สามสิบ มีเกิดก็มีตาย

กามนิต พูดว่า “เรามีอายุเท่ากับอายุของโลกนั้นเป็นความจริง, แต่ว่าต้องเร่ร่อนอยู่ในโลกเรื่อยไปไม่หยุดหย่อน: เมื่อตายไปแล้วก็มาเกิดใหม่อยู่ในโลกอีกเล่า. มาบัดนี้เราได้ลุถึงสถานที่อันเป็นอมฤตแล้ว และมีความสุขความบันเทิงอยู่เป็นนิรันดร.”

เวลาที่กามนิตพูดดั่งนี้ เป็นคราวที่ทั้งสองพึ่งกลับจากต้นปาริชาตมาสู่สระแห่งตนแล้ว. กามนิตกำลังจะเลื่อนลอยลงสู่ดอกบัวของตน, ทันใดนั้น ก็สังเกตเห็นดอกบัวสีแดงของตน แสดงอาการเศร้าหมองผิดปกติไป. กามนิตลอยอยู่เหนือดอกบัว พิจารณาดูโดยละเอียด, ก็ตกใจที่เห็นกลีบออกจะดำคล้ำคล้ายถูกอะไรไหม้ ที่ปลายทีเดียวก็เหี่ยวจนม้วนกลับ.

ส่วนดอกบัวขาวของวาสิฏฐีก็มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกัน. วาสิฏฐีเลื่อนลอยอยู่เหนือดอกบัว, มีอาการพิศวงอย่างเดียวกับกามนิต.

กามนิตเหลียวไปดูเพื่อนที่อยู่บนดอกบัวเขียว, ก็เห็นดอกบัวนั้นมีอาการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน, สังเกตหน้าตาผู้เป็นเจ้าของไม่เบิกบานเหมือนกับคราวที่เคยปราศรัยด้วยในครั้งแรก. มีอาการตกใจอย่างเดียวกับตนและวาสิฏฐี. มิใช่แต่เท่านั้น มองไปดูดอกอื่นๆ ก็มีอาการวิปริตตลอดจนตัวเจ้าของ. คราวนี้หันมาดูดอกของตนอิก ก็เห็นกลีบหนึ่งมีอาการจะฟื้นตัว ค่อยๆ คลายที่งอพับอยู่ให้คืนตัว, แต่แล้วก็หลุดออกจากดอกร่วงไปลอยอยู่ในสระ. ลักษณะอาการเช่นนี้ไม่ใช่แต่ดอกบัวของตน, ถึงดอกบัวอื่นๆ ก็เช่นเดียวด้วยกันตลอดไป. กลีบบัวซึ่งร่วงได้ลงไปลอยสล้างอยู่ในสระ. เสียงผู้เป็นเจ้าของต่างปริเทวนาการถอนหายใจอยู่ระงมแดน.

กามนิตคว้าแขนวาสิฏฐีไว้ด้วยอาการตื่นเต้น พูดว่า “วาสิฏฐีที่รัก, หล่อนได้เห็นและได้ยินอะไรไหมเล่า? นี่เป็นเรื่องราวอะไรกันหนอ? แปลไม่ออก.”

วาสิฏฐีมองดูกามนิต, เมื่อสงบกิริยาเป็นปกติแล้วยิ้ม, ตอบว่า “เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว จึ่งได้ตรัสว่า-

“มีเกิดก็มีตาย ถึงแก่ความทำลายไปจนสิ้น;

เหมือนกับสวนในโลก และดอกฟ้าในสวรรค์ย่อมร่วงโรยไป.”

กามนิต - “ใครเป็นผู้กล่าวความข้อนี้ อันทำลายความหวังเสีย?”

วาสิฏฐี - “ก็ใครเล่า นอกจากพระองค์พระผู้พระภาคเจ้า, พระผู้ทรงทราบแจ้งแล้วซึ่งสัมภวะความเกิด และยถาภูตะญาณความรู้จริง? พระองค์ผู้ทรงพระกรุณาแก่มนุษย์ได้ทรงแสดงหลักธรรมไว้ชัดแจ้ง เพื่อให้เราลืมตาตื่นเห็นความจริงทุกๆ คน ว่าโลกและสัตว์ที่มีอยู่ในโลกทั้งดีเลว เทวดามนุษย์หรือปิศาจ ก็ตกอยู่ในอำนาจลักษณะความไม่คงที่ พระองค์เป็นผู้ทรงนำทางให้ออกจากโลกอันไม่คงที่นี้ไป. พระองค์คือพระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า.”

กามนิต- “นัยว่าพระพุทธเจ้าตรัสดั่งนี้? ฉันยังไม่เชื่อ, วาสิฏฐี. คนเรามักจะเข้าใจผิดในคำตรัสต่างๆ ของพระศาสดาอยู่บ่อย ๆ. ครั้งหนึ่งในกรุงราชคฤห ฉันไปพักแรมคืนอยู่ในห้องโถงชายปั้นหม้อ กับภิกษุองค์หนึ่ง. ภิกษุนั้นก็พูดคล้ายๆ เช่นนี้ ซึ่งฉันเชื่อว่าผิดทั้งนั้น: ไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธองค์เลย.”

วาสิฏฐี- “ที่ฉันกล่าวนี้ไม่ใช่สืบต่อแต่ใครๆ เป็นถ้อยคำที่ฉันได้ฟังมาจากพระโอษฐ์พระองค์ทีเดียว.”

กามนิต- “เอ๊ะ! นี่หล่อนได้เฝ้าพระพุทธองค์ด้วยตนเองมาแล้วอย่างนั้นหรือ?”

วาสิฏฐี- “เช่นนั้น, ได้เฝ้าอยู่แทบพระบาท.”

กามนิต- “นับว่ามีบุณย์แท้ๆ. เพราะผลบุณย์นี้ จึ่งได้มีความสุขสืบมาจนบัดนี้. ส่วนตัวฉันเกือบจะได้เฝ้าพระพุทธองค์เหมือนกัน, หากบันดาลอกุศลเกิดขึ้นตัดรอนโอกาสเสียไม่ให้ได้รับสุขเช่นนั้น ต้องถึงแก่ความตายเสียก่อน ในขณะที่จวนจะได้เฝ้าอยู่แล้ว. แต่บัดนี้ได้ทราบว่าหล่อนได้เฝ้าแล้ว ก็นับว่าทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นอีกมาก. ขอได้เล่าเรื่องที่ว่าอย่างไรจึ่งได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ให้ทราบโดยละเอียดด้วย. บางทีจะเป็นเหตุให้ฉันได้รับความสว่างขึ้นบ้าง ในข้อที่ฉันเห็นว่าเป็นลัทธิที่สอนให้คนหมดหวัง เพราะคงจะมีอะไรๆ เป็นความลึกซึ้งซ่อนเร้นอยู่ ที่ฉันยังไม่ทราบ.”

วาสิฏฐีรับว่าดีแล้ว. ทั้งสองลงสู่ดอกบัวแห่งตน วาสิฏฐีเริ่มเล่าเรื่องอันเป็นประวัติของนางต่อไป.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