เล่มที่ ๙

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงสามกษัตริย์สูงส่ง
ท้าวร่วมบิตุราชมาตุรงค์ แต่ละองค์ทรงเดชเดชา
พระเชษฐาครองเมืองกะหมังกุหนิง ปรากฏยศยิ่งทุกทิศา
มีโอรสราชกุมารา ชื่อระเด่นวิหยาสะกำ
พระทนต์แดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้งเพราพักตร์คมขำ
ผิวพรรณผุดผ่องเพียงทองคำ วิไลลักษณ์เลิศล้ำอำไพ
พระมารดาบิตุรงค์ทรงฤทธิ์ แสนรักร่วมชีวิตพิสมัย
สุริย์วงศ์พงศาข้าไท ก็รักใคร่ราชบุตรสุดกำลัง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ระตูผู้น้องรองลงมา ได้ดำรงนคราปาหยัง
อันปราสาทราชฐานเวียงวัง สนุกดังเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า
มีบุตรีสององค์นงลักษณ์ งามทรงวงพักตร์เพียงเลขา
ชื่อระเด่นรัตนาระติกา องค์หนึ่งชื่อรัตนาวาตี
ระตูผู้น้องสุดนั้น ผ่านประหมันสลัดบุรีศรี
มีโอรสกับราชบุตรี ผู้พี่ชื่อวิหรากะระตา
ขนิษฐาทรงโฉมประโลมจิต ชื่อบุษบาวิสิศเสนหา
แสนสวาทบิตุราชมารดา ดั่งว่าดวงเนตรดวงชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำเฉิดฉัน
อยู่เย็นเป็นสุขทุกนิรันดร์ ในปราสาทสุวรรณชัชวาล
สาวสนมนารีบำเรอรักษ์ ล้วนเลิศลักษณ์รูปทรงส่งสัณฐาน
หมอบเฝ้าคอยรับสั่งตั้งเครื่องอาน รำเพยพานพัชนีวีองค์
บ้างบรรสานดีดสีรี่เรื่อย ฉ่ำเฉื่อยชวนฤทัยใหลหลง
เพลิดเพลินจำเริญจิตพระโฉมยง ด้วยฝูงอนงค์นารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ อารักษ์ฤทธิรณเข้าดลใจ คิดจะใคร่ไปประพาสพนาศรี
จึงตรัสสั่งพี่เลื้ยงผู้ภักดี จงตรวจเตรียมโยธีรี้พล
เราจะยกพยุหบาตรยาตรา ไปล่าไล่มฤคาในไพรสณฑ์
แต่ย่ำรุ่งเรืองแรงแสงสุริยน พี่ผูกม้าเตรียมพลให้พร้อมไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระโอรสยศไกร ออกไปเกณฑ์กันดังบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น โยธีรี้พลถ้วนหน้า
ครั้นอุทัยแสงทองส่องฟ้า ก็ตื่นตาแต่งตนอยู่ลนลาน
กรมม้าผูกม้าพระที่นั่ง พร้อมพรั่งอาชาม้าทหาร
ประดับเครื่องเรืองรัตน์ชัชวาล เบาะอานพานหน้าดาราราย
ขุนหมื่นนายหมวดก็ตรวจตรา จัดกระบวนโยธาทั้งหลาย
ถือทวนทองธงทิวปลิวปลาย ไพร่นายคอยท่าเสด็จจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำกุมารชาญสมร
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงทินกร ก็บทจรมาสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ทรงสุคนธ์ปนทองชมพูนุท นวลละอองผ่องผุดดั่งเลขา
สอดใส่สนับเพลาเพราตา ภูษาแย่งยกกระหนกพัน
ฉลององค์โหมดเทศทองพราย ปั้นเหน่งเพชรพรรณรายสายกระสัน
ห้อยหน้าเจียระบาดตาดสุวรรณ ทับทรวงดวงกุดั่นประดับพลอย
ตาบทิศไพฑูรย์จำรูญเรือง สังวาลวรรณค่าเมืองเฟื่องห้อย
ทองกรจำหลักเป็นรักร้อย ธำมรงค์เพชรพร้อยเพราพราย
บรรจงทรงชฎาดอกไม้ทัด กรรเจียกจอนจำรัสเรืองฉาย
ถือเช็ดหน้าเหน็บกริชกรีดกราย ผันผายขึ้นเฝ้าพระบิตุรงค์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ ครั้นถึงจึงถวายบังคมทูล นเรนทร์สูรสองกษัตริย์สูงส่ง
ลูกรักจักลาบาทบงสุ์ ไปล่าไล่บุหรงมฤคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ฟังโอรสาพาที จึ่งมีพจมานตรัสไป
เจ้าจะไปล่าไล่มฤคา ก็ตามแต่วิญญาณ์อัชฌาสัย
ตะวันบ่ายชายแสงอโณทัย ดวงใจของพ่อเร่งกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำโอรสา
กราบบาทบทศรีชลีลา ลงจากปรางค์ปราสาทสุวรรณ
ขึ้นทรงสินธพพระที่นั่ง พร้อมพรั่งเสนากิดาหยัน
ทวยหาญแห่แหนแน่นนันต์ จรจรัลออกจากวังเวียง

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

โทน

๏ ม้าเอยม้าต้น เริงรนร่านร้องคะนองเสียง
ยกคอย่อท้ายร่ายเรียง เผ่นโจนโผนเพียงม้ายนต์
ย่องย่ำทำพยศสะบัดย่าง หักหันให้ข้างขวางถนน
ถูกน้อยซอยเต้นมากลางพล คนเคียงข้างละคนคอยประจำ
ผูกเครื่องสุวรรณกุดั่นดาว แวววาวชัชวาลอานคร่ำ
ใบโพธิพรายรายบุษราคัม ง่องง้ำสายถือถักทอง
กิดาหยันโยธาม้าแซง ขับแข่งควบตามเป็นแถวถ้อง
บ้างมุ่นหกผกเผ่นลำพอง รีบกองหน้านำดำเนินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ข้ามเทินเนินทรายถึงชายป่า ถิ่นที่มฤคาอาศัย
จึงหยุดยั้งโยธาอาชาไนย ห้ามมิให้อึงมี่นี่นัน
แล้วตรัสสั่งพี่เลี้ยงทั้งสี่คน จงแบ่งพวกพหลพลขันธ์
ให้แอบอ้อมเข้าไปในไพรวัน ล้อมกันฝูงกวางมากลางแปลง
กิดาหยันของเราเหล่านี้ แต่บรรดาตัวดีขี่ม้าแข็ง
นายเวรสารวัดจงจัดแจง ให้ไปแซงซุ่มรายอยู่ชายไพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงรับสั่งบังคมไหว้
ออกมาเกณฑ์กันทันใด โดยดั่งภูวไนยบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์อสัญแดหวา
เห็นวิหยาสะกำยกพลมา ล้อมไล่มฤคาในอารญ
ชื่นชมสมคะเนของเทเวศร์ จะทำให้เกิดเหตุเภทผล
จึงหยิบกระดาษวาดรูปนฤมล เหาะจากไพชยนต์วิมานมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลม

ร่าย

๏ ครั้นถึงหนทางสามแพร่ง ที่ตำแหน่งต้นไทรใบหนา
ก็ลงยืนยังพื้นพสุธา แทบริมมรคาพนาลัย
จึงเอากระดาษวาดรูปนาง แอบวางไว้ใต้ต้นไทรใหญ่
แล้วจำแลงแปลงกายทันใด ด้วยฤทธิไกรเทวัญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็กลายเป็นกวางทอง งามลำยองรูปโฉมเฉิดฉัน
ออกจากชายป่าอารัญ ผายผันเผ่นโผนโจนทะยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้พลไกรกระบวนม้า แกล้งหยุดยืนกินหญ้าตรงหน้าฉาน
เหลียวแลดูคนลนลาน ทำอาการตื่นเต้นตกใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำศรีใส
ทั้งพี่เลี้ยงแลเหล่าเสนาใน แลไปเห็นกวางที่กลางเตียน
ผิวพรรณโสภาดังทาทอง เยื้องย่องยกย่างอย่างเขียน
สองเขาวาวแววดั่งวิเชียร พิศเพียนงามสรรพสรรพางค์
ให้ชอบพระทัยนักรักใคร่ ดูไหนเห็นงามไปทุกอย่าง
สั่งทหารให้ไล่ล้อมกวาง แล้ววางม้าต้นตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กวางทองปะตาระกาหลา
เห็นวิหยาสะกำกับโยธา ขับม้าล้อมไล่เป็นสิงคลี
ทำตกใจกระเจิงเริงร้อง ลำพองเผ่นโผนโจนหนี
วางวิ่งเวียนวงเข้าพงพี แล้วทำทีชม้อยคอยระวัง
เห็นห่างกวางทองก็หยุดท่า ชะเง้อหน้าเหลือบแลเหลียวหลัง
ลัดแลงแฝงไม้ใบบัง แกล้งล่อให้คลั่งตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวจีน

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำศรีใส
ควบขับม้าที่นั่งตั้งพระทัย หมายจะจับให้ได้ดังจินดา
จนไกลพลไกรกระบวนแห่ ตามติดไปแต่กะหมันหรา
พระเร่งรีบม้าทรงลงแส้มา ตั้งหน้าไล่ประชิดติดพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กวางทองเทวากระยาหงัน
แกล้งล้อล่อมามิให้ทัน เลี้ยวลัดดัดดั้นดงดาน
พอถึงหนทางสามแพร่ง ใกล้ตำแหน่งต้นไทรไพศาล
จึงปีบร้องลำพองโผนทะยาน แล้วอันตรธานทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รัวเชิด

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำเรืองศรี
ติดตามสุวรรณมฤคี มาถึงที่ต้นไทรชายดง
กวางทองหายไปกับนัยน์เนตร ภูวเรศหลากจิตพิศวง
ให้หิวโหยโรงแรงระทวยองค์ ทั้งอาชาม้าทรงสิ้นกำลัง
เห็นแต่กะหมันหรามาคนเดียว ยิ่งสร้อยเศร้าเปล่าเปลี่ยวเหลียวหลัง
เวลาตะวันชายบ่ายบัง จึงหยุดยั้งท่าพลที่ต้นไทร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กะหมันหราผู้มีอัชฌาสัย
เหลือบแลเห็นกระดาษประหลาดใจ โจนจากมโนมัยไปหยิบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำใจกล้า
