๑๐๒

ขณะนั้นลีปุดอุยกับขุนนางทั้งปวงก็ตั้งให้ไทจูอิหยินเป็นเจ้าเมืองจิ๋นแทนบิดาชื่อจังเสียงอ๋อง นางฮัวเอียงฮูหยินมารดาเลี้ยงก็ได้เป็นที่ไทเฮา นางเตียวกีเมียหลวงได้เป็นฮองเฮา กงจูเจ๋งเป็นที่ไทจู ครั้งนั้นชัวเจ๊กได้เป็นที่เสียงก๊กอยู่ในเมืองจิ๋นได้สามปี ชัวเจ๊กรู้ว่าจังเสียงอ๋องรักใคร่ลีปุดอุยมากอยากจะให้เป็นเสียงก๊ก ชัวเจ๊กถึงเข้าไปคำนับจังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋น แล้วบอกป่วยว่าข้าพเจ้าเป็นโรคในกายอย่างหนึ่งจะทำราชการหาได้ไม่ จะขอลาออกจากที่เสียงก๊ก ท่านจงรับเอาตรานี้ไว้เถิด

จังเสียงอ๋องได้ฟังชัวเจ๊กมาลาดังนั้นก็ยินดี รับเอาตราจากชัวเจ๊กแล้วก็ตั้งให้ลีปุดอุยเป็นเสียงก๊กชื่อบุนซินเหา ยกบ้านส่วยชื่อตำบลฮ่อหนำลกเอี๋ยงให้ขึ้นกับเสียงก๊กบุนซินเหา ลีปุดอุยก็คำนับลาเจ้าเมืองจิ๋นกลับออกไปบ้าน เมื่อลีปุดอุยเสียงก๊กกลับมาถึงเรือนแล้วคิดในใจว่า แต่ก่อนขุนนางทั้งปวงคือเบ๋งเสียงกุ๋นหนึ่ง เพงง่วนกุนหนึ่ง สินเลงกุ๋นหนึ่ง ซุนซินกุ๋นหนึ่ง คนเหล่านี้แต่ล้วนมีสติปัญญาเลี้ยงคนที่มาอาศัยได้ถึงสามพัน ตัวเราครั้งนี้ก็เป็นเสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ๋น จำจะสร้างเหลาไต๋กงก๊วนไว้ให้แคะเคงทั้งปวงอาศัยอยู่ ลีปุดอุยคิดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ปลูกเหลาไต๋กงก๊วนไว้ กิตติศัพท์อันนั้นก็รู้ไปถึงคนทั้งปวงที่มีสติปัญญาและฝีมือ พากันมาอาศัยอยู่ประมาณสามพันเศษ ลีปุดอุยก็เลี้ยงดูตามสมควร

ฝ่ายอองจูเละซึ่งเป็นที่ตัวจิวกุ๋นหลานจิวลันอ๋อง ได้ครองเมืองซงเสียข้างทิศตะวันออกนั้น แจ้งกิตติศัพท์ว่าเจียวเสียงอ๋องเฮาบุนอ๋องพ่อลูกถึงแก่กรรมตายแล้ว ไทจูอิหยินได้เป็นเจ้าเมืองจิ๋นแทนบิดา จึงปรึกษาแก่พวกพ้องของตัวว่า บัดนี้ไทจูอิหยินได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ๆ เห็นราษฎรยังจะหาปกติไม่ จำจะไปหาหัวเมืองที่มีกตัญญูเจ็บร้อนด้วยจิวลันอ๋อง ให้ยกทัพไปช่วยตีเมืองจิ๋น ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด บรรดาคนที่มาปรึกษากันนั้นก็เห็นชอบด้วย อองจูเละก็ให้ทหารที่มีสติปัญญาไปพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ยินยอมพร้อมใจกันไปช่วยตีเมืองจิ๋น ทหารก็คำนับลาเที่ยวไปทุกหัวเมืองตามคำอองจูเละสั่ง

ขณะนั้นกิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงลีปุดอุยเสียงก๊ก ลีปุดอุยเสียงก๊กจึงเข้าไปแจ้งความกับจังเสียงอ๋องว่า ตั้งแต่จิวลันอ๋องตายแล้ว ที่ไซจิวก็เป็นแดนของเราแล้วยังอยู่แต่ตังจิวแห่งเดียว บัดนี้อองจูเละรู้ว่าท่านเป็นเจ้าเมืองขึ้น ใช้ให้ทหารไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงจะยกทัพมาตีเมืองเรา อองจูเละคนนี้เป็นลูกหลานจิวลันอ๋อง หัวเมืองทั้งปวงเป็นที่นับถือสืบๆ มา ถ้าเขามาช่วยกันครั้งนี้เห็นเราจะเสียที อองจูเละคงจะได้เป็นเจ้าเมืองตังจิวขึ้น ท่านจงคิดอ่านยกทัพไปจับอองจูเละมาฆ่าเสียอย่าให้ทันหัวเมืองทั้งปวงมาช่วยกัน จังเสียงอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้ลีปุดอุยเป็นแม่ทัพ คุมทหารสิบหมื่นยกรีบไปเมืองตังจิว

ขณะนั้นอองจูเละมีทหารอยู่น้อยนักมิอาจจะต้านทานทัพเมืองจิ๋นได้ก็เสียที ลีปุดอุยจับตัวอองจูเละได้แล้วก็ยกกลับมาเมืองจิ๋น ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงรู้ข่าวว่าลีปุดอุยจับตัวอองจูเละได้ ต่างคนก็เพิกเฉยเสียหามาตามนัดนั้นไม่ นับตั้งแต่จิวบู๋อ๋องมาจนถึงอองจูเละตั้งจิวกุ๋นเป็นฮ่องเต้สามสิบเจ็ดชั่วกษัตริย์ ศักราชได้แปดร้อยเจ็ดสิบสามปี

ฝ่ายจังเสียงอ๋องได้ตำบลตังจิวแล้ว จึงให้ม่องเหงาเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองหัน ได้ยองเอียงตำบลหนึ่ง ซำซวนกุ๋นตำบลหนึ่งริมแดนเมืองงุย แล้วม่องเหงาก็ยกทัพกลับเมืองจิ๋น ขณะนั้นจังเสียงอ๋องคิดพยาบาทเมืองเตียวแต่ครั้งไปเป็นตัวจำนำอยู่ จึงใช้ให้ม่องเหงาไปตีเมืองเตียว ได้ตำบลยูจี๋วเป็นเมืองขึ้นเมืองเตียวสามสิบเจ็ดเมืองในตำบลนั้น ม่องเหงาก็ตั้งค่ายมั่นอยู่ แล้วเขียนหนังสือให้ม้าใช้มาแจ้งแก่จังเสียงอ๋อง จังเสียงอ๋องแจ้งในหนังสือว่าม่องเหงาได้หัวเมืองขึ้นเมืองเตียวสามสิบเจ็ดเมืองก็มีใจกำเริบขึ้น จึงเขียนหนังสือตอบไปฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ให้ม่องเหงายกทัพไปตีเมืองงุยให้จงได้ ม้าใช้รับหนังสือแล้วก็คำนับลาเอาหนังสือมาส่งให้ม่องเหงา ม่องเหงาแจ้งในหนังสือนั้นแล้วยกไปตีเมืองงุยได้ตำบลเซียงตั๋งแห่งหนึ่ง แล้วเข้าตีเกาโต๋เป็นเมืองใหญ่ที่งุยอันลี้อ๋องอยู่นั้นก็หาได้ไม่ จึงให้ม้าใช้มาแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็ให้อองงึดคุมทหารห้าหมื่นยกไปช่วยม่องเหงาตีเมืองเกาโต๋

ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องก็ให้ขุนนางผู้หนึ่งคุมทหารห้าหมื่นยกมารบกับม่องเหงาเป็นสามารถ ทหารงุยอันลี้อ๋องน้อยกว่าสู้ม่องเหงามิได้ก็ล่าหนีเข้าในเมืองเกาโต๋ ปิดประตูเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นมั่นคง งุยอันลี้อ๋องเห็นทหารล่าหนีมาดังนั้นก็เป็นทุกข์นักหามีความสบายไม่

ขณะนั้นนางยูกี๋ภรรยาจึงเข้าไปหางุยอันลี้อ๋องแจ้งความว่า ซึ่งเมืองจิ๋นยกทัพมาตีเมืองเราครั้งนี้ เพราะเขาเห็นว่าคนดีมีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งหามีไม่ ถ้าสินเลงกุ๋นอยู่ในเมืองงุยแล้ว เมืองจิ๋นก็จะมีความเกรงใจหามาข่มเหงท่านถึงเพียงนี้ไม่ ท่านจงคิดอ่านให้งันอึนเอาตราที่ไจเสียงกับเงินทองข้าวของทั้งปวงไปให้สินเลงกุ๋นพูดอ้อนวอนให้กลับมาเป็นไจเสียงสำเร็จราชการอยู่ในเมืองงุยเถิด งุยอันลี้อ๋องได้ฟังนางยูกี๋ว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงจัดแจงตราและข้าวของมอบให้งันอึนนำไปให้สินเลงกุ๋นในเมืองเตียว งันอึนคำนับแล้วเอาข้าวของกับตราที่ไจเสียงขึ้นเกวียนเสร็จแล้วรีบไปเมืองเตียว

ขณะนั้นพ่อค้าในเมืองเตียวมาเที่ยวค้าขายในเมืองงุยเห็นม่องเหงากับอองงึดยกทัพมาตีเมืองงุย งุยอันลี้อ๋องให้งันอึนจัดแจงเกวียนไปรับสินเลงกุ๋นในเมืองเตียว พวกพ่อค้าแจ้งความดังนั้นแล้วก็รีบมาบอกสินเลงกุ๋นตามงุยอันลี้อ๋องสั่งงันอึนทุกประการ ขณะนั้นสินเลงกุ๋นจึงคิดแต่ในใจว่า ตั้งแต่เราลักตรามาช่วยการศึกเมืองเตียวถึงสิบปีเข้านี่แล้ว งุยอันลี้อ๋องก็เพิกเฉยมิได้มีหนังสือมาถามข่าวถึงแต่สักครั้งหนึ่งเลย บัดนี้งุยอันลี้อ๋องมีทุกข์ร้อนจึงให้คนมารับเรา ต่อจืดแล้วจึงรู้จักคุณเกลือ ใจของงุยอันลี้อ๋องนั้นสิ้นรักเราแล้ว เราก็สิ้นรักงุยอันลี้อ๋อง ต่อมีธุระจึงจะให้มารับเราไป สินเลงกุ๋นคิดดังนั้นแล้วจึงเขียนหนังสือปิดประตูบ้านไว้เป็นใจความว่า ถ้ามีผู้มาออกชื่องุยอันลี้อ๋องขึ้นแล้ว ก็ให้นายประตูจับฆ่าเสีย

