สี่สิบสอง ภิกษุณีอาพาธ

ในตอนนี้ มีพระภิกษุมาแสดงธรรมแก่พวกเราสัปดาห์ละครั้ง. ล่วงมาสักหน่อยก็ถึงเวรพระองคุลิมาลมาแสดง. ฉันไม่ได้ไปห้องประชุมในคราวนี้ เป็นแต่นอนแซ่วอยู่ในห้องตน. และขอร้องภิกษุณีเพื่อนข้างห้องบอกแก่พระองคุลิมาลว่า วาสิฏฐีภิกษุณีอาพาธมาฟังธรรมที่ห้องประชุมไม่ได้, เมื่อเสร็จแสดงธรรมแล้ว, นิมนต์ไปโปรดวาสิฏฐีในห้องเป็นพิเศษด้วย.

สักครู่ใหญ่ พระองคุลิมาลก็มา, เมื่อทักทายไต่ถามอาการตามธรรมเนียมแล้ว, ท่านก็นั่งลง.

ฉันพูดขึ้นว่า “ที่ท่านมาเห็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาพบ คือ ภิกษุณีป่วยเพื่อเหตุความรัก. และที่ป่วยครั้งนี้ ก็เพราะท่านเป็นต้นเหตุกระทำผิดไว้ ที่พรากคู่รักเขาให้จากกันไป. จริงอยู่ ตัวท่านก็เป็นผู้นำฉันมาหาแพทย์อันประเสริฐ ให้รักษาโรคใจที่มีอยู่แล้ว. แต่ถึงพระพุทธองค์เป็นแพทย์วิเศษ, ก็ไม่สามารถจะทรงบำบัดโรคของฉันให้หายขาดลงไปได้ด้วยลำพังอำนาจพระองค์. แต่พระองค์ทรงทราบด้วยพระปรีชาญาณในเรื่องนี้ได้ดี, จึ่งประทานโอสถแก้โรคไว้ให้ฉันรักษาเอาเอง โดยอาศัยให้โรคนั้นเกิดขึ้นจนถึงขีดหนัก จะได้กำจัดมันถนัดมือ. แต่ความจริงผลกลับเป็นเช่นท่านเห็นอยู่เดี๋ยวนี้: ไข้รักมีกำลังเพียบสุดวิษัยที่ฉันจะให้บรรเทาได้ ฉันจึ่งต้องการเตือนถึงสัญญาที่ท่านออกปากให้ไว้มาครั้งหนึ่ง คือในคืนที่ท่านชวนให้เป็นพรรคพวกสมรู้ร่วมคิดการทุจจริต, แต่ความคิดต้องเลิกล้มไปเพราะพระบรมศาสดาเป็นเหตุ. ในครั้งนั้น ท่านสัญญาว่าจะไปถึงกรุงอุชเชนีเพื่อนำข่าวกามนิตมาให้ทราบ ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือประการไร. ข้อที่นายโจรในครั้งหนึ่งได้ให้สัญญาไว้, ณบัดนี้ฉันต้องขอเรียกร้องจากพระภิกษุให้ทำตามสัญญานั้น, เพราะฉันอยากจะทราบแทบใจจะขาดว่ากามนิตเป็นอย่างไรบ้าง. ถ้ายังมีชีวิตอยู่, ได้ดำเนิรตนอย่างไร. ตราบใดยังไม่ทราบความเหล่านี้ให้แน่ใจ. ตราบนั้นจะไม่มีแก่ใจเปลี่ยนเรื่องคิดเป็นอย่างอื่น, ทั้งจะเป็นเหตุมิให้ฉันมีน้ำใจคืบบำเพ็ญพรหมจรรย์ เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว เพราะฉะนั้นจึ่งสมควรเป็นหน้าที่ของท่าน จะกรุณาจัดการเรื่องนี้ให้ฉันฟื้นจากโรคคลุ้มคลั่งใจ โดยนำข่าวที่ต้องการมาบอกให้ทราบบ้าง เท่ากับได้เสพคิลานปัจจัยวิเศษขนานหนึ่ง.”

