ตอนที่ ๒๗ พระอุณรุทรบกับท้าวกรุงพาณ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระอุณรุทรังสรรค์
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรจรัล เข้าห้องสุวรรณอลงการ์

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นองค์นงลักษณ์ ซบพักตร์เศร้าโทมนัสสา
พระสวมสอดกอดองค์กัลยา โศกาครวญคร่ำร่ำไร

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ โอ้ว่าเจ้าดวงชีวิตพี่ ครั้งนี้ดั่งตายแล้วเกิดใหม่
เมื่อนาคมามัดรัดไป แขวนไว้ยังยอดพรหมพักตร์
คิดว่าจะสิ้นชีวาตม์ แสนคะนึงนุชนาฏเพียงอกหัก
กลัวจะไม่ได้เห็นน้องรัก แสนทุกข์ทุกข์หนักเพียงตัวตาย
ไหนจะทนเวทนาก็สาหัส โทมนัสเร่าร้อนฤทัยหาย
ดิ้นดิ้นจะสิ้นชีวาวาย แล้วคิดถึงโฉมฉายพันทวี
เกรงว่าตัวเจ้าจะบรรลัย ด้วยภัยพญายักษี
ยิ่งเยือกเย็นไปสิ้นทั้งอินทรีย์ พ่างเพียงกายพี่จะแหลกลาญ
หากพระอัยกามาช่วย จึ่งไม่ม้วยชีวังสังขาร
ได้คืนมาเห็นหน้าเยาวมาลย์ ผ่านฟ้าร่ำพลางทางโศกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์นางอุษา
ซบพักตร์กับตักพระภัสดา กัลยาพ่างเพียงจะขาดใจ
ฟังฟังน้ำคำพระร่ำรัก ยิ่งสงสารนักน้ำตาไหล
แสนสลดระทดด้วยอาลัย อรไทข้อนทรวงเข้าโศกี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าพระมิ่งมงกุฎเกศ ทรงเดชฟุ้งฟ้าราศี
หรือมาต้องทนทุกข์แสนทวี เพราะด้วยน้องนี้อนาถนัก
มิควรเลยที่พวกไพริน จะดูหมิ่นบาทบงสุ์พระทรงจักร
จนจะม้วยลงด้วยอาญายักษ์ ยังปรานีน้องนักเพราะเมตตา
อันพระคุณที่การุญภาพ ก็ซ่านซาบล้นเกล้าเกศา
สุดซึ่งจะร่ำพรรณนา หนักยิ่งแผ่นฟ้าสุธาธาร
เมียคิดว่าจะไม่ได้ทูลบาท พระเยาวราชผู้ยอดมหาศาล
เมื่อตื่นขึ้นไม่เห็นบทมาลย์ ทั้งนงคราญศุภลักษณ์ก็หายไป
สำคัญว่าพระพากันลอบหนี น้องนี้ดิ้นโดยโหยไห้
ต่อเหลือบแลเห็นพระขรรค์ชัย สงสัยใคร่ถวิลจินดา
เที่ยวหาเห็นนาคมันรึงรัด มัดไว้ยอดปราสาทยักษา
ดังเศียรน้องขาดจากกายา โหยหาจนสลบไม่สมประดี
ฟื้นขึ้นน้องวอนขอโทษ พระบิดาไม่โปรดเกศี
สุดคิดแล้วตั้งแต่โศกี แสนทวีเวทนาจาบัลย์
บุญช่วยจึ่งไม่ม้วยชีวาตม์ ได้รองบาทภูวเรศรังสรรค์
ร่ำพลางกัลยาลาวัณย์ กันแสงศัลย์เพียงสิ้นชีวา

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ บัดนั้น จึ่งนางพี่เลี้ยงเสน่หา
เห็นสองกษัตริย์โศกา พรรณนาครวญคร่ำร่ำไร
ต่างสงสารพระเยาวเรศ แสนเทวษกลั้นโศกมิใคร่ได้
ยิ่งดูผ่านฟ้าโศกาลัย เห็นนํ้าพระเนตรไหลลงพรั่งพราย
ตกต้องปฤษฎางค์พระนุชน้อง ดั่งแผ่นทองรองดวงมณีฉาย
สุชลนางต้องพระบาทฟูมฟาย ดั่งสายฝนตกต้องปทุมา
งามโฉมเมื่อชื่นก็ล้ำโลก ยามโศกก็น่าเสน่หา
อันเราสี่คนแปดนัยนา ดูสองกษัตราไม่อิ่มใจ
ถึงใครงามทั้งสามแผ่นภพ จะเลิศลบสององค์ก็ไม่ได้
ดูดูก็ปลื้มอาลัย ต่างถอยออกไปทันที

