ตอนที่ ๑๕ พระอุณรุทเสด็จประพาสป่า พระมาตุลีแปลงเป็นกวางทองมาล่อ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระอุณรุทชาญสมร
สมสนิทพิศวาสสถาวร ด้วยบังอรศรีสุดายาใจ
แสนภิรมย์ชมรสรูปเสียง กลิ่นเกลี้ยงสัมผัสพิสมัย
สุขุมควรยวนยั่วหฤทัย เปลี่ยนปลื้มอาลัยทุกเวลา
สรงเสวยเชยโฉมประโลมลอม ด้วยอนงค์นางถนอมพร้อมหน้า
เพียงสรรค์ดุสิตเทวา สุเรศฟ้าเข้าล้อมกล่อมกลอน
ครั้นสิ้นแสงสุริโยภาส พระชวนโฉมนวลนาฏดวงสมร
ประเวศห้องสิงหาสน์อลงกรณ์ สโมสรเอนองค์ลงสำราญ
นางรำเพยลมชวยรวยริน ผกาแก้วสารภินหอมหวาน
กลั้วกลิ่นยุพยอดเยาวมาลย์ จรุงรสซาบซ่านวิญญาณยวน
เสนาะเสียงนางจำเรียงบำเรอเรื่อย ฉ่ำเฉื่อยรัวโรยโหยหวน
สองกษัตริย์สดับสำเนียงนวล เพลินชวนหลับไปในราตรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ จวนล่วงเวลาปัจจุสมัย อุทัยทองส่องฟ้าราศี
ตื่นจากแท่นรัตน์รูจี โสรจสรงวารีสำราญกาย
ให้ครวญใคร่จะไปประพาสป่า จึ่งตรัสชวนศรีสุดาโฉมฉาย
ฤดูนี้เจ้าพี่แสนสบาย มิ่งไม้ทั้งหลายในดงดอน
บ้างพลิดดอกออกผลทุกกิ่งก้าน แบ่งบานผกาเกสร
ห้อยย้อยช้อยช่ออรชร ระบัดเบิกใบอ่อนจำเริญตา
ชาวไพรเขาเล่ากล่าวความ ว่าป่างามสนุกหนักหนา
ทั้งสิงสัตว์จัตุบาทนานา ในห้องหิมวาอเนกนันต์
พี่จะพาดวงใจสายสวาท ออกไปประพาสพนาสัณฑ์
จะได้เห็นชมเล่นด้วยกัน ให้บันเทิงสุขสำราญใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชายาเยาวยอดพิสมัย
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย อรไทโสมนัสพันทวี
จึ่งยอกรกฤษฎาญขึ้นเหนือเกศ กราบทูลภูวเรศเรืองศรี
น้องจะขอโดยเสด็จจรลี ยังที่ป่าระหงดงดาน
จะแสนสุขฉันใดไม่เคยเห็น จะได้เชยชมเล่นเกษมศานต์
ด้วยบุญเบื้องบาทบทมาลย์ พระลูกเจ้าผู้ผ่านณรงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมเสน่หา
ได้ฟังอัคเรศจำนรรจา ผ่านฟ้ารับขวัญด้วยยินดี
จึ่งพาวนิดาดวงสมร บทจรจากห้องมณีศรี
ไปเฝ้าพระบิตุราชชนนี ฝูงอนงค์นารีก็ตามไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งสองเยาวเรศ ยอกรเหนือเกศบังคมไหว้
ทูลพระชนกนาถภูวไนย กับองค์อรไทมารดา
ลูกน้อยทั้งสองขอลาบาท พระทรงธรรม์ธิราชนาถา
ออกไปยังห้องหิมวา ชมพรรณพฤกษาพนาดร
ยังไม่ได้เคยพบเห็น จะเที่ยวเล่นให้สุขสโมสร
สักสามวันจะคืนพระนคร ภูธรจงโปรดปรานี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ฟังพระเยาวราชร่วมชีวี วอนว่าพาทีทูลลา
ครั้นจะขัดทัดห้ามด้วยความรัก ก็เกรงจักทรงโทมนัสสา
จึ่งมีมธุรสพจนา แก้วตาทั้งสองผู้ร่วมใจ
จะพากันไปเล่นพนาลี ทั้งนี้ก็ตามอัชฌาสัย
แต่อย่าหลงล้าให้ช้าไป เกรงภัยสัตว์ร้ายในอารัญ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทรุ่งฟ้านราสรรค์
ได้ฟังบิตุรงค์ทรงธรรม์ ก็บันเทิงสำราญวิญญาณ์
จึ่งนบนิ้วประณตบทรัตน์ สองกษัตริย์ผู้เกิดเกศา
พาองค์พระอัครชายา กลับมาปราสาทอลงการ์

