๑๓

ฝ่ายเตียปังเชียง เฮงตัด เตียจุน ขุนนางผู้กำกับทั้งสามเห็นคนที่จะมาซ้อมหัดฝีมือกลับไปเสียสิ้นแล้ว ก็พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ กราบทูลว่าจงเล่าซิวพางักฮุยเข้ามาซ้อมฝีมือที่สนาม จะแย่งชิงเอาที่จอหงวนกับชาเลียงอ๋อง งักฮุยฆ่าชาเลียงอ๋องตาย งักฮุยคนนี้เป็นไพร่หาควรที่จะกระทำดังนี้ไม่ เหตุนั้นก็เพราะจงเล่าซิวเข้าถือท้ายถือหาง งักฮุยจึงได้มีใจกำเริบ ครั้นข้าพเจ้าให้จับตัวงักฮุยไว้ จงเล่าซิวก็พยักหน้าให้ทีกับคนที่มาซ้อมหัดเหล่านั้นพากันเอิกเกริกจะฮ้วนขึ้น จงเล่าซิวปล่อยงักฮุยให้หนีไปเสีย คนซึ่งมาแต่หัวเมืองจะซ้อมฝีมือนั้นเห็นเกิดความใหญ่ขึ้นแล้วก็พากันไปเสียสิ้น จงเล่าซิวนี้เห็นแก่บุคคลมากกว่าราชการแผ่นดิน พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ทราบก็ทรงขัดเคืองจงเล่าซิวเป็นอันมากหาได้ไต่ถามสอบสวนไม่ ตรัสว่าจงเล่าซิวนี้มีโทษถึงตาย ครั้นจะให้ประหารชีวิตเสียตามโทษก็เห็นแก่ความชอบซึ่งมีมาแต่ก่อน จึงรับสั่งให้ถอดจงเล่าซิวออกเสียจากที่ขุนนาง จงเล่าซิวมีความน้อยใจด้วยพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ไม่ไต่ถามข้อความบ้างเลย ก็กราบถวายบังคมถอยออกไปจากที่เฝ้า เตียปังเชียง เฮงตัด เตียจุน เป็นขุนนางกังฉินไม่ซื่อสัตย์ ครั้นพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ถอดจงเล่าซิวออกเสียจากที่ขุนนางผู้ใหญ่แล้วก็มีความยินดี

ฝ่ายงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่เดินออกจากสนามมาถึงหน้าบ้านจงเล่าซิว ก็คุกเข่าลงคำนับจงเล่าซิวสามครั้ง แล้วร้องสั่งนายประตูว่าถ้านายท่านกลับมาบ้าน จงบอกว่าข้าพเจ้างักฮุยขอกราบลาไปก่อนแล้ว ครั้นจะคอยท่าให้พบก็กลัวภัยอันตราย งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนก็เดินไปถึงบ้านกังจินจื้อ เล่าความให้กังจินจื้อฟังทุกประการ แล้วก็รวบรวมสิ่งของลากังจินจื้อออกจากเมืองหลวงไป

ฝ่ายจงเล่าซิวกลับมาถึงบ้าน นายประตูก็เข้าไปแจ้งความตามซึ่งงักฮุยสั่งไว้ให้ฟังทุกประการ จงเล่าซิวคิดสงสารเสียดายงักฮุยนัก ด้วยเป็นคนซื่อสัตย์มีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งดังนี้หายากนัก นานไปภายหน้าคงจะมีวาสนาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จำเราจะผูกรักไว้จะได้อาศัยพึ่งพากันต่อไป คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งคนใช้ให้ขี่ม้าเร็วรีบไปตามงักฮุย ถ้าพบแล้วให้หยุดคอยท่าเราก่อน ครั้นคนใช้ไปแล้วจงเล่าซิวก็จัดเงินทองสิ่งของซึ่งจะเป็นเสบียงกลางทาง พาบ่าวไพร่ขึ้นม้าตามไปอีก คนใช้สนิทซึ่งไปด้วยจงเล่าซิวนั้นจึงพูดขึ้นว่างักฮุยพ้นไปเสียนานไกลแล้ว ท่านจะตามไปก็เห็นจะได้ความลำบากจงกลับไปบ้านเสียเถิด