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นสว่างสร่างโศกโศกี จึ่งมีสุนทรวาจา
เจ้าผู้โฉมเฉลาเสาวภาคย์ เพื่อนยากพี่ยอดเสน่หา
รุ่งเช้าพรุ่งนี้เวลา พี่จักเข่นฆ่ากรุงพาณ
แก้แค้นแทนกันประจัญกร ราญรอนด้วยเดชกำลังหาญ
ให้ม้วยชีวันบรรลัยลาญ เยาวมาลย์จะว่าประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางอุษาผู้ยอดพิสมัย
จึ่งนบนิ้วทูลสนองไป สุดใจอยู่แล้วพระยอดฟ้า
อันพระบิตุเรศได้เลี้ยงดู คุณอยู่น้องรักหนักหนา
พระองค์ได้เป็นภัสดา คุณล้ำแผ่นฟ้าธาตรี
แม้นสองพระองค์ทรงธรรม์ ร่วมแผ่นสุวรรณเฉลิมศรี
น้องจะแสนสำราญพันทวี ไม่มีสิ่งซึ่งจะเปรียบปาน
นี่มาเป็นเสี้ยนปัจจามิตร สุดคิดที่น้องจะว่าขาน
เมียก็ได้ตั้งสัตย์ปัฏิญาณ จะตายด้วยบทมาลย์เป็นแน่นอน
แต่ขอพระองค์จงโปรดเกศ แม้นว่าบิตุเรศไม่ก่อก่อน
พระอย่าเพ่อประหารราญรอน เมตตาผันผ่อนให้จงดี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทผู้รุ่งรัศมี
ได้ฟังวนิดาพาที ภูมีรับขวัญนงลักษณ์
มิเสียทีพี่ละนคเรศ ข้ามเขตหิมวาอาณาจักร
มาได้สบสมอารมณ์นัก งามศักดิ์สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์
งามรูปงามโฉมประโลมจิต งามจริตงามรู้ให้รับขวัญ
งามคำงามคมคารมครัน งามชื่อสารพันจะต้องใจ
ตรัสพลางอิงแอบแนบน้อง ตระกองแก้วจุมพิตพิสมัย
เคยชื่นรื่นรสภิรมย์ใน ดั่งได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้า

ฯ ๘ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลถ้วนหน้า
ได้ยินเสียงกันแสงโศกา พรรณนาร่ำไรรักกัน
ให้คิดฉงนสนเท่ห์นัก ไฉนหนอนงลักษณ์โฉมสวรรค์
สิอยู่กับพี่เลี้ยงร่วมชีวัน นี่เสียงชายรำพันประหลาดใจ
อย่าเลยจะลอบเข้าไปดู ให้รู้ประจักษ์จงได้
คิดแล้วก็พากันคลาไคล ขึ้นไปบนที่พระบุตรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แฝงม่านมองเห็นพระสุริย์วงศ์ กับองค์พระธิดาโฉมศรี
แสนวิโยคโศกศัลย์โศกี อยู่บนแท่นที่ไสยา
ทั้งสี่พี่เลี้ยงก็ครวญคร่ำ พิไรร่ำรักสองเสน่หา
หมู่นางก็กลับลงมา จากปราสาทรัตนาอำไพ
จึ่งปรึกษากันทันที ครั้งนี้เราจะคิดไฉน
อันจะนิ่งปิดปกเนื้อความไว้ เห็นไม่พ้นภัยกุมภัณฑ์
จำเราจะรีบไปกราบทูล นเรนทร์สูรธิราชรังสรรค์
ว่าแล้วฝูงนางกำนัล ก็พากันไปเฝ้าอสุรี

ฯ ๘ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงนบนิ้วบังคมบาท ทูลท้าวพาณราชเรืองศรี
บัดนี้ชายชู้พระบุตรี อันมีนามอุณรุทสุริย์วงศ์
กลับมาโศการักกัน กับจอมขวัญเยาวยอดนวลหง
ชีวิตข้าอยู่ใต้บาทบงสุ์ ขอประทานจงทรงพระเมตตา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษา
ได้ฟังกำนัลกัลยา อสุรากริ้วโกรธคือไฟกัลป์
กระทืบบาทผาดแผดสุรเสียง เข่นเขี้ยวสำเนียงดั่งฟ้าลั่น
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมลงวัน มาดูหมิ่นกันหนักไป
แต่รอดจากตายก็บุญตัว ไม่กลัวกลับมาหากันได้
มันนี้ผลกรรมเข้าดลใจ จะบรรลัยด้วยมือพระกาล
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร จากแท่นทิพมาศมุกดาหาร
ดั่งไพจิตราสูรมาร ออกพระโรงสุรกานต์รูจี