พอฉันพูดดั่งนี้แล้ว, พระองคุลิมาลก็ผุดลุกขึ้นบอกว่า-

“เมื่อต้องการเช่นนั้น, ก็จะจัดการให้,” กล่าวแล้วก็ก้มศีรษะเดิรออกประตู ตรงไปห้องตนเข้าเครื่องบริขารมีบาตรเป็นต้น. และในชั่วโมงเดียวกันนั้น พระองคุลิมาลดุ่มออกจากป่าประดู่ลายไป ซึ่งใคร ๆ เข้าใจว่าคงจารึกโดยเสด็จพระพุทธเจ้า แต่ฉันผู้เดียวที่ทราบความจริง.

เมื่อเริ่มจัดการตามที่นึกหมายไว้นี้แล้ว, อารมณ์ที่พลุ่งพล่านค่อยเบาบางลง. อันที่จริงควรจะฝากความคิดถึงไปยังคู่รัก, แต่มานึกอีกทีก็ออกจะเกินไป ไม่บังควรจะใช้พระภิกษุในทางเช่นนั้น. อย่างไรก็ดี เมื่อพระองคุลิมาลไปสำเร็จประสงค์ได้พบปะกามนิต, ฉันก็นึกหวังอยู่ว่าท่านคงใช้ปัญญาตามกาลเทศะบอกเรื่องคู่รักให้ทราบด้วยเป็นแน่.

“ฉันจะไปกรุงอุชเชนีเอง และจะพาตัวกามนิตมาให้ได้ ไม่ให้มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง:” ถ้อยคำเหล่านี้ยังสะเทือนดวงใจฉันอย่างแรง. พระองคุลิมาลจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครั้งยังเป็นโจรไหมหนอ? ทำไมท่านจะไม่ทำตามสัญญา, ถ้าท่านเห็นว่าเป็นความจำเป็น ที่เราทั้งสองควรจะได้พบปะพูดจากัน? เมื่อเกิดความคิดใหม่ขึ้นอย่างนี้ ก็นึกเห็นเป็นความหวังอย่างที่ไม่เคยนึกเคยฝันขึ้น มีอาการเผลอเหม่องงงวย แล้วชักกระหยิ่มในใจ. หากคู่รักของฉันได้มาเห็นหน้า, ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะกีดขวางมิให้ลาเพศภิกษุณีไปเป็นภริยาเขา.

เมื่อยิ่งนึกคึกคักใจเตลิดจนลอยเหลิงความจริงอารมณ์ยิ่งกำเริบในดวงจิตต์ โลหิตฉีดขึ้นหน้าเพราะละอายใจ ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง กลัวจะมีใครในขณะนั้นมาสังเกตเห็น จะเกิดเป็นการอดสูไม่น่าดู เป็นทีว่าอาศัยผ้าเหลืองเป็นสะพานจากการแต่งงานที่ปราศจากความรัก ข้ามไปสู่การแต่งงานซึ่งมีความรักอย่างดูดดื่ม. อาการกิริยาของฉันนี้ อาจเป็นปัจจัยให้คนอื่นตีความหมายไปได้หลายสถาน. แต่เมื่อสำเร็จแล้วตามประสงค์, ใครจะเห็นอย่างไรก็ไม่น่าจะปรารมภ์ เพราะเป็นอุบาสิกาที่มีความศรัทธามั่นคงในคณะสงฆ์ ก็ยังดีกว่าเป็นภิกษุณีในคณะสงฆ์ ซึ่งมัวคิดพล่านแต่นอกหน้าที่. ถ้าพระองคุลิมาลนำข่าวมาบอกได้มั่นเหมาะว่ากามนิตของฉันยังมีชีวิตอยู่, และได้ทราบความจากการที่พระองคุลิมาลกับคู่รักของฉันได้พบปะสนทนากัน ว่าเขายังซื่อตรงในความรักที่มีต่อกันอยู่, ฉันก็อาจไปกรุงอุชเชนีได้แน่แท้. เมื่อเพลิดเพลินในความคิดอันถูกอารมณ์เรื่อยเจื้อยเช่นนี้, เลยเกิดเป็นภาพขึ้นในดวงจิตต์ ว่าเช้าวันหนึ่งฉันเดิรทางจารึกไปถึงกรุงอุชเชนีไปยืนรับอาหารบิณฑบาทหน้าประตูบ้านเธอ. เธอออกมาจะใส่บาตรแล้วก็จำฉันได้, ต่างคนมีความปลาบปลื้มเหลือที่จะกล่าวแล้วก็.....!

