(จอมทัพงักฮุย)

ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๑๙)

วันพฤหัส เดือนยี่ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราชพันสองร้อยยี่สิบเก้า ปีเถาะนพศก ฯพณฯ ที่สมุหพระกลาโหม จ้างจีนโตกับจีนแสอิมปั้นอัน แปลหนังสือจีนชื่อซวยงัก ต่อเรื่องหงอโต้ลงไปมีความเรื่องต้นว่า ครั้งแผ่นดินชั่นถังหงอโต้นั้น กษัตริย์เปลี่ยนวงศ์กันน้อย ๆ ปี บ้านเมืองเป็นศึกสงครามเนือง ๆ เมื่อเตียคังเอี๋ยนต้นวงศ์ซ้องเกิดขึ้นนั้น ตันภักเล่าโจ๊ผู้วิเศษอยู่ที่เขาฮัวซัว ขี่ลามาเที่ยวเล่นเดินมาถึงสะพานเทียนฮันเกี๋ย แหงนหน้าขึ้นดูบนอากาศเห็นเมฆลอยมาเป็นรัศมีต่าง ๆ ก็แจ้งว่าผู้มีบุญบังเกิดจะสืบวงศ์ไปหลายชั่ว บ้านเมืองจะเป็นสุขสบาย ก็ชื่นชมยินดีหัวเราะจนตกจากหลังลาคนซึ่งอยู่เหล่านั้นเห็นก็อัศจรรย์ใจ จึงถามว่าท่านแหงนหน้าขึ้นดูอากาศแล้วหัวเราะนั้นด้วยเหตุอันใด ตันภักเล่าโจ๊จึงบอกว่า ท่านทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ว่าไม่มีกษัตริย์จะสืบวงศ์ในแผ่นดินให้บ้านเมืองเป็นสุขนั้น บัดนี้มีผู้หาบกษัตริย์มาทั้งสององค์ อีกสักสามสิบปีเศษบ้านเมืองก็จะเป็นสุขเรียบร้อย พูดดังนั้นแล้วตันภักเล่าโจ๊ก็ขับลาเดินไป คนทั้งหลายได้ฟังก็ตีความไม่ออก คิดว่าตันภักเล่าโจ๊เป็นคนเสียจริตจึงพูดดังนั้น ครั้นเตียคังเอี๋ยนได้เป็นกษัตริย์ในเรื่องหงอโต้ท่อนปลาย ตันภักเล่าโจ๊ก็ปรากฏที่เขาฮัวซัว บอกแก่ราษฎรเหล่านั้นว่าเตียคังเอี๋ยนได้ครอบครองสมบัติ เปลี่ยนนามแผ่นดินอ้าวจิวเป็นแผ่นดินซ้องแล้ว บ้านเมืองจะเป็นสุขไปหลายชั่วอายุคน ครั้นเตียคังเอี๋ยนได้ราชสมบัติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าไทโจ๊ฮ่องเต้ เปลี่ยนนามแผ่นดินเรียกว่าแผ่นดินซ้อง ครั้นพระเจ้าไทโจ๊ฮ่องเต้ ครองราชสมบัติได้สิบหกปี จวนจะสวรรคตมอบราชสมบัติให้เตียคังหงี ผู้เป็นพระราชอนุชา ทรงพระนามพระเจ้าไทจงฮ่องเต้ ครองราชสมบัติได้ยี่สิบสองปี ครั้นพระเจ้าไทจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว ชิดอ๋องพระราชบุตรได้ครองราชสมบัติ ทรงพระนามพระเจ้าซ้องจินจงฮ่องเต้ อยู่ในราชสมบัติได้ยี่สิบห้าปี ครั้นพระเจ้าซ้องจินจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว เกียอิวอ๋องพระราชบุตรได้ครองราชสมบัติ ทรงพระนามพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ อยู่ในราชสมบัติได้สี่สิบสองปี ครั้นพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว พระราชบุตรได้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าซ้องเฮงจงฮ่องเต้ ครองราชสมบัติได้สี่ปี ครั้นพระเจ้าซ้องเฮงจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว พระราชบุตรได้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามเจ้าซ้องซินจงฮ่องเต้ อยู่ในราชสมบัติได้สิบแปดปี ครั้นพระเจ้าซ้องซินจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว พระราชบุตรได้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้ อยู่ในราชสมบัติได้สิบห้าปี ครั้นพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้สวรรคตแล้ว พระราชบุตรได้เป็นกษัตริย์ทรงพระนามพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เป็นแปดชั่วกษัตริย์ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มีพระทัยนับถือเทพยดาและเทพารักษ์ ทำการคำนับบวงสรวงอธิษฐานอยู่มิได้ขาด เมื่อเหตุจะเกิดมีนั้น คำบวงสรวงที่ทำอ้อนวอนต่อเง็กเซียงฮ่องเต้ ขอให้บ้านเมืองเป็นสุขสบายนั้น ผู้เขียนหนังสือผิดแต้มหนึ่งกลายเป็นคำหยาบไป พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็หาทรงทราบไม่ ความไปปรากฏต่อภายหลัง

ฝ่ายตันภักเล่าโจ๊พำนักอยู่ที่เขาฮัวซัวมีศิษย์อยู่สองคน ชื่อเชงฮวง ชื่อเม่งว๊วย ครั้นอยู่เวลาวันหนึ่งตันภักเล่าโจ๊อาจารย์นอนหลับเชงฮวง เมงว๊วยชวนกันไปเที่ยวเล่นตามเชิงเขา เห็นกระดานหมากรุกกับลูกหมากรุกวางอยู่กระดานหนึ่ง เชงฮวงจึงพูดกับเม่งว๊วยว่า กระดานหมากรุกของใครมาวางทิ้งไว้ที่นี่ เม่งว๊วยเล่าให้เชงฮวงฟังว่า เดิมเตียคังเอี๋ยนซึ่งเป็นกษัตริย์ต้นวงศ์ซ้องเมื่อยังไม่ได้ราชสมบัตินั้น เดินมาทางนี้จะไปเมืองกวนไซ พบอาจารย์เรานั่งเล่นหมากรุกอยู่ เตียคังเอี๋ยนก็แวะเข้าเล่นหมากรุกกับอาจารย์เรา เตียคังเอี๋ยนแพ้อาจารย์เราหลายกระดาน อาจารย์เราจึงพูดกับเตียคังเอี๋ยนว่านานไปภายหน้าตัวท่านจะได้ราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์ครอบครองแผ่นดิน บัดนี้ท่านมาเล่นหมากรุกแพ้แก่เรา เราจะขอแต่ที่ตำบลเขาฮัวซัวนี้ให้เป็นสิทธิ์อย่าให้มีค่านาและภาษีอากรสิ่งใดเลย เตียคังเอี๋ยนก็ยอมทำหนังสือยกที่ตำบลเขาฮัวซัวให้เป็นสิทธิ์แก่อาจารย์เรา ครั้นเตียคังเอี๋ยนได้เป็นเจ้าแผ่นดินต้นวงศ์ซ้องขึ้น ก็ห้ามมิให้ผู้ใดมาเรียกค่านาและภาษีอากรในที่ตำบลนี้ตั้งแต่นั้นมา เชงฮวงได้แจ้งความดังนั้นแล้ว ก็ชวนกันตั้งลูกหมากรุกขึ้นเล่นอยู่ประมาณครู่หนึ่ง พอบังเกิดพายุมืดฟ้ามัวฝน