ให้อัศจรรย์จิตคิดสงกา จึงตรัสเรียกเอามาฉับพลัน
คลี่ดูเห็นรูปเยาวเรศ ดังแว่นทองส่องเนตรเสียวกระสัน
สุดแสนประดิพัทธ์ผูกพัน ป่วนปั่นหฤทัยไปมา
ม้วนกระดาษซ่อนใส่ในรัดองค์ ใจจงด่าวดิ้นถวิลหา
สลบลงบนหลังอาชา กะหมันหรารับรองประคองไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงเสนาน้อยใหญ่
มาทันก็ตระหนกตกใจ เข้าแก้ไขนวดฟั้นทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นภูวไนยได้สมประดีมา จึงทูลถามกิจจาถ้วนถี่
เหตุไฉนทรงม้ามาดีดี สลบลงดังนี้ประหลาดนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำมีศักดิ์
จึงตอบพี่เลี้ยงผู้ใจภักดิ์ น้องรักไล่กวางวางม้ามา
มิได้หยุดหย่อนจนอ่อนแรง คอแห้งกระหายน้ำหนักหนา
ตรัสพลางทางกลับอาชา ยกพลไคลคลาเข้าธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงจากอัสดร บทจรขึ้นสู่ปราสาทศรี
มิได้เปลื้องเครื่องทรงสรงวารี ตรงไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงปิดใบดาลทวารทอง อยู่สองแต่กับกะหมันหรา
นิ่งนอนกรก่ายพักตรา โศกากำสรดระทดองค์
แต่เวียนคลี่กระดาษวาดรูปนาง ดูพลางพินิจพิศวง
ทำไฉนจะได้นางโฉมยง เหมือนดังใจจงจำนงคิด
แม้นรู้ว่าอยู่บุรีใด จะตามไปภิรมย์สมสนิท
ไม่อาลัยไยดีแก่ชีวิต นี่สุดรู้สุดฤทธิ์สุดอารมณ์
เอาแต่รูปแนบอุระประทับไว้ อกเอ๋ยคิดไฉนจะได้สม
แสนถวิลวิตกอกกรม ร่ำไรไม่บรรทมแต่โศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น กะหมันหราซึ่งเฝ้าอยู่ข้างที่
เห็นภูวไนยไม่เป็นสมประดี จึงกล่าววาทีทูลไป
ซึ่งพระจะโศกศัลย์ด้วยรูปทรง จะได้ดังจำนงนั้นหาไม่
จงระงับโศกาอาลัย เชิญไปสรงเสวยโภชนา
เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระบิตุเรศ ทูลเหตุให้ทราบเสียดีกว่า
พระจะได้สืบเสาะทุกพารา เห็นจะสมปรารถนาที่นึกไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำแถลงไข
รำคาญวานอย่าว่าวุ่นไป ไม่เป็นแล้วก็ไม่เห็นใจกัน
ซึ่งจะให้ระงับดับอาวรณ์ สุดรักสุดร้อนจะผ่อนผัน
เมื่อปืนพิษติดทรวงดวงแดยัน นับวันแต่ชีวิตจะวอดวาย
ถึงจะขึ้นไปทูลพระบิดา พระจะหาไหนมาให้เหมือนหมาย
กิจจาก็จะแจ้งแพร่งพราย อัปยศอดอายแก่ฝูงคน
ผิดชอบก็จะม้วยด้วยความรัก มิให้ใครประจักษ์เหตุผล
ตรัสพลางอาวรณ์ร้อนรน ฟูมฟายอสุชลร่ำไร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝูงกำนัลน้อยใหญ่
เห็นพระปิดบานทวารไว้ มิได้สรงเสวยโภชนา
ได้ยินแต่ครวญคร่ำร่ำร้อง จึงเข้าไปแอบมองที่ช่องฝา
ดูพระจริตผิดกิริยา ก็สงสัยปรึกษาพูดจากัน
จะนิ่งเสียฉะนี้ก็มิได้ เราจะต้องโทษภัยเป็นแม่นมั่น
จำจะทูลสองพระองค์ทรงธรรม์ ว่าแล้วชวนกันจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าประณตบทศรี
ต่างกราบทูลแถลงแจ้งคดี บัดนี้พระโอรสยศยง
เสด็จมาแต่ไล่มฤคา ไม่เสวยโภชนาโสรจสรง
เข้าในห้องสุวรรณกันแสงทรง ขอพระองค์จงทราบบาทมูล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านโภไคยไอศูรย์
ได้ฟังสาวสนมบังคมทูล ก็อาดูรเดือดร้อนหฤทัย
สองกษัตริย์เสด็จเยื้องย่าง ลงจากปรางค์ปราสาททองผ่องใส
พร้อมฝูงสนมกรมใน คลาไคลไปตำหนักพระลูกยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ มาเห็นใบบานทวารปิด ยิ่งอัศจรรย์จิตคิดกังขา
จึงตรัสเรียกเข้าไปมิได้ช้า กะหมันหราเปิดรับจงฉับไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำกันแสงไห้
ได้ยินเสียงพระชนกก็ตกใจ เอารูปซ่อนเสียในที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึงกิดาหยันกะหมันหรา
ออกไปเปิดบานทวารา แล้ววันทาสองกษัตริย์ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ทั้งองค์อัครราชเทวี ก็เข้าไปยังที่แท่นทอง
ทรุดองค์ลงนั่งแล้วพิศพักตร์ เห็นลูกรักกำสรดเศร้าหมอง
พระลูบไล้โลมเล้าเข้าประคอง ปลอบถามทั้งสองกษัตรา
เจ้าไปเที่ยวเล่นป่าพนาวัน หวังจะให้เกษมสันต์หรรษา
เหตุไฉนฉะนี้นะลูกยา จึงมานอนโศกาอยู่ว่าไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำร่ำไห้
บังคมก้มพักตร์แล้วถอนใจ พลางทูลภูวไนยไปพลัน
อันความทุกข์ที่ทนนี้พ้นคิด เห็นจะวายชีวิตเป็นแม่นมั่น
ขอลาบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ ทูลพลางโศกศัลย์โศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ เมื่อนั้น พระบิตุราชมาตุรงค์เรืองศรี
ได้ทรงฟังลูกยาพาที ดังจะสิ้นสมประดีด้วยความรัก
สวมสอดกอดองค์โอรสไว้ สะอื้นไห้วิตกเพียงอกหัก
เจ้าทุกข์ร้อนอย่างไรหลากใจนัก จงเล่าไปให้ประจักษ์ซึ่งจาบัลย์
หรือมุ่งมาดปรารถนาสิ่งอันใด บิดาจะหาให้ดังใฝ่ฝัน
เว้นไว้แต่ดาวเดือนตะวัน นอกนั้นจะให้สมอารมณ์คิด
วานพ่ออย่าว่าจะมรณา มารดาบิตุราชจะขาดจิต
ด้วยรักเจ้าเท่าเทียมชีวิต ควรหรือวิปริตประหลาดใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ แต่เวียนเฝ้าเซ้าซี้ซักถาม พระจะเอื้อนออกความก็หาไม่
สองกษัตริย์ขัดสนจนพระทัย ก็ครวญคร่ำร่ำไรโศกี​ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ แล้วคิดถวิลจินดา ชะรอยไปเล่นป่าจะต้องผี
จึงเผอิญให้เป็นเช่นนี้ เห็นผิดท่วงทีกิริยา
คิดพลางทางตรัสไปพลัน ดูก่อนกิดาหยันกะหมันหรา
เร่งไปหาหมอหลวงทั้งปวงมา เร็วเร็วอย่าช้าฉับไว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กะหมันหราประนมบังคมไหว้
มาสั่งตำรวจเวรเกณฑ์กันไป โดยดังภูวไนยบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกตำรวจสับสนอลหม่าน
วิ่งหาหมอยาหมออยู่งาน รีบร้นลนลานเอาตัวมา
ที่บ้างไม่รู้แห่งตำแหน่งไกล ให้ภารโรงนำไปเที่ยวตามหา
นายมุลขุนหมื่นก็ตรวจตรา ใครเวรเข้าขาดหน้าให้ผูกคอ
บ้างออกไปหาตัวยายมด เข้ามาหมดพร้อมหน้าบรรดาหมอ
หยุดอยู่ประตูวังรั้งรอ ชะเง้อคอคอยฟังพระโองการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ท้าวนางข้างในราชฐาน
จึงพาหมอทั้งนั้นมิทันนาน เข้าเฝ้าบทมาลย์พระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านไอศวรรย์
จึงตรัสแก่หมอหลวงทั้งปวงนั้น จงช่วยกันแก้ไขพระลูกรัก
อันอาการกิริยาน่าสงสัย จะเจ็บปวดเป็นไฉนไม่ประจักษ์
ก่นแต่ครวญคร่ำละล่ำละลัก กันแสงซบพักตร์ไม่พูดจา
ท่านจงพิเคราะห์ดูให้รู้แท้ จะเป็นไข้อะไรแน่เร่งรักษา
แม้นลูกเราเคลื่อนคลายหายโรคา เงินทองเสื้อผ้าจะรางวัล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนหมื่นหมอยาคนขยัน
พิเคราะห์ดูพระโรคฉับพลัน อภิวันท์ทูลไปด้วยใจจง
อันองค์พระโอรสราช เป็นสันนิบาตคลั่งไคล้ใหลหลง
จะต้องถ่ายถวายยาทุเลาลง พิษสงจึงค่อยเคลื่อนคลาย
บ้างว่าเป็นไข้เหนือเพื่อดี พระโรคนี้รักษาจะช้าหาย
จึงประกอบโอสถบดละลาย ใส่ถ้วยมาถวายทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ หมอนวดก็ประนมก้มกราน เข้าไปอยู่งานข้างที่
นวดลองต้องดูพระนาภี แล้วชลีทูลสองกษัตรา
อันพระโรคจะหายเห็นยังลึก เพราะเส้นอัมพฤกษ์นั้นพานกล้า
เป็นเมื่อพระองค์ทรงอาชา ไปเล่นป่าไล่หมู่มฤคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ หมอภูตปีศาจก็ทูลทัด ว่ารำเพรำพัดต้องผี
ต้องตั้งกิจกรรมทำบัตรพลี วางไว้ใกล้ที่พระบรรทม
บั้นรูปคนใส่ให้นุ่งผ้า ทั้งเนื้อพล่าปลายำกล้วยส้ม