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสด็จออกทรงนั่งบัลลังก์อาสน์ พร้อมหมู่อำมาตย์ทวยหาญ
ท่ามกลางพระโรงรัตน์ชัชวาล แล้วมีพจมานแก่เสนา
จงเตรียมพหลพลไกร เราจักออกไปประพาสป่า
กับองค์อัคเรศชายา ในเวลารุ่งพรุ่งนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาอำมาตย์ทั้งสี่
ก้มเกล้ารับพระราชวาที ชุลีลาออกจากพระโรงคัล

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์พลจัตุรงค์พยุหบาตร กระบวนโพนประพาสพนาสัณฑ์
ขุนช้างผูกช้างเรียงรัน ดั้งกันค่ายคํ้าพังคา
ขุนม้าผูกม้าอาชาไนย ว่องไวร้ายกาจแกล้วกล้า
ขุนรถเทียมรถอลงการ์ ธงทองโอฬาร์เฉลิมงอน
ขุนพลสรรพลอาสาศึก เหี้ยมฮึกห้าวหาญชาญสมร
พร้อมสรรพเสโลโตมร อาวุธครบกรโยธี
เตรียมทั้งรถทรงรถประเทียบ รายเรียงเป็นระเบียบตามที่
พร้อมเสร็จแต่ในราตรี โดยมีพระราชบัญชา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์นารายณ์นาถา
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงการ์ จนเวลาล่วงอโณทัย
ตื่นจากแท่นที่ทิพอาสน์ กับองค์วรนาฏพิสมัย
พากันกรายกรเสด็จไป เข้าในที่สรงวาริน

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์ขัดสีธุลีกาย ปทุมทองโปรยปรายกระแสสินธุ์
ชำระรดหมดหมองมลทิน สุคนธ์ธารเกลากลิ่นขจายจร
พระสอดใส่สนับเพลาภูษาทรง เครือหงส์คาบก้านเกสร
นางทรงภูษิตอรชร เครือกระหนกกินนรกรกราย
พระทรงชายไหวสุวรรณวาม ชายแครงเรืองอร่ามวิเชียรฉาย
นางทรงสะอิ้งแก้วแพร้วพราย สไบตาดสอดสายสังวาลวรรณ
พระทรงทับทรวงตาบทิศ นางทรงสร้อยประดิษฐ์ประดับถัน
ต่างทรงทองกรมังกรพัน พาหุรัดกุดั่นมุกดาดวง
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรแพร้ว มงกุฎแก้วสุรกานต์รุ้งร่วง
กุณฑลทองทัดดอกไม้พวง ห้อยห่วงสุวรรณมาลัย
งามสองสุริย์วงศ์ทรงอาภรณ์ ดั่งทินกรแข่งเคียงแขไข
ประดับด้วยอนงค์กำนัลใน เสด็จตามกันไปขึ้นรถ

