๑๖

ฝ่ายเตียเต็กซิมผู้ถือหนังสือของฮั่นซีตง เดินมาใกล้เมืองลูอันจิว พอพบกิมงึดตุดพาทหารมาเที่ยวป่า ก็ตกใจหลบเข้าแอบอยู่ในพุ่มไม้ คับมิชีแลเห็นคนทำกิริยาประหลาด เข้าแอบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ก็คิดสงสัยจึงให้ทหารจับเอาตัวผู้นั้นมา กิมงึดตุดจึงถามว่าเจ้าคนนี้มาแต่ไหนหรือผู้ใดใช้ให้มาเที่ยวสอดแนมดูกองทัพเรา จงบอกไปตามจริง เตียเต็กซิมว่าข้าพเจ้าเป็นคนค้าขาย ครั้นเดินมาตามทางได้ยินข่าวกองทัพก็ตกใจเอาสิ่งของฝากชาวบ้านไว้ ชาวบ้านบอกข้าพเจ้าว่าพวกกองทัพซึ่งยกมานี้ไม่ได้ทำข่มเหงชกตีเบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน ข้าพเจ้าก็มีความยินดีจะกลับไปเอาของที่ฝากชาวบ้านไว้ เดินมาพบพวกท่านเข้าก็กลัว จึงได้หลบเข้าซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ ซึ่งจะมีผู้ใดใช้ให้มาเที่ยวสืบสวนราชการทัพศึกนั้นหามิได้ กิมงึดตุดว่าเจ้าเป็นชาวบ้านเที่ยวซื้อขายแล้วก็จงกลับไปเถิด คับมิชีจึงว่าข้าพเจ้าฟังถ้อยคำชายผู้นี้พูดท่วงทีมิใช่ชาวบ้าน เห็นจะเป็นทหารในเมืองออกมาสอดแนม กิริยาพูดจาจึงไม่มีสะทกสะท้าน อย่าเพิ่งปล่อยให้ไปก่อน เอาตัวไปค่ายซักถามเอาความจริงให้ได้ กิมงึดตุดได้ฟังก็เห็นด้วย จึงให้ทหารคุมตัวชายผู้นั้นกลับมาค่าย คับมิชีซักถามทั้งขู่ทั้งปลอบสักเท่าใดชายผู้นั้นก็ให้การยืนคำอยู่ จึงให้ทหารค้นในตัวชายผู้นั้น ได้ขี้ผึ้งปั้นกลมเหมือนห่อยาอยู่ในไถ้คาดเอว คับมิชีก็เอาออกมาแกะดู เห็นหนังสือคลี่ออกอ่านมีความว่า ฮั่นซีตงผู้รักษาเมืองเลียงลังก๊วนขอแจ้งความมายังเล็กเต็งผู้รักษาเมืองลูอันจิว ด้วยบัดนี้พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ตรัสสั่งให้ซึ่งเฮาเป็นแม่ทัพคุมทหารยกมาช่วยป้องกันรักษาเมืองท่าน ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า ซึ่งเฮาเป็นพวกพ้องเตียปังเชียงขุนนางไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน เมื่อซึ่งเฮาจะได้เป็นขุนนางนายทหารก็เพราะเตียปังเชียงทูลเสนอยกยอ หาได้เป็นด้วยกำลังสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งในวิชาทหารไม่ ถ้าท่านยกออกสมทบทัพซึ่งเฮา ก็จะพลอยเสียทีกับข้าศึกไปด้วย ขอท่านจงได้รักษาเมืองให้มั่นคงไว้เถิด ข้าศึกยกมาทางไกลขาดเสบียงอาหารเข้าก็จะเลิกกลับไปเอง คับมิชีอ่านได้ความในหนังสือก็เอาเข้าไปแจ้งแก่กิมงึดตุดทุกประการ กิมงึดตุดว่าหนังสือนี้ก็ไม่สู้สำคัญนัก คับมิชีว่า ทำไมท่านจึงพูดว่าไม่สำคัญ ถ้าซึ่งเฮายกกองทัพมาสู้รบกับเราถึงจะตีแตกไปก็ไม่เป็นอะไรนัก ข้าพเจ้าวิตกอยู่แต่เล็กเต็งจะรักษาเมืองมั่นไว้ เราจะหักหาญเข้าไปไม่ได้ก็จะป่วยการเนิ่นช้าไป ถ้าเล็กเต็งยกออกมาช่วยซึ่งเฮารบนอกเมือง เราตีแตกไปได้ทั้งสองทัพแล้ว เมืองลูอันจิวก็คงเป็นอันเสียอยู่เอง กิมงึดตุดถามว่าอุบายของท่านจะทำประการใด คับมิชีว่าเอาหนังสือมาแปลงความเสียใหม่ให้เหมือนลายมือเก่าว่า มีรับสั่งมาถ้าซึ่งเฮายกกองทัพมาถึงแล้วให้เล็กเต็งคุมทหารออกสมทบกับซึ่งเฮา สู้รบกับข้าศึกให้พ่ายแพ้ถอยไปจงได้ ถ้าเล็กเต็งยกออกจากเมือง เราจึงคุมทหารอ้อมไปหลังเมืองตีหักเข้าเอาเมืองให้ได้ กิมงึดตุดว่าอุบายซึ่งท่านคิดนี้ก็ดีอยู่ แต่ตราที่จะประทับหนังสือนั้นไม่มีเหมือนเขาท่านจะคิดอย่างไร คับมิชีว่าซึ่งเขียนหนังสือลายมือให้เหมือน และตราที่จะประทับนั้นท่านอย่าวิตก ไว้พนักงานข้าพเจ้าจะคิดทำเอง กิมงึดตุดว่าถ้าทำได้ไม่เป็นที่เคลือบแคลงแล้วก็ดี คับมิชีก็คำนับลามาเข้าที่สงัดเขียนหนังสือ และแกะตราทำเปลี่ยนเหมือนลายมือและดวงตราเป็นแบบเดียวกัน เสร็จแล้วก็เอาเข้าไปให้กิมงึดตุดดู กิมงึดตุกเห็นก็ชอบใจชมว่าท่านมีสติปัญญาฝีมือช่างดีนัก แต่ผู้ที่จะถือหนังสือนี้ไปท่านจะเห็นผู้ใด คับมิชีว่าจะต้องเอาผู้ถือหนังสือมาถามไล่เลียงให้รู้เค้ามูลต้นปลายเสียให้แจ่มแจ้งก่อน จึงจะสั่งสอนให้ผู้ถือหนังสือนี้ไปถึงเล็กเต็งจะไล่เลียงหล่อหลอมสักเท่าใดก็แก้ไขได้จึงจะไม่สงสัย กิมงึดตุดว่าการอันนี้สุดแต่ปัญญาท่านเถิด คับมิชีก็ให้ทหารเอาตัวเตียเต็กซิมเข้ามาถามว่า เจ้านี้เดิมไม่บอกเราตามจริง เราค้นหนังสือจับเท็จได้สิ้นแล้วเจ้าจะคิดประการใด เราจะถามความตามจริง ถ้าแม้นยังปดอยู่อีกเราก็จะฆ่าเสีย ตัวเจ้ากับภรรยาชื่อไร อยู่ตำบลบ้านไหน ฮั่นซีตงนายเจ้าเป็นขุนนางตำแหน่งใด ภรรยาชื่อไร มีความชอบด้วยเหตุอันใดจึงได้มาเป็นผู้รักษาเมืองเลียงลังก๊วน เตียเต็กซิมได้ฟังก็กลัวจึงบอกชื่อและแซ่ของตัวกับภรรยา ตำบลบ้านที่อยู่ แล้วเล่าเรื่องความฮั่นซีตงและภรรยาฮั่นซีตงผู้เป็นนาย ตั้งแต่ต้นเดิมจนได้มาอยู่เมืองเลียงลังก๊วนให้คับมิชีฟังถี่ถ้วนทุกประการ คับมิชีซักไล่ข้อความได้แจ่มแจ้งแล้วก็ให้ทหารเอาตัวเตียเต็กซิมไปจำขังไว้จึง พูดกับกิมงึดตุดว่าข้อความที่จะแก้ไขกันตัวนั้นก็ได้ถี่ถ้วนแล้ว ท่านจงจัดหาผู้ที่จะไปเถิด