เสกซัดข้าวสารอ่านอาคม มือคือใบมะยมปัดไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ต่างรู้ต่างทำมากหลาย พระจะค่อยเคลื่อนคลายก็หาไม่
แต่บรรดาพวกหมอก็ท้อใจ จะแก้ไขเห็นสุดปัญญา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนาถา
กวักพระหัตถ์ตรัสเรียกยายมดมา แล้วมีบัญชาว่าไป
พระลูกเราคลุ้มคลั่งไปดังนี้ ขัดสนพ้นที่จะแก้ไข
จะถูกต้องผีสางหรืออย่างไร จงทักไปให้ประจักษ์แจ้งคดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยายมดคนทรงลงผี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี แล้วให้ตีโทนทับขึ้นฉับพลัน
จึงนุ่งลายอย่างดีมีเชิงช่อ ผ้าชมพูคล้องคอเฉิดฉัน
ประนมมือถือเทียนทำงกงัน ขัดสมาธิ์สองชั้นสั่นรัว
หลับตาพยักพย้ำเผยอ กระดิกเท้าหาวเรอแล้วเสยหัว
ลุกขึ้นเหลือกตาดูน่ากลัว โลดเต้นเล่นตัวไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวรำ

๏ บัดนั้น ลูกสมุนซึ่งนั่งอยู่พร้อมหน้า
ไหว้พลางทางถามกิจจา ท่านมาแต่ไหนนะเทวัญ
เจ้าเสื้อเมืองหรือคือใคร เหตุไฉนเคืองขุ่นหุนหัน
มีประสงค์สิ่งไรเร่งบอกกัน จะสังเวยเทวัญให้ทันใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยายมดขบฟันผันหลังให้
แผดเสียงเกรี้ยวกราดตวาดไป กูมิใช่เสื้อเมืองทรงเมือง
อันถิ่นฐานเราอยู่เขาหลวง คนทั้งปวงนับถือลือเลื่อง
มีผู้ทำให้ได้แค้นเคือง ไปไล่ม้าทรงเครื่องของเรา
อหังการอาจองทะนงศักดิ์ ดูหมิ่นไม่รู้จักปู่เจ้า
อย่าพักบวงบนให้บรรเทา แค้นนักจักเอาชีวิตไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ประไหมสุหรีศรีใส
สำคัญว่าจริงก็ตกใจ อุ้มโอรสไว้แล้วโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ กันแสงพลางนางเหลือบเห็นกระดาษ เป็นรูปวาดซ่อนไว้ใต้ที่
จึงหยิบมาถวายพระสามี รูปเลขานี้ประหลาดนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านอาณาจักร
คลี่กระดาษดูทรงนางนงลักษณ์ งามหลากใจนักน่าอัศจรรย์
เพ่งพิศดารพันเพียงขวัญตา ดังนางในชั้นฟ้ากระยาหงัน
จึงตรัสถามโอรสไปพลัน เจ้าโศกศัลย์ด้วยรูปนี้หรือไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำบังคมไหว้
นิ่งอยู่เป็นครู่ด้วยอายใจ ฝืนฤทัยรับรสพจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุเรศตรัสแก่โอรสา
อันรูปนางอย่างนี้ในโลกา จะจัดหาไม่มีเป็นมั่นคง
ชะรอยว่าสาวสวรรค์ชั้นฟ้า แกล้งนฤมิตมาให้ใหลหลง
เจ้าอย่ากำสรดระทดองค์ ฟังคำบิตุรงค์เถิดลูกรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำมีศักดิ์
ได้ฟังคั่งแค้นฤทัยนัก ดังอัคนิรุทรมาจุดใจ
เคลื่อนลงจากตักพระมารดร ยิ่งอาวรณ์โศกสร้อยละห้อยไห้
พระบิตุเรศจะปลอบสักเท่าไร ก็มิได้เงยหน้าพาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ประไหมสุหรี
จึงบังคมทูลพระสามี จงถามเสนีทั้งหลายดู
เกลือกคนทั้งปวงจะแจ้งใจ หน่อกษัตริย์กรุงไหนจะมีอยู่
เหมือนรูปเลขาอันงามตรู จะได้สู่ขอให้ดังใจจง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงสูงส่ง
จึงถามโอรสยศยง เจ้าได้รูปนี้ตรงแห่งใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำแถลงไข
กะหมันหราได้ตกริมต้นไม้ เมื่อลูกไปไล่มฤคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุเรศจึงถามกะหมันหรา
รูปนี้ที่เก็บได้มา ยังจะจำมรคาได้หรือไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กะหมันหราผู้มีอัชฌาสัย
จึงบังคมทูลสนองไป อันที่ซึ่งได้รูปนารี
เป็นทางร่วมกันกับเมืองจรกา ทางหนึ่งไปดาหากรุงศรี
ทางหนึ่งจะมาเมืองนี้ รูปว่าอยู่ที่ตรงนั้น ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูผู้ผ่านไอศวรรย์
จึงว่าแก่โอรสร่วมชีวัน เจ้าอย่าโศกศัลย์โศกา
พ่อจะช่วยสืบสาวเสาะถาม ให้สำเร็จดังความปรารถนา
ปลอบพลางทางถือรูปเขียนมา เสด็จออกข้างหน้าทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ จึงดำรัสตรัสความถามไถ่
ใครได้เห็นนางอย่างเขียนไว้ ธิดาเมืองไหนยังจะมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะจึงทูลถ้วนถี่
รูปนี้จะเป็นพระบุตรี เมืองดาหาธานีแน่นอน
ด้วยท้าวจรกามาขอไว้ เห็นจะให้วาดรูปไปดูก่อน
จึงตกอยู่กลางหนทางจร ที่ต่อแดนพระนครของเรานั้น
อันพระบุตรีเมืองดาหา งามล้ำธิดาทุกเขตขัณฑ์
เดิมทีองค์ท้าวกุเรปัน ตุนาหงันให้ระเด่นมนตรี
พระสลัดตัดขาดไม่ปรารถนา หนีไปอยู่หมันหยากรุงศรี
องค์ท้าวดาหาธิบดี ภูมีเศร้าสร้อยน้อยพระทัย
จรกาสืบรู้ไปสู่ขอ ท้าวจึงยกยอมให้
เขาหรืออยู่รู้ทั่วทั้งเวียงชัย บัดนี้ยังมิได้แต่งการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงได้ฟังสาร
ชื่นชมภิรมย์เบิกบาน จึงมีพจมานแก่เสนา
ด้วยระเด่นมนตรีไม่เลี้ยงนาง ฝ่ายข้างจรกาจึงมาว่า
เราจะไปตุนาหงันกัลยา แล้วแต่พระบิดาจะปลงใจ
ถึงจะรบจรกาล่าสำนั้น จะเกรงฝีมือกันก็หาไม่
จึงให้แต่งราชสารเป็นการไว แจ้งในข้อความตามจำนง
จัดทั้งบรรณาการสิ่งของ เลือกล้วนที่ต้องพระประสงค์
ส่งกระดาษวาดรูปนางโฉมยง ให้ยาสาตำมะหงงไคลคลา
ตรัสบอกไปนอกสารศรี เสนีจงทูลท้าวดาหา
แม้นมิปลงพระทัยให้ธิดา เราจะยกโยธาไปชิงชัย
แล้วผันพระพักตรามาตรัสสั่ง ดะหมังเสนาอัชฌาสัย
เร่งไปบอกพระน้องสองกรุงไกร กับเมืองขึ้นน้อยใหญ่ของเรานั้น
ให้ยกโยธามาบรรจบ สมทบกระบวนทัพขันธ์
สั่งเสร็จเสด็จจรจรัล มาสุวรรณปราสาทพระโอรส ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ขึ้นบนบัลลังก์นั่งใกล้ แล้วเล่าเหตุไปให้ฟังหมด
เจ้าอย่าโศกศัลย์รันทด จะได้ดังมโนรถจินดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนียาสา
เรียกอาลักษณ์ที่มีฝีมือมา จารึกสาราลงลานทอง
เกณฑ์เจ้าพนักงานทหารใน ทำหีบสิบห้าใบใส่สิ่งของ
ให้เตรียมเกวียนโคต่างช้างจำลอง สั่งไปทุกกองให้พร้อมกัน
แล้วม้วนรูปวาดกับราชสาร ใส่กลองรองพานผูกถือมั่น
บรรณาการต่างต่างทุกอย่างนั้น เอาลงหีบกำปั่นลั่นกุญแจ
ครั้นเสร็จสำเร็จได้ฤกษ์ดี ทั้งสองเสนีขึ้นขี่แคร่
บ่าวตามเป็นขนัดอัดแอ บ้างแห่นำหน้าจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ฝ่ายดะหมังจัดแจงแต่งเสนา ให้ไปทูลอนุชาทั้งสองศรี
บอกบรรดาเมืองขึ้นทุกธานี ตามมีรับสั่งภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีน้อยใหญ่
รับคำอำลาคลาไคล ขึ้นม้ารีบไปไม่หยุดยั้ง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเวียงชัยพระอนุชา ปะหมันนัคราและปาหยัง
จึงตรงเข้าไปในวัง แจ้งข้อรับสั่งแก่เสนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น อำมาตย์ได้ฟังถ้วนถี่
ก็เข้าไปทูลแถลงแจ้งคดี ซึ่งจะมีการณรงค์สงคราม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ระตูปาหยังชาญสนาม
ท้าวปะหมันสลัดลือนาม ครั้นแจ้งความถ้วนถี่ที่มีมา
จึงให้ผูกช้างต้นคชาธาร ตรวจเตรียมทวยหาญอาสา
เราจะยกพยุหบาตรยาตรา ไปช่วยพระเชษฐาชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
ออกมาเร่งรัดจัดพลไกร ทุกหมู่หมายนายไพร่พร้อมกัน
บ้างเบิกลูกเบิกดินหินผา หมวกเสื้อสาตราทุกสิ่งสรรพ์
แล้วผูกคชาธารสารซับมัน มาเทียบเกยสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ระตูปาหยังเรืองศรี
ท้าวปะหมันสลัดภูมี มาเข้าที่สระสรงคงคา
ทรงสุคนธ์รวยรินกลิ่นเกลา แล้วสอดสนับเพลาภูษา
ทรงเครื่องประดับองค์อลงการ์ พระหัตถ์ขวากุมกริชฤทธิรณ