อันที่จริงระยะทางไปถึงกรุงอุชเชนีนั้นไกลมาก ไม่สมควรที่ภิกษุณีจะไปโดยลำพัง, แต่การที่จะแสวงหาเพื่อนเดิรทาง ก็ไม่เป็นการยากอะไร เพราะในระหว่างที่คิดวุ่นว้าใจอยู่นี้ โสมทัตต์เกิดมีอันเป็นถึงแก่ความตายไปอย่างน่าอนาถ. กล่าวคือ เป็นนักเลงสกา หลงใหลเล่นสะกาจนทรัพย์สมบัติย่อยยับหมดตัว แล้วก็ไปโจนน้ำตายที่ในแม่คงคา. เมทินีเสียใจเศร้าโศกเป็นอันมาก, ในที่สุดถวายตนออกบรรพชาเป็นภิกษุณี. ที่เมทินีเป็นภิกษุณี ไม่ใช่เพราะมีศรัทธาเลื่อมใสนัก, ทั้งความเป็นภิกษุณี ย่อมเข้ากรอบวินัยเข้มงวดมาก. ที่ออกบรรพชา ก็ประสงค์จะมาอยู่ใกล้ฉัน เพราะเราทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว. และฉันเชื่อว่า ถ้าเปิดเผยความลับเรื่องจะไปกรุงอุชเชนี ก็คงยินดีไปด้วย; หรือยิ่งกว่านั้น ถึงจะไปจนสุดโลก, เมทินีก็คงพอใจไปด้วย. อันที่จริง เมื่อเมทินีมาอยู่ด้วย ทำให้ฉันมีใจกระตือรือร้นขึ้นอิกมาก. ส่วนฉันก็ช่วยเล้าโลมใจให้ส่างคลายทุกข์โศกที่ต้องเสียสามีไป.

ครั้นถึงเวลาใกล้เข้ามา ที่พระองคุลิมาลบอกกำหนดกลับ, ฉันไปคอยรับที่ชายป่าทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ทุกเวลาบ่าย ไปนั่งอยู่บนเนินใต้ต้นไม้ใหญ่ใบงาม เพื่อจะได้มองดูไปตามถนนได้ไกล, เพราะพระองคุลิมาลจะต้องมาทางนั้น, และคาดว่าท่านคงกลับถึงในตอนเย็น.

ฉันเพียรตั้งตาคอยอยู่หลายเวลา, ถ้าจำเป็นจะต้องเฝ้าคอยกันตั้งเดือนก็ยินดี. พยายามเทียวไปจนถึงวันที่แปด. เมื่อพระอาทิตย์จะตกต่ำอยู่แล้ว, ฉันป้องหน้ามองไป เห็นคนเดิรเข้ามาทางป่าได้แต่ไกล. บัดเดี๋ยวใจก็เห็นแววผ้าเหลือง เมื่อผู้เดิรทางคนนั้นสวนกับคนตัดไม้ซึ่งกำลังจะกลับบ้าน, สังเกตว่ารูปร่างขนาดสูงใหญ่ผิดปกติ ก็จำได้ทันทีว่า ผิดจากพระองคุลิมาลแล้ว ไม่มีใครที่มีรูปร่างอย่างนี้. ท่านมิได้พากามนิตของฉันโดยไม่มีภัยอันตรายอย่างไรมาด้วยกับท่าน; แต่ก็ไม่เป็นไร, ถ้าท่านรับรองและบอกได้ ว่าคนที่ฉันรักยังมีชีวิตอยู่, ฉันก็พยายามไปหาเขาเองได้เหมือนกัน.

เมื่อพระองคุลิมาลมาถึง, ครั้นจะตรงถามเอาแต่เรื่องของตนก็นึกกระดาก จึ่งทำเป็นใจเย็นทักทายปราศรัยถึงการเดิรทางก่อน.