ข้าพเจ้าจะได้สั่งสอนชี้แจงให้ กิมงึดตุดจึงสั่งให้ประชุมขุนนางนายทหารพร้อมกันแล้วถามว่า ท่านผู้ใดจะรับอาสาถือหนังสือไปให้เล็กเต็งผู้รักษาเมืองลูอันจิวได้บ้าง ทหารทั้งหลายที่มาประชุมอยู่นั้นก็ไม่มีผู้ใดจะอาจรับนั่งนิ่งแลดูตากันอยู่ คับมิชีว่าการครั้งนี้สำคัญ คิดมาจนจะสำเร็จอยู่แล้วก็ไม่มีผู้ใดจะรับอาสาไปข้าพเจ้าก็จะต้องไปเอง กิมงึดตุดว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษาของเราสำคัญนัก ถ้าพลาดพลั้งประการใดก็จะเสียทีแก่ข้าศึก คับมิชีว่าตัวข้าพเจ้า บิดาท่านและตัวท่านก็ได้มีเมตตาเลี้ยงดูทำนุบำรุงมีคุณแก่ข้าพเจ้ามากนัก เห็นการสิ่งใดจะเป็นประโยชน์แก่ท่านก็คงจะอาสาทำไปให้สำเร็จ ถึงตัวจะตายก็ไม่เสียดายแกชีวิต ขอแต่ท่านได้เลี้ยงบุตรภรรยาให้มีความสุขต่อไปเถิด กิมงึดตุดว่าข้อนั้นท่านอย่าวิตก เราห้ามท่านไม่ฟังแล้วจะไปก็ตามเถิด จงระมัดระวังตัวให้ดี เล็กเต็งคนนี้เขามีสติปัญญามากอยู่ คับมิชีก็ลากิมงึดตุดมาเอาเสื้อผ้าที่เตียเต็กซิมผู้ถือหนังสือใส่ตัวเข้าแล้ว เอาหนังสือเข้าผนึกห่อขี้ผึ้งทำเหมือนของเก่าก่อนใส่ในไถ้คาดเอว ออกจากค่ายเดินตรงไปเมืองลูอันจิว ครั้นถึงจึงเรียกทหารบนกำแพงเมืองให้เปิดประตูรับ ทหารเจ้าหน้าที่ร้องถามว่าท่านมาแต่ไหนมีธุระอะไร คับมิชีบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเตียเต็กซิม ถือหนังสือของฮั่นซีตงมาแต่เมืองเลียงลังก๊วน ทหารบนเชิงเทินได้ฟังก็เข้าไปแจ้งความแก่เล็กเต็ง เล็กเต็งขี้นมาบนหอรบเห็นชายผู้นั้นแต่งตัวนุ่งห่มเป็นชาวเมืองเลียงลังก๊วน แต่ไม่รู้จักหน้าจึงถามว่าเจ้านี้มาแต่ไหน คับมิชีว่าฮั่นซีตงผู้รักษาเมืองเลียงลังก๊วนให้ข้าพเจ้าถือหนังสือมาถึงท่าน เล็กเต็งจึงให้ทหารเอาเชือกผูกเข่งหย่อนลงไป ให้ผู้ถือหนังสือลงในเข่งชักขี้นมาถึงช่องเสมา เล็กเต็งพิจารณาดูหน้าจะเป็นจีนก็ใช่ ฮวนก็ใช่ สงสัยอยู่จึงให้เอาไม้ค้ำเข่งไว้ห่างกำแพงเมือง แล้วถามว่าเจ้านี้แซ่ใดชื่อไร คับมิชีบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเตียเต็กซิม เป็นคนใช้สนิทอยู่ในฮั่นซีตง เล็กเต็งก็ระลึกขึ้นได้ว่า เตียเต็กซิมนี้เป็นคนใช้ของฮั่นซีตงจริง แต่เราจำหน้าไม่ได้ จะต้องไล่เลียงไปดูอีกก่อน เล็กเต็งจึงถามว่า ฮั่นซีตงทำความชอบสิ่งใดจึงได้เป็นขุนนาง เจ้าจงเล่าความแต่ต้นให้เราฟังก่อนจึงจะให้ขึ้นมา