เสด็จมาเกยรัตน์ชัชวาล ทวยหาญตั้งโห่สามหน
พระขึ้นสู่คชสารชาญชน ให้เคลื่อนพลกองหน้าจรจรัล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ฝ่ายระตูเมืองขึ้นทั้งปวงหมด ก็ยกจากชนบทเขตขัณฑ์
เสียงสนั่นลั่นฆ้องเป็นสำคัญ บรรจบกันทางร่วมทุกทัพไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รีบร้นพลมาไม่หยุดยั้ง ถึงกะหมังกุหนิงกรุงใหญ่
พร้อมกันทุกกองทัพชัย สองระตูภูวไนยก็ปรีดา
ต่างองค์ลงจากช้างต้น กับพระยาสามนต์พร้อมหน้า
เข้าในพระโรงรัตนา บังคมพระเชษฐาธิบดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
เสด็จเหนือแท่นรัตน์มณี ภูมีเห็นสองอนุชา
จึงตรัสเรียกให้นั่งร่วมอาสน์ สำราญราชหฤทัยหรรษา
แล้วปราศรัยระตูบรรดามา ยังปรีดาผาสุกหรือทุกข์ภัย
ซึ่งเราให้หามาทั้งนี้ จะไปตีดาหากรุงใหญ่
ระตูทุกนครอย่านอนใจ ช่วยเราชิงชัยให้ทันการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เหล่าระตูปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
จึงสนองมธุรสพจมาน พระมีการสงครามแต่ละครั้ง
จะตั้งหน้าอาสาออกชิงชัย มิได้ย่อท้อถอยหลัง
สู้ตายไม่เสียดายชีวัง กว่าจะสิ้นกำลังของข้านี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ฟังระตูทูลตอบชอบที สมถวิลยินดีปรีดา
จึงตรัสว่าท่านมาเหนื่อยนัก จงไปพักพลขันธ์ให้หรรษา
ตรัสพลางทางชวนอนุชา เจ้ามหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงนั่งบนแท่นทอง กับด้วยพระน้องทั้งสองศรี
จึงตรัสเล่าความตามคดี จนใช้เสนีถือสารไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ฟังแจ้งแถลงไข
จึงทูลขัดทัดทานทันใด เป็นไฉนผ่านเกล้ามาเบาความ
อันสุริย์วงศ์เทวัญอสัญหยา เรืองเดชเดชาชาญสนาม
ทั้งโยธีก็ชำนาญการสงคราม ลือนามในชวาระอาฤทธิ์
กรุงกษัตริย์ขอขึ้นก็นับร้อย เราเป็นเมืองน้อยกะจิหริด
ดังหิ่งห้อยจะแข่งแสงอาทิตย์ เห็นผิดระบอบบุราณมา
ใช่จะไร้ธิดาทุกธานี มีงามแต่บุตรีท้าวดาหา
พระองค์จงควรตรึกตรา ไพร่ฟ้าประชากรจะร้อนนัก ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงมีศักดิ์
จึงบ่ายเบี่ยงเลี่ยงตอบพระน้องรัก ใช่จะหาญหักวงศ์เทวัญ
ด้วยบัดนี้บุตรีดาหา จรกาให้มาตุนาหงัน
เราจะยกพลไกรไปโรมรัน ช่วงชิงนางนั้นกับจรกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองระตูทูลตอบพระเชษฐา
เมื่อนางยังอยู่กับบิดา ที่ในดาหากรุงไกร
แม้นเกิดสงครามช่วงชิง ท้าวดาหาหรือจะนิ่งดูได้
จะบอกความไปสามเวียงชัย กรีธาทัพใหญ่มามากมาย
จะเป็นศึกกระหนาบหน้าหลัง เหลือกำลังโยธาทั้งหลาย
ถ้าเสียทีเพลี่ยงพล้ำสิซ้ำร้าย จะอัปยศอดอายแก่จรกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนาถา
จึงตรัสตอบสองพระน้องยา ซึ่งว่านี้เจ้าไม่เข้าใจ
อันระเด่นมนตรีกุเรปัน ก็ขัดข้องเคืองกันเป็นข้อใหญ่
ไปอยู่เมืองหมันหยากว่าปีไป ที่ไหนจะยกพลมา
แต่กาหลังสิงหัดส่าหรี จะกลัวดีเป็นกระไรหนักหนา
ฝ่ายเราเล่าก็สามพารา เป็นใหญ่ในชวาแว่นแคว้น
ถึงทัพจรกาล่าสำนั้น พี่ไม่พรั่นให้มาสักสิบแสน
จะหักโหมโจมตีให้แตกแตน พักเดียวก็จะแล่นเข้าป่าไป
เจ้าอย่าย่อท้อไม่พอที่ แต่เพียงนี้ไม่พรั่นหวั่นไหว
เอ็นดูนัดดาโศกาลัย ว่ามิได้อรไทจะมรณา
แม้นวิหยาสะกำมอดม้วย พี่ก็คงตายด้วยโอรสา
ไหนไหนนัยจะตามวายชีวา ถึงเร็วถึงช้าก็เหมือนกัน
ผิดก็ทำสงครามดูตามที เคราะห์ดีก็จะได้ดังใฝ่ฝัน
พี่ดังพฤกษาพนาวัน จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ฟังตรัสพระเชษฐา
จะเซ้าซี้ก็จะขัดพระอัชฌา ต่างกัมพักตราไม่พาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ชวนสองอนุชาธิบดี เข้าสู่ที่บรรทมสำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดนั้น ฝ่ายทูตจำทูลราชสาร
เดินทางอรัญกันดาร รีบมาประมาณสิบห้าวัน
ครั้นถึงด่านดาหาธานี ก็หยุดยั้งโยธีอยู่ที่นั่น
จึงบอกแก่ขุนด่านด้วยพลัน ตามบัญชาใช้ให้มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ขุนด่านซึ่งพิทักษ์รักษา
ถามไถ่ไม่แคลงแจ้งกิจจา ก็ขึ้นม้าควบขับเข้าธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาลูกขุนใน จึงกราบไหว้เสนาทั้งสี่
แล้วเรียนเรื่องความตามมี ถ้วนถี่แถลงให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสี่เสนีผู้ใหญ่
ได้ฟังกิจจาก็คลาไคล เข้าไปยังท้องพระโรงคัล
ก้มเกล้าประณตบทบงสุ์ พระผู้วงศ์เทวากระยาหงัน
ทูกว่าท้าวกะหมังกุหนิงนั้น แต่งเครื่องสุวรรณบรรณาการ
ให้ทูตถือมาถึงธานี บัดนี้ยังหยุดอยู่ที่ปลายด่าน
จะขอเข้ามาเฝ้าบทมาลย์ พระผู้ผ่านเขตขัณฑ์สวรรยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระองค์ทรงพิภพดาหา
จึงตรัสสั่งดะหมังเสนา เร่งไปรับเข้ามาบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศี
ก้มเกล้ากราบงามสามที มากะเกณฑ์ตามมีพจมาน
จัดเครื่องแห่แหนต่างต่าง ตามอย่างเคยรับราชสาร
ครั้นเสร็จพร้อมกันมิทันนาน ให้เจ้าพนักงานรีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีนายร้อยน้อยใหญ่
นำกระบวนโยธาคลาไคล ออกจากเวียงชัยฉับพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงแจ้งกิจจา แก่ทูตานุทูตคนขยัน
แล้วคำนับรับราชสารพลัน แห่แหนแน่นนันต์เข้าธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พาไปสู่ศาลาที่อาศัย ทั้งนายไพร่เป็นสุขเกษมศรี
จ่ายเสบียงเลี้ยงเหล่าโยธี มิให้มีเดือดร้อนวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ตำมะหงงดะหมังยาสา
ครั้นถึงวันแขกเมืองจะเข้ามา ก็ตรวจตราตามเคยเหมือนทุกครั้ง
ให้ผูกเครื่องม้าช้างนางพระยา เอาพานทองรองหญ้าเข้ามาตั้ง
บรรดาโรงปืนใหญ่ที่ในวัง เกณฑ์ฝรั่งอยู่ประจำรายไป
เหล่านั่งกลาบาตรนั้นจัดแจง เอาเสื้อแดงหมวกแดงมาให้ใส่
ราชวัติรายคั่นกันไว้ พนักงานของใครก็ตรวจดู
บ้างตกแต่งปราสาทราชฐาน เพดานระย้าย้อยห้อยพู่
พรมเจียมสะอาดลาดปู แท่นที่นั่งตั้งอยู่ท่ามกลาง
เครื่องอานพานพระศรีแลพระแสง จัดแจงแต่งตั้งตามยศอย่าง
ผูกม่านสุวรรณกั้นกาง พวกขุนนางนั่งเฝ้าเป็นเหล่ามา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระองค์พรงพิภพดาหา
ครั้นสุริย์ฉายบ่ายสามนาฬิกา ก็โสรจสรงคงคาอ่าองค์
ทรงเครื่องประดับสรรพเสร็จ แล้วเสด็จย่างเยื้องยูรหงส์
ออกยังพระโรงคัลบรรจง นั่งลงบนบัลลังก์รูจี
ยาสาบังคมบรมนาถ เบิกทูตถือราชสารศรี
จึงดำรัสตรัสสั่งไปทันที ให้เสนีนำแขกเมืองมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกศา
ออกไปพาสองทูตา เข้ามาประณตบทมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร
จึงให้อาลักษณ์พนักงาน รับราชสารมาอ่านพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในสารพระผู้ผ่านนคเรศ กะหมังกุหนิงนิเวศน์เขตขัณฑ์
ขอถวายประนมบังคมคัล พระผู้วงศ์เทวัญศักดา
ไม่ควรเคืองเบื้องบาทบทศรี ด้วยข้าน้อยนี้มีโอรสา
เดิมไปไล่ล้อมมฤคา ได้รูปพระธิดาในกลางไพร
ชะรอยเป็นบุพเพนิวาสา เทวาอารักษ์มาชักให้
มีความเสนหาอาลัย แต่หลงใหลใฝ่ฝันรันทด
หวังเป็นเกือกทองรองบาทา พระผู้วงศ์เทวาอันปรากฏ
จะขอพระบุตรีมียศ ให้โอรสข้าน้อยดังจินดา
อันกรุงไกรไอศูรย์ทั้งสอง จะเป็นทองแผ่นเดียวไปวันหน้า
ขอพำนักพักพึ่งพระเดชา ไปกว่าชีวันจะบรรลัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหราเป็นใหญ่