เมื่อต่อไปข้างหน้ารู้ว่างักฮุยไปพำนักอยู่ที่ใด จึงใช้ให้คนเอาสิ่งของไปให้เห็นจะดีกว่า จงเล่าซิวตอบว่างักฮุยคนนี้มีสติปัญญา ภูมิรู้ในการศึกสงครามคล้ายคลึงกับฮั่นสินครั้งแผ่นดินไซ่ฮั่น เราจะต้องตามไปให้พบพูดจาเกลี้ยกล่อมเอาใจไว้ ด้วยเราเห็นว่าบ้านเมืองทุกวันนี้พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็เชื่อถือแต่ขุนนางกังฉินสอพลอไม่ซื่อสัตย์ เห็นว่าคงจะมีศึกสงครามใหญ่ขึ้นในเร็วๆ นี้เป็นแน่ เราจะได้พึ่งสติปัญญาและฝีมืองักฮุยช่วยปราบปรามข้าศึกศัตรูฉลองคุณพระเจ้าแผ่นดิน ท่านทั้งปวงอย่าเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเลย พูดกันพลางก็ขับม้ารีบไป

ฝ่ายงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนออกจากเมืองหลวงรีบไปทางประมาณห้าลี้หกลี้ เห็นคนขี่ม้ารีบเร็วติดตามมา เฮงกุ้ยจึงพูดขึ้นว่าคนซึ่งขี่ม้าตามมานั้น เห็นจะมาเอาตัวพวกเราดอกกระมัง งูเกาว่าคงจะเป็นพวกชาเลียงอ๋อง ถ้ามาถึงแล้วเราช่วยกันฆ่าฟันมันเสียให้สิ้น ยกเอางักฮุยพี่เราขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน เราทั้งสี่คนก็จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ จะมาคิดกลัวเกรงมันทำไม งักฮุยได้ฟังจึงว่าเจ้าอย่าพูดดังนี้ต่อไป พี่น้องทั้งห้าคนก็หยุดยืนม้าจัดแจงตัวมั่นคงคอยที่จะสู้รบ พอม้าใช้จงเล่าซิวมาใกล้เข้าจึงร้องเรียกงักฮุยว่าท่านอย่าเพิ่งไป นายข้าพเจ้าจะตามมาให้พบกับท่าน งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนก็ลงจากหลังม้านั่งคอยท่าอยู่ พอจงเล่าซิวมาถึงงักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่ก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับถามว่า ท่านตามข้าพเจ้ามาให้ได้ความลำบากนั้นด้วยเหตุประการใด จงเล่าซิวก็เล่าความซึ่งเตียปังเชียงทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ ปรักปรำเอาจนทรงขัดเคืองถอดเราออกเสียจากที่ขุนนาง งักฮุยได้ฟังก็ทอดใจใหญ่ว่าการซึ่งเป็นดังนี้ก็เพราะท่านมีความเมตตาพวกข้าพเจ้า จงเล่าซิวว่าเวลานี้ก็จวนเย็นจวนค่ำแล้ว เราพากันไปพักอยู่ที่สวนของลีไทซือเถิด ที่ทางกว้างขวางพออาศัยอยู่ได้สักคืนหนึ่งแล้วจึงค่อยไป งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนก็ขึ้นม้าตามจงเล่าซิวไปถึงสวนลีไทซือก็เข้าหยุดพักอยู่ที่นั้น จงเล่าซิวให้คนใช้ไปซื้อสิ่งของกินจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงสู่กันกินเสร็จแล้ว จงเล่าซิวจึงพูดว่า พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้นี้พระทัยเลื่อนลอย เชื่อคนยุยงหาทรงทราบในนิสัยคนกังฉินไม่ ครั้นเราจะทูลทัดทานก็จะทรงขัดเคืองมากไปจึงต้องนิ่งเสีย