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรมณีศรี
จึ่งมีสิงหนาทวาที ตรัสสั่งเสนีรณพักตร์
จงเกณฑ์อสุรโยธา เลือกล้วนแกล้วกล้าสิทธิศักดิ์
ให้ได้พันโกฏิพลยักษ์ เคยหักศึกหาญชาญฉกรรจ์
พรุ่งนี้จะจับอุณรุท ลูกท้าวไกรสุทรังสรรค์
ฆ่าเสียให้สิ้นชีวัน จงสาใจมันอ้ายพาลา
แล้วจึ่งจะยกโยธี แสนสุรเสนีแกล้วกล้า
ไปตีเอากรุงณรงกา ฆ่าวงศามันให้วายปราณ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณพักตร์ผู้ปรีชาหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ กราบกับบทมาลย์แล้วออกไป

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์พลเป็นกองพยุหบาตร โดยขนาดกระบวนทัพใหญ่
พันโกฏิเลือกล้วนเกรียงไกร ว่องไวในการราญรอน
กองหนึ่งกายเป็นกุมภัณฑ์ หน้านั้นเป็นหน้ากาสร
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นวานร กายกรเป็นเพศอสุรา
เหล่าหนึ่งกายเป็นโคถึก หน้านั้นพันลึกเป็นผีป่า
เหล่าหนึ่งตัวเป็นพยัคฆา หน้ากลับเป็นหน้าพาชี
เหล่าหนึ่งตัวกายเป็นมังกร หน้าเป็นไกรสรราชสีห์
เหล่าหนึ่งกายเป็นอสุรี หน้านั้นเป็นหมีขบฟัน
ล้วนถืออาวุธกวัดแกว่ง เป็นประกายพรายแสงฉายฉัน
ผูกช้างพระที่นั่งซับมัน พร้อมกันในราตรีกาล

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรใจหาญ
ไสยาสน์เหนืออาสน์โอฬาร ให้เดือดดาลร้อนรนสกนธ์กาย
ดั่งหนึ่งว่าใครเอาไฟพิษ มาจ่อจิตติดอยู่ไม่รู้หาย
พลิกกลับสับสนกระวนกระวาย มาดหมายจะล้างไพรี
ผุดลุกขึ้นเยี่ยมบัญชร คอยท่าทินกรรังสี
แต่ฮึกฮัดขัดแค้นแสนทวี อสุรีไม่สนิทนิทรา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองสว่างเวหา
เสด็จจากแท่นแก้วอลงการ์ มาเข้าที่สรงชลธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ สุหร่ายโรยโปรยสายวารีริน ทรงสุคนธ์กลั้วกลิ่นหอมหวาน
สอดใส่สนับเพลาพลอยประพาฬ ภูษาลายก้านกระหนกพัน
ชายไหวชายแครงโมราร่วง เกราะเกล็ดเพชรพวงมุกดาคั่น
ฉลององค์ทรงประพาฬพื้นสุวรรณ รัดองค์กุดั่นประจำยาม
ตาบทิศทับทรวงดวงผลึก สังวาลศึกสามสายเรืองอร่าม
ทองกรพาหุรัดรายพุกาม ธำมรงค์เพชรพลามพรายตา
สิบเศียรสอดทรงมงกุฎแก้ว ดอกไม้พัดวาวแววซ้ายขวา
ยี่สิบกรกุมเทพสาตรา งามสง่าดั่งองค์เวสสุวัณ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นได้ศุภฤกษ์สวัสดี เสียงฆ้องชัยมี่บันลือลั่น
เสด็จจากแท่นแก้วแพรวพรรณ จรจรัลมาทรงคชาธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ช้างเอยช้างศึก มหาเมฆตัวฮึกกำแหงหาญ
ประดับเครื่องเนาวรัตน์ชัชวาล ยืนทะยานสูงเยี่ยมโพยมบน
สองหูพู่ห้อยพรายแพรว ข่ายแก้วปกตระพองกรองสน
ดาวกุดั่นจำรัสรัตคน ชนักต้นทองถักกระวินวาม
เท้าฉัดงวงคว้างาเสย แหงนเงยถีบแทงแกว่งสนาม
เริงร่านหาญณรงค์สงคราม ไม่ครั่นคร้ามขามหมู่ปัจจามิตร
โกญจนาทสนั่นพันลึก เรียกมันครั่นคึกถึงดุสิต
ประดับด้วยเครื่องสูงชวลิต ฆ้องกลองครรชิตอึงอล
เสียงแซ่แตรสังข์กังสดาล พลมารขานโห่โกลาหล
ผงคลีพัดกลุ้มสุริยน รีบร้นทวยหาญทะยานมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงปราการทวาเรศ ที่ราชนิเวศน์นางอุษา
จึ่งมีสีหนาทบัญชา ให้โยธาเข้าล้อมปราสาทชัย