ฟังสารทราบอรรถแล้วตรัสไป แก่เสนาในทั้งสองนั้น
อันอะหนะบุษบาบังอร ครั้งก่อนจรกาตุนาหงัน
ได้ปลดปลงลงใจให้ปัน นัดกันจะแต่งการวิวาห์
ซึ่งจะรับของสู่ระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา
ฝูงคนทั้งแผ่นดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทูตานุทูตแถลงไข
ท้าวกะหมังกุหนิงภูวไนย สั่งให้ข้าทูลพระภูมี
ถ้าแม้นมิยินยอมอนุญาต ให้พระราชธิดามารศรี
เร่งระวังพระองค์ให้จงดี ตกแต่งบุรีให้มั่นคง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระผู้ผ่านไอศูรย์สูงส่ง
ประกาสิตสีหนาทอาจอง จะณรงค์สงครามก็ตามใจ
ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร จากอาสน์แท่นทองผ่องใส
พนักงานปิดม่านทันใด เสด็จเข้าข้างในฉับพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ทูตานุทูตก็ผายผัน
ออกจากพาราดาหานั้น พากันกลับไปมิได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์ศรีปัตหรา
เผยสีหบัญชรแล้วบัญชา ตรัสสั่งเสนาธิบดี
จงเร่งไปทูลเหตุพระเชษฐา อีกองค์อนุชาทั้งสองศรี
บอกระตูจรกาอย่าช้าที ว่าไพรีจะยกมาชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาสี่นายบังคมไหว้
มาขึ้นม้าเร็วรีบไป ออกจากกรุงไกรพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงสิงหัดส่าหรี ก็ลงจากพาชีขมีขมัน
ให้ยาสาพาเข้าไปเฝ้าพลัน บังคมคัลทูลแถลงแจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสิงหัดส่าหรีนาถา
ครั้นทราบดังนั้นจึงบัญชา เสนาเร่งกลับไปฉับไว
ทูลพระเชษฐาสุริย์วงศ์ อย่าให้ทรงพระวิตกหมกไหม้
เราจะให้สุหรานากงไป ช่วยพระชิงชัยด้วยไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาประณตบทศรี
บังคมลามาขึ้นพาชี รีบไปบุรีไม่หยุดยั้ง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายอำมาตย์ที่มากาหลัง
ครั้นถึงนคเรศนิเวศน์วัง ก็ไปยังพระโรงรัตน์ชัชวาล
จึงบังคมก้มเกล้าเคารพ พระองค์ทรงพิภพราชฐาน
ทูลแถลงแจ้งเหตุทุกประการ ให้ทราบบทมาลย์พระผ่านฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวกาหลังฟังแจ้งไม่กังขา
จึงมีพจนารถประภาษมา พระเชษฐาทำผิดจะโทษใคร
เอาอะหนะไปยกให้ระตู ศัตรูจึงประมาทหมิ่นได้
แล้วสั่งตำมะหงงเสนาใน เร่งตรวจเตรียมทัพชัยอย่าช้าที
ท่านเป็นแม่ทัพกับดะหมัง ยกไปยังดาหากรุงศรี
สั่งเสร็จเสด็จจรลี เข้าปราสาทมณีพรายพรรณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝ่ายเสนาม้าใช้คนขยัน
รีบมาถึงเมืองกุเรปัน จึงแจ้งความทั้งนั้นแก่เสนา
แล้วพากันคลาไคลเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าบังคมเหนือเกศา
กราบทูลคดีซึ่งมีมา ให้ทราบบาทาทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพกุเรปันราชฐาน
แจ้งว่าไพรีมารอนราญ พระจึงให้แต่งสารหนังสือลับ
ครั้นเสร็จสั่งสองเสนา จงถือไปหมันหยาสองฉบับ
ใบหนึ่งนั้นเร่งกองทัพ กำชับอิเหนาให้ยกมา
ใบหนึ่งนั้นไปให้ระตู ท้าวผู้ผ่านเมืองหมันหยา
จงรีบไปให้ถึงพารา แต่ในสิบห้าราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศี
จึงนำสาราจรลี มาจากที่พระโรงชัยฉับพลัน
เรียกหาบ่าวไพร่ได้พร้อมหน้า ดะหมังขึ้นขี่ม้าผายผัน
ออกจากนคเรศกุเรปัน พากันเร่งรีบคลาไคล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเป็นใหญ่
ครั้นดะหมังเสนาทูลลาไป พระตรึกไตรในคดีด้วยปรีชา
แล้วตรัสแก่กะหรัดตะปาตี อันสงครามครั้งนี้เห็นหนักหนา
จะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจอนุชา ไม่มีที่จะปรึกษาหารือใคร
เจ้าจงยกพลขันธ์ไปบรรจบ สมทบทัพอิเหนาให้จงได้
ชวนกันยกรีบเร็วไป อย่าทันให้ปัจจามิตรติดพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีโอรสา
ก้มเกล้าทูลสนองพระบัญชา จะถวายบังคมลาพรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพกุเรปันกรุงศรี
ฟังโอรสาพาที จึงตรัสสั่งเสนีทันใด
จงเร่งเกณฑ์พวกพหลรณยุทธ์ ให้สรรพด้วยอาวุธน้อยใหญ่
กำหนดกันให้ทันยกไป แต่ในย่ำรุ่งสุริยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะรับสั่งใส่เกศา
รีบออกไปยังศาลา ให้หาพันพุฒกับพันพรหม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ เร่งรัดขุนหมื่นสัสดี ทำบัญชีหางว่าวเหล่าเลกสม
เกณฑ์ทหารพลเรือนเตือนระดม มาพร้อมกันทุกกรมมากมาย
ขุนนางเจ้าตำแหน่งแสงนอก เอาดาบหอกปืนผาออกมาจ่าย
หมวกเสื้อสำหรับรบครบไพร่นาย แจกจำหน่ายลูกดินศิลา
ผู้กำกับนับอ่านประมาณคน ได้สิบหมื่นพื้นพลอาสา
ตั้งกองท้องสนามตามตำรา เตรียมรถคชาพาชี
ให้ผูกสินธพที่นั่งทรง พร้อมขนัดจัตุรงค์อึงมี่
ที่บ่าวไพร่ใครมาไม่ทันที นายหมวดตรวจตีกันวุ่นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีศรีใส
ครั้นรุ่งรางสุริยาก็คลาไคล เข้าในที่สนานสำราญองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รดชำระมลทินอินทรีย์ มุรธาวารีภิเษกสรง
ลูบไล้เสาวคนธ์ธารทรง บรรจงสอดซับสนับเพลา
ภูษายกพื้นดำอำไพ สอดใส่ฉลององค์ทรงวันเสาร์
เจียระบาดคาดรัดหน่วงเนา ปั้นเหน่งเพชรเพริศเพราพรรณราย
ตาบทิศทับทรวงห่วงห้อย สวมสร้อยสังวาลประสานสาย
ทองกรแก้วกิ่งพริ้งพราย ธำมรงค์เรืองรายพลอยเพชร
ทรงชฎามาลัยดอกไม้ทัด กรรเจียกจอนจำรัสตรัสเตร็จ
เหน็บพระแสงกั้นหยั่นกัลเม็ด แล้วเสด็จขึ้นเฝ้าพระบิดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระปิ่นภพภูวนาถนาถา
ยับยั้งคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวกุเรปันเรืองศรี
จึงอำนวยอวยพรสวัสดี ให้เจ้ามีเดชาวราฤทธิ์
อันเหล่าศัตรูหมู่ร้าย จงแพ้พ่ายอย่ารอต่อติด
อานุภาพปราบปรามไปทั่วทิศ ปัจจามิตรจงเกรงฤทธิรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีชาญสมร
กราบถวายบังคมประนมกร รับพรพระบิดาแล้วคลาไคล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงเกยชาลาหน้าพระลาน พร้อมหมู่ทวยหาญน้อยใหญ่
เสด็จทรงมิ่งม้าอาชาไนย ให้เคลื่อนพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รอนแรมมาในพนาเวศ ถึงทางร่วมนคเรศหมันหยา
พระสั่งให้หยุดพลโยธา คอยท่าทัพระเด่นมนตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายดะหมังสิงหัดส่าหรี
เร่งกะเกณฑ์พลขันธ์ทันที ตามบัญชีใหม่เก่าเข้างบ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เลือกเหล่าอาสาล้วนกล้าหาญ วิชาการโล่เขนเจนจบ
แปดหมื่นพื้นสกรรจ์ครันครบ เคยรุกรบไพรีมีฝีมือ
ไพร่นายชำนาญในการยุทธ์ เลือกหาอาวุธสำหรับถือ
ทดลองคะนองศึกฝึกปรือ แต่ออกชื่อไพรีก็ดีใจ
ตั้งกองเต็มท้องสนามนอก ทวนธงดาบหอกออกไสว
ม้าช้างต่างตรวจเตรียมไว้ ปืนใหญ่ใส่ล้อล้อลากมา
เกณฑ์ถ้วนกระบวนทัพหน้าหลัง พร้อมพรั่งปีกซ้ายปีกขวา
ผูกสินธพประทับเกยลา คอยท่ารับเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สุหรานากงเรืองศรี
ครั้นอรุณรุ่งราษราตรี ก็เข้าที่สระสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สระสรงทรงสุคนธ์ปนทอง ชมพูนุทผุดผ่องมังสา
สอดใส่สนับเพลาเพราตา ภูษาเชิงกรวยรูจี
ฉลององค์โหมดม่วงดวงระยับ เจียระบาดคาดทับสลับสี
ปั้นเหน่งลงยาราชาวดี ทับทรวงดวงมณีเจียระไน
สังวาลเพชรพรรณรายสายสร้อย เฟื่องห้อยพลอยแดงแสงใส
ทองกรพุกามแก้วแววไว สอดใส่เนาวรัตน์ธำมรงค์