แม้นต่อไปภายหน้ามีเหตุการณ์สิ่งใดขึ้น ถ้ารู้สำนึกแล้วคงจะหาเราไปตั้งเป็นขุนนางอีก ท่านอย่าเพิ่งเสียใจก่อน จงอุตส่าห์ซักซ้อมฝีมือไว้ ถ้าเราได้กลับเป็นขุนนางก็คงจะทำนุบำรุงท่านให้มียศฐาบรรดาศักดิ์และความสุข จงเล่าซิวก็เอาเสื้อเกราะและหมวกสำรับหนึ่ง กับเงินทองของซึ่งจะเดินทางให้กับงักฮุยแล้วว่า เราเห็นเจ้ายังไม่มีเสื้อเกราะและหมวกซึ่งจะใส่สู้ข้าศึกศัตรู เจ้าจงเอาไว้สำหรับตัว เงินทองนี้เจ้าจะได้เอาไปซื้อกินตามทาง งักฮุยก็คำนับรับสิ่งของไว้ ครั้นเวลารุ่งเช้าจงเล่าซิวก็กลับมาบ้าน งักฮุยกับพี่น้องทั้งสี่คนก็พากันเดินไป เฮงกุ้ยนั้นป่วยเป็นไข้พลัดตกลงจากหลังม้าเป็นลมนิ่งไปไม่ได้สติ พี่น้องทั้งสี่คนเข้าช่วยกันแก้ไขฟื้นขึ้นแล้ว งักฮุยจึงว่าเฮงกุ้ยกำลังป่วยมากอยู่เห็นจะไปไม่ได้ จะต้องหาที่อาศัยพักรักษาพยาบาลให้หายเสียก่อน ทึงฮวยจึงว่าเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยหนึ่งก็จะถึงตำบลบ้านเจียวฮองติ้นพอจะหาที่พำนักได้ งักฮุยกับพี่น้องก็พยุงเฮงกุ้ยขึ้นม้าเดินไปถึงโรงเตี้ยมของอึงเล่าชิด ก็พากันเข้าพักอาศัยอยู่ที่นั้น งักฮุยจึงให้อึงเล่าชิดไปหาหมอมารักษาเฮงกุ้ยอยู่หลายวัน อาการจึงค่อยคลายขึ้น

ฝ่ายกิมตอตั้วอ๋อง ซึ่งเป็นนายโจรอยู่ที่เขาไทฮังซัว ได้คิดการไว้กับชาเลียงอ๋องแต่ก่อนนั้น ครั้นชาเลียงอ๋องเข้าไปเมืองเปียนเหลียง กิมตอตั้วอ๋องก็คอยฟังข่าวช้านานไม่ได้ความ จึงให้คนลอบเข้าไปสืบข่าวชาเลียงอ๋อง ณ เมืองเปียนเหลียง คนใช้ไปสืบได้ความแล้วก็กลับมาแจ้งแก่กิมตอตั้วอ๋องว่าชาเลียงอ๋องเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ จะขอเอาที่จอหงวนก็โปรดให้ แต่ให้ซักซ้อมฝีมือให้คนทั้งปวงเห็นปรากฏเสียก่อน ครั้นถึงวันกำหนดชาเลียงอ๋องออกซักซ้อมฝีมือกับงักฮุย งักฮุยฆ่าชาเลียงอ๋องตายเสียแล้ว พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ทรงขัดเคืองจงเล่าซิวว่าเป็นพวกพ้องงักฮุย ให้ถอดจงเล่าซิวออกเสียจากขุนนาง แต่บรรดาคนซึ่งมาแต่หัวเมืองจะทดลองฝีมือนั้นก็พากันกลับไปเสียสิ้น ขุนนางในเมืองหลวงทุกวันนี้ไม่มีผู้ใดมีสติปัญญาเหมือนจงเล่าซิว มีแต่ขุนนางกังฉินสอพลอโลเลไม่เป็นราชการ กิมตอตั้วอ๋องได้ฟังความแล้วจึงปรึกษากับชันขี เตงบู๊ ซึ่งเป็นกุนซือผู้มีสติปัญญาว่า ชาเลียงอ๋องก็ตาย จงเล่าซิวขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งมีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งก็ต้องถอดออกนอกราชการ ในเมืองเปียนเหลียงทุกวันนี้มีแต่ขุนนางโกงไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน เราคิดจะยกกองทัพไปตีเอาเมืองเปียนเหลียงท่านจะเห็นประการใด ชันขี