ขณะนั้นคนที่มาอาศัยอยู่ในบ้านสินเลงกุ๋นแจ้งความดังนั้นต่างคนก็คอยระวังคนแปลกหน้าพูดจาแล้วก็จับเอาตัวตามหนังสือที่สินเลงกุ๋นให้มาปิดไว้ ฝ่ายงันอึนขับเกวียนมาถึงเมืองเตียวจะเข้าไปหาสินเลงกุ๋น เห็นหนังสือปิดอยู่ที่ประตูจึงอ่านดูรู้ใจความว่าห้ามมิให้ออกชื่อเจ้าเมืองงุยดังนั้น งันอึนจะถามผู้ใดก็ไม่ได้จนใจนักหนา จึงนั่งคอยดูสินเลงกุ๋นอยู่ที่ประตูบ้าน จนเวลาพลบก็หาเห็นสินเลงกุ๋นออกมาไม่ งันอึนก็ไปหาที่อาศัยสำนักนอนอยู่ ครั้นเวลาเช้าก็มานั่งคอยสินเลงกุ๋นอยู่ที่ประตูบ้าน จนครบสิบห้าวันก็ไม่เห็นสินเลงกุ๋นออกมา สินเลงกุ๋นไม่ออกมานั้นเพราะรู้ว่างันอึนมาคอยอยู่จึงหาออกมาไม่

ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องเห็นงันอึนหายไปไม่กลับมาแจ้งความประการใด คิดสงสัยในใจนัก ด้วยข้าศึกก็ยังล้อมเมืองอยู่ จึงใช้ให้คนรีบไปตามงันอึนที่เมืองเตียว งันอึนจึงสั่งคนที่มาตามนั้นให้มาแจ้งความว่ายังคอยท่าสินเลงกุ๋นอยู่ ท่านจงกลับไปบอกงุยอันลี้อ๋องเถิด คนใช้ก็กลับมาแจ้งความตามซึ่งงันอึนสั่งมาให้งุยอันลี้อ๋องฟังทุกประการ ตัวงันอึนนั้นก็คอยหาสินเลงกุ๋นอยู่ ครั้นเวลาวันหนึ่งม่อก๋ง ซิก๋งสองคนจะเข้าไปหาสินเลงกุ๋นที่ในบ้าน งันอึนนั่งอยู่ที่ประตูเห็นคนทั้งสองก็จำได้ว่าเป็นคนชอบกันกับสินเลงกุ๋น งันอึนจึงถามว่าท่านจะไปข้างไหน ม่อก๋งซิก๋งจึงตอบว่าเราจะเข้าไปหาสินเลงกุ๋น ท่านมีธุระสิ่งใดหรือจึงถามเรา งันอึนคำนับแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้ามาหาสินเลงกุ๋นก็เห็นหนังสือห้ามมิให้ออกชื่อเจ้าเมืองงุย จึงหาอาจเข้าไปไม่ แต่มาคอยอยู่นี้ได้กว่าครึ่งเดือนแล้ว ท่านได้เมตตาข้าพเจ้าด้วยช่วยไปแจ้งความกับสินเลงกุ๋นว่าข้าพเจ้าชื่องันอึนมาแต่เมืองงุย มาคอยท่าอยู่ช้านานแล้ว จะเอาลาภมาให้ แล้วงันอึนก็เล่าความตามงุยอันลี้อ๋องให้มารับสินเลงกุ๋นให้ม่อก๋งซิก๋งฟัง

ม่อก๋ง ซิก๋ง แจ้งดังนั้นจึงว่า เราจะเข้าไปพูดจาอ้อนวอนสินเลงกุ๋นก่อน นั่งคอยเราอยู่ที่นี่เถิด ม่อก๋ง ซิก๋ง สั่งงันอึนดังนั้นแล้วก็เข้าไปหาสินเลงกุ๋นแกล้งทำเป็นถามว่า เราได้ยินว่าท่านจะกลับไปเมืองงุย เราจึงพากันมาเยี่ยมท่าน สินเลงกุ๋นได้ยินม่อก๋ง ซิก๋งถามจึงตอบว่า ใครบอกท่านเล่าว่าเราจะกลับไปเมืองงุย แต่เรามาอยู่เมืองเตียวนี้สิบปี เราไม่เป็นชาวเมืองงุยแล้ว ม่อก๋ง ซิก๋ง จึงถามว่า ท่านไม่รู้หรือว่าเมืองจิ๋นยกทัพมาตีเมืองงุย สินเลงกุ๋นจึงว่าเรารู้อยู่ แต่เรามาอยู่เมืองนี้แล้วเราหาเอาธุระเมืองงุยไม่ ม่อก๋งซิก๋งจึงว่าถ้าท่านคิดดังนั้นแล้วหาดีไม่ ชื่อเสียงท่านหอมตลอดไปทั่วทุกหัวเมืองทั้งปวงเพราะท่านอยู่เมืองงุยก่อนแล้วมาช่วยเมืองเตียว คนที่มีสติปัญญาจึงพากันมาอาศัยอยู่เป็นอันมาก เพราะเห็นว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อ ถ้าเมืองจิ๋นตีเมืองงุยได้แล้วบ้านช่องของท่านก็จะเป็นอันตรายต่างๆ ทั้งศพปู่ย่าตายายที่ฝังไว้ ชาวเมืองจิ๋นก็จะรื้อทำลายเสีย คนทั้งปวงก็จะครหานินทาว่าท่านหารู้จักคุณวงศ์ญาติผู้ใหญ่ไม่ อันคนดีมีสติปัญญาเหมือนท่านนี้ จะทิ้งบ้านเมืองให้ข้าศึกยํ่ายีนั้นเห็นดีแก่ใจอยู่แล้วหรือ แต่เมืองเตียวเป็นผู้อื่น ท่านยังมาแก้แค้นแทนเขาได้

สินเลงกุ๋นได้ฟังม่อก๋ง ซิก๋ง ว่าดังนั้นมีเหงื่อตกลงโทรมหน้าแล้วจึงตอบว่า ท่านทั้งสองมาพูดจาครั้งนี้ข้าพเจ้าค่อยสว่างใจนัก ถ้าหาไม่หัวเมืองทั้งปวงก็จะพากันนินทาเราว่าเป็นคนชั่วหามีความกตัญญูต่อญาติทั้งหลายไม่ ท่านตักเตือนขึ้นดังนี้เราขอบใจนัก ม่อก๋ง ซิก๋งเห็นได้ช่องที่จะออกชื่องันอึนได้ จึงบอกสินเลงกุ๋นว่า บัดนี้งันอึนมานั่งคอยท่าท่านอยู่ที่ประตูบ้าน สินเลงกุ๋นได้ฟังดังนั้นก็ใช้ให้คนออกไปเรียกงันอึนเข้ามา งันอึนคำนับสินเลงกุ๋นแล้วแจ้งความว่า งุยอันลี้อ๋องให้ข้าพเจ้าเอาตราที่ไจเสียงกับข้าวของทั้งปวงมาให้ท่าน ให้เชิญท่านกลับไปเมืองงุย ด้วยเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองงุยเป็นธุระร้อนนักเชิญท่านไปให้จงได้ สินเลงกุ๋นก็รับเอาดวงตราและข้าวของทั้งปวงไว้แล้วสั่งพวกพ้องซึ่งอยู่ในบ้านให้จัดแจงตัวไว้จงพร้อมกัน สินเลงกุ๋นสั่งดังนั้นแล้วก็เข้าไปหาเจ้าเมืองเตียวคำนับแล้วแจ้งความว่าข้าพเจ้าจะมาลาท่านไปช่วยเมืองงุย

เตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวได้ฟังสินเลงกุ๋นเข้ามาลาดังนั้นคิดอาลัยนัก มีนํ้าตาไหลลงทั้งสองข้าง ยื่นมือไปลูบหลังสินเลงกุ๋นแล้วว่า ท่านมาทำราชการอยู่เมืองเตียวตั้งแต่เพงง่วนกุนตายแล้ว เราเห็นแต่หน้าท่านผู้เดียว บัดนี้ท่านจะกลับไปเมืองงุยเสียครั้งนี้ เราเปล่าอกเปลี่ยวใจนัก หามีผู้ใดทำราชการเสมอเหมือนท่านไม่ สินเลงกุ๋นจึงตอบเจ้าเมืองเตียวว่า เพราะข้าพเจ้ามีความอาลัยแก่บิดามารดาและศพญาติซึ่งฝังไว้ในเมืองงุย ถ้าจะมิไปครั้งนี้เมืองจิ๋นก็จะยํ่ายีกระทำให้เมืองงุยนั้นฉิบหาย ศพปู่ย่าตายายและหมู่ญาติทั้งปวงก็จะตกไปอยู่เมืองจิ๋น หัวเมืองทั้งปวงก็จะนินทาข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าไปครั้งนี้ขอบารมีท่านเป็นที่พึ่งด้วย เตียวเฮาเซงอ๋องจึงว่ากับสินเลงกุ๋นว่า เมื่อครั้งเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองเตียวท่านก็ได้พาทหารเมืองงุยมาช่วยเรา บัดนี้เมืองงุยมีศึกมาติด เราจะมอบตราอาชญาสิทธิ์ให้ท่านยกทหารเมืองเตียวไปช่วยเมืองงุยจึงจะชอบ

เตียวเฮาเซงอ๋องว่าดังนั้นแล้วก็หยิบเอาตราที่แม่ทัพมามอบให้สินเลงกุ๋น แล้วเตียวเอาเซงอ๋องสั่งให้บันเอี๋ยนเกณฑ์ทหารในเมืองเตียวสิบหมื่นไปช่วยสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นก็คำนับลากลับมาบ้าน แล้วเขียนหนังสือสามฉบับส่งให้ม้าใช้ถือไปให้เจ้าเมืองหันหนึ่ง เจ้าเมืองเอี๋ยนหนึ่ง เจ้าเมืองฌ้อหนึ่ง เมื่อม้าใช้ถือหนังสือไปแล้ว สินเลงกุ๋นจึงสั่งงันอึนให้เอาความไปแจ้งแก่เจ้าเมืองงุยตามเราสั่งทุกประการ สินเลงกุ๋นกับบังเอี๋ยนก็ยกทหารสิบหมื่นมาช่วยเมืองงุย