พระองคุลิมาล เล่าว่า “ในการจารึกนั้น แม้ทางจะไกลถึงไหนก็ตาม ฉันเคยบุกป่าฝ่าดงผ่านคามนิคมชนบทราชธานีโดยอาชีพปล้นสะดมมาจนชินแล้ว จึ่งมิได้ย่อท้อปลกเปลี้ยเลยทั้งขาไปและขากลับ. แต่ข้อที่ลำบากตามทางอยู่บ้างนั้น คือ อาหาร, เพราะเป็นทางกันดาร กว่าจะได้พบบ้านแต่ละหมู่แต่ละหลังคาเรือนเป็นการยากแล้วมิหนำ ซ้ำบางบ้านเมื่อเห็นท่าทางจะใจบุณย์ ฉันได้ไปยืนบิณฑบาตที่หน้าบ้าน. เจ้าบ้านก็ใจบุณย์จริงอย่างคาด ถืออาหารออกมา, พอสังเกตจำหน้าฉันได้ก็ตกใจผวากลับ ปิดประตูบาน หับประตูเรือนขัดลิ่มตอกสลักโครมคราม เตรียมป้องกันอย่างตื่นเต้น. เป็นเช่นนี้, บางวันก็อดเลย, จะได้อาหารบ้างก็จากผู้ไม่รู้จักฉันเท่านั้น. คราวหนึ่ง เกิดเหตุกาหลใหญ่: ฉันไปยืนที่หน้าบ้านผู้มีอันจะกิน ห่างประตูสัก ๖-๗ ก้าว. เด็ก ๆ ในบ้านแลเห็นก็เดิรอ้อมไปทางหลังเรือน ซึ่งฉันเหลือบเห็นตามรั้วไม้โปร่งช่องหนึ่ง คะเนว่าคงไปบอกผู้ใหญ่ให้ทราบ. สักครู่ หญิงครรภ์แก่คนหนึ่ง ถือภาชนะอาหารเปิดประตูบ้าน เดิรตรงออกมาจะใส่บาตร, พอเข้าใกล้จำหน้าฉันได้ดี ก็เสียขวัญ หน้าซีดเผือดลงทันที ร้องกรีดตะโกนจนสุดเสียงว่า ‘องคุลิมาล!’ ได้เพียงคำเดียวแล้วต่อไปพูดไม่ออก ยืนตะลึงงันสิ้นสติ, ต่อภาชนะอาหารหล่นจากมือลงโครมแตกกระจาย จึ่งตื่นจากจังงัง, ผลัวะผละหันหลังกลับ ออกได้วิ่งเต็มฝีเท้า, คราวนี้หาเข้าทางประตูที่ออกมาไม่ ไพล่เข้าไปทางช่องรั้วนั้น พุ่งหัวปักลงข้างในสองมือยันดิน ติดท้องอยู่ครึ่งตัว เท้าทั้งสองเชิดดิ้นถีบลมอยู่กะแด่ว ๆ. ฉันสงสารเป็นอย่างยิ่ง จะเข้าไปช่วยแหวกช่องรั้วให้ก็กลัวตกใจดีฝ่อหนักขึ้น, ไม่เห็นทางอื่นนอกจากวิธีที่ฉันเคยนับถือว่าขลังนัก กล่าวคือ ทำสัจจกิริยา, ได้ตั้งสัจจาธิษฐานดัง ๆ ให้ได้ยินว่า

ยโต’หํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา, เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส.

พอสิ้นเสียงสัจจาธิษฐาน ลูกก็ผลุดจากครรภ์โดยสวัสดิภาพ แม่ก็หายตกใจมีขวัญอยู่กับตัวเป็นปกติ ย้อนออกมาไหว้ฉันด้วยมือสั่น ๆ ยังไม่สู้ไว้ใจนัก รีบขมีขมันอุ้มลุกเข้าไปทางประตู ฉันต้องเลยไปบิณฑบาตข้างหน้า.....”

เมื่อพระองคุลิมาลกำลังเล่าการเดิรทางเพลินอยู่, ฉันขอลัดตรงไปถามข่าวคราวคู่รัก เพราะไม่เป็นอันฟังเรื่องอื่น ๆ ใจร้อนจ้องจ่ออยู่แต่เรื่องที่อยากทราบทุกขณะจิตต์ หัวใจเต้นแรงด้วยกำลังยินดีจะได้ข่าวดีระคนกับวิตกจะไม่สมหวัง.