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณพักตร์นายกองทหารใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็ขับพลเข้าไปทันที

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ล้อมรอบสามชั้นมั่นคง จัตุรงค์เยียดยัดอึงมี่
แต่อากาศจนพื้นปัฐพี ตรวจตราหน้าที่กำชับกัน
อย่าให้มนุษย์หนีได้ เร่งระวังระไวจงกวดขัน
แม้นออกได้ด้านผู้ใดนั้น จะบั่นเกล้าเสียบเสียให้สิ้นปราณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธาพลหาญ
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเผ่นทะยาน โห่สะท้านสะเทือนสุธาดล
ต่างแผลงสำแดงฤทธิรุทร กวัดแกว่งอาวุธกุลาหล
หมายมาดจะพิฆาตให้วายชนม์ ต่างตนกระหยับคอยที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุททรงสวัสดิ์รัศมี
สถิตเหนือแท่นรัตน์รูจี กับมารศรีอุษายาใจ
ได้ยินเสียงสำเนียงนฤนาท พสุธาอากาศหวาดไหว
พระชวนองค์อัคเรศอรไท เสด็จไปยืนเยี่ยมยังบัญชร
เห็นพวกพหลพลยักษ์ สิทธิศักดิ์เหี้ยมหาญชาญสมร
ล้อมรอบดาดาษแต่ดินดอน จดจนอัมพรอเนกนันต์
กรุงพาณนั้นทรงคชฤทธิ์ ยืนสถิตเป็นจอมพลขันธ์
แผดเสียงกราดเกรี้ยวเคี้ยวฟัน บันลือลั่นโลกาฟ้าดิน
พระยินดีสรวลยิ้มพริ้มพราย หมายใจจะล้างเสียให้สิ้น
ดั่งไกรสรเห็นหมู่มฤคิน จะแผดผลาญชีวินให้แหลกลาญ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางอุษาเยาวยอดสงสาร
กับสี่พี่เลี้ยงนงคราญ เห็นพวกพลมารแน่นนันต์
ต่างตนตัวสั่นขวัญหาย ความกลัวเพียงวายชีวาสัญ
พระอัคเรศอรไทวิไลวรรณ กอดบาททรงธรรม์เข้าร่ำไร
โอ้พระทูลกระหม่อมของน้องเอ๋ย ครั้งนี้ใครเลยจะช่วยได้
พลมารแน่นนับสมุทรไท ล้วนเรืองฤทธิไกรมหึมา
พระบิตุรงค์ก็ทรงพาหนาศ คชเรศร้ายกาจตัวกล้า
ยี่สิบกรครบเครื่องสาตรา ศักดานุภาพพันทวี
ครั้งก่อนหากองค์พระทรงเดช อัยกาจอมเกศเรืองศรี
เสด็จมาโปรดเกล้าเมาลี ชีวีจึ่งไม่ม้วยด้วยพาลภัย
ครั้งนี้พระองค์องค์เดียว เปล่าเปลี่ยวหามีที่พึ่งไม่
น่าที่จะพากันบรรลัย อรไทร่ำพลางทางโศกา