เตงบู๊จึงว่าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้พระทัยโลเลไม่รู้จักเลี้ยงขุนนาง ยกย่องแต่พวกขุนนางกังฉิน ราชการบ้านเมืองก็ผันแปรไปต่าง ๆ อาณาประชาราษฎรในเมืองหลวงและหัวเมืองก็ไม่มีใครชอบ พากันได้ความเดือดร้อนไปด้วยพวกขุนนางกังฉินเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน หัวเมืองด่านทางทั้งปวงขุนนางซึ่งไปรักษาอยู่นั้นก็เป็นขุนนางเสียสินบน หาเป็นคนมีสติปัญญากล้าแข็งไม่ ถ้าท่านยกกองทัพไปก็คงจะตีเมืองหลวงได้เป็นแน่ ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้วกิมตอตั้วอ๋องก็สั่งให้นายทหารประชุมไพร่พลซักซ้อมเพลงอาวุธให้คล่องแคล่ว จัดหาเสบียงอาหารและเครื่องศาสตราวุธไว้พร้อมบริบูรณ์แล้ว กิมตอตั้วอ๋องตั้งให้ม้าเปาเป็นนายกองทัพหน้า ตั้งให้ฮอลัก ฮอชิดเป็นนายทัพปีกซ้ายขวา กิมตอตั้วอ๋องเป็นทัพหลวง สั่งให้ทหารกองทัพเหล่านั้นแต่งตัวเครื่องนุ่งห่มให้เหมือนทหารเมืองเปียนเหลียง ครั้นได้วันฤกษ์ดีกิมตอตั้วอ๋องก็คุมทหารหกหมื่นยกออกจากเขาไทฮังซัวตรงไปทางเมืองเปียนเหลียง ขณะเมื่อกิมตอตั้วอ๋องยกกองทัพมานั้น แต่บรรดาด่านและหัวเมืองรายทาง เห็นทหารกองทัพกิมตอตัวอ๋องแต่งตัวเหมือนทหารเมืองเปียนเหลียง ก็สำคัญว่ากองทัพเมืองเปียนเหลียงยกไปปราบปรามข้าศึกตามหัวเมืองกลับมา ก็พากันเฉยอยู่หาได้ออกสู้รบต้านทานไม่ กิมตอตั้วอ๋องจึงได้ยกกองทัพรุกเร็วเข้าไปใกล้เกือบจะถึงกำแพงเมืองเปียนเหลียง กิมตอตั้วอ๋องสั่งให้ทหารตั้งค่ายลงข้างทิศใต้เมืองตรงประตูชุนนำหมึงห่างกำแพงเมืองประมาณสิบลี้ พวกราษฎรซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองเห็นกองทัพยกมาตั้งค่ายลงดังนั้นก็พากันตกใจแตกตื่น ความจึงได้ทราบเข้าไปถึงเมืองหลวง พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ทรงทราบข่าวว่ามีข้าศึกมาตั้งค่ายอยู่ทางประตูชุนนำหมึงก็ตกพระทัย สั่งให้เกณฑ์ทหารขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินแล้ว ให้ประชุมขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊เข้ามาพร้อมกันในที่ว่าราชการ ตรัสปรึกษาว่าเฮงเสียงนายโจรที่เขาไทฮังซัวซึ่งตั้งตัวเป็นกิมตอตั้วอ๋องยกกองทัพมาตั้งประชิดเมืองดังนี้ จะเห็นผู้ใดที่จะยกออกไปสู้รบกับข้าศึกได้ ขุนนางทั้งปวงได้ฟังรับสั่งก็ไม่มีผู้ใดกราบทูลพากันก้มหน้านิ่งอยู่ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ตรัสว่า แต่โบราณมาพระเจ้าแผ่นดินชุบเลี้ยงขุนนางมีสติปัญญาและฝีมือไว้ร้อยวันพันวัน ถ้ามีราชการสำคัญขึ้นใช้แต่เวลาเดียวก็คุ้ม ในการนี้เราก็ได้ชุบเลี้ยงทำนุบำรุงท่านทั้งหลายให้ยศศักดิ์มาก็ช้านาน บัดนี้มีราชการทัพศึกสงครามมา พวกท่านทั้งหลายก็พากันนิ่งเสียไม่มีผู้ใดรับอาสา