คับมิชีก็เล่าว่าเดิมฮั่นซีตงผู้เป็นนายข้าพเจ้ากับเตียซอกแม้ไปปราบโจรมีชัยชนะ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงได้ตั้งให้เป็นขุนนาง เล็กเต็งถามว่าภรรยานายเจ้านั้น เดิมเหตุผลเป็นอย่างไรมีบุตรกี่คน คับมิชีบอกว่าภรรยานายข้าพเจ้านั้นชื่อนางเสียงฮองเง็ก พระเจ้าซ้องคิมจงฮ่องเต้ ตั้งให้เป็นที่โงวตุนโตวต๊กขุนนางนายทหารใหญ่ มีบุตรชายสองคน คนใหญ่ชื่อฮั่นเซียงเต็ก อายุได้สิบห้าปี คนเล็กชื่อฮั่นเอียนติด อายุได้สิบปี เล็กเต็งฟังก็ว่าเจ้าเล่านี้ก็ถูกต้องแล้ว จงส่งหนังสือมาให้เราดูก่อน คับมิชีว่าหนังสือนี้หยิบยาก ข้าพเจ้าคาดเอวไว้แน่นตัว อยู่ในเข่งนี้แก้ออกไม่ได้ เล็กเต็งได้ฟังก็โกรธว่าหนังสืออยู่กับที่ตัวเท่านี้ ทำไมจะหยิบไม่ได้จงแก้เอามาให้เราดู คับมิชีเห็นเล็กเต็งโกรธก็กลัว แก้ไถ้ส่งหนังสือให้ เล็กเต็งรับหนังสือแกะขี้ผึ้งฉีกผนึกออก อ่านแจ้งความก็ยังสงสัย คิดตรึกตรองว่ามีรับสั่งมาว่า ซึ่งเฮายกทัพมารบกับข้าศึกให้เรายกออกช่วย ซึ่งเฮาคนนี้ก็เป็นพวกเตียปังเชียงคนโกงไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน ฮั่นซีตงก็ย่อมรู้อยู่สิ้นได้พูดปรับทุกข์กับเราอยู่เนือง ๆ ซึ่งฮั่นซีตงจะมีหนังสือมาตักเตือนว่า ให้เรายกกองทัพออกช่วยซึ่งเฮาสู้รบกับข้าศึกนั้นเห็นผิดความเดิมอยู่ เล็กเต็งคิดดังนั้นแล้วก็ยิ่งมีความสงสัยมากขึ้น จึงชะโงกช่องกำแพงออกไปพิจารณาดูผู้ถือหนังสือ ได้กลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นแพะ คับมิชีถามว่าท่านพิเคราะห์ดูข้าพเจ้านั้นจำข้าพเจ้าไม่ได้หรือ เล็กเต็งก็มิได้ตอบประการใด หยิบเอาขี้ผึ้งที่ห่อหนังสือขึ้นดมก็เหม็นเป็นกลิ่นแพะ จึงถามทหารที่อยู่ใกล้เคียงนั้นว่าเจ้าฆ่าแพะกินหรือ ทหารบอกว่าไม่มีใครฆ่ากิน เล็กเต็งจึงคิดว่าผู้ถือหนังสือนี้ ชะรอยจะเป็นอุบายพวกฮวนปลอมมาดูบ้านเมืองเราเป็นแน่ จึงสั่งให้ทหารจับเอาตัวคับมิชีขึ้นมาบนหอรบแล้วก็หัวเราะพูดว่า เจ้านี้ปลอมมาสำคัญว่าเราไม่รู้เท่าหรือ คิดอุบายหมายจะเอาบ้านเมืองเรา เจ้าเป็นขุนนางหรือเป็นไพร่ให้บอกไปตามจริง ถ้าเป็นขุนนางเราจะปล่อยให้ไปบอกนายให้รู้ว่าเราไม่กลัวสติปัญญา ถ้าเป็นไพร่เราจะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ คับมิชีได้ฟังก็ตกใจกลัวยิ่งนัก คิดว่าครั้งนี้เราคงตายจะปิดความไว้ทำไม จำจะบอกไปตามจริงเพื่อจะรอดกลับไปได้บ้าง คิดแล้วก็บอกว่าข้าพเจ้าชื่อคับมิชีเป็นที่ปรึกษาในกองทัพของกิมงึดตุด