ดรุณจตุราภิรมย์

๑.จันทรังสี

๑๑ โอ้ชุณหปักข์คราลุนิสา สมัยกาล
ใดเปรียบประเทียบปานศศิธรบเทียมสอง
ช่วงโชติพิโรจน์คว้างณ นภางคะเรืองรอง
ใสสุทธิลำยองยละเล่หะเงินยวง
โอภาสประภาเพ็ญพิศะเด่นจรัสดวง
งามโดยประการปวงปริวรรตมณฑล
พื้นคัคนากาศก็สะอาดสะอ้านยล
อย่างเสตะกัมพลศุภะลาด ณ แหล่งหาว
ดอกดวงก็ดั่งดา-รกะพร่าประกายพราว
พรอยแพรววะแวววาววะวะวับระยับแสง
เฉกหัตถการเอามณิอัคคะอันแพง
มาเจียระไนแจงรจิจัดผจงสรร
โปรยรายประปรายบนนภดลก็กลกัน
สีสุกสกาวพรร-ณถกลตระการกานต์
๏ จันทูปเกลศสี่[๑]นฤมีจะมาพาน
พ้องคาธระคนราญรัศมีพระจันทร
โสมโสดแอร่มส่องศิริผ่องประภัสสร
รอบรัชนีกรก็ประดับประดาดาว
แสนงาม ณ ยามชมอภิรมยะห้องหาว
แม้จักประจวบคราวจิตะโศกก็ซาสูญ ฯ

๒. ยุวนารี

โอ้เยาว์พธูลัก-ษณะศักดิสมบูรณ์
เป็นที่ประเทืองพูนปิยะชวนเสน่ห์ชาย
ยามยลพยุงใจพิสมัยคะนึงหมาย
แนบชิดสนิทกายกรกอดตระกองชม
งามโฉมประโลมแลฤจะแปรประจากสม
ถูกจิตมิคิดรม-ยะนิราศสวาทขวัญ
งามสรรพประดับร่างนุชะช่างประดิษฐ์ครัน
ห่มนุ่งจรุงพรร-ณะสุคนธะอบอวล
งามยิ้มสมรเย้าและกระเซ้ากระซี้สรวล
สาวแย้มแสล้มยวนนยะน์ยั่วก็ยินดี
งามอรฉะอ้อนออ-เซาะพะนอพะเน้าปรีดิ์
เพราพริ้งและยิ่งมีมนะเปรมเกษมสอง
งามแสร้งละห้อยไห้และพิไรระงมปอง
สำออยสะอื้นลองกลเล่ห์ตะลึงหลง
งามมารยาทวัตรปฏิบัติจริตปลง
เพื่อชายประนอมจงจิตะน้อมถนอมโฉม
ปางทุกข์ก็บรรเทาประเหลาะเล้าละเลิงโลม
ปางสุขกระสันต์โหมสุขะเหิมกระหายหวน
แสนเอิบสบายอิ่มอุระกริ่มกระหยิ่มยวน
จักเปรียบก็จวบจวนจะลุโลกทิพาลัย ฯ

๓. อุทยานสถาน

โอ้อุทยานอันรมะนันทะกอปรไป
ด้วยพฤกษะดอกใบรกะแลสล้างหลาย
สุมทุมและซุ้มหย่อมรยะย่อมและใหญ่ราย
เรียบรุกขะริมสายรดะแนวสนามสวน
ต่างสีสลับสรรพ์ระบุบรรณระบัดชวน
ชมไม้ชนิดมวลบมิรู้จะจืดตา
ยังเหล่าลดาวัลย์สุวคันธะบุปผา
เผยคลี่ผลิคลายมา-ลยะแย้มพะเยียสยาย
ก้านช่อละอออ่อนอรชรสลอนราย
หมู่ผึ้งภมรกรายจระเกลือกประทินเกลา
ต่างร้องและร่อนแข่งเกาะจะแย่งประจำเนา
ดูดโอษฐะดื่มเอามธุเป็นรสาหาร
ยามเรื่อระวีรัต-ติสงัดสงบกาล
ลมชวยระรวยพานพะสะบัดระบายโบย
พากลิ่นผกากำ-จระนำจรุงโชย
ฉมชื่นระรื่นโรยรสะอบตระหลบฆาน
เป็นที่สราญโส-มนะโอชะหอมหวาน
แม้ว่างระหว่างวารจะวินิจ ณ กิจใด
พลันโล่งและโปร่งปลอดลุตลอดและเร็วไว
อุทยานะอาศัยสุขะสุดเกษมศรี ฯ