ทรงชฎาประดับเพชรเตร็จตรัส ห้อยทัดพวงสุวรรณตันหยง
ถือเช็ดหน้าเหน็บกริชฤทธิรงค์ มาทรงมโนมัยชัยชาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ได้ฤกษ์ให้เลิกโยธี แสนสุรเสนีทวยหาญ
เข้าในไพรระหงดงดาน ข้ามห้วยเหวธารผ่านไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ตำมะหงงกาหลังกรุงใหญ่
ทั้งดะหมังมหาเสนาใน เร่งเกณฑ์ทัพชัยฉับพลัน
จัดทหารอาสาได้ห้าหมื่น แต่พื้นกำแหงแข็งขัน
ช้างม้าอาวุธครบครัน ธงสำคัญคอยนำดำเนินพล
ทั้งสองเสนีขึ้นขี่ม้า โยธาเยียดยัดอัดถนน
ทนายเดินเคียงข้างกางสัปทน ยกพลออกจากพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงทางร่วมริมดง พบสุหรานากงวงศา
สามทัพสมทบโยธา ยกล่วงมรรคามาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ทั้งสองทูตาคนขยัน
ซึ่งถือสารไปเมืองดาหานั้น พากันรีบกลับมาฉับไว
ถึงกะหมังกุหนิงนคเรศ มายังนิเวศน์วังใหญ่
พอเวลาเฝ้าท้าวไท ก็เข้าไปในพระโรงรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงประนมก้มเกล้าเคารพ ทูลพระองค์ทรงภพนาถา
ข้าไปได้ถวายสารา ท้าวดาหาทราบสิ้นทุกประการ
ตรัสขาดว่าราชบุตรี จรกาธิบดีมากล่าวขาน
พระยกให้ได้กำหนดนัดงาน ยังแต่จะแต่งการวิวาห์กัน
บรรดาของถวายนั้นไม่รับ ส่งกลับคืนมาทุกสิ่งสรรพ์
มิได้คิดเกรงองค์พระทรงธรรม์ บากบั่นสลัดตัดรอน
ข้าทูลความตามสั่งนอกสารา ว่ามิให้พระธิดาดวงสมร
จงเร่งตกแต่งพระนคร รับทัพภูธรจะยกมา
จะชิงนางโฉมยงให้จงได้ ใครมีชัยก็จะสมปรารถนา
ท้าวตรัสว่าตามแต่วิญญาณ์ พระราชาจงทราบบาทมูล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนเรนทร์สูร
ได้ฟังทั้งสองทูตทูล ให้อาดูรเดือดใจดังไฟฟ้า
จึงบัญชาตรัสด้วยขัดเคือง ดูดู๋เจ้าเมืองดาหา
เราอ่อนง้อขอไปในสารา แต่ว่าจะรับไว้ก็ไม่มี
ถึงจรกามากล่าวนางไว้ ได้ยกให้เขาก่อนก็ควรที่
จะโอภาปราศรัยมาให้ดี นี่สิตัดไมตรีให้ขาดทาง
เราก็เรืองฤทธาศักดาเดช อาณาจักรนัคเรศกว้างขวาง
จำต้องมีมานะไม่ละวาง จะชิงนางบุษบาลาวัณย์
แม้นมิได้สมคิดดังจิตปอง ไม่คืนครองกรุงไกรไอศวรรย์
จะสงครามตามตีติดพัน ไปกว่าชีวันจะบรรลัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทูตทูลแจ้งแถลงไข
ข้าได้ยินตระหนักประจักษ์ใจ ท้าวดาหาตรัสใช้เสนี
ให้รีบไปแจ้งเหตุพระเชษฐา กับพาราสิงหัดส่าหรี
อนุชากาหลังธิบดี อีกบุรีระตูจรกา
เห็นกษัตริย์ทั้งสี่ธานีนั้น จะมาช่วยป้องกันกรุงดาหา
เมื่อวันข้าออกจากเมืองมา เสนาก็ไปพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงแข็งขัน
ได้ฟังกริ้วโกรธดังเพลิงกัลป์ จึงกระชั้นสีหนาทประภาษไป
ถึงว่ากษัตริย์ทั้งสี่กรุง จะมาช่วยรบพุ่งเป็นศึกใหญ่
กูก็ไม่ครั่นคร้ามขามใคร จะหักไปให้เป็นภัสม์ธุลีลง
ว่าพลางทางมีพจนารถ สั่งอำมาตย์ดะหมังตำมะหงง
เร่งเกณฑ์พวกพลรณรงค์ ที่สามารถอาจองในสงคราม
เลือกสรรโยธีทั้งสี่หมู่ เคยทำลายค่ายคูขวากหนาม
แต่กองร้อยรบพันไม่ครั่นคร้าม ให้ครบสามสิบหมื่นพื้นตัวดี
เอาวิหยาสะกำเป็นกองหน้า ตรวจตราเตรียมกระบวนถ้วนถี่
อันกองหลังรั้งพลมนตรี ทั้งสองศรีอนุชาผู้ใจภักดิ์
กูจะเป็นจอมพลโยธา หนุนทัพลูกยาเข้าโหมหัก
ไม่เกรงวงศ์เทวาสุรารักษ์ ให้ปรากฏยศศักดิ์เสียครั้งนี้
ครั้นเสร็จสั่งมหาเสนา จึงถามขุนโหราทั้งสี่
เราจะยกพลไกรไปต่อตี พรุ่งนี้ดีร้ายประการใด ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระโหราราชครูผู้ใหญ่
รับรสพจนารถภูวไนย คลี่ตำรับขับไล่ไปมา
เทียบดูดวงชะตาพระทรงยศ กับโอรสถึงฆาตชันษา
ทั้งชั้นโชคโยคยามยาตรา พระเคราะห์ขัดฤกษ์พาสารพัน
จึงทูลว่าถ้ายกวันพรุ่งนี้ จะเสียชัยไพรีเป็นแม่นมั่น
งดอยู่อย่าเสด็จสักเจ็ดวัน ถ้าพ้นนั้นก็เห็นไม่เป็นไร
ขอพระองค์จงกำหนดงดยาตรา ฟังคำโหราหาฤกษ์ใหม่
อันการยุทธ์ยิงชิงชัย หนักหน่วงน้ำพระทัยดูให้ดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ได้ฟังโหราพาที จึงมีพจนารถประภาษไป
เมื่อเราบัญชาการกำหนดทัพ แล้วจะกลับงดอยู่อย่างไรได้
อายแก่ไพร่ฟ้าเสนาใน จะว่ากลัวฤทธิไกรไพริน
จำจะไปต้านต่อรอฤทธิ์ ถึงม้วยมิดมิให้ใครดูหมิ่น
เกียรติยศจะไว้ในธานินทร์ จะสุดสิ้นดินแดนแผ่นฟ้า
ประการหนึ่งถ้าว่าช้าวันไป ทัพใหญ่จะมาพร้อมยังดาหา
จะต้องหักหนักมือโยธา เห็นจะยากยิ่งกว่านี้ไป
สุดแท้แต่บุญกับกรรม จะฟังคำโหรานั้นหาไม่
ตรัสพลางเสด็จคลาไคล เข้าในไพชยนต์มนเทียรทอง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ตำมะหงงดะหมังทั้งสอง
ให้ประชุมนายทัพนายกอง พร้อมกันที่ท้องสนามใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จึงเกณฑ์กำหนดกฎหมาย ทุกมุลนายตรวจตราหาไพร่
หมวดหมู่ผู้คนของใคร จะบอกขาดป่วยไข้นั้นไม่ฟัง
ที่มีเกวียนเกณฑ์บรรทุกลำเลียง ใส่เสบียงครบคนละสิบถัง
ไพร่หลวงต่างกรมสมกำลัง พร้อมพรั่งแออัดขนัดปืน
บ้างจัดหาหอกดาบหาบคอน จอบพร้าผ้าผ่อนหลายผืน
เอาโคต่างช้างม้าออกมายืน คั่งคับนับหมื่นมากมาย
พวกกองนอกนั้นเกณฑ์ทำทาง ปลูกฉางถางที่ตั้งค่าย
แบ่งกองป้องกันอันตราย ไพร่นายทั้งปวงให้ล่วงไป
จัดถ้วนกระบวนทัพหน้าหลัง กองฝรั่งตั้งเตรียมปืนใหญ่
แล้วเทียมรถประทับกับเกยไว้ สารวัตรตรวจไตรไปมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงนาถา
บรรทมตื่นฟื้นฟังนาฬิกา พอเวลาย่ำรุ่งราตรี
จึงตรัสเรียกโอรสยศยง ชวนองค์อนุชาทั้งสองศรี
ต่างเสด็จจากแท่นมณี ไปเข้าที่โสรจสรงคงคาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สี่องค์ชำระสระสนาน สำราญสารพางค์ผ่องใส
สุคนธากลิ่นฟุ้งจรุงใจ ต่างใส่สนับเพลาเชิงงอน
ภูษายกแย่งครุฑภุชงค์ ฉลององค์ตาดโหมดม่วงอ่อน
ผ้าทิพขลิบสลับซับซ้อน ปั้นเหน่งค่าพระนครคาดรัด
ทับทรวงสังวาลประดับเพชร น้ำหนักแต่ละเม็ดเจ็ดกะรัต
ทองกรมุกดาดวงช่วงชัด ธำมรงค์เนาวรัตน์รจนา
ทรงใส่ชฏาแก้วแพร้วพราย กรรเจียกห้อยพลอยรายซ้ายขวา
เหน็บกริชฤทธิไกรแล้วไคลคลา เสด็จไปเกยชาลาหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ต่างองค์ขึ้นทรงรถมณี ให้จรลีกรีธาทวยหาญ
ออกตามทิศพิธีโขลนทวาร ล่วงด่านผ่านมาในอารญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว ทั้งสี่รถพรายแพร้วเวหน
บัลลังก์ลอยคล้อยเคลื่อนมากลางพล งอนระหงธงบนสะบัดปลาย
สารถีนั่งหน้าถือธนู เทียมอาชาห้าคู่ผันผาย
เครื่องสูงครบสิ่งเรียงราย อภิรุมชุมสายพรายพรรณ
กองหน้าแต่พื้นถือปืนแดง ม้าแซงช้างเขนสลับคั่น
กองหลวงกองหลังประดังกัน ประโคมฆ้องกลองลั่นสนั่นดง
ทันหนุนเนื่องแน่นพนาสิณฑ์ ลูกดินหาบหามตามส่ง
บ้างลากปืนจินดาจ่ารง สำคัญธงนำหน้าคลาไคล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ มาถึงแดนเมืองบุหราหงัน เขตขัณฑ์ดาหากรุงใหญ่
จึงตรัสสั่งเสนาบรรดาไป หมวดกองของใครกำชับกัน
หยุดไหนให้ตั้งค่ายนอน ทุกสำนักพักผ่อนพลขันธ์
จะเดินทัพหน้าหลังทั้งนั้น ให้กองพันกองร้อยระวังระไว
เกลือกศัตรูจะจู่โจมตี ในทางที่จะข้ามแม่น้ำใหญ่
ถึงช่องแคบช่องเขาเข้าแห่งไร อย่าไว้ใจจัดกองออกป้องกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น เสนาสามนต์คนขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงธรรม์ มาบอกกันกำชับทัพชัย
นายกองซ้ายขวาหน้าหลัง คอยระวังมิให้เสียกระบวนได้
หยุดพลจัตุรงค์ลงไว้ ตรวจไตรตามพระบัญชาการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกกองเกณฑ์ตระเวนด่าน