ฝ่ายม้าใช้รีบไปถึงหัวเมืองทั้งสาม แล้วก็ส่งหนังสือให้แก่เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเอี๋ยน เจ้าเมืองฌ้อ สามเจ้าเมืองฉีกหนังสือออกอ่านดูแจ้งความว่า สินเลงกุ๋นจะกลับมาเมืองงุย ให้หัวเมืองทั้งสามยกทัพไปช่วยกันรบทัพเมืองจิ๋น ด้วยเมืองจิ๋นมาตีเมืองงุย เจ้าเมืองทั้งสามแจ้งความดังนั้นแล้วต่างคนต่างคิดว่าสินเลงกุ๋นคนนี้เป็นคนดีมีสติปัญญาซื่อสัตย์ควรเราจะยกทัพไปช่วย ด้วยตัวเขาเป็นแม่ทัพไปช่วยเมืองเตียวครั้งนั้น เจ้าเมืองเอี๋ยนก็ให้เจี้ยงขือเป็นแม่ทัพคุมทหารยกมาช่วย เจ้าเมืองหันก็ให้กงซุนเองคุมทหารมา เจ้าเมืองฌ้อให้เกงเอี๋ยงคุมทหารมาหาสินเลงกุ๋นช่วยเจ้าเมืองงุย

ขณะนั้นกิตติศัพท์รู้ไปถึงเจ้าเมืองเจ๋ว่า สินเลงกุ๋นมีหนังสือมาบอกกองทัพทั้งสามหัวเมือง แต่เมืองเราสินเลงกุ๋นหานับถือไม่ เจ๋เซียงอ๋องคิดน้อยใจดังนั้นจึงไม่ยกทัพมาช่วยเมืองงุย ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องตั้งใจคอยท่าสินเลงกุ๋นเห็นช้าไป คิดเสียใจเป็นทุกข์นัก กลัวทัพเมืองจิ๋นจะหักเอาเมืองงุยได้ ขณะนั้นพองันอึนกลับมาถึงเมืองงุยเข้าไปแจ้งความกับงุยอันลี้อ๋องว่า สินเลงกุ๋นให้ม้าใช้ไปบอกกองทัพเมืองหัน เมืองเอี๋ยน เมืองฌ้อ ให้ยกกองทัพมาช่วยเมืองงุยท่านอย่าวิตกเลย

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังงันอึนมาแจ้งความดังนั้น มีความสบายใจประดุจดังว่าทัพเมืองจิ๋นแพ้ไปแล้วก็เหมือนกัน จึงสั่งให้อวยเค่งยกทัพออกจากเมืองงุยไปช่วยสินเลงกุ๋น ฝ่ายม่องเหงาเข้าตีเกาโต๋ที่งุยอันลี้อ๋องอยู่หาแตกไม่ จึงปรึกษากับอองงึดว่าเราตีเกาโต๋ยังไม่ได้ก่อน ครั้นจะรออยู่ฉะนี้เล่าก็จะป่วยการเสียเปล่า ท่านจงแบ่งทหารยกไปตีตำบลอั่วจิว เราจะยกไปตีตำบลโก๊ยจิว ครั้นปรึกษากันเสร็จแล้วม่องเหงากับอองงึดก็ยกทัพเข้าตีทั้งสองตำบล

ขณะนั้นสินเลงกุ๋นกับกองทัพทั้งสามหัวเมืองยกมาถึงเมืองงุยพร้อมกัน สินเลงกุ๋นจึงปรึกษาแม่ทัพทั้งปวงว่า บัดนี้ม่องเหงากับอองงึดยกทัพแยกกันไปตีอยู่คนละตำบล จำเราจะคิดอ่านยกเข้าตีทัพอองงึดก่อน ด้วยอองงึดคนนี้เป็นคนสติปัญญาน้อยหาแข็งแรงเหมือนม่องเหงาไม่ เรารีบไปตีอองงึดเสียก่อนอย่าให้ทันม่องเหงารู้ตัว ถ้าอองงึดแตกแล้วเราจึงยกไปตีม่องเหงาต่อภายหลังเห็นจะได้โดยง่าย แม่ทัพทั้งสามเมืองได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย สินเลงกุ๋นจึงสั่งเกงเอี๋ยงแม่ทัพเมืองฌ้อกับอวยเค่งแม่ทัพเมืองงุยให้เขียนธงชื่อเมืองเตียว คุมทหารยกไปตั้งมั่นอยู่ที่ม่องเหงาอยู่นั้น แต่อย่าให้ออกรบกับม่องเหงาปักแต่ธงไว้ให้เห็นเป็นสำคัญ แม่ทัพทั้งสองก็คำนับลาพาทหารไปตั้งค่ายมั่นอยู่ริมตำบลโก๊ยจิวตามคำสินเลงกุ๋นสั่ง

สินเลงกุ๋นกับแม่ทัพเมืองหัน เมืองเอี๋ยน ก็ยกทัพไปตั้งอยู่ตำบลฮัวจิวใกล้เขาเซียฮั่วซัว แล้วสินเลงกุ๋นจึงปรึกษาแม่ทัพทั้งปวงว่าข้างทิศตะวันออกเขาไทฮัวซัว มีแม่นํ้าแห่งหนึ่งชื่อนิมอุยหออยู่ข้างทิศตะวันตก เป็นหนทางเมืองจิ๋นเอาเสบียงอาหารบรรทุกเรือมาส่งกองทัพพวกอองงึด ที่หลังเขาเซียฮั่วซัวออกไปนี้มีต้นไม้โตๆ อยู่เป็นอันมาก ป่านั้นรกชัฏนัก เราคิดว่าจะยกทัพไปคอยตีเรือที่มาส่งเสบียงแต่เมืองจิ๋นนั้นกองหนึ่ง จะให้ยกไปซุ่มอยู่ที่ในป่าไม้ใหญ่นั้นแห่งหนึ่ง ถ้าอองงึดรู้ว่าเรายกไปตีพวกเรือที่มาส่งเสบียงนั้นแล้ว อองงึดก็ยกมาช่วยพวกเรือที่มาแต่เมืองจิ๋น เมื่ออองงึดยกมาช่วยกันดังนั้นเราจึงให้พวกทหารที่ซุ่มอยู่ในป่าพากันยกออกสกัดตีทัพอองงึดไว้อย่าให้ทันรู้ตัวเลย เห็นทัพอองงึดจะแตกไปท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ แม่ทัพทั้งปวงก็เห็นด้วยพร้อมกัน

สินเลงกุ๋นจึงสั่งให้บังเอี๋ยนคุมทหารไปตีเรือที่มาส่งเสบียงแต่เมืองจิ๋นที่แม่นํ้านิมอุยหอ แล้วสั่งให้กงซุนเองแม่ทัพเมืองหัน กับเจี้ยงขือแม่ทัพเมืองเอี๋ยน คุมทหารไปซุ่มอยู่ที่หลังเขาเซียฮั่วซัวเป็นซ้ายขวาตั้งอยู่ทั้งสอง สินเลงกุ๋นจึงสั่งให้แม่ทัพสองคนนั้นให้แกล้งพูดเป็นอุบายว่าจะไปช่วยบังเอี๋ยนตีเรือมาแต่เมืองจิ๋นให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงอองงึด แม่ทัพทั้งสองก็พูดตามสินเลงกุ๋นสั่งแล้วยกทัพไปซุ่มอยู่ที่หลังเขาเซียอัวซัว

ฝ่ายอองงึดรู้ว่าสินเลงกุ๋นยกทัพมา จึงใช้ม้าใช้มาสืบข่าว ได้ยินว่าสินเลงกุ๋นใช้ให้บังเอี๋ยนยกทัพไปตีเรือที่มาส่งเสบียงแต่เมืองจิ๋นแล้ว รีบไปบอกข่าวให้อองงึดฟังทุกประการ อองงึดได้ฟังม้าใช้ว่าดังนั้นสะดุ้งตกใจนัก จึงคิดว่าสินเลงกุ๋นคนนี้เป็นคนมีสติปัญญามาก มาช่วยฮัวจิวก็หามารบกับเราไม่ คิดอ่านตัดเสบียงอาหารของเรา ถ้าสินเลงกุ๋นชิงเอาเสบียงอาหารของเราได้แล้ว พวกเราก็จะไม่มีกำลังทำศึกจะพากันอดอาหารตายเสียหมด อองงึดคิดดังนั้นแล้วก็จัดแจงแบ่งทหารออกเป็นสองกอง ตัวอองงึดนั้นคุมทหารลงมาช่วยเรือที่คุมเสบียงมาแต่เมืองจิ๋น กองหนึ่งให้เข้าตีตำบลฮัวจิวเมื่ออองงึดยกทัพมาถึงตำบลเซียฮัวซัว

ขณะนั้นเจี้ยงขือแม่ทัพเมืองเอี๋ยน เห็นอองงึดยกทัพมาก็พาทหารออกกลุ้มรุมรบกับอองงึดและทหารทั้งปวง อองงึดกับเจี้ยงขือรบกันได้ประมาณสักสิบเพลง อองงึดแลเห็นกงซุนเองแม่ทัพเมืองหันคุมทหารยกมาช่วยเจี้ยงขือ อองงึดก็แบ่งทหารออกเป็นสองกองให้เข้ารบกับกงซุนเองกองหนึ่ง พอม้าใช้มาแจ้งความกับอองงึดว่า บังเอี๋ยนชิงเอาเสบียงอาหารไปหมดแล้ว อองงึดได้ฟังดังนั้นก็เสียใจจึงพูดว่าบัดนี้เรากำลังทำศึกอยู่เป็นสามารถ ถ้ามีชัยชนะแล้วเราจึงจะคิดอ่านต่อไป

ขณะนั้นทหารทั้งสามกองรบกันตั้งแต่เวลาเที่ยงจนกระทั่งบ่ายก็ยังหาแพ้ชนะกันไม่ ฝ่ายสินเลงกุ๋นจึงคิดว่า พวกเรากับทหารอองงึดรบกันนานแล้ว เห็นจะสิ้นกำลังแล้วทั้งสองฝ่าย จำเราจะยกออกไปช่วยจึงจะเอาชัยชนะได้ สินเลงกุ๋นคิดดังนั้นแล้วก็ขึ้นเกวียนยกทัพออกไปช่วยเมืองหัน เมืองเอี๋ยน สินเลงกุ๋นขึ้นเกวียนมาถึงที่รบแล้วร้องว่าสินเลงกุ๋นมาอยู่นี่แล้ว ท่านทั้งปวงจงมาคำนับเราจึงจะรอดชีวิต อองงึดได้ยินสินเลงกุ๋นร้องว่ามาดังนั้นก็โกรธ จึงคิดว่าถึงตัวเรามีกำลังมากก็จริงแต่ทหารน้อยกว่าเขาจะต้านทานทัพเมืองเตียวมิได้