เสียงฟ้าร้องดังเหมือนเขาฮัวซัวจะทำลายลง เม่งว๊วย เชงฮวงตกใจพากันวิ่งกลับมาปลุกตันภักเล่าโจ๊อาจารย์ ว่าท่านจงลุกขึ้นเถิด เวลานี้เป็นอัศจรรย์นักอากาศมืดมัวฟ้าร้องแผ่นดินสะเทือนเหมือนภูเขาจะทลาย ตันภักเล่าโจ๊ก็ตื่นจากที่นอนลุกออกมาแหงนหน้าขึ้นดูบนอากาศ เห็นนกอินทรีบินมาก็พิจารณาไปโดยวิชาเซียนแจ้งแล้ว จึงเล่าความให้ศิษย์ทั้งสองฟัง ว่าเดิมพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้นั้นเป็นเทพารักษ์จุติมาบังเกิดเป็นกษัตริย์จึงได้นับถือเทพยดาและเทพารักษ์ยิ่งกว่ากษัตริย์ทั้งหลาย ตั้งเครื่องบูชาทำคำอธิษฐานเนือง ๆ เวลาวันหนึ่งทำคำอธิษฐานขอต่อเง็กเซียงฮ่องเต้นั้นเขียนหนังสือผิดเป็นคำหยาบ เง็กเซียงฮ่องเต้ขัดเคืองสั่งให้มังกรหนวดแดงจุติลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์บุตรเจ้าเมืองนึงกิมก๊กอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ให้เป็นศัตรูล้างผลาญกระทำโทษพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ ให้สมกับที่ได้หมิ่นประมาทเง็กเซียงฮ่องเต้ ครั้งนั้นมีหลวงจีนผู้ใหญ่รูปหนึ่งเป็นศิษย์พระยุไหล พิจารณาเห็นว่าแผ่นดินซ้องยังไม่สูญสิ้นจึงให้นกอินทรีไปจุติบังเกิดเป็นมนุษย์สำหรับจะปราบปรามมังกรหนวดแดง ศิษย์ทั้งสองได้ฟังจึงถามว่า ศิษย์พระยุไหลท่านอยู่ที่ไหนจึงได้ใช้ให้นกอินทรีมาดังนี้ ตันภักเล่าโจ๊ก็เล่าต่อไปว่าการครั้งนี้เป็นเวรกันซับซ้อนหลายต่อ ศิษย์พระยุไหลนั้นท่านอยู่ที่วัดลุยอิมยี่ แขวงเมืองเทียนจิวก๊กข้างฝ่ายทิศตะวันตก เวลาวันหนึ่งศิษย์พระยุไหลขึ้นนั่งบนแท่นดอกบัวพร้อมไปด้วยพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระกิมกังแปด พระโลวฮ่วยสี่ร้อย กับพระเทียบทีสามพัน ปิคิวเจงหมู่หนึ่ง หยิวปอเซกหมู่หนึ่ง หยิวปออี๋หมู่หนึ่ง และเทพยดามาประชุมพร้อมกันฟังศิษย์พระยุไหลเทศนา มีดาวดวงหนึ่งจุติไปบังเกิดเป็นค้างคาว เมื่อเวลาเทศนา ค้างคาวตัวนั้นก็มาเกาะฟังอยู่ด้วย ค้างคาวฟังเทศนาเพลินไปไม่รู้ตัวถ่ายมูตรหนักเบาลงมาถูกพระและเทวดาซึ่งมาฟังเทศนาอยู่นั้น นกอินทรีเห็นค้างคาวทำลามกในที่ประชุมดังนั้นก็โกรธ บินขึ้นไปเอาจะงอยปากจิกค้างคาวนั้นตาย ศิษย์พระยุไหลเห็นนกอินทรีกระทำกับค้างคาวดังนั้นก็พิจารณารู้เหตุว่าค้างคาวมีใจอาฆาตเป็นเวรตายไป จะเกิดเป็นมนุษย์คอยล้างผลาญนกอินทรี จึงเรียกนกอินทรีเข้ามาว่า เจ้าจิกค้างคาวตายดังนี้เป็นเวรกรรมติดตัว ซึ่งเจ้าจะอยู่ในสำนักเราต่อไปนั้นไม่ได้ จงไปเกิดเป็นมนุษย์ล้างผลาญกันให้สิ้นเวรเสียก่อนจึงค่อยกลับมา นกอินทรีจึงได้บินมาทางนี้ เราจะพิจารณาตามไปก่อน เมื่อได้ความประการใดจึงจะเล่าให้ฟัง ครั้นอยู่นานมา ตันภักเล่าโจ๊พิจารณาเห็นเหตุนกอินทรีแล้วก็เล่าให้ศิษย์ทั้งสองฟังอีกว่า เมื่อนกอินทรีบินไปจากที่นี้แล้ว พบมังกรตัวหนึ่งขึ้นเล่นน้ำอยู่ที่แม่น้ำอึ้งโห นกอินทรีบินลงไปโฉบจิกเอาตามังกรบอดไปข้างหนึ่ง มังกรตัวนั้นก็มีความอาฆาตคิดจะตอบแทนนกอินทรีให้ได้ บัดนี้นกอินทรีจุติไปเข้าท้องภรรยางักหัวอยู่เมืองเซียงจิว จำเราจะต้องตามไปช่วยทารกนกอินทรีนั้นอย่าให้เป็นอันตราย จะได้อยู่ช่วยปราบศัตรูดับยุคเข็ญในแผ่นดินต่อไป เจ้าจงอยู่เฝ้ารักษาที่อยู่ของเราไว้ พูดดังนั้นแล้วตันภักเล่าโจ๊ก็แปลงตัวเป็นหลวงจีนไปเมืองเซียงจิว

บัดนี้จะกล่าวถึงงักหัวเป็นเศรษฐีมั่งมีทรัพย์สินอยู่ในเมืองเซียงจิว ภรรยาชื่อนางเอียวสี งักหัวนั้นชาวบ้านทั้งหลายนับถือว่าเป็นคนสัตย์ซื่อ ไม่คิดเบียดเบียนแก่ผู้ใด มีใจโอบอ้อมอารี เพื่อนบ้านทั้งปวงรักใคร่เป็นอันมาก ตั้งแต่งักหัวได้นางเอียวสีมาเป็นภรรยาช้านานหามีบุตรไม่ งักหัวอยากจะใคร่มีบุตรก็ตั้งเครื่องบูชาเทพยดาอธิษฐานขอให้มีบุตรอยู่เนืองๆ ครั้นนางเอียวสีมีครรภ์คลอดบุตรออกมาเป็นชาย งักหัวมีความชื่นชมยินดีเป็นอันมาก จึงจัดการทำบุญตั้งเครื่องเซ่นบวงสรวงแก้สินบน

ฝ่ายหลวงจีนตันภักเล่าโจ๊เดินมาถึงหน้าบ้านงักหัวเห็นผู้คนเดินสับสนไปมา จึงพิจารณาดูก็รู้ว่านกอินทรีจุติมาเกิดเป็นบุตรงักหัวคลอดออกแล้ว หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ก็หยุดยืนบอกคนที่นั้นว่า จะขอบิณฑบาตข้าวฉันสักมื้อหนึ่ง คนที่บ้านนั้นจึงพูดว่าเวลาวันนี้จัดการทำบุญยังกำลังทำสุกดิบอยู่ ท่านมาหาถูกเวลาไม่ ถ้าต่อเวลาพรุ่งนี้แล้วข้าวของที่จะฉันนั้นมีถมไป หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊จึงว่าของที่จะฉันนั้นไม่เป็นไร ท่านจงไปแจ้งกับนายท่านว่าเรามายืนบิณฑบาตของฉันอยู่หน้าบ้าน คนเหล่านั้นก็ไปบอกงักหัวตามถ้อยคำหลวงจีนสั่งมา งักหัวว่าข้าวของเราทำยังหาพร้อมไม่ แต่หลวงจีนเธอมาทางไกลจะต้องให้เธอฉันไปตามมี เจ้าจงไปนิมนต์เข้ามาเถิด คนใช้ก็ออกมาพาหลวงจีนเข้าไป งักหัวจัดที่ให้หลวงจีนนั่งสมควรแล้วจึงพูดว่า เวลาวันนี้ข้าพเจ้ากำลังจัดการจะทำบุญให้ทาน ด้วยภรรยาข้าพเจ้าคลอดบุตรออกมาเป็นชาย ข้าวของทั้งปวงนั้นยังหาพร้อมไม่ ถ้าอีกสองวันท่านมาก็จะดีทีเดียว ข้าพเจ้านี้อยากจะทำบุญนักหนา หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ว่า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านนี้ใจบุญจึงได้เข้ามาหา ตัวท่านแซ่ใดชื่อไรข้าพเจ้าอยากจะทราบ งักหัวบอกว่าแซ่งักชื่อหัวอยู่ในเมืองเซียงจิวมาช้านาน ตัวท่านมาแต่ไหนแซ่ใดชื่อไรบอกให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊จึงบอกว่า ชื่อหลวงจีนฮีอี๋ เที่ยวธุดงค์มาช้านาน แจ้งว่าท่านจะทำบุญใหญ่จึงได้เข้ามาบิณฑบาต ซึ่งบุตรของท่านที่คลอดเมื่อเวลาวันก่อนนั้น ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ชมดูสักหน่อยจะได้หรือไม่ งักหัวว่าบุตรข้าพเจ้ายังอ่อนนักไม่ถึงสามวัน ครั้นจะอุ้มออกมาให้ท่านดูยังไม่สิ้นการลามกกลัวท่านจะมัวหมองไป หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ว่าหาเป็นไรไม่ท่านไปอุ้มเอามาเถิด งักหัวก็เข้าไปในห้องเล่าความให้นางเอียวสีภรรยาฟัง แล้วอุ้มเอาบุตรออกมาหาหลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ดูเด็กนั้นแล้วจึงว่า เด็กนี้ลักษณะดีเติบใหญ่ขึ้นจะมีวาสนาปราบยุคเข็ญในแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะขอตั้งชื่อให้เป็นมงคลท่านจะยอมหรือไม่ งักหัวได้ฟังก็ยินดีด้วยใจนั้นเป็นคนนับถือพระ จึงว่าเชิญท่านตั้งชื่อให้บุตรข้าพเจ้าเถิด หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ก็ให้ชื่อเด็กนั้นเรียกว่า งักฮุย ครั้นงักหัวผู้บิดาได้ฟังก็ดีใจ สั่งให้คนใช้ยกของมา นิมนต์หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ฉัน หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊บอกว่า หลวงจีนมาด้วยกันหลายองค์ จะต้องไปนิมนต์มาฉันให้พร้อมกันจึงจะดี งักหัวถามว่าหลวงจีนเหล่านั้นเธออยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าจะให้คนไปนิมนต์มาเองท่านอย่าต้องไปเลย หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ว่าข้าพเจ้าต้องไปเองจึงจะได้ พูดแล้วก็ลาออกมาถึงประตูบ้าน งักหัวก็เดินตามมา หลวงจีนตันภักเล่าโจ๊เห็นโอ่งตั้งอยู่ริมชายคาคู่หนึ่ง ก็เดินเข้าไปที่โอ่งนั้นเขียนยันต์ไว้ที่โอ่งเสกคาถากำกับเสร็จแล้ว จึงพูดกับงักหัวว่าข้าพเจ้าจะไป ถ้ามีผู้ใดเขานิมนต์ก็จะไม่ได้กลับมา ถ้าแม้นในสามวันนี้เกิดเหตุขึ้นประการใด ท่านจงเอางักฮุยบุตรของท่านใส่ลงในโอ่งคงจะป้องกันภัยอันตรายได้ พูดดังนั้นแล้วหลวงจีนตันภักเล่าโจ๊ก็ออกจากบ้านเดินหายตัวกลับไปอยู่ที่เขาฮัวซัวตามเดิม

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