ฯ ๑๒ คำ ฯ บาทสกุณี กราวนอก

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว กงล้ำกำแล้วด้วยมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ช่อหลั่นชั้นลดบัลลังก์ลอย
สิงห์อัดสัตว์แอบระแบบครุฑ มองยื้อมือยุดนาคห้อย
เสากาบสาบแก้วแววพลอย ทรงเลิศเทริดลอยอัมพร
เทียบเอี่ยมเทียมอัศวเรศ ดูเพศเดชเพียงไกรสร
ขุนรถขับรัถอัสดร เผ่นโจนโผนจรดั่งลมพาล
ธงฉัตรถัดชั้นกรรชิงแซง ชุมสายฉายแสงสุริย์ฉาน
สังข์แตรแซ่ตรวจกังสดาล เสียงฆ้องซ้องขานประสานกลอง
เสียงกงส่งกลบกับเสียงม้า พาลั่นพันลึกกึกก้อง
รถประเทียบเรียบท้ายรถทอง เร่งกันรีบกองดำเนินไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ สองกษัตริย์เสด็จโพนประพาส ภิรมย์ร่วมรถราชยานใหญ่
ล่วงเข้าเขตเขาลำเนาไพร ชมพรรณมิ่งไม้ในดงดอน

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมดง

๏ แก้วเกดกรรณิการ์มหาหงส์ ช่อช้อยห้อยทรงเกสร
เป็นระเบียบเรียบทั้งหนทางจร รุ่นระบัดใบอ่อนสะอาดตา
พระเคียงรถเด็ดดวงสาโรชรื่น ทรงยื่นให้ยอดเสน่หา
นางเก็บเกดแก้วสุมาลา ถวายพระยอดฟ้ายาใจ
คณานกจับจิกผกาก้าน ร้องประสานสำเนียงเสียงใส
เหมือนจะชวนเชิญนาฏกับภูวไนย ให้ชมชั้นพฤกษ์ไพรคีรีเรือง
สาลิกาการเวกดุเหว่าแว่ว สกุณแก้วบินอวดขนัดเนื่อง
มยุเรศร่ายรำแล้วชำเลือง หงส์เยื้องลีลาน่าดู
ไกรสรกาสรคชสาร กวางฟานละมั่งเมียงเคียงคู่
ชะมดเม่นเต้นตามกันพรั่งพรู ระมาดหมู่นระเพนกิเลนลา[๑]
พระชี้บอกวนิดาดวงสวาท เจ้าดูสัตว์จตุบาทกลาดป่า
ฝูงสนมกำนัลกัลยา ชมคณานกไม้สำราญใจ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ล่วงทางหว่างไศลไพรระหง ข้ามดงถึงเนินเขาใหญ่
มีละหานธารท่าชลาลัย เย็นใสบริสุทธิ์ไม่ราคิน
มิ่งไม้ผลิดอกออกผล เสาวคนธ์เกสรขจรกลิ่น
รื่นร่มลมชวยรวยริน พื้นดินเลียนลาดสะอาดตา
จึ่งมีมธุรสพจนารถ ตรัสสั่งอำมาตย์ซ้ายขวา
ให้หยุดพหลโยธา ตั้งประทับพลับพลาที่ชายไพร

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิ์ไกร บังคมไหว้แล้วออกมาทันที

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์ไปแก่นายทวยหาญ ให้เร่งจับการปันหน้าที่
ตราตรวจทุกหมวดเสนี ตามบาญชีซึ่งโดยเสด็จมา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นายหมวดน้อยใหญ่ซ้ายขวา
ก็เร่งรัดบ่าวไพร่เป็นโกลา ตัดไม้เกี่ยวคาวุ่นไป
ปันด้านโดยเกณฑ์เป็นขนาด ตั้งราชพลับพลากว้างใหญ่
นั่งที่ข้างหน้าข้างใน แทบใต้ร่มโศกริมธาร
พร้อมสรรพที่สรงที่เสวย ทิมเกยม้ารถคชสาร
มีระเนียดเรียดรอบขอบทวาร เสร็จการโดยราชบัญชา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทภุชพงศ์นาถา
ครั้นเสร็จซึ่งราชพลับพลา ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
พอพระสุริยาอัสดง คล้อยลงลับเหลี่ยมคีรีศรี
จึ่งชวนองค์อัครราชร่วมชีวี ขึ้นสถิตยังที่ตำหนักไพร

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ประดับด้วยสุรางคนิกร อรชรพักตร์เพียงแขไข
เฟี้ยมเฝ้าเบื้องบาทดาษไป ชม้ายชายใช้นัยนา
งอนจริตประดิษฐ์ประดับโฉม วิลาสเลิศประโลมเสน่หา
บ้างกรายแส้แปรเยื้องกิริยา รำเพยพาพัชนีวีองค์
แสงจันทร์เรื่อรองส่องสว่าง กระจ่างแจ้งพุ่มไม้ไพรระหง
ส่องจับผิวพักตร์นางอนงค์ นวลผจงแจ่มจำรัสดั่งนวลจันทร์
แซ่เสียงสุโนกดุเหว่าหวาน ประจำยามเฉื่อยฉานขานขัน
ระวังไพรร่อนร้องระวังวัน ฟังหวั่นวังเวงวิเวกใจ
ทั้งเภรินพิณพาทย์ฆาตฆ้อง กึกก้องสำเนียงเสียงใส
เสนาะศัพท์จักจั่นสนั่นไพร เรไรหริ่งเรื่อยเฉื่อยดง
เหมือนแสร้งแกล้งกล่อมให้ไสยาสน์ สองราชเพลินจิตพิศวง
ยวนสวาทนาฏหน่อสุริย์วงศ์ ต่างองค์หลับไปในราตรี

ฯ ๑๒ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระพี่เลี้ยงทั้งสี่
ครั้นพระองค์ผู้ทรงสวัสดี เข้าที่สิริไสยา
ก็เกณฑ์ให้นั่งยามตามไฟ ทุกหมู่พลไกรซ้ายขวา
วางปืนใหญ่รายจังกา รอบราชพลับพลาพนาวัน
แล้วตระเวนดูทุกหมู่หมวด กำชับตราตรวจกวดขัน
รักษาหลานพระองค์ทรงสุบรรณ มิให้อันตรายภัยพาน

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทผู้ปรีชาหาญ
ไสยาสน์ในราษราตรีกาล ด้วยนงคราญสุดาเทวี
จนล่วงปัจฉิมเวลา ดาวเดือนเกลื่อนฟ้าราศี
นํ้าค้างพร่างพรมพนาลี เยือกเย็นโยธีพลากร
ฝูงสกุณไก่ป่าโกญจาแจ้ว ตระเวนแว่ววันเวศสิงขร
เสียงระหึ่งผึ้งภู่หมู่ภมร เอาซาบเกสรสุมามาลย์
ชะนีหวนครวญโหยโรยเรื่อย ฉ่ำเฉื่อยน่าฟังกังวานหวาน
พระพายรำเพยพัดพาน สุคนธ์ธารเสาวรสเรณูนวล
กลิ่นจรุงฟุ้งฟ้าสาโรชรื่น พลับพลาชัยชวนชื่นหอมหวน
ขจรใจตลบอบอวล ระคนกลิ่นนาฏนวลคณานาง
หมู่กระเหว่าเร้าเร่งอรุณรุ่ง ภาณุมาศผาดพุ่งรังสีสาง
เสนาะเสียงประโคมดุริยางค์ เพราะพร้อมกล่อมกลางพนาลี
เสียงช้างเสียงม้าโกลาหล เสียงพลเพรียกพร้อมอึงมี่
พระฟื้นองค์โสรจสรงวารี กับเทวีวรนาฏวนิดา