ขณะนั้นพวกทหารเมืองจิ๋นได้ยินออกชื่อสินเลงกุ๋นเคยเข็ดฝีมือมาแต่ก่อน ต่างคนต่างก็ตกใจแตกหนีไป พวกทหารเมืองหัน เมืองเอี๋ยน เมืองเตียว ก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองจิ๋นล้มตายเป็นอันมาก ประมาณห้าหมื่นเศษ อองงึดเสียทีครั้งนั้นจึงคิดในใจว่าเสบียงอาหารก็หมด ผู้คนก็ล้มตายเป็นอันมาก จึงพาทหารที่เหลืออยู่นั้นหนีไปข้างทิศใต้ชื่อตำบลนิมห่องก๋วน

ฝ่ายสินเลงกุ๋นครั้นมีชัยชนะแล้วจึงแยกทหารออกสามกองยกไปตำบลโก๊ยจิว ฝ่ายม่องเหงาตั้งค่ายอยู่ตำบลโก๊ยจิว เห็นทัพมาตั้งค่ายอยู่ปักธงไว้ชื่อสินเลงกุ๋น ก็สำคัญว่าทัพเมืองเตียว ไม่รู้ว่าทัพเมืองฌ้อ เมืองงุย ยังหาได้ออกรบกันไม่ ขณะนั้นมีม้าใช้มาแจ้งความกับม่องเหงาว่าสินเลงกุ๋นยกทัพไปตีอองงึดที่ตำบลฮัวจิว ม่องเหงาเห็นว่าอองงึดจะสู้สินเลงกุ๋นมิได้ จึงจัดให้ทหารที่ชราอยู่รักษาค่ายแล้วปักธงบอกชื่อไว้ ม่องเหงาก็เลือกเอาแต่ทหารที่มีกำลังและฝีมือประมาณห้าหมื่นเศษลอบยกรีบไปช่วยอองงึด ครั้นมาถึงตำบลฮัวอิม พบทัพสินเลงกุ๋นเข้าที่กลางทาง ทหารทั้งสองฝ่ายก็เข้ารบกันเป็นสามารถ ม่องเหงาเสียทหารประมาณหมื่นเศษ ม่องเหงาก็ให้ตีม้าล่อนัดว่าเวลาพรุ่งนี้จึงจะรบกันใหม่ ต่างคนก็ตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลฮัวอิม

ขณะนั้นอวยเค่งกับเกงเอี๋ยงแม่ทัพเมืองฌ้อ เมืองงุยรู้ว่าม่องเหงายกออกจากค่ายไปช่วยอองงึด แม่ทัพทั้งสองปรึกษากันว่าเราไปตีค่ายม่องเหงาเถิด ครั้นเห็นพร้อมใจกันแล้วก็พาทหารเข้าตีค่ายม่องเหงาในเวลาวันนั้น พวกทหารที่เฝ้าค่ายม่องเหงาอยู่แต่ล้วนคนชราจะสู้รบมิได้ก็แตกหนีออกจากค่ายพากันรีบไปตามม่องเหงา อวยเค่งกับเกงเอี๋ยงตีค่ายม่องเหงาแตกแล้วก็รีบยกไปหาสินเลงกุ๋น พอเวลาเข้าก็ถึงตำบลฮัวอิม เห็นม่องเหงากับสินเลงกุ๋นกำลังรบกันอยู่ เห็นได้ทีก็ไล่ทหารเข้าตีขนาบหลังม่องเหงา ม่องเหงาเป็นคนดีมีกำลังมากก็จริงอยู่ ครั้นเห็นกองทัพมาช่วยกันทั้งห้าเมืองเหลือกำลังที่จะสู้รบก็เสียทหารเป็นอันมาก ม่องเหงาก็พาทหารที่เหลืออยู่รีบหนีไปถึงด่านหํ้าก๊กกวนแล้วก็ปิดประตูด่านเสีย

สินเลงกุ๋นกับแม่ทัพทั้งปวงก็ยกติดตามม่องเหงามาจนถึงด่านหํ้าก๊กกวน เห็นประตูด่านปิดอยู่ สินเลงกุ๋นจึงสั่งให้แม่ทัพทั้งสี่หัวเมืองตั้งค่ายอยู่พร้อมกันริมด่านหํ้าก๊กกวน สินเลงกุ๋นก็ตั้งค่ายอยู่นั่น แต่ทหารหัวเมืองเข้าตีด่านหํ้าก๊กกวนอยู่เดือนหนึ่งก็หาได้ไม่ พวกทหารเมืองจิ๋นก็ไม่ออกมารบกับสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นเห็นไม่มีทัพออกมาต่อสู้ จึงเรียกแม่ทัพที่มาตีหัวเมืองทั้งปวงมาปรึกษาว่า แต่เรามาตั้งค่ายอยู่นี้ได้เดือนหนึ่งแล้ว ท่านทั้งปวงก็เหน็ดเหนื่อยนัก หนทางก็ไกล เราพากันกลับไปบ้านเมืองเราเถิด แม่ทัพทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงคำนับลาพาทหารไปเมืองฌ้อ เมืองเอี๋ยน เมืองหัน สินเลงกุ๋นก็สั่งให้บังเอี๋ยนพาทหารกลับไปเมืองเตียว แต่ตัวนั้นกลับมาหางุยอันลี้อ๋อง ณ เมืองงุย

ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยรู้ข่าวว่าสินเลงกุ๋นมีชัยชนะเมืองจิ๋นกลับมาถึงแดนเมืองงุยมีความดีใจเป็นอันมาก พาขุนนางทั้งปวงมาคอยรับสินเลงกุ๋นอยู่นอกกำแพงเมืองที่กงก๊วน สินเลงกุ๋นมาถึงกงก๊วนแล้วก็เข้าไปคำนับงุยอันลี้อ๋องผู้พี่ งุยอันลี้อ๋องจึงว่าเราเป็นพี่น้องกัน เจ้าทิ้งพี่ไปอยู่เสียในเมืองเตียวกว่าสิบปีแล้ว พึ่งปะกันวันนี้ สินเลงกุ๋นจึงตอบว่า เพราะข้าพเจ้ากระทำความผิดเกรงอาญา จึงมาเมืองงุยมิได้ต้องไปอยู่เมืองเตียว บัดนี้กลับมาหาท่านได้เพราะเมืองจิ๋นมาตีเมืองงุย คุณกับโทษที่ข้าพเจ้ากระทำนั้นท่านจงยกให้ข้าพเจ้าเถิด

งุยอันลี้อ๋องได้ยินสินเลงกุ๋นพูดดังนั้นก็หัวเราะ แล้วจูงมือมาขึ้นเกวียนด้วยกันกลับเข้าเมืองงุยไปที่ว่าราชการ สินเลงกุ๋นก็นั่งอยู่ที่สมควร พวกขุนนางทั้งปวงคำนับงุยอันลี้อ๋องแล้วก็คำนับสินเลงกุ๋นตามธรรมเนียมเป็นน้องชายเจ้าเมือง งุยอันลี้อ๋องตั้งสินเลงกุ๋นเป็นที่ไจเสียง ให้หัวเมืองขึ้นห้าหัวเมือง มอบให้ว่าราชการในเมืองงุย แล้วรางวัลพวกทหารสินเลงกุ๋นด้วยข้าวของทองเงินทั่วหน้ากัน

ฝ่ายจูไหที่หนีไปกับสินเลงกุ๋นด้วยครั้งนั้นเพราะฆ่าจิ้นพี้แม่ทัพเจ้าเมืองงุยตาย ครั้นกลับมาช่วยกำจัดทัพเมืองจิ๋นกับสินเลงกุ๋น งุยอันลี้อ๋องยกโทษเสีย ตั้งให้เป็นที่ฮูเจียง แล้วจัดแจงที่บ้านให้สินเลงกุ๋นกับพวกที่มาแต่เมืองเตียวอยู่ตามสมควร สินเลงกุ๋นกับขุนนางทั้งปวงก็คำนับลากลับบ้าน

ขณะนั้นกิตติศัพท์ก็เลื่องลือชื่อสินเลงกุ๋นไปทั่ว ทุกหัวเมืองก็ใช้ให้คนเอาข้าวของมาให้สินเลงกุ๋น แล้วขอตำราพิชัยสงครามที่สินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นก็ให้คนชำนาญหนังสือเขียนตำราแจกไปทุกหัวเมือง ครั้นคนใช้ได้ตำราแล้วคำนับลาไปเมือง เอาตำรานั้นไปให้เจ้าเมืองทั้งปวง เจ้าเมืองทั้งปวงจึงเรียกว่าตำรางุยก๋งจู

ฝ่ายม่องเหงากับอองงึด และพวกทหารที่เหลือตายนั้นก็พากันกลับไปแจ้งแก่จังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นว่า ข้าพเจ้ายกทัพไปครั้งนี้เสียทีสินเลงกุ๋น ด้วยเมืองเตียวหนึ่ง เมืองหันหนึ่ง เมืองฌ้อหนึ่ง เมืองเอี๋ยนหนึ่ง เมืองงุยหนึ่ง เป็นห้าเมืองด้วยกันยกทัพมาช่วยกันทหารเขามากกว่า ข้าพเจ้าทั้งสองสู้เขาได้ไม่ พาทหารล้มตายเสียเป็นอันมากครั้งนี้ความผิดอยู่กับข้าพเจ้า ตามแต่ท่านจะลงโทษเถิด

จังเสียงอ๋องจึงว่าท่านสองคนแต่ก่อนจะไปสงครามครั้งใดมีแต่ได้ชัยชนะทุกครั้ง บัดนี้ยกทัพไปเพราะทหารเราน้อยจึงเสียทีสินเลงกุ๋น เราหาเอาโทษแก่ท่านไม่ ม่องเหงากับอองงึดได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ

ขณะนั้นชัวเจ๊ก จังเสียงอ๋องให้กลับเข้ามาว่าราชการในเมืองจิ๋นเป็นที่กังเสียงกุ๋น จึงคิดว่าหัวเมืองทั้งปวงเป็นไมตรีด้วยสินเลงกุ๋นเพราะสินเลงกุ๋นคนนี้เป็นคนมีสติปัญญากว่าขุนนางทั้งปวงทุกหัวเมือง ถ้าสินเลงกุ๋นมาอยู่ในเมืองงุยแล้ว เราต้องคิดอ่านเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองงุยให้สินเลงกุ๋นชอบพอกับเจ้าเมืองจิ๋น ภายหลังเราล่อลวงให้สินเลงกุ๋นมาเขียนหนังสือสัญญากันที่เมืองเรา แล้วจึงจับสินเลงกุ๋นฆ่าเสีย ถ้าคิดฆ่าคนนี้ได้แล้ว ท่านจะตีเมืองงุย เมืองเตียวก็ได้โดยง่าย

จังเสียงอ๋องได้ฟังชัวเจ๊กว่าดังนั้น จึงจัดแจงข้าวของให้คนสนิทนั้นเอาไปให้เจ้าเมืองงุย ถ้าเจ้าเมืองงุยรับเป็นไมตรีแล้วท่านจงเชิญสินเลงกุ๋นให้มาหาเราที่เมืองจิ๋นให้จงได้ คนใช้ก็คำนับลามาขึ้นเกวียนบรรทุกสิ่งของไปเมืองงุย แล้วเข้าไปหาเจ้าเมืองงุย แจ้งความตามจังเสียงอ๋องสั่งมาทุกประการ

งุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยได้ฟังคนใช้เมืองจิ๋นมาแจ้งความดังนั้นก็รับสิ่งของเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองจิ๋น แล้วปรึกษาพวกขุนนางว่าจะยอมให้สินเลงกุ๋นไปดีหรือจะไม่ให้ไปดี ขณะนั้นปั้นกวนนั่งอยู่นั่นด้วยได้ฟังดังนั้น กลัวสินเลงกุ๋นจะยอมไปเมืองจิ๋น จึงผินหน้ามากระซิบพูดกับสินเลงกุ๋นว่า แต่ก่อนเบ๋งเสียงกุ๋น เพงง่วนกุน ทั้งสองคนตกไปอยู่เมืองจิ๋น จะกลับมาเมืองงุยต้องหนีมาทั้งสองคน ท่านอย่าไปหาจังเสียงอ๋องเลย สินเลงกุ๋นจึงว่าเราก็คิดเห็นอยู่เหมือนท่านว่าฉะนี้ เราหาอยากไปเมืองจิ๋นไม่ สินเลงกุ๋นพูดกับปั้นกวนดังนั้นแล้วจึงว่ากับงุยอันลี้อ๋องว่า ข้าพเจ้าหาเต็มใจไปเมืองจิ๋นไม่เลย ด้วยแต่ก่อนเป็นศัตรูกันกับข้าพเจ้า ซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นมาทำไมตรีครั้งนี้ ครั้นจะมีเอาสิ่งของไปคำนับตอบแทนก็หาดีไม่ ท่านจงให้จูไหไปเมืองจิ๋นเถิด เจ้าเมืองงุยเห็นชอบด้วย จึงเอากำไลหยกอย่างดีคู่หนึ่งมอบให้จูไหนำไปให้เจ้าเมืองจิ๋นแล้วกำชับว่า ถ้าไปถึงอย่าให้เสียทีจงตรึกตรองให้จงมาก อย่าไว้ใจจังเสียงอ๋อง จูไหคำนับรับคำแล้วก็รับเอากำไลหยกมาจัดแจงขึ้นเกวียนกับบ่าวไพร่พอสมควรรีบไปเมืองจิ๋น จึงเอาสิ่งของเข้าไปคำนับจังเสียงอ๋อง จังเสียงอ๋องไม่เห็นสินเลงกุ๋นมา ไม่สมคิดไว้นั้นก็มีความโกรธเป็นอันมาก

ขณะนั้นม่องเหงาก็เข้าไปกระซิบบอกจังเสียงอ๋องว่า จูไหคนนี้ที่เอาลูกตุ้มตีเอาจิ้นพี้ครั้งเจ้าเมืองงุยให้เป็นแม่ทัพไปช่วยเมืองเตียว จูไหเป็นคนมีกำลังวังชามากกว่าทหารทั้งปวงในเมืองงุย ท่านจงเกลี้ยกล่อมเอาไว้ในเมืองจิ๋นจะได้เป็นทหารของเราสืบไป จังเสียงอ๋องแจ้งความดังนั้นก็อยากได้จูไหไว้ จึงพูดจาชักชวนว่าท่านจงอยู่ในเมืองจิ๋นเถิดเราจะตั้งให้เป็นขุนนาง จูไหก็ไม่ยอมอยู่ด้วยจังเสียงอ๋อง จังเสียงอ๋องโกรธนักจึงสั่งให้จออิวเอาตัวจูไหไปใส่ไว้ในกรงเสือโคร่ง หมายจะให้เสือกัดจูไหเสีย

ขณะนั้นเสือกำลังอดอาหาร เห็นจูไหเข้าไปในกรงก็คำรามร้องกระโชกจะตบเอาจูไห จูไหเห็นอาการเสือทำดังนั้นก็โกรธร้องตวาดด้วยเสียงเป็นอันดัง เสือโคร่งก็ตกใจกลับกลัวอำนาจจูไหแล้วหมอบนิ่งอยู่ พวกจออิวเห็นดังนั้นจึงกลับมาแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นได้ยินดังนั้นก็นึกแต่ในใจว่า ถ้าเราปล่อยให้จูไหกลับไปเมืองงุยเปรียบเสมือนหนึ่งเอาปีกไปใส่ให้สินเลงกุ๋นก็เหมือนกัน ครั้นจังเสียงอ๋องคิดดังนั้นแล้วสั่งให้จออิวไปถอดเอาจูไหมาจากกรง จังเสียงอ๋องพูดอ้อนวอนจูไหให้อยู่ด้วย จูไหก็หายอมอยู่ไม่ จังเสียงอ๋องก็ให้เอาจูไหไปขังไว้ในกงก๊วนให้อดอาหารเสีย จูไหคิดจะหนีกลับไปเมืองงุยก็มิได้ นึกน้อยใจจึงเอาศีรษะโดนเข้ากับเสาจะให้ตัวตายเสีย เสากงก๊วนก็กลับหักออกไป แต่ศีรษะจูไหนั้นหาแตกไม่ จูไหจึงเอามือล้วงเข้าไปในลำคอหวังจะให้ตาย ครั้นทำดังนั้นแล้วจูไหก็ขาดใจตาย พวกจออิวก็เอาความเข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋นว่าจูไหตายเสียแล้ว จังเสียงอ๋องจึงออกมานั่งยังที่ว่าราชการ จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าเราทำให้จูไหตายครั้งนี้เหมือนตีวัวกระทบคราด แต่ฝ่ายสินเลงกุ๋นนั้น เราคิดจะทำอันตรายก็หาได้ไม่ ท่านทั้งปวงจะเห็นอุบายอย่างไรบ้างซึ่งจะกำจัดสินเลงกุ๋นกับงุยอันลี้อ๋องให้มีความกินแหนงกันได้ สินเลงกุ๋นจึงจะไปจากเมืองงุย ถ้าเราจะเพิกเฉยเสียทำไฉนจะได้ตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ ด้วยสินเลงกุ๋นเป็นคนมีสติปัญญาอยู่ในเมืองงุย ท่านทั้งปวงที่คิดจะไปตีเมืองงุย เมืองเตียวก็จะหาสำเร็จไม่

ขณะนั้นชัวเจ๊กเป็นที่กังเสียงกุ๋นจึงตอบว่า เดิมสินเลงกุ๋นคนนี้ลักเอาตราของงุยอันลี้อ๋องไปช่วยเมืองเตียว งุยอันลี้อ๋องโกรธนัก เมื่อสินเลงกุ๋นไปตกอยู่เมืองเตียว งุยอันลี้อ๋องก็หาใช้ให้ผู้หนึ่งผู้ใดติดตามรับมาเมืองงุยไม่ ต่อครั้งนี้ท่านให้ไปตีเมืองงุย สินเลงกุ๋นไปช่วยงุยอันลี้อ๋องจึงกลับมาชอบพอกันเข้า กับประการหนึ่งเมื่อสินเลงกุ๋นไปทัพครั้งนี้ ก็ฆ่าจิ้นพี้แม่ทัพของงุยอันลี้อ๋องเสีย สินเลงกุ๋นทำความผิดไว้กับงุยอันลี้อ๋องนั้นเหมือนตัวได้เป็นเจ้าเมืองงุยก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าเห็นอุบายอยู่อย่างหนึ่งที่จะกำจัดสินเลงกุ๋นให้ไปจากเมืองงุยได้ ท่านจงใช้ให้คนที่สนิทเอาเงินทองลอบไปบนบานเที่ยวสืบเสาะหาญาติของจิ้นพี้ผู้ตายที่ผูกแค้นกับสินเลงกุ๋นนั้นคงจะมีบ้าง ถ้าพบปะเข้าแล้วเอาเงินทองให้ สั่งไว้ให้เที่ยวพูดจาว่าหัวเมืองทั้งปวงกลัวอำนาจสินเลงกุ๋น ต่างคนต่างมีใจอยากจะยกย่องให้สินเลงกุ๋นเป็นเจ้าในเมืองงุยแทนงุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุย มิวันหนึ่งก็วันหนึ่งสินเลงกุ๋นก็จะคิดกบฏชิงเอาสมบัติในเมืองงุย ถ้าเนื้อความอันนี้รู้ไปถึงงุยอันลี้อ๋อง งุยอันลี้อ๋องก็คงคิดสงสัยในสินเลงกุ๋น ด้วยสินเลงกุ๋นคนนี้มีความผิดอยู่แต่ก่อนมาก งุยอันลี้อ๋องก็คงจะคืนเอาตราที่เสียงก๊ก กิตติศัพท์อันนั้นก็คงจะรู้ไปทั่วทุกหัวเมืองว่า งุยอันลี้อ๋องถอดสินเลงกุ๋นเสียก็จะหามีผู้ใดนับถือต่อไปไม่ แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงภายหลังเรายกทัพไปตีเมืองงุย เมืองเตียวก็คงจะได้โดยง่ายด้วยหามีผู้ใดนับถือสินเลงกุ๋นไม่แล้ว