ขุนนางผู้หนึ่งชื่อลีกังได้ยินรับสั่งดังนั้นจึงกราบทูลขึ้นว่า ซึ่งกิมตอตั้วอ๋องนายโจรนี้ก็คิดการมาช้านานแล้ว แต่เกรงกลัวสติปัญญาจงเล่าซิวอยู่ไม่อาจยกกองทัพมา บัดนี้ทราบว่าจงเล่าซิวเป็นโทษต้องถอดออกนอกราชการแล้ว กิมตอตั้วอ๋องจึงมีใจกำเริบยกกองทัพล่วงเข้ามาถึงชานกำแพงเมือง ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าพระองค์โปรดให้จงเล่าซิวกลับมาเป็นขุนนางคุมทหารออกไปสู้รบก็คงจะมีชัยชนะ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ทรงฟังก็เห็นชอบ จึงรับสั่งให้ลีกังไปหาจงเล่าซิวเข้ามาเฝ้า ลีกังก็กราบถวายบังคมลาไป

ฝ่ายจงเล่าซิว ครั้นรู้ความว่ากิมตอตั้วอ๋องยกกองทัพมา จึงคิดว่าขุนนางในเมืองเปียนเหลียงทุกวันนี้ไม่เห็นหน้าผู้ใดที่จะออกไปสู้รบต้านทานข้าศึกได้ คงจะมีรับสั่งให้หาเราเข้าไป จำจะคิดหาอุบายแก้โกงเตียปังเชียงเสียให้ได้ จึงบอกจงฮวงผู้บุตรว่าถ้าผู้ใดถือรับสั่งพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มาหาเรา เจ้าจงบอกว่าบิดาป่วยมากอยู่ออกมานอกห้องไม่ได้ จงเล่าซิวก็เข้าอยู่ในห้องหาออกมาให้ผู้ใดพบปะไม่

ฝ่ายลีกังถือรับสั่งมาถึงบ้านจงเล่าซิวจึงถามจงฮวงว่าบิดาเจ้าอยู่หรือไม่ มีรับสั่งพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ให้เรามาเชิญเข้าไปเฝ้า จงฮวงบอกว่าบิดาป่วยนอนอยู่ในห้อง ลีกังก็ให้จงฮวงพาเข้าไป จงเล่าซิวทำเป็นครางแล้วร้องว่า พวกอ้ายกังฉินคนโกงทำให้เราเจ็บปวดยิ่งนัก ลีกังได้ฟังก็แจ้งในปัญญาของจงเล่าซิว จึงว่าถ้าคนอื่นมาหาท่านก็ต้องมีโทษไม่ป่วยแกล้งบอกว่าป่วย จงฮวงจึงบอกว่าบิดาข้าพเจ้าป่วยมาหลายวันแล้ว ลีกังว่าโรคของบิดาท่านนั้นเรารู้อยู่แล้วจะกลับไปทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ให้ทราบเสียก่อน ลีกังก็กลับเข้าไปกราบทูลว่าจงเล่าซิวป่วยเข้ามาเฝ้าไม่ได้ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ตรัสว่าจงเอาหมอหลวงไปรักษาเสียให้หายโดยเร็ว ลีกังกราบทูลว่าโรคจงเล่าซิวนั้นเกิดด้วยต้องคนโกงช้ำชอกในใจ ซึ่งหมอหลวงจะไปรักษานั้นเห็นจะไม่หาย ถ้าพระองค์โปรดชำระคนโกงเสียแล้วจงเล่าซิวก็คงจะหายป่วย พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตรัสถามว่าผู้ใดเป็นขุนนางกังฉินคนโกง เตียปังเชียงได้ฟังตรัสถามดังนั้นก็ตกใจ ชิงกราบทูลขึ้นไปว่าซึ่งคนโกงนั้นเห็นจะเป็นเฮงตัด เมื่อวันซ้อมฝีมือแย่งชิงที่จอหงวนกันนั้น เห็นจงเล่าซิวกับเฮงตัดทุ่มเถียงวิวาทกันอยู่ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้กำลังอยากที่จะให้จงเล่าซิวเข้ามาเฝ้า หาตรัสถามถ้อยความประการใดไม่ รับสั่งให้เอาตัวเฮงตัดไปทำโทษจำเสีย ครั้นลีกังจะทูลต่อไปก็ไม่มีช่องโอกาส พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้รับสั่งให้ลีกังไปหาตัวจงเล่าซิวเข้ามาเดี๋ยวนี้ ลีกังก็กลับออกไปหาจงเล่าซิว คำนับแล้วก็เล่าความตามรับสั่งซึ่งทำโทษเฮงตัดให้ฟังทุกประการ จงเล่าซิวว่าผิดไปเสียแล้ว ลีกังว่าเตียปังเชียงปัญญาว่องไวนัก ชิงทูลปรักปรำใส่โทษเฮงตัด กลัวจะชำระความต้องเป็นโทษทั้งสามคน เฮงตัดรู้ทีก็รับโทษแต่ผู้เดียว หมายว่าเตียปังเชียงคงจะแก้ไขให้ออกได้ จงเล่าซิวว่าครั้นเราจะบิดพลิ้วต่อไปอีกก็จะเสียกตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน จะต้องเข้าไปรับอาสาฉลองพระเดชพระคุณไปกว่าจะสิ้นกำลัง จงเล่าซิวกับลีกังก็พากันเข้าไปเฝ้า พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นจงเล่าซิวเข้ามาเฝ้าก็มีความยินดี แล้วคิดละอายใจตรัสไม่ใคร่จะเต็มปาก ด้วยเมื่อจะถอดจงเล่าซิวนั้นไม่ได้ถามถ้อยความสิ่งใด เชื่อแต่เตียปังเชียงฝ่ายเดียว จึงตรัสถึงอาการป่วยไข้บ้างเล็กน้อย แล้วก็ตั้งให้จงเล่าซิวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ว่าราชการไปตามเดิม ตรัสว่าข้าศึกยกมาตั้งประชิดเมืองอยู่ ท่านจงเป็นแม่ทัพคุมทหารออกไปปราบปรามข้าศึกให้พ่ายแพ้ไปเสียโดยเร็ว เตียปังเชียงจึงกราบทูลขึ้นว่า ซึ่งพระองค์ทรงโปรดตั้งให้จงเล่าซิวเป็นแม่ทัพออกไปปราบข้าศึกนั้นดีแล้ว กิมตอตั้วอ๋องยกกองทัพมาครั้งนี้ ทหารก็ไม่สู้แข็งแรง สู้ฝีมือทหารหลวงไม่ได้ จงเล่าซิวก็มีสติปัญญาและฝีมือหาต้องเอาทหารไปมากไม่ เอาไปแต่สักห้าพันก็พอจะเอาชัยชนะได้ ซึ่งเตียปังเชียงทูลดังนั้นเพราะใจอิจฉา อยากจะให้จงเล่าซิวแพ้แก่กิมตอตั้วอ๋อง ให้จงเล่าซิวตายเสียในกลางศึก พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้พระองค์ก็มิได้มีสติปัญญาเป็นแต่พยักพเยิดเอออือไปตามคำเตียปังเชียงกราบทูล สั่งให้เจ้าพนักงานเกณฑ์ทหารให้จงเล่าซิวห้าพันแล้วก็เสด็จขึ้น จงเล่าซิวหาทันจะกราบทูลขอทหารเพิ่มเติมไปอีกไม่ ก็คิดเสียใจออกมาจากที่เฝ้า พูดกับลีกังว่าตัวท่านเปรียบเหมือนเสือคิดจะขบกัดสุนัขก็กัดไม่ได้ บัดนี้สุนัขกลับกัดเสือเสียแล้ว ลีกังว่าเวลาพรุ่งนี้ได้ช่อง ข้าพเจ้าจะทูลขอทหารให้ยกไปช่วยอีก จงเล่าซิวว่าอย่าวุ่นวายเพ็ดทูลต่อไปอีกเลย การจะแพ้ชนะข้าศึกก็สุดแต่บุญวาสนาของแผ่นดิน ตัวเราเป็นข้าทหารก็จะเอาความกตัญญูเป็นที่ตั้งสุดแล้วแต่การจะเป็นไป พูดกันแล้วจงเล่าซิวก็กลับไปบ้านจัดเครื่องอาวุธสำหรับตัว เรียกจงฮวงผู้บุตรไปด้วย ครั้นไปถึงสนามเห็นทหารจัดการเตรียมไว้พร้อม พอได้กำหนดฤกษ์ก็ยกกองทัพออกจากเมืองเปียนเหลียงไปใกล้จะถึงค่ายข้าศึก เห็นมีภูเขาอยู่แห่งหนึ่งชื่อเมียวธอกัง จงเล่าซิวขึ้นไปดูบนเขาเห็นกองทัพข้าศึกตั้งค่ายรายกันไปเป็นอันมาก ดูประมาณทหารสักหกเจ็ดหมื่น