องคุลิมาลบอกว่า “กามนิตยังมีชีวิตอยู่ดีเป็นเศรษฐีมั่งมีมาก. ฉันได้พบพูดกับเขาด้วยตนเอง.”

ท่านเล่าให้ฟังต่อไปว่า เช้าวันหนึ่งเมื่อไปถึงบ้านเธอ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ใหญ่ไพศาล, พวกภริยาเธอออกมาด่าว่าท่านเปิง ๆ, แล้วเธอออกมา ไล่ภริยากลับเข้าบ้าน, วิงวอนขอโทษท่านต่าง ๆ. ต่อไปท่านเล่าเรื่องโดยตลอดอย่างละเอียด เหมือนที่เธอเล่าให้ฉันฟัง. ท่านเล่าเสร็จแล้ว, ก็ก้มศีรษะหันกลับไปอิกทางหนึ่ง แต่มิได้เข้าไปในป่าประดู่ลาย. ฉันประหลาดใจ ถามทันทีว่าไม่เข้าไปวัดดอกหรือ.

ท่านตอบว่า “ฉันได้จัดการตามที่ต้องการให้ฉันทำสำเร็จผลเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว, เป็นอันได้เปลื้องปฏิญญา และไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องกีดขวางแก่การที่ฉันจะเดิรทางไปทิศตะวันออก ตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าสู่กรุงพาราณสี และกรุงราชคฤห, ซึ่งฉันคงจะติดตามไปจนพบพระองค์.”

พอพูดจบ พระภิกษุผู้มีกำลังพลกายเป็นพิเศษ ก็มิได้หยุดพักอิกต่อไป รีบรุดออกเดิรสาวก้าวยาวมุ่งหน้าไปตามทางในชายป่า.

ฉันจ้องดูพระองคุลิมาลอยู่เป็นนาน. ดวงตะวันในเวลาเย็นจวนจะตก ฉายกายท่านเป็นเงายาวไปทางไหล่เขา ซึ่งอยู่ข้างหน้าเป็นทิวพืดจนจดขอบฟ้า ดูประหนึ่งว่ามีใจอันเร่งร้อนออกไปก่อนกายที่เดิรตามไปไม่ทัน. ส่วนตัวฉันยืนตะลึงอ้างว้าง ไม่มีจุดความมุ่งหมายที่จะส่งความคิดไปที่ไหนแม้แต่น้อย.

หัวใจฉันหมดหวังเสียแล้ว ความที่ใฝ่ฝันไว้เป็นอันสิ้นไปแล้ว. ที่ได้ยินนักพรตผู้หนึ่งกล่าวว่า “มุมบ้านของหญิงปากร้ายก็คือความเป็นไปของครอบครัว:” ความข้อนี้เข้าไปปรากฏในดวงใจอันเหี่ยวแห้ง ตรึกนึกทบไปทวนมาอยู่หลายหน. ความรักของฉันอยู่บนลานอโศกอันงาม ภายใต้ดวงดาวและแสงเดือน. ฉันคงไม่โง่พอที่จะแร่ไปหาความเป็นอยู่แห่งครอบครัวในกรุงอุชเชนี เพื่อพร่าเกียรติยศลงเกลือกกลิ้งทะเลาะกับหญิงปากร้ายภริยาเธอ.

