ้นดังนี้เรารู้อยู่ เพราะเตียปังเชียงเอาใจไปเผื่อแผ่กับข้าศึกเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน แต่เป็นการจนใจเข้าอยู่ในที่บังคับแล้วจะทำอย่างไรได้ จำจะให้เตียอ๋องน้องของเจ้าไปเป็นจำนำอยู่กับเขา จึงรับสั่งให้หาเตียอ๋องเข้ามาเฝ้าตรัสว่า บัดนี้กิมงึดตุดยกกองทัพมาเราเห็นว่าไพร่พลทหารในเมืองเราก็น้อย ขุนนางที่มีสติปัญญาแข็งแรงจะเป็นแม่ทัพสู้ศึกสงครามได้ก็ไม่มีตัว ซ้องคิมจงให้เตียปังเชียงคุมสิ่งของออกไปให้กิมงึดตุดขอเป็นทางไมตรีให้เลิกศึกสงครามเสีย กิมงึดตุดก็ยอม แต่จะขอน้องซ้องคิมจงไปไว้เป็นจำนำคนหนึ่ง เราไม่เห็นผู้ใดที่จะไปกับกิมงึดตุดได้ เห็นอยู่แต่เจ้าผู้เดียว ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงพระกันแสงสะอึกสะอื้นไปเป็นอันมาก เตียอ๋องจึงกราบทูลว่าข้าพเจ้าเกิดมาในราชตระกูลก็ตั้งใจอยู่ว่าจะเอาชีวิตร่างกายฉลองพระคุณพระราชบิดาและพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ ช่วยระงับดับทุกข์ร้อนของราษฎร ครั้งนี้โปรดให้ข้าพเจ้าไปเป็นจำนำอยู่กับกิมงึดตุดนั้น ข้าพเจ้ามีความยินดีสมใจที่จะได้ฉลองพระเดชพระคุณ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระอาลัยโศกเศร้าไปเลย เตียอ๋องก็เสด็จออกขุนนางให้หาเตียปังเชียงเข้ามาเฝ้า ไทเซียงฮองจึงตรัสว่าลูกเราซึ่งจะไปเป็นจำนำอยู่กับกิมงึดตุดนั้น เตียอ๋องเขารับอาสาจะไป ขุนนางผู้ใดจะไปกับลูกเราบ้าง ชีนไคว่จึงทูลว่าข้าพเจ้าจะขออาสาฉลองพระเดชพระคุณไปด้วยเตียอ๋อง ไทเซียงฮองได้ทรงฟังก็ยินดีตรัสว่าเจ้าจะไปด้วยก็ดีแล้ว จงอุตส่าห์พิทักษ์รักษาตักเตือนดูแลระวังกันให้ดีเถิด ตรัสแล้วก็เสด็จขึ้น เตียอ๋องกับชีนไคว่ออกมาบ้าน แจ้งความกับบุตรภรรยาจัดแจงสิ่งของพอสมควรไปหาเตียปังเชียง เตียปังเชียงก็พาเตียอ๋อง ชีนไคว่ กับคับมิกัง คับมิเชียง ออกจากเมืองเปียนเหลียงตรงไปค่ายกิมงึดตุด เตียปังเชียงจึงให้เตียอ๋องกับชีนไคว่พักอยู่นอกค่ายก่อน ตัวเตียปังเชียงกับคับมิกัง คับมิเชียงเข้าไปหากิมงึดตุดที่ในค่าย คำนับแล้วแจ้งความตามซึ่งพระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ให้เตียอ๋องพระราชอนุชาออกมาเป็นจำนำ ข้าพเจ้าให้เตียอ๋องกับชีนไคว่ขุนนางพักอยู่นอกค่าย กิมงึดตุดจึงสั่งให้ภูลูอุ๊นไปเชิญเตียอ๋องเข้ามาในค่าย ภูลูอุ๊นเป็นคนทะลึ่งซุ่มซ่ามฟังความไม่ถนัดสำคัญว่าให้ไปจับเตียอ๋องเข้ามาก็รีบออกไปนอกค่าย เห็นคนขี่ม้ายืนอยู่สองคน ภูลูอุ๊นถามว่าผู้ใดชื่อเตียอ๋อง ชีนไคว่ชี้มือบอกว่าท่านผู้นี้แหละชื่อเตียอ๋อง ภูลูอุ๊นก็ตรงเข้าไปจับมือเตียอ๋องกระชากตกม้าลงลากเข้าไปในค่าย ชีนไคว่ก็ตามเข้าไปด้วย ขณะเมื่อภูลูอุ๊นลากเตียอ๋องมานั้นด้วยกำลังแรง เตียอ๋องได้ความชอกช้ำเจ็บปวดยิ่งนัก พอเข้ามาถึงกิมงึดตุดพูดไม่ออกประเดี๋ยวหนึ่งก็ขาดใจตาย กิมงึดตุดเห็นเตียอ๋องตายก็ตกใจจึงว่าเราสั่งให้ไปเชิญเตียอ๋องเข้ามาในค่าย เหตุใดจึงได้ไปฉุดลากเตียอ๋องจนขาดใจตายดังนี้ทำเกินนัก สั่งให้ทหารเอาตัวภูลูอุ๊นไปฆ่าเสียตัดศีรษะไปเสียบไว้หน้าค่าย แล้วกิมงึดตุดจึงว่าชีนไคว่ขุนนางซึ่งออกมาด้วยเตียอ๋องนั้นจะต้องรับเลี้ยงไว้ ให้ชีนไคว่กับขุนนางนายทหารของเราเอาศพเตียอ๋องไปฝังไว้ตามสมควร

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