เล็กเต็งได้ฟังจึงพูดว่า เราได้ฟังเขาเล่าลือว่าเจ้ามีสติปัญญานัก ครั้นจะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ก็จะว่ากลัวสติปัญญา เราจะปล่อยให้ไปจะได้คิดอุบายใช้ปัญญามาสู้รบกันอีก พูดดังนั้นแล้วก็สั่งให้ทหารตัดจมูกคับมิชีเสียแล้วเอาตัวใส่ในเข่งหย่อนเชือกลงปล่อยไป คับมิชีได้ความเจ็บปวดโลหิตไหลอาบหน้าเดินกลับมาค่ายแจ้งความกับกิมงึดตุดทุกประการ กิมงึดตุดเห็นก็มีความสงสารคับมิชียิ่งนัก หาหมอมาให้ใส่ยาแล้วว่า เราจะคิดแก้แค้นทดแทนเล็กเต็งให้จงได้

ฝ่ายเล็กเต็งครั้นปล่อยให้คับมิชีไปจึงคิดว่า ข้าศึกทำกลอุบายมาครั้งใดเราก็รู้เท่า คิดซ้อนกลฆ่าเสียได้เป็นอันมาก ครั้งนี้ตัดจมูกคับมิชีปล่อยให้กลับไป เห็นกิมงึดตุดจะมีความโกรธแค้นมาก จะหักเอาเมืองเราทางบกไม่ได้คงจะคิดมาทางน้ำด้วยเมืองเรามีคลองน้ำเข้ามาในเมือง จำจะต้องคิดอุบายป้องกันไว้ให้สามารถ คิดตรึกตรองการเห็นตลอดแล้วก็สั่งให้ทหารเอาร่างแหกางขึงไว้ใต้น้ำที่ปากคลองช่องที่จะเข้ามาในกำแพงเมือง เอาลูกพรวนติดแขวนไว้ที่สายเชือก ถ้าแม้นคนหรือสัตว์สิ่งใดมาถูกร่างแหเข้าลูกพรวนก็ดัง ให้ทหารเอาแหลนหลาวแทงและขอเหล็กเกี่ยว ควานลงไปก็คงจะได้ตัวข้าศึก ทหารรับคำสั่งมาจัดการเตรียมคอยระวังอยู่พร้อมทั้งกลางวันและกลางคืน

ฝ่ายคับมิชีหมอรักษาแผลที่จมูกได้ประมาณสิบห้าวันก็หายสนิทเป็นปรกติแต่พูดฟังเสียงไม่ชัด จึงเข้าไปปรึกษาราชการกับกิมงึดตุด ว่าเรายกเข้าหักเอาเมืองทางบกเล็กเต็งก็สู้รบรักษามั่นคงเห็นจะไม่ได้การ ข้าพเจ้าคิดเห็นอุบายอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยเมืองลูอันจิวนี้มีคลองน้ำไหลผ่าเข้าไปในกลางเมืองจะต้องคิดให้ทหารดำน้ำเข้าไปเปิดประตูให้ได้ กิมงึดตุดได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งให้จัดทหารที่เคยเป็นประดาน้ำได้ประมาณพันเศษ ให้มีอาวุธสั้นเหน็บทุกตัวคนดำน้ำเข้าไปในเมือง ครั้นเวลาค่ำกิมงึดตุดก็คุมทหารออกจากค่ายไปถึงปากคลองช่องกำแพงที่จะเข้าเมือง ให้ทหารดำน้ำเข้าไปกระทบร่างแหลูกพรวนดังขึ้น ทหารชาวเมืองที่รักษาอยู่นั้นก็รู้ว่าข้าศึกดำน้ำเข้ามา เอาแหลนหลาวแทงสักลงไปถูกข้าศึกตายหลายร้อยคน เอาขอลงไปควานเกี่ยวขึ้นมาตัดศีรษะทหารเหล่านั้นโยนออกไปนอกกำแพงเมือง กิมงึดตุดยืนคอยดูอยู่เห็นทหารซึ่งรักษาหน้าที่โยนศีรษะพวกทหารของตัวลงมาเป็นอันมากก็เสียใจ พูดกับคับมิชีว่าเล็กเต็งนี้มีสติปัญญาสามารถนัก เราจะคิดแก้แค้นให้จงได้