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เสร็จสรงทรงเครื่องเรืองอร่าม สง่างามเพียงเทพเลขา
จับพระขรรค์แก้วอันศักดา เสด็จออกยังหน้าพลับพลาชัย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมพระพี่เลี้ยงร่วมชีวี แสนสุรเสนีน้อยใหญ่
บังคมเดียรดาษกลาดไป ในหน้าตำหนักอารัญ
จึ่งมีมธุรสพจนารถ แก่พี่เลี้ยงราชรังสรรค์
ชี้ชมพฤกษาพนาวัน อันเรียงรันอยู่รอบพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์เจ้าไตรตรึงษา
สถิตยังทิพอาสน์อันโอฬาร์ ในมหาพิมานอลงกรณ์
แต่นางสุจิตรายุพาพักตร์ วรลักษณ์โฉมฉายสายสมร
จุติจากเทวนคร ไปเกิดในดงดอนแดนมาร
มีแต่อาดูรพูนเทวษ ถึงอัคเรศผู้ยอดสงสาร
เป็นนิจนิรันดร์ทุกวันวาร ไม่มีสุขสำราญสักเวลา
จึ่งเล็งทิพเนตรลงไป ในมนุษย์โลกแหล่งหล้า
เห็นพระอุณรุทผู้ศักดา หลานพระจักราฤทธิรอน
ออกมาประพาสพนาเวศ เถื่อนทางทุเรศสิงขร
พระปิ่นสุทัศน์เทพนคร สโมสรโสมนัสพันทวี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ จึ่งมีเทวราชบัญชา แก่มาตุลีเทวาเรืองศรี
บัดนี้หลานรักพระจักรี มีนามอุณรุทวุฒิไกร
สำหรับจะผลาญพาณราช ออกมาประพาสป่าใหญ่
ท่านจงรีบเร่งลงไป ยังในหิมวาอารัญ
นฤมิตบิดกายเป็นกวางทอง เยื้องย่องตามชายพนาสัณฑ์
ล่อองค์พระผู้วงศ์เทวัญ ให้ผูกพันไล่ติดตามมา
ยังพระไทรเทพบุตรอันอุดม จะได้พาไปสมนางอุษา
ให้เธอสังหารผลาญชีวา อ้ายพาณาสูรอสุรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมาตุลีเรืองศรี
รับเทวราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วลงไป

ฯ ๒ คำ ฯ กลม

ร่าย

๏ ครั้นถึงพ่างพื้นพสุธา แห่งห้องหิมวาป่าใหญ่
จึ่งนิมิตบิดกายทันใด ด้วยฤทธิไกรเทวัญ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็กลายเป็นกวางทอง ผิวผ่องพรรณรายฉายฉัน
หางหูขนเขาเพราพรรณ งามล้ำอารัญมฤคา
เยื้องย่างวางวิ่งเผ่นโผน จู่โจนออกจากชายป่า
เตริ่นตรงฝ่าพงเข้ามา ยังหน้าพลับพลาอลงการ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทผู้ปรีชาหาญ
แลเห็นกวางทองเผ่นทะยาน วิ่งผ่านเข้ามาหน้าพล
กิริยาอาการองอาจ ภูวนาถหลากจิตคิดฉงน
ทั้งหมู่เสนาสามนต์ ต่างตนตื่นดูมฤคี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กวางทองเทวัญเรืองศรี
ชม้ายชายดูพระภูมี กับเทวีสุดายุพาพาล
แสร้งทำกิริยาให้น่าชม ก้มลงเล็มหญ้าหน้าฉาน
แล้วร่ายชายไปไม่ลนลาน ให้ตรงพักตร์ยุพาพาลอรไท
เห็นนางแลมาก็แหงนเงย เดินเฉยประหนึ่งจะเข้าใกล้
ลองเชิงเริงเล่นแล้วโจนไป แกล้งให้ยวนใจเทวี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสุดามารศรี
ทอดพระเนตรเห็นพญามฤคี สรรพสิ้นอินทรีย์โสภา
เท้าหยัดยืนอยู่ดูระหง เทริดทรงเพียงเทพเลขา
เขาขนดั่งวิมลโมรา นัยนาคือนิลมณีพราย
ไพรโอษฐ์เอี่ยมแดงเพียงนํ้าครั่ง หางดั่งพวงแก้ววิเชียรฉาย
สองหูคู่กลีบจงกลกลาย ผิวหนังเลื่อมพรายดั่งทาทอง
งามพร้อมสิ้นสรรพสารพางค์ กวางในพนาลีไม่มีสอง
เหลืองอร่ามงามล้วนนวลละออง พิศไหนติดต้องจำเริญตา
แสนสวาทมาดหมายเป็นพ้นนัก นงลักษณ์ยอกรเหนือเกศา
กราบทูลสมเด็จพระภัสดา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี
ช่วยจับสุวรรณมฤคราช ให้แก่ข้าบาทบทศรี
จะเอาไปเลี้ยงไว้ในบุรี ชมเล่นเป็นที่สำราญใจ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
ฟังอัคเรศร่วมฤทัย ทรามวัยพรรณนาว่าวอน
รับขวัญแล้วมีบัญชา ดูก่อนวนิดาดวงสมร
แม้นเจ้าปรารถนาหมู่นิกร ไกรสรสารเศวตจามรี
หรือวิหคเหมหงส์สิ่งใด พี่จะหามาให้โฉมศรี
อันซึ่งกวางทองตัวนี้ ผิดทีมฤคาในอารัญ
งามประหลาดกว่าสัตว์ทั้งหลาย จะเหมือนครั้งนารายณ์รังสรรค์
พาพระลักษมณ์นางสีดาวิลาวัณย์ มาบวชบรรพชิตเป็นสิทธา
ฝ่ายทศเศียรผู้เรืองฤทธิ์ ให้มารีจนฤมิตเป็นกวางป่า
มาทำกลล่อลวงยังศาลา นางเห็นวอนว่าพระสามี
พระรามต้องตามกวางสุวรรณ ไปยังอารัญคีรีศรี
อยู่หลังทศกัณฐ์อสุรี มาลักเทวีสีดาไป
เรื่องนั้นตัวเจ้าก็แจ้งจิต จะหลงพิศวาสหาควรไม่
อย่าผูกพันสัญญาอาลัย ดวงใจจงฟังพี่ยา