จังเสียงอ๋องได้ฟังชัวเจ๊กพูดดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงย้อนถามชัวเจ๊กว่า บัดนี้เราคิดแค้นเมืองงุยนัก ไทจูเจ้งเป็นบุตรงุยอันลี้อ๋องมาตกอยู่เมืองเรา เราฆ่าเสียเถิดหรือ ให้หายแค้นเจ้าเมืองงุยที่ยกทัพมายํ่ายีถึงด่านหํ้าก๊กกวนแดนเมืองจิ๋น ชัวเจ๊กจึงตอบว่า ท่านจะฆ่าไทจูเสียคนหนึ่ง ลูกเขายังมีอยู่ในเมืองอีกหลายคน เขาก็ยกเป็นไทจูขึ้นแทน ท่านจะฆ่าไทจูเจ้งนั้นหาต้องการไม่ เอาไทจูเจ้งไว้เป็นข้าศึกให้งุยอันลี้อ๋องบิดาไล่สินเลงกุ๋นเสียดีกว่า ท่านจงให้คนเอาข้าวของปฏิบัติไทจูเจ้งให้ยิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อน แล้วจึงแต่งให้คนไปพูดจายุยงไทจูเจ้งว่า บัดนี้สินเลงกุ๋นไปอยู่ในเมืองเตียว เที่ยวทำไมตรีกับหัวเมืองทั้งปวงเป็นอันมากกว่าสิบปีแล้ว คงจะคิดเอาสมบัติในเมืองงุย ด้วยหัวเมืองทั้งปวงกลัวสติปัญญาสินเลงกุ๋นอยู่ เห็นคงจะช่วยกันเป็นมั่นคง อย่าว่าแต่เมืองอื่นเลย ถึงเมืองจิ๋นก็ย่อมกลัวสติปัญญาสินเลงกุ๋น ถ้าสินเลงกุ๋นได้เป็นเจ้าเมืองงุยแล้ว ก็คงจะมีหนังสือมาถึงเมืองจิ๋นให้ตัดศีรษะท่านเสีย ถ้ามิฉะนั้นท่านตกอยู่ในเมืองจิ๋นก็คงจะตายเสียเปล่าหาได้กลับไปเมืองงุยไม่ ด้วยธรรมดาตัดลำแล้วจะเอาหน่อไว้นั้น ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ไทจูเจ้งก็คงจะเชื่อถ้อยคำยุยง จังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นเห็นชอบด้วย จึงทำตามความคิดชัวเจ๊กทุกประการ

ขณะนั้นไทจูเจ้งก็เชื่อถ้อยคำคนที่จังเสียงอ๋องใช้มาพูดจา ไทจูเจ้งร้องไห้แล้วจึงว่าแก่คนใช้ว่า ข้าพเจ้าตกมาอยู่ในเมืองนี้ช้านานแล้วยังมิได้เห็นหน้าบิดาเลย ขอสติปัญญาท่านช่วยคิดอ่านให้ข้าพเจ้าด้วย คนใช้ได้ยินดังนั้นจึงว่า ท่านจงมีหนังสือฉบับหนึ่งให้งุยอันลี้อ๋องมาว่าอ้อนวอนจังเสียงอ๋อง ขอให้กลับไปเมืองงุย ไทจูเจ้งจึงตอบว่า ถึงบิดาจะมีหนังสือมา เราก็เห็นว่าจังเสียงอ๋องจะมิให้เราไป คนใช้จึงว่าทุกวันนี้เมืองจิ๋นกับเมืองงุยก็ยังเป็นไมตรีกันอยู่ ถ้างุยอันลี้อ๋องมาอ้อนวอนแล้ว เจ้าเมืองจิ๋นก็หาเสียทางไมตรีไม่ ไทจูเจ้งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ครั้นคนใช้กลับมาก็แต่งหนังสือเป็นคำอ้อนวอนแล้วว่าไปถึงเรื่องสินเลงกุ๋น ตามที่คนมายุยงนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วสั่งให้คนสนิทถือลอบไปส่งให้งุยอันลี้อ๋องผู้บิดา ณ เมืองงุย

ฝ่ายชัวเจ๊กกับจังเสียงอ๋องก็คิดอ่านกันเอาเงินทองส่งให้คนสนิทไปสืบเสาะหาพวกจิ้นพี้ที่ตายตามอุบายของชัวเจ๊กคิดนั้น แล้วแต่งหนังสือสองฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า จูไหมาถึงเมืองจิ๋นป่วยลงแพทย์รักษาหาหายไม่ ถึงแก่ความตาย ให้งุยอันลี้อ๋องมารับเอาศพจูไหไปเมืองงุย ฉบับหนึ่งให้ไปถึงสินเลงกุ๋นเป็นใจความว่า สินเลงกุ๋นทุกวันนี้ หัวเมืองทั้งปวงก็เป็นที่นับถือแล้ว ถ้าท่านจะคิดการวันไรเราจะยกทัพมาช่วย จังเสียงอ๋องแต่งหนังสือเสร็จแล้วจึงเอาทองร้อยตำลึงกับหนังสือฉบับหนึ่งเอาไปให้สินเลงกุ๋น ชัวเจ๊กคิดดังนี้ปรารถนาจะให้งุยอันลี้อ๋องแคลงใจสินเลงกุ๋น คนใช้ก็คำนับลาถือหนังสือไปเมืองงุยเอาหนังสือเข้าไปให้งุยอันลี้อ๋องฉบับหนึ่ง แต่ฉบับหนึ่งกับทองแกล้งวางไว้ให้งุยอันลี้อ๋องเห็น งุยอันลี้อ๋องรับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านดูรู้ความว่าจูไหตายก็นิ่งอยู่ เหลือบไปเห็นหนังสือกับทองที่วางไว้นั้นจึงถามคนถือหนังสือว่า ทองกับหนังสือนั้นท่านจะเอาไปให้ใคร คนใช้จึงบอกว่าเจ้าเมืองจิ๋นฝากมาให้สินเลงกุ๋น บอกงุยอันลี้อ๋องแล้วก็คำนับลาเอาหนังสือกับทองไปให้สินเลงกุ๋นที่บ้าน

สินเลงกุ๋นเห็นหนังสือผนึกอยู่ จึงถามคนใช้ว่าท่านเอามาให้เราผู้เดียวหรือ หรือให้เจ้าเมืองงุยด้วย คนใช้จึงแจ้งว่าข้าพเจ้าเอาไปให้งุยอันลี้อ๋องฉบับหนึ่งแล้ว สินเลงกุ๋นได้ฟังดังนั้นคิดว่าชาวเมืองจิ๋นเป็นคนโกงอยู่ สินเลงกุ๋นก็หารับหนังสือกับทองไว้ไม่ จึงว่าเรากับจังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นเป็นคนไม่ชอบพอกันกับเรา เหตุใดจะเอาทองกับหนังสือมาให้เราเล่า ท่านเอากลับไปเสียเถิด คนใช้ก็หารับเอาหนังสือกับทองกลับไปไม่ จึงตอบว่าจังเสียงอ๋องใช้ให้ข้าพเจ้าเอามาให้กับท่าน ถ้าท่านมิรับไว้ หนทางก็ไกลจะกลับไปกลับมาก็ยากนัก จังเสียงอ๋องจะคิดสงสัยว่า ข้าพเจ้าหาเอาหนังสือกับทองมาให้ท่านไม่

ขณะเมื่อสินเลงกุ๋นพูดกันยังหาตกลงไม่ กิตติศัพท์ซึ่งพวกจิ้นพี้รับสินบนที่ชาวเมืองจิ๋นมาบนบานไว้ให้ไปเที่ยวพูดจาว่าสินเลงกุ๋นจะชิงเอาสมบัติในเมืองงุยนั้นรู้มาถึงงุยอันลี้อ๋อง งุยอันลี้อ๋องก็มีความสงสัยสินเลงกุ๋น จึงคิดว่าหนังสือที่ไทจูเจ้งให้มาถึงเรา ก็เป็นความกล่าวโทษสินเลงกุ๋นต้องกับข่าวชาวเมืองที่พูดกัน งุยอันลี้อ๋องคิดดังนั้นแล้วจึงให้จออิวไปหาสินเลงกุ๋น ให้สินเลงกุ๋นเอาหนังสือที่เจ้าเมืองจิ๋นให้นั้นเอามาด้วย

ขณะนั้นสินเลงกุ๋นยังหาทันจะได้ฉีกผนึกออกอ่านดูไม่ ด้วยคิดกลัวเจ้าเมืองงุยจะสงสัยก็พอสมกับคิดไว้ ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองงุยให้หาก็เอาหนังสือกับทองนั้นมาให้งุยอันลี้อ๋อง งุยอันลี้อ๋องเห็นสินเลงกุ๋นมาจึงถามว่าหนังสือที่ให้มาแต่เมืองจิ๋นนั้นเป็นข้อราชการประการใด สินเลงกุ๋นได้ฟังงุยอันลี้อ๋องถามดังนั้นจึงตอบว่าเจ้าเมืองจิ๋นกับข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยกัน ข้าพเจ้าจะเอาหนังสือกับทองนั้นกลับคืนให้ไปคนใช้ก็หารับเอากลับไปไม่ แต่ในหนังสือนั้นข้าพเจ้าไม่แจ้งจะดีร้ายเป็นประการใด

สินเลงกุ๋นก็หยิบเอาหนังสือให้งุยอันลี้อ๋อง แล้วจึงว่า ท่านจะฉีกออกดูหรือมิฉีกก็ตามใจท่านเถิด

งุยอันลี้อ๋องจึงว่ากับสินเลงกุ๋นว่า หนังสือยังผนึกอยู่หารู้ว่าใจความข้างในจะเป็นประการใดยังหาแจ้งไม่ งุยอันลี้อ๋องก็ฉีกผนึกออกอ่านดู รู้ใจความตามหนังสือนั้นแล้วจึงส่งให้สินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นรับมาอ่านแจ้งความแล้วจึงว่ากับงุยอันลี้อ๋องว่า จังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นทำอุบายมาทั้งนี้ด้วยเป็นคนไม่สัตย์ซื่อ จะให้ท่านสงสัยโกรธข้าพเจ้า ถอดข้าพเจ้าเสียจากที่ว่าราชการ ภายหลังบ้านเมืองก็จะหามีความสุขไม่ เหตุทั้งนี้จังเสียงอ๋องโกรธข้าพเจ้าว่ามาช่วยท่านรบเมืองจิ๋นจึงหาได้เมืองงุยไม่ เพราะข้าพเจ้าคิดเห็นว่าความในหนังสือจะหาเป็นประโยชน์ไม่ ข้าพเจ้าจึงจะให้เอาทองกับหนังสือกลับไปให้แก่เจ้าเมืองจิ๋น งุยอันลี้อ๋องจึงว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อมิได้รู้เห็นเป็นใจตามหนังสือนี้แล้ว จงคิดเขียนหนังสือตอบไปให้กับเจ้าเมืองจิ๋นต่อหน้าเราจึงจะเห็นจริงด้วย