ฉันคลานกลับไปสู่ห้องด้วยความลำบาก ไปถึงก็ละเหี่ยหมดกำลังนอนทอดอาลัยอยู่บนที่นอน. ความหวังที่มุ่งหมายไว้อย่างปลาบปลื้มมาพลันละลายไปในทันทีทันใดดั่งนี้ เหลือวิษัยที่จะหาอะไรมาต้านทานพิษไข้ซึ่งรุมรึงอยู่แล้วมิให้กำเริบขึ้น. เมทินีอุตส่าห์ประคับประคองพยาบาลฉันซึ่งกำลังเจ็บหนักอยู่ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน นับว่ามีน้ำใจรักใคร่ฉันจริง ๆ. การพยาบาลเป็นอย่างดีของเมทินี และที่คอยเล้าโลมเอาใจอยู่เสมอ กระทำให้ฉันสงบความทุกข์โศกปฏิฆะมีอารมณ์เป็นปกติได้ดีขึ้น เป็นเครื่องช่วยให้ไข้และความเจ็บปวดส่างเบาไปตามด้วย. ฉันเกิดมีความคิดเห็นขึ้นใหม่ที่จะจารึกเดิรทางไปอิกทางหนึ่ง, ไม่ใช่ทางที่ฉันขอร้องให้พระองคุลิมาลไป, แต่เป็นทางเดียวกับที่พระองคุลิมาลไปเองก่อนหน้านั้นแล้ว. ฉันจะโดยเสด็จตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า จนกว่าจะพบพระองค์. ฉันยังจะไม่รู้สำนึกอยู่อีกหรือ ว่าถ้าความรักยังหนาแน่นมาก ความทุกข์โทรมนัสย์ก็ยิ่งทับถมหนักด้วย. และด้วยเหตุฉะนี้ ฉันนึกหวังว่า เมื่อตามไปจนได้เฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว, พระองค์คงจะทรงพระกรุณา ประทานความมีชีวิตใหม่ให้แก่ฉัน เพื่อสามารถรีบเร่งถอนตนดำเนิรไปสู่วิมุติหลุดพ้นจากความอาลัยพัวพันในโลก.

ฉันบอกความดำริไว้นี้แก่เมทินี. เขาก็เห็นพ้องต้องใจด้วย โดยฉันเองก็ไม่นึกคาดว่าจะง่ายถึงเช่นนั้น. เพราะดูเขาปีติยินดี ถึงกับเขียนภาพขึ้นไว้ในใจคล้ายเด็ก ๆ ว่าจะได้ร่อนเร่ไปในแดนต่าง ๆ ตามอำเภอใจ เสมือนนกที่ถือเอาอากาศ เป็นทางโคจรไปแดนประเทศไกล ตามฤดูกาลโดยเสรีภาพ.

แต่การที่ตกลงจะไปนี้ ต้องรอจนกว่าฉันจะหายเป็นปกติ มีแรงพอเสียก่อน. แต่ครั้นค่อยมีกำลังวังชาขึ้นบ้าง ก็พอดีถึงฤดูฝน, ต้องเลื่อนเวลานานออกไปอิก.

ในคราวที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนาท้ายฤดูฝน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ครั้นถึงเดือนสุดท้ายในฤดูฝน ตะวันฉายแสงกำจัดเมฆที่อุ้มน้ำไว้ให้กระจายหายไป, แล้วแผดรัศมีอยู่สูงกลางโพยม เผาหมอกหมดสิ้นไป, ปรากฏความสว่างจ้ามีอุปมาฉันใด, ความมีชีวิตอยู่เป็นภิกษุสงฆ์ก็มีอุปไมยฉันนั้น.”

ครั้นสิ้นฤดูฝนแล้ว เราสองคนออกจากสุมทุมพุ่มไม้พระกฤษณ์ที่อยู่ทางประตูโกสัมพี, เลี้ยวไปทิศตะวันออก มุ่งทางซึ่งปานประหนึ่งดวงสุริยะในบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ องค์พระบรมศาสดาสถิตอยู่.

  1. ๑. สัจจาธิษฐานนี้ โบราณนับถือว่าเป็นมนตร์ขลังบทหนึ่ง ใช้เสกน้ำมนตร์ให้หญิงมีครรภ์ดื่มเสมอบ้าง เสกแล้วเป่ากระหม่อมหญิงผู้เจ็บครรภ์บ้าง, และรวมเข้าไว้ในบทสวดมนตร์ เรียกว่า องคุลิมาลปริตร สำหรับสวดในการมงคล เช่นขึ้นบ้านใหม่หรือแต่งงานเพื่ออำนวยสวัสดีแก่แม่เจ้าเรือน.

  2. ๒. สถานที่ตรงนี้ พระโบราณาจารย์ยกว่าเป็น กัปปัฏฐายิ-มหาเดช คือ ที่วิเศษศักดิ์สิทธิ์ตลอดกัลป์. หญิงมีครรภ์คนใดได้ไปที่นั่นก็คลอดลูกสะดวกดาย, สุขสบายทั้งแม่ทั้งลูกทุกราย.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