นั่งทางอยู่กลางดงดาน คอยเหตุเภทพาลไพรี
ได้ยินเสียงฟันไม้ในไพรเพรียก ก็ร้องเรียกพวกเพื่อนออกจากที่
มาแอบฟังริมฝั่งวารี เสียงช้างม้ามี่อึงไป
บ้างชวนกันขึ้นบนต้นไม้มอง แลเห็นเป็นกองทัพใหญ่
หมายประมาณพวกพลสกลไกร ดูไปไม่สิ้นสุดตา
ต่างคนแจ้งใจในเหตุการณ์ ก็ลนลานลงจากพฤกษา
ค่อยเล็ดลอดดอดด้อมมองมา ที่ชายดงพงคาป่าชัฏ
พบคนสองคนด้นตัดไม้ พร้อมกันออกไล่ล้อมสกัด
รุมจับตัวได้ให้ผูกมัด แล้วพาลัดเลาะป่ามานอกทาง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้งมาถึงเมืองรีบมาหาผู้รั้ง ให้บ่าวคุมคนนั่งอยู่ข้างล่าง
ขุนด่านคลานขึ้นศาลากลาง กราบพลางทางเรียนเนื้อความไป
ข้าเลียบด่านพานพบกองทัพ ก็ซุ่มอยู่จู่จับคนได้
ชาวกะหมังกุหนิงกรุงไกร เห็นจะเป็นศึกใหญ่ยกมา
ไพร่พลนับแสนแน่นดง ทวนธงดงดาษไปทั้งป่า
แต่ที่พบกองทัพกับพารา แม้นว่าเดินลำลองก็สองวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ระตูผู้รั้งบุหราหงัน
ยกกระบัตรปลัดนั่งพร้อมกัน ฟังข่าวคิดพรั่นอยู่ในใจ
เจ้าเมืองจึงสั่งบังคับ เอาตัวคนที่จับมันมาได้
ทำมะรงจงถามซักไซ้ ว่าผู้ใดใครเป็นแม่ทัพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทำมะรงพร้อมพรั่งนั่งกำกับ
เอาคนโทษออกมาถามตามบังคับ บ้างสำทับขู่ว่าจะฆ่าตี
พวกพลเท่าไรใครยกมา เร่งว่าตามจริงจงถ้วนถี่
จะเป็นศึกเสนาธิบดี หรือทัพท้าวเจ้าบุรียกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองคนจวนตัวกลัวจะฆ่า
ยกมือไหว้ใจนึกภาวนา ให้การว่าตามจริงทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ผู้รั้งฟังความเห็นเหมาะมั่น
จึงปรึกษากรมการทั้งนั้น จำจะคิดป้องกันเมืองไว้
ว่าพลางทางสั่งหลวงพล เร่งแบ่งคนผ่อนครัวเสียจงได้
บ้านเมืองรายทางที่ห่างไกล ออกไปบอกกันให้ทันที
แล้วเกณฑ์คนเข้ามารักษาค่าย จงรอบรายประจำทุกหน้าที่
ปืนผาอาวุธของใครมี กริชกระบี่สำหรับมือให้ถือมา
ข้าศึกสองคนที่จับได้ มหาดไทยคุมตัวไปดาหา
แต่งหนังสือบอกคดีตีตรา รีบไปในเวลาพรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระหลวงขุนหมื่นอึงมี่
รับคำผู้รั้งสั่งคดี ต่างไปจากที่ศาลา
บ้างกะเกณฑ์ผู้คนอลหม่าน นายบ้านเที่ยวเร่งเรียกหา
ทั้งนอกเมืองในเมืองเนื่องมา พร้อมกันยังหน้าศาลากลาง
ตัวนายจ่ายปืนสำหรับยุทธ์ ตรวจเตรียมอาวุธต่างต่าง
ยกปืนฉัตรชัยขึ้นใส่ราง ผูกประจำที่ทางทุกป้อมไป
บ้างบอกเหล่าชาวบ้านให้รู้ทั่ว จงผ่อนครัววัวควายแอกไถ
เร่งเก็บของข้าวอย่าเอาไว้ อพยพยกไปในพรุ่งนี้
มหาดไทยให้ทำหนังสือบอก จำลองลอกลงกระดาษถ้วนถี่
เรียกหาบ่าวไพร่ได้ทันที ให้คุมไพรีที่จับมา
จำตะโหงกใส่ลิ่มขื่อมือ ผู้คุมถือเชือกเดินนำหน้า
แล้วขุนมหาดไทยไปขึ้นม้า เร่งรัดรีบพากับคลาไคล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝูงคนชนบทน้อยใหญ่
ครั้นรู้ข่าวศึกมาไม่ไว้ใจ บ้านช่องของใครก็ผ่อนครัว
พวกผู้หญิงวิ่งหาแสรกคาน ลนลานแบ่งเสบียงไว้ให้ผัว
เอาผ้าคาดอกมั่นพันพัว เตรียมตัวเก็บของใส่หาบคอน
บ้างขนของน้าป้าย่ายาย ฟืมฝ้ายฟูกเบาะเมาะหมอน
ช่วยกันหาบหิ้วหอบที่นอน ลูกอ่อนอุ้มจูงมารุงรัง
บ้างชวนชักพรรคพวกพี่น้อง ยักย้ายเงินทองไปเที่ยวฝัง
ซุบซิบพูดกันมิให้ดัง ซ่อนมิดปิดบังไม่บอกใคร
เหล่าพวกแม่หม้ายไร้ลูกผัว หาบคอนของตัวมาตามได้
เข้าประสมกรมการที่คุมไป พูดจาเกลี่ยไกล่เป็นไมตรี
ทุกถิ่นฐานบ้านเรือนรายทาง ก็ยกครัววัวต่างออกจากที่
ทั้งครอบครัวหัวเมืองบรรดามี อพยพหลบหนีเข้าป่าดง ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงสูงส่ง
หยุดสำนักพักพลจัตุรงค์ ประทับแรมริมดงพงไพร
ครั้นอรุณเรืองแรงแสงทอง ให้ลั่นฆ้องสำคัญหวั่นไหว
ทัพหน้าดำเนินธงชัย คลายเคลื่อนพลไกรจรจรัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงริมฝั่งคงคา ฟากท่าหน้าเมืองบุหราหงัน
เห็นป้อมค่ายคูรอบขอบคัน หอรบนางจรัลเรียงราย
จึงดำรัสตรัสสั่งบังคับ แก่นายทัพนายกองทั้งหลาย
เร่งข้ามพหลพลนิกาย เดินค่ายเข้าประชิดติดพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีนายกองทัพหน้า
ได้แจ้งแห่งราชบัญชา ต่างคุมโยธามาทันใด
วางกองเหนือน้ำประจำฝั่ง ขุดสนามเพลาะบังปืนใหญ่
ลูกหาบเร่งรัดตัดไม้ ขนส่งลงไปริมวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชาวเมืองไม่ท้อถอยหนี
ประจุปืนป้อมพลันทันที หมายที่ท่าข้ามคนประชุม
เห็นตรงทางแล้ววางปืนใหญ่ ฉัตรชัยมณฑกนกคุ่ม
จุดปืนหลักลั่นควันคลุ้ม กลบกลุ้มไปกลางคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกทหารชาญชัยใจกล้า
พูนสนามเพลาะตั้งบังเข้ามา วัดวาหน้าที่ทำการ
บ้างลงหลักปักเรือกออกไป ผ่าไม้ตีตะล่อมอลหม่าน
ขนศิลามาใส่เป็นเสาตะพาน ตะม่อค้ำซ้ำกรานขาทราย
บนหลังรอดทอดตงเรียงชิด ผูกบิดลูกชะเนาะเปลาะหวาย
ที่น้ำลึกเป็นห้วงพ่วงแพราย ทอดสายทุ่นถ่วงหน่วงรั้ง
บ้างตีเรือกรัดขัดลายสาม ปูพื้นตะพานข้ามไปถึงฝั่ง
แล้วฉายที่ตลิ่งชันกันพัง ประชิดตั้งค่ายตับขึ้นฉับพลัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กรมการตัวนายในค่ายมั่น
จัดแจงแบ่งคนได้สามพัน ยกออกทะลวงฟันทันที
ทหารปืนยืนยิงกลางแปลง บ้างวิ่งเข้าโถมแทงจนถึงที่
ห้กด้านตะพานเรือกริมวารี ต่อตีตะลุมบอนรอนรบ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกกองทัพรับไว้ไม่หลีกหลบ
แย้งยิงปืนระดมสมทบ รุกรบไพรีตีประดา
เหล่าพวกลำลองกองแซง ขับม้าทวนแทงแข่งหน้า
แยกปืนหลีกเลยลงมา กระหนาบข้างซ้ายขวาฝ่าแทง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ชาวเมืองบุหราหงันขันแข็ง
คนน้อยถอยล่อต่อแย้ง แอบแฝงไม้ยิงหยุดรับ
ผลัดกันรั้งหลังระวังทาง หนีพลางวางปืนปล่อยตับ
ตีฆ้องสำคัญสัญญาทัพ ม้วนธงถอยกลับเข้าในเมือง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พวกทัพหน้าทัพหนุนแน่นเนื่อง
ขุดดินค่ายตับขยับเยื้อง ถึงมุมเมืองคูคั่นชั้นใน
ทำหอรบเสร็จสรรพ์วิหลั่นบัง ยกตั้งประชิดเข้าไปใกล้
เกณฑ์คนขึ้นคอยประจำไว้ ปืนใหญ่ยิงตอบกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิหยาสะกำใจกล้า
ให้กองทัพประชิดติดพารา เห็นว่าเกือบใกล้ได้ท่วงที
จึงตรัสสั่งสารวัดให้ตรวจค่าย จงไปบอกตัวนายทุกหน้าที่
เร่งคนปล้นปีนเข้าบุรี รีบตีอย่าไว้ให้ช้าวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สารวัดกองตรวจกวดขัน
รับสั่งแล้วรีบเร็วพลัน ไปบอกกันตามมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกทหารตัวนายค่ายหน้า
ให้ตีกลองสำคัญสัญญา ต่างต้อนโยธาเข้าชิงชัย
ทลายรั้วขวากลงตรงประตู เอาแตะทิ้งทับคูข้ามได้
ระดมปืนครื้นครั่นสนั่นไป ยกบันไดพาดปีนขึ้นทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ชาวเมืองซึ่งประจำหน้าที่
สอดแทงแย้งยิงไพรี ไม่ท้อถอยคอยตีต้านทาน
วางปืนตับตอบรอบค่าย คนรายรักษาหน้าด้าน
ชักปีกกากั้นประจัญบาน ยกกระดานขึ้นตั้งบังตน
บนหอรบเรียงปืนใหญ่ยิง บ้างทุ่มทิ้งหินผาดังห่าฝน
ตัวนายรายกำกับพวกพล ต่างคนคอยรบรับไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกทหารโห่สนั่นหวั่นไหว
ยัดปืนยืนยิงชิงชัย หนุนกันขึ้นไปมากมาย
บ้างวิ่งทิ้งถอนขวากเขากวาง คืนขว้างเข้าไปในค่าย
เอาเชือกฉุดจุดคบเพลิงราย เผาทำลายค่ายล่อหอคอย