เวลาค่ำวันนี้เราจะคุมทหารที่มีฝีมือสักพันหนึ่งคิดเข้าเมืองให้จงได้ ตัวเราจะดำน้ำเข้าไปแต่ผู้เดียว ถ้าเล็กเต็งจับได้เราก็คงตาย ท่านจงพาทหารทั้งปวงกลับไปบ้านเมืองเถิด ถ้าไม่ตายก็คงเปิดประตูเมืองได้ ท่านจงเร่งขับทหารเข้าไปโดยเร็ว คับมิชีได้ฟังจึงว่าตัวท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ การแต่เพียงนี้หาควรที่จะเอากายเข้าไปฝ่าคมอาวุธข้าศึกไม่ คิดอ่านหาอุบายต่อไปอีกก็คงได้ กิมงึดตุดว่าเรามีความแค้นเล็กเต็งนักเราจะเข้าไปให้จงได้ ท่านอย่าทัดทานเลย กิมงึดตุดจึงสั่งให้จัดทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญได้ประมาณพันเศษ ครั้นเวลาค่ำกิมงึดตุดก็พาทหารไปที่ฝั่งน้ำและซึ่งกิมงึดตุดจะดำน้ำเข้าไปในเมืองแต่ผู้เดียวนั้น ด้วยเป็นนิสัยมังกรมาแต่ก่อน ดำน้ำก็ทนทำการได้คล่องแคล่วเหมือนกับบนบกจึงได้มีใจกล้าหาญดังนั้น ครั้นเวลาดึกประมาณสามยาม กิมงึดตุดก็เหน็บกระบี่สั้นสองเล่มดำน้ำเข้าไปตามคลองช่องกำแพงเมืองถึงร่างแหที่ขึงไว้ ก็เอากระบี่ตัดร่างแหแต่เบา ๆ ให้เป็นช่องลอดเข้าไปได้หากระเทือนขึ้นไปถึงลูกพรวนไม่ ทหารที่ระวังอยู่นั้นก็ไม่รู้ว่าข้าศึกเข้าไปได้กิมงึดตุดไปพ้นช่องแกลแล้วก็ผุดขึ้นดูเห็นผู้คนเงียบก็ขึ้นบกเดินแอบไปถึงประตูเมือง ก็เข้าฟันแทงทหารที่รักษาประตู ทหารที่รักษาประตูนั้นไม่รู้ว่าเหตุผลประการใดก็พากันตกใจตื่น กิมงึดตุดเปิดประตูออกได้ คับมิชีเห็นประตูเปิดก็เร่งรีบขับทหารหนุนแน่นกันเข้าไปไล่ฆ่าฟันทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินล้มตายอื้ออึงขึ้น ขณะนั้นเล็กเต็งอยู่ที่บ้านยังหานอนไม่ ดูให้นายช่างทำเครื่องอาวุธสำหรับเมืองทั้งกลางคืนกลางวันไม่ได้หยุด นางเจียสีภรรยาก็นั่งอยู่ด้วย พอได้ยินเสียงอื้ออึงทหารวิ่งเข้ามาบอกว่า ข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว เล็กเต็งได้ฟังก็เสียใจพูดกับภรรยาว่าข้าศึกหักเข้าเมืองได้ ชีวิตเรากับเจ้าก็คงตายในวันนี้เป็นแน่ แต่สงสารด้วยบุตรยังเล็กนักจะมาพลอยตายเสียด้วย ไม่มีผู้ใดจะสืบตระกูลต่อไป นางเจียสีว่าท่านตายข้าพเจ้าก็ตายด้วย นางเจียสีเข้าไปในเรือนอุ้มบุตรส่งให้เล็กเต็งสามีแล้ว ก็กลับเข้าไปในห้องหยิบเอากระบี่เชือดคอตายเสีย เล็กเต็งรู้ว่าภรรยาตายก็ร้องไห้เอาบุตรส่งให้แม่นมสั่งว่า