สินเลงกุ๋นได้ฟังงุยอันลี้อ๋องว่าดังนั้น จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่าไปถึงเจ้าเมืองจิ๋น แล้วผนึกส่งหนังสือกับทองให้ม้าใช้ที่มาแต่เมืองจิ๋นเอาไปให้กับจังเสียงอ๋อง ขณะนั้นงุยอันลีอ่องจึงสั่งม้าใช้ว่า ท่านจงไปแจ้งความกับเจ้าเมืองจิ๋นว่าเราขอบใจเจ้าเมืองจิ๋นที่มีไมตรีกับเรา บัดนี้ตัวเราก็ชราลงแล้วไทจูเจ้งยังตกไปอยู่ในเมืองจิ๋น ท่านจงให้ไทจูเจ้งกลับมาเมืองงุยจะได้ว่าราชการแทนเราสืบไป ม้าใช้คำนับรับคำงุยอันลี้อ๋องแล้วก็รับเอาทองกับหนังสือที่สินเลงกุ๋นให้นั้นกลับไปเมืองจิ๋น ม้าใช้ครั้นมาถึงก็เข้าไปแจ้งความกับจังเสียงอ๋องตามที่งุยอันลีอ่องสั่งมา แล้วเอาทองกับหนังสือนั้นส่งให้ จังเสียงอ๋องรับเอาหนังสือแล้วฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า สินเลงกุ๋นเสียงก๊กเมืองงุยตอบมาถึงจังเสียงอ๋องว่า ซึ่งเขียนหนังสือเป็นอุบายมาให้เรานั้น เรามิได้เป็นคนทรยศต่อเจ้า งุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยก็เป็นพี่ของเรา ชุบเลี้ยงให้เราเป็นถึงเสียงก๊กสำเร็จราชการสิทธิ์ขาดแล้ว เราหาโลภเหมือนอย่างเจ้าเมืองจิ๋นไม่ ได้เป็นเจ้าเมืองจิ๋นแล้วยังจะมาคิดเอาสมบัติในเมืองงุยเล่า เราเห็นว่าท่านเป็นคนโลภอยู่ เราจึงคืนทองมาให้เสีย ครั้นจังเสียงอ๋องอ่านหนังสือแล้วคิดโกรธสินเลงกุ๋นนัก นึกว่าเราคงจะให้งุยอันลี้อ๋องถอดออกจากที่เสียงก๊กให้จงได้

จังเสียงอ๋องคิดดังนั้นแล้ว ก็ให้หาตัวไทจูเจ้งมาแกล้งพูดยุยงว่า บัดนี้บิดาท่านสั่งมาถึงเราว่าให้ท่านกลับไปเมืองงุย ท่านจงไปบอกงุยอันลี้อ๋องบิดาว่าอย่าให้ไว้ใจสินเลงกุ๋น ด้วยเขาจะชิงสมบัติบิดาของท่าน ท่านจงรีบไปทำราชการเถิด จะได้ช่วยบิดาระวังระไวสินเลงกุ๋น แล้วจังเสียงอ๋องสั่งให้จออิวจัดแจงเกวียนไปส่งไทจูเจ้ง ไทจูเจ้งก็คำนับลามากับจออิวแล้วขึ้นเกวียนรีบมาเมืองงุย ครั้นถึงก็เข้าไปคำนับงุยอันลี้อ๋องแล้วแจ้งความตามจังเสียงอ๋องสั่งมาให้เจ้าเมืองงุยฟัง งุยอันลี้อ๋องได้แจ้งความดังนั้นก็คิดสงสัยสินเลงกุ๋นอยู่ แต่หาพูดจาต่อว่าประการใดไม่ด้วยสินเลงกุ๋นเป็นคนสัตย์ซื่อหาความผิดมิได้ เป็นแต่สงสัยอยู่ในใจอย่างนั้น

ฝ่ายสินเลงกุ๋นเป็นคนมีสติปัญญา เข้ามาหางุยอันลี้อ๋องคราวไรก็เห็นงุยอันลี้อ๋องหาเป็นปรกติเหมือนแต่ก่อนก็เข้าใจว่างุยอันลี้อ๋องยังคิดแคลงเราอยู่ ครั้นวันหนึ่งจึงเอาตราที่เสียงก๊กมามอบให้งุยอันลี้อ๋องแล้วลาออกจากที่ว่าราชการ งุยอันลี้อ๋องก็รับเอาตรานั้นไว้ สินเลงกุ๋นครั้นกลับมาถึงบ้านก็ให้ตั้งโต๊ะเสพสุรากับพวกพ้องของตัว แล้วให้นักเลงปี่พาทย์จีนมาดีดกระจับปี่สีซอให้ฟังตามความสบาย ด้วยความคิดว่าจะมิให้งุยอันลี้อ๋องมีความสงสัยตัว

ฝ่ายจังเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋น เป็นเจ้าเมืองได้สามปีก็ป่วยลง ขณะนั้นลีปุดอุยเสียงก๊กก็คิดถึงนางเตียวกีซึ่งเป็นฮองเฮาเมียจังเสียงอ๋อง ด้วยเป็นคนรักกันมาแต่ก่อน จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งติดตัวใส่มือเสื้อซ่อนไว้แล้วเข้าไปเยี่ยมไข้จังเสียงอ๋องที่ข้างใน ครั้นเข้าไปหาจังเสียงอ๋องแล้วถามถึงการไข้ซึ่งป่วยเจ็บ เห็นหญิงคนใช้ของนางเตียวกีฮองเฮาเดินออกมา ลีปุดอุยก็พยักหน้าให้มาหาแล้วพูดจาอ้อนวอนวานหญิงนั้นให้เอาหนังสือไปให้นางฮองเฮา หญิงคนใช้ก็รับเอาหนังสือมาส่งให้ตามคำลีปุดอุยสั่ง นางฮองเอาคลี่หนังสืออ่านดูรู้ใจความว่า เราผู้ชื่อลีปุดอุยกับตัวท่านแต่ก่อนได้พูดสัญญากันไว้ว่าถ้าได้ดีแล้วท่านหาทิ้งเราไม่ แต่เราตั้งใจคอยว่าจะขอพบปะท่านสักครั้งหนึ่งก็กีดขวางจังเสียงอ๋องอยู่ บัดนี้เราเห็นได้ช่องพอจะพบพูดกันได้จึงให้หนังสือมาถึงท่าน ถ้ายังมีจิตคิดเมตตาเราอยู่ว่าได้สัญญากันไว้แล้ว ขอให้เราพูดด้วยในที่ลับสักสองคำเถิด

นางฮองเฮาเห็นหนังสือดังนั้นก็มีจิตคิดอาลัยในลีปุดอุยนัก ด้วยเป็นคนเคยรักกันมาแต่ก่อน ครั้นเวลาวันหนึ่งจังเสียงอ๋องนอนหลับอยู่ ลีปุดอุยเข้าไปเยี่ยมนางฮองเฮาเห็นได้ช่องจึงใช้หญิงคนสนิทให้มาเชิญลีปุดอุยเข้าไปที่เก๋งนางฮองเฮาอยู่ ลีปุดอุยพูดจาเกี้ยวพาจนได้เสียกัน นางฮองเฮาครั้นลีปุดอุยกลับออกมาแล้ว จึงสั่งให้นายแพทย์ต้มยารักษาจังเสียงอ๋อง จังเสียงอ๋องกินยาก็หาชอบไม่ ไข้นั้นก็กำเริบขึ้น จังเสียงอ๋องป่วยหนักไปได้เดือนหนึ่งก็ถึงแก่ความตาย ลีปุดอุยก็ตั้งไทจูเจ้งลูกของตัวที่ติดท้องนางฮองเฮามาให้เป็นเจ้าเมืองขึ้นชื่อจิ๋นอ๋องเจ้ง จิ๋นอ๋องเจ้งเมื่อเป็นเจ้าเมืองนั้นอายุได้สิบสามปี แล้วเอาศพบิดาไปฝังไว้ตามธรรมเนียมเจ้าเมืองแต่ก่อน

ขณะนั้นหัวเมืองทั้งปวงรู้ว่าจังเสียงอ๋องตายแล้ว ก็ใช้ให้ขุนนางเอาของมาไหว้ศพเจ้าเมืองจิ๋นผู้ตาย จิ๋นอ๋องเจ้งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้น จึงตั้งมารดาเป็นที่ไทเฮา ตั้งเซงหยงน้องชายให้เป็นที่เซียงอันกุ๋น ลีปุดอุยเลื่อนขึ้นเป็นที่เสียงหูสำเร็จราชการแทนจิ๋นอ๋องเจ้ง ขณะนั้นบิดาลีปุดอุยตายลง หัวเมืองทั้งปวงกับขุนนางที่เคยนับหน้าถือตาด้วยเป็นคนสำเร็จราชการในเมืองจิ๋นจึงมาพร้อมกันช่วยลีปุดอุยทำศพบิดาเสร็จแล้วก็กลับไป เวลาวันหนึ่งกิตติศัพท์สินเลงกุ๋นออกจากราชการในเมืองงุยนั้นแจ้งมาถึงลีปุดอุย ลีปุดอุยจึงปรึกษาขุนนางในเมืองจิ๋นว่า บัดนี้เมืองงุยแต่ก่อนเปรียบเหมือนอยู่ที่สว่างในเวลากลางวัน เพราะสินเลงกุ๋นทำราชการอยู่ เอาใจใส่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าเมืองงุย บัดนี้สินเลงกุ๋นออกราชการเสียแล้ว เปรียบเหมือนเจ้าเมืองงุยอยู่ในที่มืดเมื่อเวลากลางคืน ควรจะยกทัพไปตีเมืองเตียวก่อนจึงจะยกไปตีเมืองงุย ขุนนางทั้งปวงเห็นพร้อมกัน ลีปุดอุยก็สั่งให้ม่องเหงาเป็นแม่ทัพกับเตียถังสองคนคุมทหารยกไปตีตำบลซินเอี๋ยงแดนเมืองเตียว ม่องเหงายกไปล้อมอยู่สามปีแล้วยังหาได้ไม่ ม่องเหงากับเตียถังก็ยกกลับมาเมืองจิ๋น ครั้นเวลาวันหนึ่ง จิ๋นอ๋องเจ้งจึงให้ม่องเหงากับอองงึดเป็นแม่ทัพคุมทหารไปตีเมืองหัน