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุดาเยาวยอดเสน่หา
ได้ฟังสมเด็จพระภัสดา กัลยาแสนโทมนัสนัก
ความรักความเสียดายกวางทอง ให้เคืองข้องฤทัยเพียงอกหัก
ชลเนตรคลอคลองนองพักตร์ นงลักษณ์จึ่งกราบทูลไป
พระองค์ไม่ทรงพระเมตตา จึ่งแสร้งพรรณนาว่าได้
อันสีดาสิอยู่ศาลาลัย ไม่มีใครรักษานงคราญ
ทศพักตร์จึ่งลักอัคเรศ ไปยังนิเวศน์ราชฐาน
นี่พรั่งพร้อมล้อมด้วยบริวาร แล้วหมู่ยักษ์มารที่ไหนมี
แม้นน้องมิได้มฤคมาศ อันพรายพรรณโอภาสจำรัสศรี
ไหนจะคงครองชีพชีวี ทูลพลางเทวีโศกา[๒]

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์นารายณ์นาถา
ได้ฟังองค์อัครชายา โศกาว่าวอนรำพัน
ครั้นจะขัดขืนใจไปนัก ก็เกรงจักมรณาอาสัญ
จึ่งตรัสปลอบวนิดาวิลาวัณย์ ขวัญเนตรอย่าทรงโศกี
อันซึ่งสุวรรณมฤคราช ต้องประสงค์จงสวาทโฉมศรี
พี่จะจับมาให้ดวงชีวี ไปเลี้ยงเล่นธานีตามใจ
ตรัสแล้วมีราชบัญชา สั่งแสนเสนาน้อยใหญ่
จงเร่งพหลพลไกร ล้อมกวางเข้าไว้ไห้มั่นคง
รุกเร้าจับเอามฤคี ให้ได้ดั่งเทวีมีประสงค์
แม้นกวางลี้หนีได้จากพุ่มพง ตรงด้านผู้ใดซึ่งล้อมนั้น
จะลงอาญาถึงสาหัส ตัดเกล้าเกศาให้อาสัญ
เสียบไว้ในที่อารัญ ให้สาใจมันไม่เกรงภัย

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่เสนาน้อยใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์กันปันด้านหน้าที่ ทุกหมวดโยธีซ้ายขวา
วงข่ายรายล้อมเป็นโกลา รอบราวชายป่าพนาวัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
เสด็จย่างเยื้องจรจรัล ลงจากสุวรรณพลับพลาชัย