เจ้าจงพาเอาบุตรเราเล็ดลอดหนีไปเลี้ยงไว้จะได้สืบตระกูลเราต่อไป หญิงแม่นมก็รับเอาบุตรเล็กเต็งวิ่งหนีออกทางประตูหลังบ้าน เล็กเต็งคิดจะออกสู้รบกับพวกฮวน พอกิมงึดตุดพาทหารหักเข้ามาถึงประตู เล็กเต็งคิดว่าเราเกิดมาเป็นชายชาติทหารทำราชการฉลองพระคุณเจ้าแผ่นดิน การครั้งนี้ข้าศึกหักเข้าเมืองได้จะออกสู้รบไพร่พลก็ไม่มียังแต่ตัวผู้เดียวเหลือกำลังไหน ๆ ก็คงจะตายหาควรที่จะให้อ้ายพวกฮวนมันฆ่าตายด้วยอาวุธของมันไม่ คิดดังนั้นแล้วก็หันหน้าไปข้างเมืองเปียนเหลียง ชักกระบี่ออกเชือดคอตาย ศพเล็กเต็งนั้นยืนอยู่หาล้มนอนลงไม่

ฝ่ายกิมงึดตุดเข้าเมืองได้พาทหารมาถึงบ้านจะค้นจับเล็กเต็ง พอรุ่งสว่างเข้าไปในบ้านเล็กเต็ง เห็นเล็กเต็งยืนโลหิตไหลโซมตัวก็เข้าไปดู เห็นเล็กเต็งยืนตายอยู่จึงพูดว่าเล็กเต็งคนนี้มีสติปัญญาซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนัก เหตุไฉนจึงมายืนตายอยู่ดังนี้แล้วก็ให้ทหารเดินเข้าไปค้นดูในห้องไม่เห็นผู้คน เห็นแต่หญิงเชือดคอตายนอนกลิ้งอยู่คนหนึ่งก็คิดว่าเป็นภรรยาของเล็กเต็ง กิมงึดตุดจึงมาพูดกับศพเล็กเต็งว่าท่านก็มีสติปัญญาซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน เรามีความเวทนาสงสารนัก ทำไมจึงมายืนตายอยู่ดังนี้ หรือท่านเป็นห่วงด้วยภรรยาและซากศพของท่านกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดฝังให้หรือ ท่านอย่าเป็นห่วงพะวักพะวงเลย เราจะฝังศพท่านกับภรรยาไว้ด้วยกัน จงนอนลงเถิด ศพนั้นก็ไม่นอนลง กิมงึดตุดจึงว่า หรือเห็นว่าเรายกกองทัพเข้าเมืองได้ จะฆ่าฟันราษฎรเสียจึงได้ยืนอยู่ดังนี้ เราหาทำอันตรายแก่ราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน จงนอนลงเถิด ศพเล็กเต็งนั้นก็ไม่นอน กิมงึดตุดจึงระลึกขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งแผ่นดินฮั่น พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสียทัพ เชือดคอตายอยู่ที่ริมฝั่งน้ำ ศพก็ยืนอยู่ดังนี้ พระเจ้าฮั่นโกวโจ๊ตามไปถึง คุกเข่าลงคำนับ ศพฌ้อปาอ๋องจึงได้ลงนอน พระเจ้าฮั่นโกวโจ๊ก็เป็นถึงกษัตริย์ ต้องมาคำนับฌ้อปาอ๋อง เล็กเต็งนี้เป็นขุนนางซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ถึงเราจะคุกเข่าลงคำนับก็ได้ พูดดังนั้นแล้ว กิมงึดตุดก็คุกเข่าลงคำนับศพเล็กเต็ง ศพเล็กเต็งก็ไม่นอนลง กิมงึดตุดคิดสงสัยนักนั่งตรึกตรองอยู่ ฝ่ายหญิงแม่นมอุ้มบุตรของเล็กเต็งหนีออกไปถึงประตูเมือง