กองช้างขับช้างเข้าง้างแย่ง งวงคว้างาแทงไม่ท้อถอย
กรุยแตะเสาได้ใหญ่น้อย พังทับยับย่อยลงทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ชาวเมืองหน้าด่านไม่ทานได้
ต่างทิ้งปืนผาอาวุธไว้ วิ่งวนซนไปออกประตู
ผู้รั้งทั้งปลัดกับหลวงพล สกัดกั้นฟันคนไว้ไม่อยู่
ข้างด้านหลังพังเขื่อนขวากคู เหยียบกันไปไม่รู้ว่าไพร่นาย
บ้างโจนจากสนามเพลาะเลาะลัด บุกพงหลงพลัดเข้าเชิงหวาย
บ้างปีนขึ้นต้นไม้ไล่ตะกาย จวนตัวกลัวตามเต็มที
ลางคนสุดกำลังลงนั่งหอบ เสียงใบไม้กรอบก็วิ่งหนี
แลเห็นพวกเพื่อนว่าไพรี ถ้อยทีตื่นตระหนกตกใจ
บ้างบุกชัฏลัดดงหลงป่า ไม่รู้ว่าหนทางอยู่ข้างไหน
ต่างคนต่างพลัดกันไป นายไพร่ไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รัว

๏ บัดนั้น พวกทหารอาอาจดังราชสีห์
ครั้นหักเข้าได้ในบุรี ขึ้นค้นทุกหน้าที่ทั่วไป
เก็บเอาหอกดาบปืนผา สาตราอาวุธน้อยใหญ่
ขนมาศาลากลางวางไว้ ส่งให้นายหมวดนายกอง
บ้างจัดแจงแต่งพลโยธา ไปลาดหาเสบียงทุกบ้านช่อง
ให้เหล่าทหารปืนพื้นลำลอง ตั้งกองประจำไว้ในพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายขุนมหาดไทยใจกล้า
ถือหนังสือคุมคนโทษมา นอนทางกลางป่ามาหลายวัน
ลุถึงดาหาธานี ลงจากพาชีขมีขมัน
จึงนำเอาหนังสือบอกนั้น พากันมายังวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงตรงไปศาลา วางตราเสมียนเวรผู้ใหญ่
แล้วนำนักโทษนั้นเข้าไป กราบไหว้แจ้งการท่านเสนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ปาเตะได้ฟังไม่กังขา
ก็ลนลานลงจากศาลา รีบมาพระโรงคัลมิทันนาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ก้มเกล้ากราบทูลมูลเหตุ พระปิ่นปักนัคเรศราชฐาน
บัดนี้มีหนังสือกรมการ บอกขานข่าวศึกมาติดพัน
จับคนมาได้ให้การว่า จะเข้าตีพาราบุหราหงัน
ราษฎรผ่อนครัวเข้าไพรวัน พระทรงธรรม์จงทราบฝ่าธุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระผ่านภพดาหากรุงศรี
ได้ฟังข่าวราชไพรี ภูมีสั่งปะหรัดกะติกา
ให้ตรวจทัพเมืองขึ้นของเรานั้น มาพร้อมกันอยู่นอกดาหา
ให้ตั้งค่ายรายรอบพารา รักษาเป็นสองชั้นมั่นไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น ปะหรัดกะติกาบังคมไหว้
รับพระบัญชาแล้วคลาไคล รีบไปเร็วพลันทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึงบอกกล่าวท้าวพระยาทั้งหลาย เร่งตั้งค่ายรายรอบกรุงศรี
ข้าศึกเห็นจะมาถึงธานี รับสั่งครั้งนี้อย่านอนใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวพระยาสามนต์น้อยใหญ่
ฟังกำหนดพจนารถภูวไนย ก็ตรวจตราหาไพร่ให้พรั่งพร้อม
เร่งตั้งค่ายรอบกำแแพงเมือง ยักเยื้องมิให้บังหน้าป้อม
ชักปีกกาถึงกันเป็นหลั่นล้อม วงอ้อมโอบรอบขอบคู
ยกหอรบหอคอยลอยตระหง่าน สับกระดานต้านตั้งบังอยู่
รั้วขวากชั้นในไว้ประตู เสากระทู้เขื่อนขัณฑ์มั่นคง
ทุกหน้าค่ายภายนอกออกไป ก็โค่นไม้ขุดตอไม่หลอหลง
ฉายจอมปลวกปราบราบลง ให้เตียนตรงป้อมปืนในพารา
สนามเพลาะในค่ายรายปืนน้อย วางคนประจำคอยอยู่รักษา
แล้วนายกองรีบรัดจัดโยธา เป็นหมู่หมวดตรวจตราทุกราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิหยาสะกำเรืองศรี
ครั้นหักศึกมีชัยได้บุรี ให้ตรวจเตรียมโยธีทุกกระทรวง
แล้วยกพลนิกายกองหน้า ยาตราดำเนินนำทัพหลวง
ตีเมืองรายทางทั้งปวง เลยล่วงไปตามมรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สิบวันดั้นเดินในไพรพง ก็สิ้นดงตกทุ่งกรุงดาหา
แลไปเห็นกำแพงพารา ทั้งมหาปราสาทเรียงรัน
จึงยับยั้งฟังองค์พระทรงยศ จะกำหนดให้ตั้งค่ายมั่น
กองทัพนับแสนแน่นนันต์ พร้อมกันหยุดอยู่ที่ชายไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเป็นใหญ่
เร่งรีบรี้พลสกลไกร มาใกล้ทิวทุ่งธานี
เห็นละหานธารน้ำไหลหลั่ง ร่มไทรใบบังสุริย์ศรี
จึงดำรัสตรัสสั่งเสนี ให้ตั้งที่นาคนามตามตำรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใส่เกศา
ออกมาเกณฑ์กันดังบัญชา ให้โยธาถางที่นี่นัน
ทำค่ายหน้าค่ายหลังตั้งบรรจบ ยกหอรบขึ้นปรับสับวิหลั่น
ชักปีกกาขึงไปถึงกัน ผูกราวสามชั้นขันชะเนาะ
หว่างป้อมเป็นจังหวะระยะแย่ง ใส่บังตางาแซงมั่นเหมาะ
พูนดินเต็มตามสนามเพลาะ ไม้ไผ่เจาะรวงปล้องเป็นช่องปืน
บ้างปลูกโรงรถคชา ทั้งที่ผูกช้างม้ามิให้ตื่น
เสาตะลุงหลักแหล่งแปลงปืน พ่างพื้นปราบเลี่ยนเตียนตา
บ้างเร่งทำตำหนักน้อยใหญ่ เพิงรายรอบในซ้ายขวา
ข้างนอกค่ายปักขวากดาษดา ชักเขื่อนเข้าหาประจบมุม
บ้างจัดคนลำลองทุกกองเกณฑ์ ออกตระเวนนั่งทางวางหลุม
คอยเล็ดลอดสอดแนมจับกุม ชั้นในให้ประชุมจัตุรงค์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงสูงส่ง
เห็นตั้งค่ายเสร็จพลันมั่นคง จึงชวนองค์โอรสธิบดี
ตรัสเรียกสองราชอนุชา เสร็จจากรถาเรืองศรี
พร้อมด้วยกิดาหยันเสนี จรลีขึ้นสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น กองร้อยคอยเหตุข้างดาหา
ออกสอดแนมอยู่นอกพารา เห็นไพรียกมาถึงชายไพร
กระบวนทัพหน้าหลังมาตั้งลง ทิวธงซ้อนซับนับไม่ได้
เสียงคนอึงอัดตัดไม้ ราบไปทั้งป่าพนาลี
ต่างคนต่างเผ่นขึ้นหลังม้า พลางประมาณหมายตาดูถ้วนถี่
แล้วอ้อมออกนอกทุ่งทันที ขับควบพาชีเข้าเวียงชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงไปแจ้งกิจจา แก่ปาเตะเสนาผู้ใหญ่
เล่าความแต่ต้นจนปลายไป โดยได้เห็นสิ้นทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ปาเตะตกใจไหวหวั่น
ให้จดเอาถ้อยคำสำคัญ แล้วผายผันเข้าพระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงก้มเกล้าประณตบทบงสุ์ ทูลพระองค์ทรงพิภพดาหา
ว่าไพรีตีเมืองล่วงมา รี้พลโยธามากมาย
ม้ารถคชกรรม์ครั่นครื้น ดังเสียงคลื่นในสมุทรไม่ขาดสาย
บัดนี้มาตั้งอยู่เนินทราย ที่ชายทุ่งกับป่าต่อกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ศรีปัตหรารังสรรค์
ได้ฟังปาเตะทูลพลัน พระทรงธรรม์ตริตรึกนึกใน
อันศึกครั้งนี้ซึ่งมีมา เพราะเขาขอบุษบาเราไม่ให้
จึงเป็นเสี้ยนศัตรูหมู่ภัย น้อยใจด้วยอิเหนานัดดา
แกล้งจะให้เกิดการโกลาหล ร้อนรนไปทั่วทุกเส้นหญ้า
เสื่อมเดชเพศพงศ์เทวา ศึกมาถึงราชธานี
คิดพลางทางสั่งเสนาใน เร่งให้เกณฑ์คนขึ้นหน้าที่
รักษามั่นไว้ในบุรี จะดูทีข้าศึกซึ่งยกมา
อนึ่งจะคอยท่าม้าใช้ ที่ให้ไปแจ้งเหตุพระเชษฐา
กับสองศรีราชอนุชา ยังจะมาช่วยหรือประการใด
แม้นจะเคืองขัดตัดรอน ทั้งสามพระนครหาช่วยไม่
แต่ผู้เดียวจะเคี่ยวสงครามไป จะยากเย็นเป็นกระไรก็ตามที ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปาเตะประณตบทศรี
ออกมาเกณฑ์ไพร่พลมนตรี ตามมีพระบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เร่งรัดจัดพลอาสา ขึ้นประจำเสมาทุกหน้าด้าน
ประตูเมืองสี่ทิศให้ปิดบาน ลงเขื่อนมั่นลั่นดาลทันใด
เหล่าพวกกองฝรั่งพรั่งพร้อม ขึ้นอยู่ป้อมประจุปืนใหญ่
กะเกณฑ์กองกลางวางไว้ เสียงปืนหนักไหนก็ให้ทัน
อันโยธาอาสาหกเหล่า ทั้งเกณฑ์หัดจัดเข้าเป็นกองขัน
สามารถอาจออกทะลวงฟัน รายกันตั้งกองริมกำแพง
ล้อมวังตั้งรอบพระนิเวศน์ วางม้าคอยเหตุไว้สี่แห่ง
กองตระเวนสารวัดจัดแจง ตกแต่งตรวจตราทั้งธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

https://vajirayana.org/system/files/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2_264950.pdf
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