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขึ้นทรงสินธพม้าต้น ยืนเป็นจอมพลด้านใหญ่
แล้วมีสิงหนาทประภาษไป ให้เร่งรุมจับมฤคา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายด้านน้อยใหญ่ซ้ายขวา
รับสั่งพระองค์ทรงศักดา ก็รุกข่ายเข้ามาทันที
โห่ร้องตีเกราะเคาะตะขาบ เร้าพลกระหนาบทุกหน้าที่
วิ่งไขว่สับสนเป็นโกลี คอยทีจะจับกวางสุวรรณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มฤคินทร์เทเวศรังสรรค์
เห็นพลโยธีนี่นัน ล้อมกระชั้นรุกเร้าเข้ามา
จึ่งคิดว่าถ้ากูจะเผ่นโผน โจนออกจากด้านซ้ายขวา
นายกองจะต้องอาญา ถึงสิ้นชีวาวายปราณ
อย่าเลยจะออกด้านพระองค์ จึ่งจะพ้นลงโทษทวยหาญ
คิดแล้วทำวิ่งลนลาน เราะรอบทุกด้านพลไกร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงหน้าฉานภูวเรศ เทเวศผู้มีอัชฌาสัย
ก็เผ่นโผนโจนทะยานด้วยว่องไว ออกไปพ้นพวกโยธา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา เชิด

๏ วิ่งพลางทางเหลียวหลังดู แล้วหยุดอยู่ที่เนินภูผา
ทำระเหิดเสริดสังไปมา ปีบร้องก้องป่าพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทเวศเรืองศรี
เห็นพญาสุวรรณมฤคี หนีออกที่ด้านพระองค์
ให้ละอายโยธาเสนานัก พระทรงศักดิ์น้อยจิตพิศวง
จึ่งสั่งพี่เลี้ยงสุริย์วงศ์ ทั้งสี่องค์ผู้ร่วมชีวา
จงแบ่งเสนาน้อยใหญ่ กับพวกพลไกรซ้ายขวา
พาองค์นางศรีสุดา กลับพาราราชธานี
ตัวเราจะตามมฤคมาศ ไปในหิมวาสคีรีศรี
สั่งเสร็จก็ขับพาชี ไล่ตามมฤคีตรงไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระมาตุลีผู้มีอัชฌาสัย
เห็นพระองค์ทรงอาชาไนย ขับใหญ่ไล่ชิดติดมา
ทำทีดั่งจะหนีไม่พ้น เวียนวนเราะรายชายป่า
ครั้นพระสุริย์วงศ์เทวา รีบม้ารัดไล่จะใกล้ทัน
ก็เผ่นโผนโจนทะยานผ่านไป ด้วยกำลังว่องไวดั่งจักรผัน
ครั้นเห็นห่างวางวิ่งเวียนวัน ยืนยันหยุดอยู่ดูที
แล้วแกล้งแสร้งทำเป็นกินหญ้า ที่ชายป่าแทบเชิงคีรีศรี
ลองเชิงเริงร่าให้ช้าที ล่อล้อภูมีให้ยวนใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมพิสมัย
เร่งรัดมิ่งม้าอาชาไนย หมายใจให้ทันมฤคา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมาตุลีกวางทองแกล้วกล้า
วิ่งล่อคลอเคล้าเย้ามา จนเข้าป่าระหงดงดาน
ข้ามเขาลำเนาพนาเวศ ทางทุเรศล่วงแคว้นแดนสถาน
ตรงไปพระไทรอันโอฬาร แล้วจึ่งบันดาลด้วยฤทธี
เผ่นโผนโจนวิ่งจำเพาะพักตร์ หลานพระหริรักษ์เรืองศรี
หายไปในพุ่มพนาลี แทบที่พระไทรสถาวร

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง



[๑] แก้ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๕๗๓ ฉบับพิมพ์ก่อนนี้เป็น “ระมาดหมูนอนเพนกิเลนลา” ตามฉบับเลขที่ ๖๓๐

[๒] ต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เลขที่ ๖๓๐ เป็น “ทูลพลางตีอกเข้าโศกา”

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