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระทรงโฉมประโลมเสน่หา
รับขวัญแล้วปลอบวนิดา แก้วตาอย่ากลัวอ้ายสาธารณ์
ทำไมกับพวกพลยักษ์ ทรลักษณ์ดั่งชาติเดียรฉาน
หรือจะมารอระด้วยพระกาล จะพากันแหลกลาญไม่เหลือไป
ถึงท้าวกรุงพาณอสุรี ไหนจะต่อฤทธีกับพี่ได้
หากเป็นบิตุเรศของทรามวัย ได้มีพระคุณเลี้ยงมา
จำจะไปเจรจาว่ากล่าว อ่อนง้อต่อท้าวยักษา
ตรัสแล้วจับพระขรรค์อันศักดา ผ่านฟ้าผาดแผลงฤทธี
เหาะขึ้นยังพื้นอัมพร โดยช่องบัญชรชัยศรี
กวัดแกว่งพระแสงโมลี ไล่พลอสุรีกระจายไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เลื่อนลอยอยู่บนอากาศ งามวิลาสดั่งดวงแขไข
กลางหมู่พลมารชาญชัย ตรงหน้าคชไกรกรุงพาณ
จึ่งออกโอษฐ์ประภาษพาที ด้วยเสียงสีหนาทบรรหาร
ปราศรัยในรสพจมาน ดูก่อนท่านท้าวยี่สิบกร
ซึ่งกริ้วโกรธพิโรธเรานัก ว่าลอบรักธิดาดวงสมร
มิได้กล่าวของ้องอน ก็ทำโทษโรธกรณ์เราเจียนตาย
ข้อที่อัปยศอดสู คิดดูพอกลบลบหาย
เป็นไฉนยังโกรธดั่งเพลิงพราย ยกพลนิกายมาล้อมไว้
แม้นว่าท่านฆ่าเราอาสัญ ธิดานั้นจะงามฤๅไฉน
ช่างไม่หยุดยั้งชั่งใจ เป็นผู้ใหญ่ใคร่คิดให้จงดี
จะให้ทำยังไรก็ว่ามา ตามแต่ปัญญาของยักษี
แม้นร่วมสุวรรณปฐพี จะได้เป็นไมตรีกันสำราญ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งไฟกาฬ จึ่งมีพจมานตอบไป
เหวยเหวยอุณรุทมนุษย์น้อย อหังการกล่าวถ้อยหยาบใหญ่
สิ้นลมแนมเหน็บให้เจ็บใจ เราใช่ยักษาทรลักษณ์
แม้นว่าจะมาเป็นเขย ไหนเลยจะทำหาญหัก
นี่ตัวดูหมิ่นถิ่นแคลนนัก ใครจักอดได้นั้นไม่มี
อย่าว่าแต่อุษาจะเป็นม่าย ถึงตายก็ไม่ดูผี
มิได้นับมันว่าบุตรี จะสังหารชีวีเสียด้วยกัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพญากุมภัณฑ์ ทรงธรรม์สรวลยิ้มพริ้มพราย
แล้วว่าดูก่อนกรุงพาณ ซึ่งท่านเคืองแค้นไม่รู้หาย
ว่าเราล่วงเกินหยาบคาย มั่นหมายดั่งนี้ก็ผิดไป
เมื่อเทวาพาสมให้ชมกัน จะว่าดูหมิ่นนั้นหาชอบไม่
เราเป็นผู้น้อยก็เกรงใจ จึ่งได้อ่อนง้อขอษมา
ก็ไม่ฟังยังขืนกริ้วโกรธ จะทำโทษเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
ถ้ากระนั้นจงยกโยธา ไปยังภูผาอังชัน
เราสองจะประลองฤทธิไกร ที่ในหิมวาพนาสัณฑ์
ให้หมู่ทวยเทพเทวัญ คนธรรพ์นักสิทธ์วิชาธร
ดูเล่นเป็นขวัญนัยน์เนตร พร้อมพฤกษ์เทเวศสิงขร
ใครดีจะได้เห็นฤทธิรอน ให้ขจรเกียรติชั่วกัลปา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวพาณาสูรยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา ก็บัญชาเรียกเร่งพลไกร
เหวยเหวยอสูรทวยหาญ บรรดาหมู่มารน้อยใหญ่
เร่งยกหนักหักโหมเข้าไป จับมนุษยให้ได้บัดเดี๋ยวนี้
ทั้งอีอุษาทรลักษณ์ อย่าคิดพักตร์มันเลยยักษี
จับเอาตัวมาอีกาลี ผลาญชีวีเสียให้พร้อมกัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธาพลขันธ์
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ก็กรูเข้าพร้อมกันทุกกองทัพ
ยัดเยียดเบียดเสียดสับสน ต่างคนถาโถมโจมจับ
ที่ตัวนายก็รายคอยรับ แข่งขับกันดาเข้าราวี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น หลานพระหริรักษ์เรืองศรี
เห็นหมู่อสุรโยธี เข้ามาโจมตีวุ่นไป
ฉวยชักพระขรรค์ออกฟันฟาด หมู่มารตายกลาดไม่นับได้
แตกกระจายพ่ายแพ้ฤทธิไกร ภูวไนยก็กลับลงมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