ฝ่ายเฮงฮุยอ๋องเจ้าเมืองหัน ให้กงซุนเองคุมทหารยกมาตั้งค่ายคอยรับทัพเมืองจิ๋นอยู่นอกเมือง ขณะเมื่อม่องเหงากับอองงึดมาตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองหัน อองงึดจึงคิดว่าแต่ก่อนเจ้าเมืองจิ๋นใช้ให้ไปตีเมืองงุยก็แพ้มาทั้งสองครั้ง เจ้าเมืองจิ๋นก็ยกโทษเสีย บัดนี้เราจะคิดอ่านทำราชการแก้ตัวให้จงได้ ถึงจะเสียชีวิตในกลางศึกเราก็ไม่เสียดายแล้ว อองงึดคิดอยู่แต่ผู้เดียวมิได้ปรึกษาม่องเหงา อองงึดจึงจัดเอาทหารซึ่งเป็นพวกพ้องของตัวพันหนึ่ง ลอบยกไปตีค่ายกงซุนเอง กงซุนเองก็คุมทหารออกรบกับทหารอองงึด ทหารอองงึดน้อยตัวกว่าละล้าละลังอยู่ กองทัพเมืองหันก็ฆ่าอองงึดตาย

ขณะนั้นม่องเหงารู้ว่าอองงึดยกทัพไปตีค่ายเมืองหัน ม่องเหงาเห็นจะเสียทีก็ยกทัพรีบไปช่วยอองงึด ครั้นรู้ว่าอองงึดตาย ม่องเหงาก็ขับทหารเข้ากลุ้มรุมรบทัพเมืองหันเป็นสามารถ กงซุนเองเสียทีม่องเหงา ม่องเหงาก็เอากระบี่ตัดศีรษะกงซุนเองขาดตกเกวียนตาย ม่องเหงาก็ได้แดนเมืองหันยี่สิบตำบลกวาดเอาครอบครัวกลับมาเมืองจิ๋น

ฝ่ายเตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียว รู้ว่าสินเลงกุ๋นมิได้ทำราชการแล้วก็ขาดจากไมตรีกับเมืองงุย จึงสั่งเลียมโพให้เป็นแม่ทัพคุมทหารยกมาตีเมืองงุยที่ตำบลฮ่วยเอี๋ยงยังหาทันแตกไม่ จึงสั่งให้ตั้งมั่นอยู่จะฟังกำลังดู ขณะนั้นเตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวก็ป่วยตาย ขุนนางทั้งปวงจึงตั้งไทจูตั๋นเป็นเจ้าเมืองชื่อโตะเซียงอ๋อง โตะเซียงอ๋องทำการฝังศพบิดาเสร็จแล้ว ฝ่ายเลียมโพก็ยกทหารเข้าตีตำบลฮ่วยเอี๋ยงได้แล้ว ก็ยังจัดแจงครอบครัวอยู่ที่ตำบลฮ่วยเอี๋ยง

ขณะนั้นยังมีชายผู้หนึ่งชื่อกวยไข เป็นที่ไตหูอยู่เมืองเตียว เป็นคนหาสัตย์ซื่อไม่ เลียมโพชังนัก เมื่อเลียมโพยังไม่ได้ยกทัพออกมาตีเมืองงุยนั้น เวลาวันหนึ่ง เตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวเลี้ยงโต๊ะขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกัน กวยไขกินโต๊ะเดียวร่วมกับเลียมโพ เลียมโพขู่ตวาดเอาต่อหน้าเพื่อนขุนนางทั้งปวง กวยไขก็คิดพยาบาทเลียมโพอยู่แต่ครั้งนั้น ครั้นโตะเซียงอ๋องได้เป็นเจ้าเมืองเตียวขึ้นใหม่ กวยไขเข้าไปพูดจายุยงว่าเลียมโพเป็นคนชราหาสู้เต็มใจทำราชการไม่ ครั้งหนึ่งยกทัพไปตีเมืองงุยก็เสียทหารล้มตายเป็นอันมาก ครั้งนี้ให้ไปตีเมืองหัน จนเตียวเฮาเซงอ๋องบิดาของท่านตายไปแล้วก็ยังหาได้ราชการสำเร็จไม่ ซึ่งท่านตั้งเลียมโพไว้เป็นที่แม่ทัพนั้น ข้าพเจ้าเห็นจะป่วยการเสียเปล่า โตะเซียงอ๋องได้ฟังกวยไขว่าดังนั้นก็คิดตรึกตรองดูก็เห็นจริงด้วย จึงให้หาเง่าเสงมาตั้งเป็นที่บูเซียงกุ๋นแม่ทัพแทนที่เลียมโพ คุมทหารยกไปตำบลฮ่วยเอี๋ยง

ขณะนั้นเลียมโพรู้ว่าบูเซียงกุ๋นเง่าเสงได้เป็นที่แม่ทัพยกออกมา เลียมโพคิดโกรธว่าตั้งแต่เราทำราชการมาแต่ครั้งฮุยบุนอ๋องได้สี่สิบปีมาแล้ว ก็ยังหามีความผิดไม่ เลียมโพคิดแค้นว่าบูเซียงกุ๋นเง่าเสงจะมีฝีมือดีสักเพียงไร จึงออกมาเป็นแม่ทัพแทนเรา เลียมโพคิดน้อยใจดังนั้นก็ขับทหารออกรบด้วยบูเซียงกุ๋น บูเซียงกุ๋นสู้เลียมโพไม่ได้ก็หนีกลับมาเมืองเตียว เลียมโพคิดกลัวเจ้าเมืองเตียวก็พาทหารหนีไปอาศัยอยู่กับงุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุย งุยอันลี้อ๋องก็เลี้ยงดูเลียมโพไว้เป็นที่แม่ทัพแต่ยังหาสู้ไว้ใจไม่ กลัวจะเป็นเจ้าเมืองเตียวใช้อุบายมา เลียมโพเห็นท่วงทีงุยอันลี้อ๋องยังหาไว้ใจไม่ดังนั้น ครั้นจะกลับไปเมืองเตียวก็ไปมิได้ จึงคอยหาช่องที่จะทำราชการเอาความชอบในเมืองงุย

ฝ่ายจิ๋นอ๋องเจ้งเจ้าเมืองจิ๋นครองเมืองได้สี่ปี ขณะนั้นเป็นเดือนสิบฤดูราษฎรทำนาในเมืองจิ๋น มีสัตว์จำพวกหนึ่งชื่อฮองถังบินมาแต่ทิศตะวันออกจะนับประมาณมิได้ แต่คำไทยเรียกว่าตัวเพลี้ยมาทางอากาศดูกลุ้มไปเต็มทั้งท้องฟ้า ครั้นมาถึงก็ลงจับต้นข้าวในนาที่ราษฎรทำทุกตำบลในเมืองจิ๋น ปีนั้นราษฎรหาได้ข้าวไม่ ด้วยตัวเพลี้ยกินเสียสิ้น ราษฎรชาวเมืองจิ๋นก็เกิดความไข้ล้มตายเป็นอันมาก ลีปุดอุยเป็นทุกข์ด้วยชาวเมืองนักจึงปรึกษาพวกพ้องว่า บัดนี้ข้าวในเมืองก็แพง ความไข้ก็มาก บ้านเมืองเราหาเป็นสุขไม่ ท่านจงไปเที่ยวป่าวร้องราษฎรชาวเมืองว่า ถ้าผู้ใดเป็นไพร่ได้ข้าวให้เราร้อยเกวียนแล้วจะตั้งให้เป็นขุนนาง ถ้าขุนนางได้ข้าวมาให้เรา เราจะเลื่อนที่ให้เป็นขุนนางใหญ่ขึ้นไป ชาวเมืองทั้งปวงรู้ข่าวอันนั้น ที่เป็นไพร่อยากเป็นขุนนางก็เอามาให้เป็นอันมาก ลีปุดอุยก็ตั้งให้เป็นขุนนางตามซึ่งสัญญาไว้นั้น

ฝ่ายสินเลงกุ๋นออกจากที่ราชการแล้ว หาแต่หญิงที่รูปงามมาเล้าโลมเล่นตามความสบายกับเลี้ยงโต๊ะเสพสุราด้วยพวกพ้องทุกวันมิได้ขาด เพลาวันหนึ่งกินสุราเมาหนัก สินเลงกุ๋นก็เลยหลับตายไปกับพวกพ้องทั้งปวงก็พลอยตายด้วยในเพลาคืนวันนั้นประมาณร้อยคน ปั้นกวงรู้ว่าสินเลงกุ๋นตายก็ร้องไห้รักสินเลงกุ๋นจนขาดใจตาย ด้วยมีความอาลัยสินเลงกุ๋นว่าเป็นคนซื่อทั้งสติปัญญาหาผู้เสมอยาก แต่คนเหล่านั้นร้องไห้ตายบ้าง เชือดคอตายบ้าง เพราะความรักสินเลงกุ๋น ครั้นสินเลงกุ๋นตายไปได้ปีหนึ่งแล้ว

ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยก็ตาย ขุนนางทั้งปวงก็ตั้งไทจูเจ้งผู้เป็นบุตรขึ้นเป็นที่เจ้าเมืองงุยชื่อเกงเมียนอ๋อง กิตติศัพท์ก็แจ้งไปถึงเมืองจิ๋น จิ๋นอ๋องเจ้งคิดแค้นเมืองงุยอยู่ จึงนึกว่าสินเลงกุ๋นที่มีสติปัญญาก็ตายแล้ว เจ้าเมืองงุยก็เป็นขึ้นมาใหม่ เราจะยกทัพไปตีเมืองงุยก็เห็นจะได้โดยง่ายจึงสั่งให้ม่องเหงายกไป ม่องเหงาก็คุมทหารยกไปตีเมืองงุยได้ตำบลซึ่งจ๊อแดนเมืองงุยยี่สิบตำบล แล้วแบ่งทหารไปสร้างเมืองไว้ที่ตำบลนั้นเมืองหนึ่ง ม่องเหงาก็ยกไปตีได้เขียวก๋ออีกตำบลหนึ่ง แล้วยกไปตีตำบลป๊กเอี๋ยงได้แล้ว ก็ยกไปถึงแดนเมืองโอย โอยง่วนกุ๋นเจ้าเมืองโอยรู้ว่าทัพเมืองจิ๋นยกมาติดเมืองก็พาครอบครัวหนีอพยพออกนอกเมืองไปพักอยู่ที่ตำบลเขาซัวเอี๋ยอ๋องข้างทิศตะวันออกแดนเมืองโอย โอยงวนกุ๋นคนนี้เป็นพี่เขยเกงเมียนอ๋องเจ้าเมืองงุย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