ตอนที่ ๒๘ การรบที่เขาอังชัน

๏ สถิตเหนือแท่นรัตน์ชัชวาล เคียงองค์เยาวมาลย์เสน่หา
เล่าความตามได้จำนรรจา โต้ตอบอสุราอาธรรม์
พี่ก็ได้งอนง้อขอโทษ ยิ่งกริ้วโกรธว้าวุ่นหุนหัน
ถึงพรหมลิขิตของกุมภัณฑ์ จะสิ้นชีวาสัญในวันนี้
ขอเชิญโฉมเฉลาเยาวเรศ ขวัญเนตรมาไปด้วยพี่
ยังเขาอังชันคีรี เป็นที่รณรงค์รอนราญ
ตรัสแล้วก็โอบอุ้มองค์ พระอนงค์เยาวยอดสงสาร
สำแดงเดชเหาะระเห็จเตร็ดทะยาน ไปสถานอังชันบรรพตา

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษา
เห็นมนุษย์องอาจอหังการ์ อุ้มราชธิดาเหาะไป
ทวยหาญห้อมล้อมอยู่เกลื่อนกลาด ก็ไม่อาจกั้นกางขวางได้
อสุรีกริ้วโกรธคือไฟ จะลามไหม้โลกาธาตรี
ขับพญามหาเมฆกุญชร เร่งหมู่นิกรยักษี
แน่นพื้นอากาศปัฐพี ตรงไปคีรีอังชัน

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึงหยุดคเชนทร์ทรง เห็นองค์อุณรุทรังสรรค์
กับพระบุตรีวิไลวรรณ ยืนอยู่ด้วยกันบนบรรพต
ท่วงทีอาจองทะนงหาญ พญามารกริ้วโกรธดั่งไฟกรด
ร้องสั่งเสนีอันมียศ ให้เร่งทศโยธาเข้าราวี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณพักตร์เสนายักษี
รับสั่งพญาอสุรี ก็เร่งพลโยธีเข้าชิงชัย

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารทหารน้อยใหญ่
ต่างตนแผลงฤทธิเกรียงไกร ถาโถมเข้าไปเป็นโกลา
บ้างเข้าง้างเอาสิงขร บ้างถอนเอาต้นพฤกษา
ฟาดทิ้งด้วยกำลังศักดา ไล่พิฆาตเข่นฆ่าราวี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
เห็นพวกพหลโยธี กรูกันอึงมี่เข้าราญรอน
พระยืนอยู่เหนือพื้นศิลาลาด องอาจดั่งพญาไกรสร
ชักพระขรรค์แก้วสำหรับกร รับรันฟันฟอนอสุรา
อันนายใหญ่ชื่อว่ารณพักตร์ กับพวกพลยักษ์กองหน้า
ก็สุดสิ้นชีวิตด้วยฤทธา หลานพระจักราธิบดี

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษี
แลเห็นรณพักตร์เสนี กับหมู่โยธีบรรลัยลาญ
จึ่งชักศรสาตร์พาดสาย หมายล้างชีวิตสังขาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารก็ผาดแผลงไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ศรนั้นบันดาลเป็นเพลิงกรด ล้อมรอบบรรพตเขาใหญ่
รุ่งโรจน์โชติป่าพนาลัย จะลามไหม้เอาองค์พระยอดฟ้า