จึงคิดว่าเรายกกองทัพมาครั้งนี้มีทหารแต่ห้าพันที่ไหนจะสู้ข้าศึกได้ จึงหยุดพักตั้งค่ายอยู่บนเนินเขา จงฮวงผู้บุตรจึงเข้าไปถามว่า ซึ่งบิดาให้ตั้งค่ายบนเนินเขานี้ ถ้าข้าศึกยกมาล้อมจะคิดประการใด จงเล่าซิวว่าบิดาจะเล่าให้ฟัง การครั้งนี้เตียปังเชียงคิดอิจฉาอยากจะให้บิดาตายเสียด้วยฝีมือข้าศึก จึงกราบทูลให้เกณฑ์ทหารแต่ห้าพัน พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็เชื่อไม่ตรัสปรึกษาหารือเราแต่สักคำหนึ่ง บิดาคิดน้อยใจจึงได้มาตั้งค่ายอยู่ดังนี้ หมายจะเอาชีวิตเข้าสู้ข้าศึกถวายพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสียในคราวนี้ ครั้นจะอยู่เป็นขุนนางทำราชการต่อไป ก็คิดเห็นว่าฝ่าฝืนขุนนางกังฉินไม่ได้ แล้วก็จะมีแต่ความโทมนัสน้อยใจไปทุกวันทุกเวลา ครั้นจะหลีกหนีเสียไม่ทำราชการ ก็จะเป็นคนไม่มีกตัญญู จึงคิดว่าตายเสียดีกว่าอยู่ เจ้ากับทหารเหล่านี้อยู่รักษาค่าย บิดาจะไปสู้รบกับข้าศึกแต่ผู้เดียว ถ้ารู้ว่าบิดาตายแล้ว เจ้าพาทหารหนีกลับเข้าเมืองไปบ้านบอกกับมารดาเจ้า อย่าให้อยู่ในเมืองเปียนเหลียงเลย พาครอบครัวกลับไปอยู่เสียบ้านเดิมเถิด ตัวเจ้านี้ถ้ารับสั่งจะตั้งให้เป็นขุนนางก็อย่ารับที่หลบหลีกเสียรักษาชีวิตไว้จะได้สืบตระกูลต่อไป ครั้นสั่งบุตรดังนั้นแล้วก็ถืออาวุธขึ้นม้าจะไปสู้กับข้าศึก พวกนายทหารจะพากันตามไป จงเล่าซิวจึงห้ามไว้ว่าอย่าตามเราไปเลย เราจะไปสู้แต่ผู้เดียวดูกำลังข้าศึกก่อน ถ้าเห็นว่าเราได้ทีมีชัยชนะพวกเจ้าจงไปซ้ำเติมเอา ถ้าแม้นเสียทีตัวเราตายแล้วพวกเจ้าจงกลับไปบ้านเมืองเถิด พวกทหารเหล่านั้นอ้อนวอนจะขอติดตามไป จงเล่าซิวก็ไม่ยอม หมายใจว่าจะเอาชีวิตถวายพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้แต่ผู้เดียว จงเล่าซิวก็ขับม้าลงจากเขาตรงไปค่ายข้าศึกไล่ฆ่าฟันพังค่ายเข้าไป ทหารกิมตอตั้วอ๋องไม่ทันรู้ตัว จงเล่าซิวฆ่าตายเสียเป็นหลายคน ทหารข้าศึกเห็นจงเล่าซิวมาแต่ผู้เดียวก็เข้าล้อมจะจับตัว จงเล่าซิวมีฝีมือกำลังเข้มแข็งฆ่าฟันข้าศึกแตกหนีกระจายไป ความแจ้งไปถึงกิมตอตั้วอ๋อง กิมตอตั้วอ๋องจึงคิดว่า จงเล่าซิวคนนี้มีฝีมือเข้มแข็ง เดิมได้ยินข่าวว่าจงเล่าซิวต้องถอดออกจากราชการแล้ว เหตุใดจึงได้มาแต่ผู้เดียว หรือขุนนางกังฉินจะทูลยุยงพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ประการใด จงเล่าซิวจึงได้ออกมาทำศึกแต่ผู้เดียวไม่รักชีวิตดังนี้ ถ้าแม้นเราได้จงเล่าซิวไว้เป็นพวกของเรา การซึ่งจะตีเมืองเปียนเหลียงก็คงจะสำเร็จความปรารถนา กิมตอตั้วอ๋องก็ถืออาวุธขึ้นม้าขับออกมาร้องสั่งทหารทั้งปวงว่าให้ล้อมจับจงเล่าซิวเอาเป็นอย่าให้ตายเสีย ทหารเหล่านั้นก็ล้อมจงเล่าซิวเข้าไว้แน่นหนามิให้ออกไปได้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