๔. ดุริยดนตรี

โอ้ศัพทะเบญจางค์ดุริยางคะดนตรี[๒]
สังคีตประโคมมีพิธะถ้วนประมวลมาน
ครบสิ่งประสมวงและประจงประนังขาน
บรรเลง ณ เพลงการเสนาะกรรณสนั่นเสียง
เอกทุ้มประชุมพร้อมคณะกล่อมและกลมเพียง
เดี่ยวซร้อง ณ สำเนียงบมิผิดกระแสผวน
เครื่องคอยจะคล้อยจัง-หวะระวังระไวควร
เคล้าเสียงผสมจวนรยะหยุดก็ยั้งรอ
คราเรื่อยก็เอื่อยให้ขณะไว้ระหว่างคลอ
คราวเร็วก็เร่งพอบมิขัดวิธีควร
นักร้องสิร้องส่งบทะลงและขึ้นหวน
เฉื่อยฉ่ำ ณ สำนวนเพราะสนิทสุสำนาน
กังวานผสานแว่วสรแจ้วสดับปาน
เสียงการเวกหวานอุระวาบวะหวิวไหว
ยิ่งฟังก็ดั่งเช่นกะจะเต้นจะเป็นไป
ตามเพลงเพราะเพลินไพ-เราะเสมือนกมลลอย
กำดัดประหวัดหน่วงมนะง่วงผวาผอย
เผลอหลงพะวงคอยจะระงับนิทรารมณ์
ลิงโลดประโมทย์มาธุระสาธราคม
เปลื้องทุกข์ระทมกรมกระอุให้ประทังหาย ฯ

---------------

ชีวิตชายชั้นรุ่นดรุณราว นั้นฤๅ
เรียบรื่นราบคาบคราวครุ่นครึ้ม
สุขในสี่นี่ยาวยืนชีพ ได้นา
ผิวะมากหลงละโมบปลื้มปลดน้อยถอยชนม์ บารนี ฯลฯ

[๑] จันทูปเกลศสี่ คือ = “อุปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ของ พระจันทร์ ๔ อย่าง” ๑. หมอก ๒. น้ำค้าง ๓. เมฆ ๔. ราหู ฯ

[๒] เบญจางค์ดุริยางคดนตรี หรือ เบญจางคิกดุริยดนตรี คือ “ดุริยางคดนตรี (เครื่องดีดสีตีเป่า) ๕ อย่าง” ท่านจัดตามชื่อดังนี้

(๑) อาตตะ เครื่องที่หุ้มหนังข้างเดียว เช่น โทน, รำมะนา, หน้าทับ เป็นต้น

(๒) วิตตะ เครื่องที่หุ้มหนังทั้งสองข้าง เช่น ตะโพน, กลอง เป็นต้น

(๓) อาตตะวิตตะ เครื่องที่หุ้มหนังหมดทั้งตัว เช่น บัณเฑาะว์ เป็นต้น

(๔) ฆนะ เครื่องที่เป็นแท่งทึบไม่ได้หุ้มด้วยหนัง เช่น ฉาบ, ฉิ่ง, กรับ เป็นต้น

(๕) สุสิระ เครื่องที่กลวงเป็นโพรงข้างใน เช่น แตร, สังข์, ขลุ่ย, ปี่ เป็นต้น

แม้นอกจาก ๕ จำพวกนี้ ถ้าได้นามว่า “เครื่องดีดสีตีเป่า” แล้วท่านก็อนุโลมเรียกว่า “ดุริยดนตรี” ทั้งสิ้น ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