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลานพระหริรักษ์นาถา
เห็นกรุงพาณผาดแผลงศรมา เป็นเพลิงแรงแสงกล้าดั่งไฟกัลป์
ไม่ครั่นคร้ามขามฤทธิ์ขุนยักษ์ พระหัตถ์ฉวยชักพระแสงขรรค์
เสด็จเหนือยอดเขายืนยัน ทรงธรรม์กวัดแกว่งไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ด้วยเดชพระแสงสุรกานต์ บันดาลเป็นฝนแสนห่า
ตกลงมาแต่เมฆา ดับไฟพญาอสุรี
แล้วไหลหลั่งดั่งห้วงสมุทรไท ไปท่วมพลไกรยักษี
ทั้งหมู่คชาพาชี ว่ายวนชลธีแหลกลาญ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรใจหาญ
เห็นหมู่พหลพลมาร บ้างวายปราณบ้างว่ายในสายชล
ยิ่งกริ้วกราดผาดแผดสุรเสียง สำเนียงพิลึกโกลาหล
เงื้อง่าจักรแก้วฤทธิรณ ขว้างไปเบื้องบนโพยมพราย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จักรเป็นลมกาฬพานพัด กำจัดห้วงน้ำแห้งหาย
แล้วสำแดงเดชกลับกลาย เป็นนาคตัวร้ายอเนกนันต์
เลื้อยเลิกพังพานพ่นพิษ ดังเพลิงชวลิตฉายฉัน
จะเข้ารวบรัดองค์พระทรงธรรม์ ด้วยเดชกุมภัณฑ์อันเกรียงไกร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงฤทธิ์แผ่นดินไหว
เห็นหมู่นาคราชกลาดไป ทั้งในพ่างพื้นอัมพร
ก็กวัดแกว่งพระแสงขรรค์แก้ว เป็นประกายพรายแพร้วประภัสสร
แล้วขว้างออกไปจากกร ด้วยกำลังฤทธิรอนอันศักดา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระขรรค์ชัยไปเป็นพญาครุฑ ฉวยฉุดจับนาคเป็นภักษา
สูญหายวายชีพชีวา แล้วกลับมายังกรพระภูมี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษี
เห็นพระขรรค์เป็นสุบรรณสกุณี ฉาบโฉบนาคีบรรลัยลาญ
ยิ่งเคืองแค้นแสนโทมนัสนัก ด้วยแพ้ฤทธิ์สิทธิศักดิ์กำลังหาญ
กรกรายขอแก้วสุรกานต์ ขับคชาธารเลิศไกร
โรมรุกบุกฟ้าขึ้นหน้าพล เสียงคำรนโกญจนาทหวาดไหว
ทะยานย่างวางวู่เข้าไป หมายให้โถมแทงภูธร

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์อวตารชาญสมร
เห็นท้าวยักษียี่สิบกร ขับพญากุญชรเข้ามา
จึ่งถอดซึ่งเทพธำมรงค์ สอดทรงนิ้วพระหัตถ์เบื้องขวา
ออกคำรพนบคุณพระอัยกา แล้วผ่านฟ้าก็ขว้างไปทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แหวนแก้วขององค์พระทรงครุฑ สำแดงฤทธิรุทแผ่นดินไหว
สำเนียงครืนครั่นสนั่นไป ดั่งเสียงบรรลัยลมกาฬ
ตรงมาถูกพญามหาเมฆ เอกอัครคเชนทร์ตัวหาญ
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร บรรลัยลาญด้วยฤทธิ์ราวี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นแล้วพระธำมรงค์รัตน์ เลื่อนลอยจำรัสรัศมี
กลับมาสวมหัตถ์ดัชนี หลานพระจักรีผู้ศักดา[๑]