ทหารก็จับเอาตัวแม่นมกับบุตรของเล็กเต็งเข้ามาให้กิมงึดตุด บอกว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรของเล็กเต็ง กิมงึดตุดจึงถามแม่นมสอบความดู แม่นมก็เล่าความจริงให้ฟังทุกประการ กิมงึดตุดได้ฟังแม่นมเล่าดังนั้น ก็มีความเวทนาจนน้ำตาไหล จึงคิดว่าหรือเล็กเต็งจะเป็นห่วงด้วยบุตรดอกกระมัง กิมงึดตุดจึงว่ากับศพเล็กเต็งว่า ท่านนี้เป็นห่วงด้วยบุตรหรือจึงไม่นอนลง ซึ่งบุตรของท่านนี้เราจะให้แม่นมเลี้ยงทำนุบำรุงไว้ให้จนเติบใหญ่จะได้สืบตระกูลเซ่นไหว้ท่านต่อไป ด้วยท่านเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต เราหาทำอันตรายแก่บุตรท่านไม่ จะเลี้ยงไว้ให้ดีท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย จงนอนลงเถิด พอว่าขาดคำศพเล็กเต็งก็ล้มนอนลง กิมงึดตุดจึงเข้าอุ้มเอาเด็กนั้นใส่ตักไว้ พอคับมิชีมาถึงถามว่าท่านอุ้มเด็กบุตรของผู้ใด กิมงึดตุดบอกว่าบุตรของเล็กเต็ง แล้วก็เล่าความให้คับมิชีฟังทุกประการ คับมิชีว่าเล็กเต็งบิดาของเด็กนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ความเจ็บปวดอัปยศเป็นอันมาก จะขอเอาเด็กนี้ไปฆ่าเสียแก้แค้นแทนที่เล็กเต็งตัดจมูกข้าพเจ้า กิมงึดตุดจึงว่าซึ่งท่านจะมาผูกแค้นอาฆาตดังนี้ไม่ควร อันการทำศึกสงครามต่างคนก็อาสาเจ้านาย ถึงท่านจับเขาได้บ้างท่านก็คงจะกระทำเหมือนกัน ขอเสียเถิดอย่าได้ผูกแค้นพยาบาทกับเด็กนี้เลย เราได้ออกวาจารับคำต่อศพเล็กเต็งว่าจะเลี้ยงบุตรไว้ให้สืบตระกูลต่อไป ศพเล็กเต็งจึงได้ล้มนอนลง พูดดังนั้นแล้วสั่งให้ทหารจัดเอาหีบมาใส่ศพเล็กเต็งกับภรรยาศพละหีบไปฝังเสียด้วยกัน ทำการเซ่นตามอย่างขุนนางผู้นั่งเมืองลูอันจิวแล้ว ให้ทหารห้าร้อยพาหญิงแม่นมกับบุตรเล็กเต็งไปเลี้ยงไว้ที่เมืองไตกิมก๊ก กิมงึดตุดให้ทำหนังสือประกาศห้ามมิให้ทหารในกองเบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน ให้ราษฎรกลับเข้ามาทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนา ราษฎรเมืองลูอันจิวนั้น เมื่อกิมงึดตุดเข้าเมืองได้ก็กลัวว่าพวกทหารจะทำข่มเหงพากันหนีซุกซ่อนไป ครั้นแจ้งว่ากิมงึดตุดประกาศห้ามไม่มีใครข่มเหงแล้ว ก็กลับเข้ามาอยู่บ้านเรือนตามเดิม กิมงึดตุดจัดให้กับลิก๊กขุนนางนายทหารอยู่รักษาเมืองลูอันจิว กิมงึดตุดก็ยกกองทัพออกจากเมืองลูอันจิว ตรงไปทางเมืองเลียงลังก๊วน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