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษา
เสียช้างต้นเอกไอยรา อันแกล้วกล้าเหี้ยมหาญชาญฉกรรจ์
เสียทั้งรถรัตน์อัสดร อีกหมู่นิกรพลขันธ์
ดั่งว่าเสียชีพชีวัน โรมรันผู้เดียวเปลี่ยวกาย
เห็นมนุษย์ฤทธิไกรคือไฟกรด ยิ่งหวาดหวั่นรันทดใจหาย
จำกูจะดูแยบคาย คิดแล้วอุบายถามไป
เหวยเหวยดูก่อนอุณรุท ได้เทพอาวุธมาแต่ไหน
สังหารคชกรรม์เราบรรลัย อาจใจทำได้ถึงเพียงนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังวาจาอสุรี ภูมีสรวลยิ้มพริ้มพักตร์
แล้วร้องว่าเหวยกรุงพาณ อันแหวนสุรกานต์สิทธิศักดิ์
องค์นี้มีฤทธิ์ประเสริฐนัก ของพระหริรักษ์จักรา
เมื่อครั้งเสด็จมานั้น ทรงธรรม์พบท่านบนเวหา
ก็ได้ตรัสแจ้งกิจจา ว่าเป็นนารายณ์อวตาร
ลงมากำจัดสัตว์บาป ซี่งร้ายหยาบอิจฉาโมหาหาญ
ให้เย็นยุคเป็นสุขสำราญ ทั่วสถานภพแผ่นแดนไตร
ตัวท่านเป็นพาลหยาบช้า จะเชื่อฟังบัญชาก็หาไม่
เราเป็นหลานรักร่วมใจ ภูวไนยธิราชจักรี
จึ่งประทานซึ่งเทพอาวุธ อันทรงฤทธิรุทรเรืองศรี
ไว้หวังสังหารชีวี ท่านนี้ให้บรรลัยลาญ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรใจหาญ
ได้ฟังเรื่องรสพจมาน ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
เหวยเหวยดูก่อนมนุษย์ ยกวงศ์นี้สุดสูงใหญ่
อวดอ้างช่างไม่อายใจ คือใครจะเชื่อวาจา
นี่ฤๅหลานองค์พระทรงนาค ฤทธิรุทรภุชภาคย์นาถา
เป็นไรจึ่งให้นาคา รัดพาไปได้ในอัมพร
ไม่ทำศักดาอานุภาพ ปราบแต่นาคนั้นให้ได้ก่อน
นี่หากเรางดลดกร ไม่ราญรอนจึ่งรอดชีวัน
ถึงท้าวจักรกฤษณ์สุริย์วงศ์ ว่าเป็นองค์นารายณ์รังสรรค์
หากความคิดดีหนีทัน หาไม่ชีวันจะมรณา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทภุชพงศ์นาถา
ได้ฟังบรรหารอสุรา ผ่านฟ้าจึ่งตรัสตอบไป
เหวยเหวยดูก่อนขุนมาร ยังฮึกหาญด้านว่าก็เป็นได้
เมื่อเห็นตระหนักประจักษ์ใจ ไม่เชื่อวาจาพาที
ทำไมสุริย์วงศ์พระทรงสังข์ ไม่พลาดพลั้งบ้างเลยฤๅยักษี
ครั้งนารายณ์เป็นพระรามจักรี ไปสังหารอสุรีในลงกา
ส่วนองค์พระลักษมณ์นุชนาถ ก็ต้องศรนาคบาศยักษา
แก้ได้ไม่สิ้นชีวา กลับฆ่าอาธรรม์บรรลัยลาญ
ซึ่งความเวทนาดั่งนี้ ย่อมมีทั่วโลกทุกสถาน
อันองค์พระลักษมณ์ชัยชาญ ใช่น้องพระอวตารฤๅว่าไร
ท่านนี้ถึงที่พรหมลิขิต จึ่งมืดมิดหาเชื่อฟังไม่
จงคืนเข้ารัตนากรุงไกร สั่งสนมกรมในแลเสนา
เสร็จแล้วจึ่งออกมาต่อสู้ กับตัวกูผู้หลานพระนาถา
จะสังหารผลาญเสียด้วยศักดา ให้สิ้นชีวาในวันนี้

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ได้ฟังดั่งสายอสุนี ฟาดต้องอินทรีย์ขุนมาร
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันครั่นครึก เหี้ยมฮึกตบหัตถ์ฉัดฉาน
เหวยเหวยมนุษย์สาธารณ์ อหังการให้เกินพักตรา
ถ้อยคำร่ำอ้างอวดรู้ ทั้งขู่ทั้งลวงได้ซึ่งหน้า
จะให้กลับเข้านิเวศน์สวรรยา อยู่หลังจะได้พากันหนีไป
ว่าพลางเหลือบเห็นพระบุตรี อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
เหม่อีอุษาจัญไร ดูดู๋เป็นได้ช่างไม่คิด
เสียแรงที่กูบำรุงเลี้ยง พ่างเพียงสืบสายโลหิต
ความรักเปรียบปานชีวิต แสนถนอมเป็นนิจดั่งดวงตา
ทีนี้จะประจักษ์ว่ารักตอบ คิดชอบแทนคุณพ่อหนักหนา
มึงหักจิตคิดล้างบิดา จึ่งตามชายมาได้ดั่งนี้
แม้ว่าชีวันกูบรรลัย จะร้องไห้ฤๅจะสรวลเกษมศรี
อีลูกทรลักษณ์อัปรีย์ ดีแล้วจะได้เห็นกัน

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางอุษาสาวสวรรค์
ได้ฟังบิตุเรศรำพัน กัลยาสลดระทดใจ
คิดความยามท้าวอุปถัมภ์ กลั้นน้ำเนตรไว้มิใคร่ได้
นบนิ้วขึ้นแล้วก็ทูลไป ภูวไนยของลูกคือโมลี
อันพระคุณซึ่งการุญรัก ได้เป็นหลักชุบเกล้าเกศี
หนักยิ่งแผ่นฟ้าธาตรี ไม่มีสิ่งซึ่งจะเปรียบปาน
ใช่ลูกไม่คิดถึงบิตุเรศ ซึ่งโปรดเกศชูชีพสังขาร
แต่ทำชั่วกลัวเบื้องบทมาลย์ เป็นการจนใจก็จำมา
จะใคร่ได้รองละอองบาท จึ่งอ้อนวอนภูวนาทให้ไปหา
อ่อนง้อขอโทษพระบิดา ผ่านฟ้าสลัดตัดไป
ลูกเป็นสตรีนี้จนจิต มิรู้ที่จะคิดทำไฉน
แม้นพระองค์สู่สวรรคาลัย ลูกจะร่ำร้องไห้เพียงวายปราณ
ทูลกระหม่อมก็เป็นจอมอสุเรศ เรืองเดชปรีชากล้าหาญ
จงงดโทษดับโกรธในสันดาน ระงับการเข่นฆ่าราวี

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษี
ฟังรสพจมานพระบุตรี ยิ่งทวีความโกรธพิโรธนัก
ดั่งรุ่มร้อนพิษศรแล้วมิหนำ มีผู้มาซ้ำด้วยคมจักร
ความแค้นแน่นทรวงพญายักษ์ มิได้ดูพักตร์พระธิดา
จึ่งมีสิงหนาทบรรหาร เหวยอีสาธารณ์อุษา
ลิ้นลมคมสันพรรณนา กล่าวแกล้งแต่งว่าทุกสิ่งไป
มึงเห็นว่ากูจะแพ้ฤทธิ์ มนุษย์ทุจริตฤๅไฉน
อีลูกทรลักษณ์จังไร กูจะฆ่าให้ม้วยไปด้วยกัน
ว่าพลางผาดแผลงฤทธิรุทร กวัดแกว่งอาวุธดั่งจักรผัน
โจนขึ้นยังเขาอังชัน เข้าไล่โรมรันราวี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นยักษาถาโถมเข้าโจมตี ภูมีรับรอต่อกร
โจนขึ้นเหยียบเข่ายืนหยัด แกว่งพระขรรค์เพชรรัตน์ประภัสสร
หวดถูกกรุงพาณฤทธิรอน กายขาดสองท่อนด้วยศักดา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษา
มิได้สิ้นชีพชีวา กลับเป็นขึ้นมาสองตน
ยี่สิบหัตถ์กวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรกุลาหล
ขบเขี้ยวเคี้ยวกรามคำรามรน เข้าไล่ประจญโรมรัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
องค์เดียวรับสองกุมภัณฑ์ ทั้งประคองป้องกันวนิดา
ได้ทีเผ่นโผนเข้าโจมจับ กลอกกลับสัประยุทธ์ทั้งซ้ายขวา
หมายมาดจะพิฆาตอสุรา ผ่านฟ้าก็หวดไปทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องกายพินาศขาดกระเด็น กลับเป็นขึ้นสี่ยักษี
พระผลาญ่ไม่วายชีวี เป็นแปดอสุรีเข้าชิงชัย
ยิ่งฆ่ายิ่งเป็นจนถึงพัน กลุ้มกันถาโถมโจมไล่
เอิกเกริกฟากฟ้าสุราลัย ภูวไนยฟันฟอนรอนราญ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรใจหาญ
ทั้งพันตนฤทธิไกรชัยชาญ โลดโผนโจนทะยานเข้าราวี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างฉะบ้างแทงแย้งยุทธ์ อุตลุดอื้ออึงคะนึงมี่
บ้างพุ่งบ้างซัดเป็นโกลี อสุรีรบชิดติดพัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
ผู้เดียวหักโหมโรมรัน เห็นมันไม่เบาบางตา
ยิ่งฆ่ายิ่งเป็นทวีไป ภูวไนยเหนื่อยพักตร์หนักหนา
ทั้งพะวงด้วยองค์วนิดา จะหิวโหยโรยรากำลังนัก
จำจะใช้พระขรรค์ชัยชาญ ให้อยู่ต่อต้านหาญหัก
จะพาโฉมยงนงลักษณ์ ไปหยุดพักสระสรงวารี
คิดแล้วจึ่งตั้งวจีสัตย์ เสี่ยงพระขรรค์เพชรรัตน์เรืองศรี
เดชะบุญญาบารมี ข้าที่เป็นวงศ์พระทรงครุฑ
จะปราบหมู่อิจฉาสาธารณ์ พวกพาลอสุรินให้สิ้นสุด
ด้วยเดชศักดาวราวุธ แทนพระจักรภุชอวตาร
บำรุงโลกให้เย็นเป็นสุข ในทวาบรยุคทุกสถาน
ขอพระขรรค์แก้วสุรกานต์ จงบันดาลเป็นหมู่วิชาธร
ดั่งมีวิชาสามารถ องอาจแกล้วหาญชาญสมร
อยู่รณรงค์ราญรอน ต่อกรกับพวกกุมภัณฑ์
เสี่ยงเสร็จกวัดแกว่งพระแสงแก้ว วาวแวววาบพรายฉายฉัน
งามทีดั่งท้าวเทวัญ ทรงธรรม์ขว้างไปด้วยศักดา

ฯ ๑๖ คำ ฯ ตระ เชิด

๏ เดชะความสัตย์อธิษฐาน พระแสงสุรกานต์คมกล้า
เกิดขึ้นเป็นพวกวิทยา โกฏิหนึ่งแน่นฟ้านภาลัย
ล้วนแต่กรกุมพระขรรค์เพชร เหาะระเห็จถาโถมโจมไล่
รอรับสัประยุทธ์ด้วยพวกภัย ชิงชัยสังหารราญรอน

ฯ ๔ คำ ฯ เ ชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบหัตถ์ชาญสมร
แลไปเห็นหมู่วิชาธร อึงอัดอัมพรแน่นนันต์
ฮึกฮึกหักเข้ามาราวี อสุรีกริ้วโกรธหุนหัน
เหม่อ้ายวิทยาอาธรรม์ เหตุใดพากันอหังการ์
แต่ก่อนบ่ห่อนองอาจ ครั้งนี้ประหลาดหนักหนา
ไม่เกรงกูผู้ทรงศักดา อวดกล้าเกินพักตร์หนักไป
ความโกรธมนุษย์ก็สุดแสน จะแค้นเท่าวิทยาก็หาไม่
มันเห็นกูจะแพ้ฤๅว่าไร จึ่งไปประสมด้วยไพริน
ดีแล้วจะเป็นไรมี กูจะผลาญชีวีเสียจงสิ้น
ให้หัวขาดกลาดอยู่กับกลางดิน จึ่งสาที่หมิ่นมือมาร
ว่าพลางอสุราทั้งห้าพัน พร้อมกันผาดแผลงสำแดงหาญ
ต่างตนเผ่นโผนโจนทะยาน เข้ารอนราญเข่นฆ่าราวี

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทภุชพงศ์เรืองศรี
เห็นหมู่กรุงพาณอสุรี เข้าต่อตีด้วยพวกวิทยา
รับกรกันเป็นหมู่หมู่ ท่วงทีน่าดูหนักหนา
จึ่งอุ้มองค์อัคเรศวนิดา เหาะไปหิมวาพนาลัย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

สระบุหร่ง

๏ ลงยังฝั่งสระมุจลินท์ แทบเชิงสิขรินทร์สูงใหญ่
ที่นั้นสะอ้านสำราญใจ ประดับด้วยมิ่งไม้หลายพรรณ
บ้างทรงผลปนผการะย้าย้อย ดั่งแกล้งร้อยกรองติดประดิษฐสรรค์
แดงม่วงดวงเหลืองสลับกัน เป็นพวงพันช่อช้อยอรชร
ประยงค์ปีบจำปามหาหงส์ ลมชวยรวยส่งเกสร
พลับทองพลองหว้าอุทุมพร แก่อ่อนสุกห่ามอร่ามเรือง
คณานกผกบินมากินผล ทุกต้นจับอึงคะนึงเนื่อง
บ้างโจนไปร่ายมาอเนกเนือง ยูงเยื้องลีลาน่าดู
สาลิกาแขกเต้าดุเหว่าแว่ว สกุณแก้วจับเรียงเคียงคู่
เบญจวรรณโนรีสีชมพู พระชี้ให้โฉมตรูทัศนา
นางกินนรร่อนพากันมาสรง รูปร่างเอวองค์ดั่งเลขา
ชมพลางทางชวนวนิดา ลงสรงคงคาชลาลัย

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลง

พระทอง

๏ ชำระกายในสายกระแสสินธุ์ วารินบริสุทธิ์เย็นใส
ทรายทองกรวดแก้วแววไว แลเลื่อมอำไพพรายพรรณ
มีกอโกสุมปทุมมาศ ขาวแดงดาดาษหลายหลั่น
จงกลนีนีลุบลแกมกัน อรชรซ้อนชั้นประชุมบาน
บ้างร่วงเรณูนวลละอองโอช พระพายพาสาโรชหอมหวาน
บ้างผุดแซมแย้มสร้อยผกากาญจน์ ตูมแนมแกมก้านบังใบ
ฝูงปลาคลาเคล้าเห็นตัว แหวกว่ายแอบบัวอยู่ไหวไหว
หงส์ทองท่องท้องชลาลัย เวียนไวไซ้กลีบปทุมา
พระเด็ดดวงลินจงสุบงกช อันรื่นรสให้ยอดเสน่หา
แล้วแลลอดสอดชายนัยนา ดูฝูงกินรานารี
นางอุษาสรวลยิ้มพริ้มพราย ช้อยชม้ายค้อนให้แล้วผันหนี
พระรับขวัญแก้วกัลยาณี ขัดสีลูบไล้กันสำราญ

ฯ ๑๒ คำ ฯ



[๑] จบต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๖๔ และ ๕๖๕ ขึ้นต้นฉบับสมุดไทย เลขที่ ๕๔๓ และ ๕๖๖

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